ผู้เขียน หัวข้อ: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ  (อ่าน 510115 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 883
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1200 เมื่อ: 15 ตุลาคม, 2017, 10:45:51 AM »

Subwoofer Reference Levelเรื่องที่ผมมักจะถูกถามเข้ามาบ่อยมากว่าจะปรับVolumeของSubwoofer ไปที่เท่าไร่ดี? ผมไปฟังบ้านเพื่อนมาหลายบ้าน บางบ้านเบสเยอะมาก บางบ้านเบสน้อยมาก อันไหนคือความดังของความถี่ต่ำที่ถูกต้อง? เสียงเบสในห้องสตูดิโอมาตรฐานที่บอกว่าผู้กำกับอยากให้คนฟังได้ยินนี่มันดังเท่าไร? ต้องปรับความดังที่AVRเท่าไรเสียงจึงจะดังเท่าในห้องstudioที่เขาmixกัน? จะcalibrateเสียงในห้องhome theaterยังไงให้มีเสียงความถี่ต่ำดังตามมาตรฐาน? และอีกหลายๆคำถามที่เกี่ยวกับการปรับความดังของSubwoofer







ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 883
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1201 เมื่อ: 16 ตุลาคม, 2017, 09:40:10 PM »
การวางและconfiguration subwooferห้องหมอเอก

หลังจากผมได้subwooferของMeyer Sound รุ่น X-400cใหม่มาอีก2ตัวรวมเป็นทั้งหมด 4ตัวในห้อง จึงต้องทำการsetupและติดตั้งใหม่ แต่จะติดตั้งแบบไหนวางแบบไหนก็ต้องมาดูและตัดสินใจถึงสภาพแวดล้อม สภาพอุปกรณ์ สภาพห้องต่างๆว่าแบบไหนถึงจะให้ผลลัพธ์ได้ดีที่สุด

โดยแบบแรกที่คิดไว้ก็คือการเอาลำโพงsubwooferเข้าไปรวมกับลำโพงหน้าLCRโดยใช้DSPของMeyer Soundรุ่นGalileo408เป็นตัวจัดการBass management ตัดHigh pass filter(HPF)ลำโพงmain และตัดLow Pass Filter(LPF)ลำโพงSubwooferแล้วก็นำเอาลำโพงทั้งสองมารวมเข้าด้วยกันหรือที่เรียกว่าalignกัน ก็จะทำให้ลำโพงหน้าทั้งสามตัวของผมกลายเป็นลำโพงแบบFull rangeและตอบสนองความถี่ได้ตั้งแต่ 20-20000Hz โดยที่ไม่มีความถี่หายไป หรือมีการบูทซ้อนทับกันมากเกินไปของความถี่ช่วงใดๆ

แล้วก็มาsetในส่วนของPre-processor Marantz AV8802ให้ลำโพงหน้าทั้งสามตัวเป็นLargeหรือความหมายก็คือเป็นFull Rangeนั่นเอง ส่วนลำโพงSurroundก็จะทำการBass managementที่pre-pro โดยsetให้ความถี่ต่ำเข้าไปรวมกับLFEแล้วส่งไปยังsubwooferอีกตัวหนึ่ง(ตัวที่สี่) ลักษณะแบบนี้ก็ใกล้เคียงกับที่ทางDolbyแนะนำใช้ในโรงภาพยนต์ทั่วไปหรือห้องDolby Approved Studio ที่ลำโพงด้านหน้า 3channelsต้องเป็นลำโพงFull rangeเท่านั้นส่วนลำโพงSurroundก็จะใช้Bass managementเพื่อนำเอาความถี่ต่ำของsurroundทั้งหมดรวมถึงลำโพงceiling channelsใส่ลงไปในSubwooferแยกต่างหาก2ตัว ด้านซ้ายหนึ่งตัวสำหรับSurr+ลำโพงเพดานด้านซ้าย ด้านขวาอีกตัวสำหรับSurr+ลำโพงเพดานด้านขวา ซึ่งSubwooferทั้งสองตัวนี้จะอยู่ด้านหลังหรือแขวนไว้อยู่บนเพดาน ด้านหลังซ้ายและขวา

