ผู้เขียน หัวข้อ: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ  (อ่าน 523775 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1200 เมื่อ: 15 ตุลาคม, 2017, 10:45:51 AM »

Subwoofer Reference Levelเรื่องที่ผมมักจะถูกถามเข้ามาบ่อยมากว่าจะปรับVolumeของSubwoofer ไปที่เท่าไร่ดี? ผมไปฟังบ้านเพื่อนมาหลายบ้าน บางบ้านเบสเยอะมาก บางบ้านเบสน้อยมาก อันไหนคือความดังของความถี่ต่ำที่ถูกต้อง? เสียงเบสในห้องสตูดิโอมาตรฐานที่บอกว่าผู้กำกับอยากให้คนฟังได้ยินนี่มันดังเท่าไร? ต้องปรับความดังที่AVRเท่าไรเสียงจึงจะดังเท่าในห้องstudioที่เขาmixกัน? จะcalibrateเสียงในห้องhome theaterยังไงให้มีเสียงความถี่ต่ำดังตามมาตรฐาน? และอีกหลายๆคำถามที่เกี่ยวกับการปรับความดังของSubwoofer







ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1201 เมื่อ: 16 ตุลาคม, 2017, 09:40:10 PM »
การวางและconfiguration subwooferห้องหมอเอก

หลังจากผมได้subwooferของMeyer Sound รุ่น X-400cใหม่มาอีก2ตัวรวมเป็นทั้งหมด 4ตัวในห้อง จึงต้องทำการsetupและติดตั้งใหม่ แต่จะติดตั้งแบบไหนวางแบบไหนก็ต้องมาดูและตัดสินใจถึงสภาพแวดล้อม สภาพอุปกรณ์ สภาพห้องต่างๆว่าแบบไหนถึงจะให้ผลลัพธ์ได้ดีที่สุด

โดยแบบแรกที่คิดไว้ก็คือการเอาลำโพงsubwooferเข้าไปรวมกับลำโพงหน้าLCRโดยใช้DSPของMeyer Soundรุ่นGalileo408เป็นตัวจัดการBass management ตัดHigh pass filter(HPF)ลำโพงmain และตัดLow Pass Filter(LPF)ลำโพงSubwooferแล้วก็นำเอาลำโพงทั้งสองมารวมเข้าด้วยกันหรือที่เรียกว่าalignกัน ก็จะทำให้ลำโพงหน้าทั้งสามตัวของผมกลายเป็นลำโพงแบบFull rangeและตอบสนองความถี่ได้ตั้งแต่ 20-20000Hz โดยที่ไม่มีความถี่หายไป หรือมีการบูทซ้อนทับกันมากเกินไปของความถี่ช่วงใดๆ

แล้วก็มาsetในส่วนของPre-processor Marantz AV8802ให้ลำโพงหน้าทั้งสามตัวเป็นLargeหรือความหมายก็คือเป็นFull Rangeนั่นเอง ส่วนลำโพงSurroundก็จะทำการBass managementที่pre-pro โดยsetให้ความถี่ต่ำเข้าไปรวมกับLFEแล้วส่งไปยังsubwooferอีกตัวหนึ่ง(ตัวที่สี่) ลักษณะแบบนี้ก็ใกล้เคียงกับที่ทางDolbyแนะนำใช้ในโรงภาพยนต์ทั่วไปหรือห้องDolby Approved Studio ที่ลำโพงด้านหน้า 3channelsต้องเป็นลำโพงFull rangeเท่านั้นส่วนลำโพงSurroundก็จะใช้Bass managementเพื่อนำเอาความถี่ต่ำของsurroundทั้งหมดรวมถึงลำโพงceiling channelsใส่ลงไปในSubwooferแยกต่างหาก2ตัว ด้านซ้ายหนึ่งตัวสำหรับSurr+ลำโพงเพดานด้านซ้าย ด้านขวาอีกตัวสำหรับSurr+ลำโพงเพดานด้านขวา ซึ่งSubwooferทั้งสองตัวนี้จะอยู่ด้านหลังหรือแขวนไว้อยู่บนเพดาน ด้านหลังซ้ายและขวา

มาถึงแบบที่สองที่ผมลองทดสอบเปรียบเทียบกันคือใช้Bass Managementทุกchannels โดยตัดความถี่ต่ำของลำโพงmainทุกตัวไม่ว่าจะเป็นลำโพงหน้าซ้าย กลาง ขวา,ลำโพงSurround, ลำโพงเพดานเข้าไปรวมกับ LFE channels แล้วส่งไปยังSubwooferทั้งสี่ตัว แบบนี้เป็นวิธีที่ THXแนะนำให้ใช้ในห้องขนาดเล็กหรือห้องhome theaterโดยทั