มาถึงแบบที่สองที่ผมลองทดสอบเปรียบเทียบกันคือใช้Bass Managementทุกchannels โดยตัดความถี่ต่ำของลำโพงmainทุกตัวไม่ว่าจะเป็นลำโพงหน้าซ้าย กลาง ขวา,ลำโพงSurround, ลำโพงเพดานเข้าไปรวมกับ LFE channels แล้วส่งไปยังSubwooferทั้งสี่ตัว แบบนี้เป็นวิธีที่ THXแนะนำให้ใช้ในห้องขนาดเล็กหรือห้องhome theaterโดยทั่วไป ซึ่งความจริงแล้วทางdolbyเองก็ยืดหยุ่นให้ใช้วิธีนี้ได้ในห้องhome theaterถ้าลำโพงด้านหน้าไม่สามารถตอบสนองความถี่full rangeได้(สามารถอ่านได้จาก Dolby Home Theater Installation Guidelines)

ที่เอามาเปรียบเทียบกันนี้เนื่องจากว่าอุปกรณ์ในห้องที่ใช้อยู่ของผมสามารถsetได้ทั้งสองแบบ เลยดำเนินการsetกันทั้งสองแบบแล้วลองเอามาเทียบกันให้เห็นแบบชัดๆว่าในห้องนี้ติดตั้งแบบไหนจะดีกว่ากัน โดยในแบบแรกจะsetให้ 3channelsหน้าเป็นลำโพงfull rangeอย่างที่บอกมาแล้วยกเอาลำโพงหน้าซ้ายและขวาขึ้นไว้บนลำโพงSubwoofer ทำการbass managementตัดcrossover 80Hz ส่วนของลำโพงcenterก็วางSubwooferไว้ด้านหลังของลำโพงmainเนื่องจากจะบังจอถ้ายกขึ้นไปต่อกันเหมือนลำโพงซ้ายและขวาแล้วbass managementเช่นเดียวกับลำโพงหน้าซ้ายและขวา ส่วนลำโพงSurroundและลำโพงเพดานก็จะตัดความถี่ที่Pre-proให้ความถี่ต่ำกว่าcrossover point 80Hzแต่ละchannelไปรวมกันกับLFE แล้วส่งไปยังSubwooferอีกตัวหนึ่งแยกต่างหาก หลังจากวางลำโพงset configurationต่างๆเรียบร้อยแล้วก็ทำการFully Calibration ทั้งในส่วนของtime domainไม่ว่าจะเป็นการset phase,time delay ในส่วนของfrequency domainโดยการใช้parametric eqในdspจัดการ ซึ่งผมว่าการวางลำโพงแบบนี้ข้อดีอย่างหนึ่งก็คือการที่ลำโพงmainและลำโพงSubwooferอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน การset time/phase delay ก็จะทำได้ง่ายดีไม่ต้องใส่delayมาก phaseระหว่างลำโพงmainและSubwoofer ก็alignกันแล้ว

สำหรับการsetอีกแบบผมจะใช้configurationแบบ bass management ทุกแชลแนลผ่านทางpre proโดยsetให้ลำโพงเป็นsmallทุกchannelตัดความถี่ที่ 80Hz แล้วbypassค่าต่างๆบนpre-pro มาปรับทุกอย่างบนdsp Galileo408และBSS Blu-160แทน ตำแหน่งลำโพงSubwooferจะวางเป็นรูปกากบาทตรงกึ่งกลางผนังทั้งสี่ด้าน เพราะลองขยับหลายๆตำแหน่งในห้องผมแล้ว ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่มีfrequency responseดี่ที่สุด ถึงแม้จะมีdipและboomyบ้าง ก็ใช้dsp ทำการparametric eqน้อยที่สุด เพื่อให้การตอบสนองความถี่ราบเรียบมากที่สุด หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยก็ทำการวัดค่าต่างๆของการset ทั้งสองแบบเก็บไว้ แล้วมานั่งฟังจริงๆเก็บข้อมูลไว้ว่าเสียงที่ได้ยินเป็นอย่างไรบ้างเพื่อจะนำไปเปรียบเทียบกันระหว่างข้อดีข้อเสียของการsetทั้งสองแบบ ซึ่งขอแบ่งข้อดีข้อเสียของการใช้Bass Managementเป็นข้อๆเพื่อจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

คราวนี้ลองมาดูกราฟจากการsetทั้งสองแบบดูบ้าง จะเป็นกราฟfrequency response เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว.... อย่าพึ่งด่วนสรุปบอกว่ากราฟพวกนี้บอกว่าเสียงดีไม่ดีไม่ได้หรอก ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับที่ว่ากราฟfrequencyอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าเสียงแบบนี้ดีกว่าแบบนี้ เพราะถึงแม้กราฟfrequency responseจะราบเรียบก็ไม่ได้บอกถึงว่าเสียงที่ได้มีความสม่ำเสมอ เนื่องจากในความราบเรียบนั้นอาจจะแฝงการเกิดkeep ringingของเสียงเบสที่มียาวนานกว่าปกติ ที่สำคัญในเรื่องของเสียงนอกจากfrequency domainแล้วสิ่งที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพของเสียงอย่างน้อยก็เท่ากับหรือมากกว่าเรื่องของfrequency domainก็คือtime domain ซึ่งก็ได้แก่การวัดพวกimpulse respons, phase trace, Decay time and waterfall graphs, ETC ยังไงถ้ามีคนสนใจผมค่อยพูดถึงละเอียดในแต่ละตัวอีกทีครับ

นอกจากนี้เสียงดีเสียงไม่ดีก็ยังขึ้นอยู่กับอุปกรณ์เครื่องเสียงต่างๆที่ใช้เป็นสำคัญด้วย แต่สิ่งที่กราฟfrequency responseบอกเราได้คือ มีความถี่ไหนหายไปหรือดังผิดปกติบ้าง ซึ่งจากกราฟfrequency response ของลำโพงหน้าทั้งสามตัวที่ต่อแบบBass managementจะมีความสม่ำเสมอและราบเรียบของเสียงความถี่ต่ำที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนของfull rangeจะมีความถี่ช่วงประมาณ 30-50Hzหายไปเกือบทุกตัวเนื่องมาจากroom modeของห้องผมเอง และเนื่องจากไม่สามารถขยับลำโพงsubwooferที่วางอยู่บนลำโพงmainทั้งสามตัวหน้าไปในตำแหน่งที่จะลดroom modeของห้องได้ ถึงแม้จะพยายามใช้parametric EQช่วยอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม มันก็ได้แค่นี้ไม่สามารถเพิ่มความถี่ได้ตามที่ต้องการ

และเมื่อผมได้ฟังเสียงจากหนังและคอนเสิร์ตจะจับได้อย่างชัดเจนเลยอย่างเช่นคอนเสิร์ตออเคสตร้าเสียงกลองทิมปานีบางตัวเบาลง หรือหายไปเลย เนื่องจากถ้าเราเคยฟังเสียงในแบบfrequency responseที่สม่ำเสมอมาจนติดหูจำได้ เมื่อมาฟังเสียงที่มีความถี่ต่ำบางย่านหายไปหรือบางย่านบูมผิดปกติจะฟังออกได้ชัดเจนเลย ดังนั้นcalibratorปรับเสียงส่วนมากจะสอนให้ฟังเสียงจากการดีดเบส หรือเสียงการตีกลองว่ามีเสียงบางช่วงในการดีด หรือในการตีที่มีเสียงหายไปไหมเพื่อทดสอบความสม่ำเสมอของเสียง ไม่ได้ฟังแค่ว่าเสียงแบบนี้ดังกว่าแบบนี้เพราะบางทีเสียงที่ดังกว่าหรือมีเนื้อมีหนังมากกว่านั้นมันเป็นเสียงของbass boomหรือเสียงเบสที่keep ringing นอกจากนี้การSetแบบBass managementเสียงที่ออกมาจากลำโพงทุกตัวในระบบความถี่ต่ำจะใกล้เคียงกันมากเนื่องจากเสียงความถี่ต่ำของทั้งระบบมาจากลำโพงsubwooferชุดเดียวกันความต่อเนื่องของเสียง จากลำโพงต่อลำโพงจะกลมกลืนกันมากกว่า แต่แบบfull rangeเสียงจากลำโพง3ตัวหน้าจะไม่ค่อยเหมือนกันเพราะตำแหน่งsubwooferทั้งสามตัวอยู่คนละตำแหน่งกันการสะท้อนเสียงจากผนังต่างๆจึงให้ความแตกต่างของเสียงความถี่ต่ำมากกว่า

แค่นี้ก็รู้แล้วว่าห้องนี้และระบบนี้ควรจะต้องใช้configurationแบบBass managementของลำโพงทุกตัว ผมเลยสรุปข้อดีข้อเสียของBass managementที่รวบรวมมาจากทั้งในหนังสือ การบรรยายที่เคยฟังมา และประสบการณ์ที่ได้มาจากการsetในห้องของตัวเองมาเป็นข้อๆจะได้เห็นภาพชัดเจนและครอบคลุมมากขึ้น

ข้อดีของการใช้Bass Management
1.   มีอิสระในการวางตำแหน่งลำโพงหน้าซ้าย กลาง ขวา(More freedom in mains placement) เนื่องจากตำแหน่งการวางลำโพงmainจะได้ให้มุ่งเน้นความสนใจไปที่speaker imageหรือตำแหน่งfocusของเสียงที่ดี ไม่ต้องกังวลถึงถึงตำแหน่งที่bass responseดีที่สุดเพราะตำแหน่งดีสำหรับการตั้งsubwooferเพื่อลดความรุนแรงของstanding wave อาจจะไม่ใช่ตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสมของลำโพงmain channelsต่างๆเช่นตำแหน่งsubwooferของห้องนี้อาจจะเหมาะสมวางไว้มุมห้อง หรือกลางผนังจุดใดจุดหนึ่งในห้อง ซึ่งตำแหน่งนี้บางทีก็ไม่ใช่ตำแหน่งที่ถูกต้องในการวางลำโพงmainเพื่อให้ได้sound imageหรือfocusที่ดี แต่บางท่านอาจจะสงสัยว่าอ้าวแล้วทำไมในบางห้องที่เป็นapproved studioหรือโรงภาพยนต์เขาถึงสามารถsetลำโพงแบบFull rangeได้ อันนี้ต้องแยกเป็นสองประเด็น อย่างแรกคือเรื่องของขนาดของห้อง ที่ผมพูดอยู่เสมอว่าAcousticsในห้องขนาดใหญ่ จะไม่เหมือนกับAcousticsในห้องขนาดเล็กดังนั้นการจัดการกับเสียงในห้องที่มีAcousticsต่างกันเลยต้องมีวิธีที่ต่างกันเพื่อให้ได้ผลลัทธ์เหมือนกัน เมื่อขนาดของห้องใหญ่ขึ้นAcousticsของห้องจะเปลี่ยนไปทำให้ความสำคัญของStanding Waveหรือroom modeในความถี่ต่ำจะลดลง ดังนั้นความสำคัญของตำแหน่งการวางSubwooferจึงลดลง ไม่ได้หมายถึงห้องใหญ่ๆจะไม่มีroom modeแต่เนื่องจากขนาดห้องที่ใหญ่room modeที่อยู่ในห้องจึงเกิดการrandomizeต่อกันและทำให้พลังงานที่เกิดไม่ค่อยรุนแรงเหมือนในห้องขนาดเล็กที่ตำแหน่งการวางของลำโพงSubwooferจะมีบทบาทต่อเสียงความถี่ต่ำได้มากกว่า อีกเรื่องหนึ่งถึงแม้จะเป็นห้องที่มีขนาดไม่ใหญ่มากแต่ถ้ามีการวางแผนจัดการกับความถี่ต่ำภายในห้องอย่างดี มีประสิทธิภาพแล้ว การตอบสนองต่อความถี่ต่ำก็จะดีถึงแม้จะConfigurationลำโพงเป็นFull Range อย่างเช่นห้องที่เป็นห้องProfessional Studioต่างๆที่มีต้นทุนในการทำห้องสูงกว่าห้องhome theaterทั่วไปมาก มีการคำนวณขนาดห้อง รูปร่างห้องมาเป็นอย่างดีเพื่อห้องกันเรื่องของstanding wave ผนังห้องต่างๆมีการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อลดพลังงานของเสียงที่ออกมาจากผนังไม่ว่าจะเป็นการใช้Isolation Clip, การใช้ยางdampที่ผนัง, วัสดุBass treatmentต่างๆที่มีคุณภาพเป็นต้น เหล่านี้ล้วนทำให้เสียงที่สะท้อนกลับเข้ามาในห้องที่เป็นต้นกำเนิดstanding waveลดความรุนแรงลงทำให้การตอบสนองต่อเสียงต่ำภายในห้องดีมากขึ้นไปด้วย แต่สำหรับห้องผมเองไม่ได้เป็นแบบนี้เป็นห้องสี่เหลี่ยมธรรมดาที่ตอนทำก็ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนี้ซักเท่าไร ไม่ได้มีการtreatผนัง พื้น หรือเพดานเหมือนห้องระดับprofessional studio ก็ใช้แค่ผนังอิฐกับบุวัสดุกันเสียงแล้วยิงแผ่นยิปซัมติดตามธรรมดา ดังนั้นการตอบสนองต่อเสียงของห้องApproved Professional Studioย่อมดีมากกว่าทำให้การsetลำโพงเป็นFull rangeจึงมีปัญหาน้อยกว่า
2.   ลำโพงทุกตัวในระบบจะมีเสียงความถี่ต่ำที่ใกล้เคียงกัน(All speaker exhibit similar bass response)เนื่องจากเสียงความถี่ต่ำมาจากSubwooferเหมือนกัน เพราะว่าเราต้องการให้ลำโพงทุกchannelsมี bass responseที่เหมือนกันซึ่งจะทำให้ความต่อเนื่องของเสียงในchannelsต่างๆทำได้ดีกว่า
3.   ทำให้ลำโพงSurroundมีกำลังเพิ่มมากขึ้น(Add power for surrounds) จากเดิมที่ลำพังตัวลำโพงSurroundจะมีขนาดไม่ใหญ่เหมือนลำโพง LCR
4.   แบ่งเบาภาระอันหนักอึ้งของความถี่ต่ำจากลำโพงหลัก(Mains experience less woofer fatigue) ไปยังsubwooferที่มักจะมีกำลังในการขับเสียงต่ำดีกว่าลำโพงmain ทำให้wooferของลำโพงmainมีfatigueหรือความล้าจากการทำงานหนักลดลง เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับในห้องpost production facility, dub stage, composer roomฯลฯ ต่างๆที่บางทีต้องใช้งานกันมากกว่า 20ชั่วโมงต่อวันเป็นเดือนๆ อย่างห้องของBob Hodas คนที่ทำการtuning ห้องprofessional studioเหล่านี้เขาก็บอกว่าห้องpost productionขนาดเล็กที่เขาcalibratedมากกว่าร้อยละ 90ใช้configurationแบบBass management
ข้อเสียของการใช้Bass Management
1.   มีPhase cancellationที่ตำแหน่งcrossover pointเนื่องจากระยะทางที่แตกต่างกันของSubwooferกับลำโพงMain(Phase cancellation at X over point due to differing speaker distances from subwoofer) โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าในห้องมีsubwooferแค่ตัวเดียว เช่นในระบบไม่ว่าจะเป็น 7.1, 5.1, 7.1.4 หรือmulti channelsแบบไหนๆ arrival timeที่มาถึงของเสียงจากลำโพงต่างๆจะไม่เท่ากัน ซึ่งเมื่อมาเจอกับเสียงความถี่ต่ำก็อาจจะเกิดphase cancellationได้ถ้าลำโพงบางตัวมีphaseไม่เข้ากับsubwooferในตำแหน่งcrossover point
2.   เกิดphase delayระหว่างการรวมกันของลำโพงsubwooferและลำโพงmain(Additional crossover distortion and phase delay) ทำให้เกิดความเพี้ยนตรงบริเวณcrossover pointซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับการใช้bass management
3.   การแพนเสียงความความถี่ต่ำไม่สมจริง(Low frequency effects panning is ineffective in surrounds) เช่นเราวางsubwooferไว้ด้านหน้า แต่การแพนเสียงของSurroundไปอยู่ด้านหลังถ้ามีการตัดcrossoverที่สูงมากเกินไปก็จะทำให้imageของเสียงไปในทางที่ไม่ถูกต้อง แต่ในข้อนี้หลังจากผมได้ลองในห้องตัวเองโดยได้ทำการตัดcrossoverไม่ไห้สูงเกินไปในการsetแบบbass managementเพื่อป้องกันการฟ้องตำแหน่งของลำโพงSubwoofer และมีการทำphase alignmentระหว่างSubwooferและลำโพงmainให้มีทั้งการin phaseและ in timeในบริเวณcrossover point พบว่าระหว่างการsetแบบFull rangeและBass management แทบจะไม่เห็นความแตกต่างกันในเรื่องของเสียงเบสที่ไม่ไปตามการแพนเสียงของลำโพงหลักเลย
โดยสรุปแล้วในห้องของผมนี้เลยต้องวางลำโพงและconfigurationเป็นแบบBass Management แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าการSetแบบนี้จะเหมาะสมกับห้องทุกห้อง เพราะความแตกต่างในอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้ไม่เหมือนกัน อีกทั้งความแตกต่างในโครงสร้าง ขนาด รูปร่าง ของห้องต่างๆที่ไม่เท่ากันการตอบสนองต่อเสียงต่างๆก็ไม่เหมือนกัน เพียงแต่อยากจะแชร์ประสบการณ์ในการCalibrationว่าผมทำยังไง ผู้อ่านจะพอได้ideaว่ามีจุดไหนที่ต้องให้ความสำคัญ มีจุดไหนที่ควรระวังในการSet upและCalibrationห้องhome theater เผื่อวันหลังจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในห้องของเราบ้างครับ
 :secret

ออฟไลน์ Too' Ninja

  • Admin
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 5,719
  • เพศ: ชาย
  • ตู่ นินจา
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1202 เมื่อ: 17 ตุลาคม, 2017, 06:28:46 AM »
 like  :groovy

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 883
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1203 เมื่อ: 24 ตุลาคม, 2017, 05:25:06 PM »
บทความจากนิตยสารAudiophile/Videophile เป็นเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับสายHDMI







 :secret

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 883
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1204 เมื่อ: 06 พฤศจิกายน, 2017, 06:30:35 PM »
วันนี้มีโอกาสดีที่ได้ไปปรับภาพและเสียงให้กับเฮียตี๋ ญาติผู้ใหญ่ที่นับถือใน จ.อุดรธานี



ห้องนี้ผมเคยCalibrationเมื่อหลายปีมาแล้วและเคยนำเสนอลงในหนังสืAudiophile Videophileแล้วด้วย


มาตอนนี้ได้upgradeและเพิ่มอุปกรณ์ต่างๆอีกหลายอย่างเช่นProjector, Pre-proเปลี่ยนเป็นMarantz 8802a ที่สำคัญเพิ่มลำโพงSubwooferเป็น JL f-113สองตัว


รวมถึงUpgradeระบบเป็น Dolby Atmos 7.2.4


อุปกรณ์ที่ใช้ปรับเสียงก็ชุดเดิมคือHAA kitร่วมกับSmaart V8


ใช้ไมค์ในการวัดเสียงห้าตัว


ห้องนี้ลักษณะlayoutเป็นรูปตัวL ดังนั้นการคำนวณroom modeเพื่อหาตำแหน่งSubwooferของห้องก็จะยากกว่าปกติเพราะไม่สามารถใช้สูตรแบบห้องรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากทั่วๆไปได้


ต้องอาศัยการวัดหน้างานเป็นสำคัญ ดังนั้นงานนี้จึงต้องทำการยกSubwooferเพื่อหาตำแหน่งกันเยอะหน่อยเริ่มจากตำแหน่งแรกหน้าขวากับกลางห้องด้านขวามือ


ตำแหน่งที่สองหน้าขวากับกลางห้องด้านซ้าย


ตำแหน่งต่อมาหน้าห้องทั้งสองตัว


วางไว้หน้าห้องทั้งสองตัวก็ยังมีdipอยู่หลายจุด


เลยต้องหากันต่อไป


สรุปแล้วตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดในห้องนี้เป็นตำแหน่งกลางห้องทั้งสองข้าง


เรียกได้ว่าตำแหน่งนี้frequency responsไม่จำเป็นต้องใช้DSPหรือEQ ก็smoothแล้ว


ใช้โปรแกรมSmaart V8วัดค่าimpulse responseเพื่อหาdistanceของลำโพงทั้งหมดยกเว้นSubwoofer


ทำการalign phaseของ Subwooferทั้งสองตัวแบบParallel และระหว่างSubwooferกับลำโพงmainแบบ Serial


ปรับเสร็จเรียบร้อยเสียงออกมาตามมาตรฐาน โดยเฉพาะเสียงความถี่ต่ำจากลำโพงJL F113ทั้งสองตัวที่ทำงานเข้ากันกับลำโพงทั้งชุดเป็นอย่างดีหลังจากมีการทำalignmentแล้ว ใครที่เคยคิดว่าลำโพงJLเบสต้นไม่ดี ไม่มีimpact คงต้องตรวจสอบอีกทีในเรื่องของความsmoothของfrequency responseที่ผมมักจะพบว่าถ้ามีdipของความถี่ต่ำช่วง60-80Hz(อย่างที่ผมพบได้หลายตำแหน่งของการวางSubwooferในห้องนี้)ความรับรู้ถึงimpactจะหายไปอย่างมาก และที่สำคัญต้องทำphase alignment เพื่อให้เสียงความถี่ต่ำที่ออกมามีความคมชัด แน่น ฉับไวและมีความกลืนกันไปกับลำโพงในSystemจนไม่สามารถระบุตำแหน่งของSubwooferได้


มอบป้ายTHX Plaqueเพื่อเป็นที่ระลึก


ขอขอบคุณเฮียสมชายแห่งร้านขอนแก่นไฮไฟ และคุณเอจากร้านอุดรไฮไฟที่ได้ช่วยเหลือในการSet upครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างดี


ขอบคุณเฮียตี๋อีกครั้งสำหรับของขวัญสิ่งมงคลที่มอบให้ผมในครั้งนี้ครับ



ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 883
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1205 เมื่อ: 09 พฤศจิกายน, 2017, 05:34:34 PM »
บทความจากหนังสือ Audiophile Videophile เรื่องProjection Screens ใครสนใจเรื่องจอแบบต่างๆลองอ่านหาความรู้เพิ่มเติมได้ครับ









ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 883
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1206 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน, 2017, 05:01:34 PM »
อาทิตย์นี้มีพี่ๆน้องๆมาเยี่ยมเยือนดูหนังฟังเพลงที่ห้องhome theaterกันหลายคนครับ




ตามคำขออยากลองเสียงเบส คอนเสิร์ต justin bieber



ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 883
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1207 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 04:59:35 PM »
เนื่องมาจากLumegen RadianceXE3Dตัวเก่าของผมไม่ได้ไปต่อละ mainboardเสีย เลยจำเป็นต้องจัดตัวใหม่มาแทน
รูปร่างหน้าตานี่เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือLogo


เปิดมาอุปกรณ์ข้างในก็ยังเหมือนเดิม แต่ไม่มีคู่มือมาให้


ด้านหน้า




ตัวนี้มีDarbee DVPฝังอยู่ในตัวเลย darbeeตัวเดิมคงต้องเก็บเข้ากรุ


แต่ด้านหลัง port analogต่างๆหายเกลี้ยงเหลือแค่HDMI


รุ่นนี้สั่งเอาแบบboard HMDI 18G ได้(เสียเงินเพิ่ม)


แต่ก็ไม่รู้สั่งมาทำไมProjectorยังตัวเก่า 1080p อยู่เลย


จัดเต็มFully Calibration แบบ LUT3D 17x17x17 ซึ่งก็เท่ากับ4,913จุด ใช้เวลาไปสองชั่วโมง


หลังCalibrationร่วมกับProjector รุ่นเก๋าJVC DLA-RS56 ค่าพื้นฐานต่างๆก็ยังพอได้อยู่


LUT 3D Cubeเข็นไปไกลสุดเท่านี้


เทียบกันให้เห็นจะจะ ระหว่างLUT3Dกับmode presetต่างๆติดมากับเครื่อง ที่บางคนคิดว่าไม่ต้องไปcalibrateอะไรเพิ่ม


ภาพเหล่านี้ถ่ายไม่ได้ปรับแต่งสีใดๆ เอาตรงๆแล้วย่อขนาดลงเท่านั้น ลองดูความแตกต่างครับ


ภาพที่presetส่วนมากจะไม่ค่อยตรง ไม่อมฟ้า ก็อมแดง นี่ขนาดเลือกpresetที่เขาแนะนำว่าใกล้เคียงกับD65ที่สุดแล้วละนะ


ดังนั้นCalibrationเถิดครับใครที่ใช้projector ไม่ว่าจะทำเอง autocal หรือจ้างคนมาทำ รับรองภาพดีกว่าที่มากับเครื่องแน่นอนครับ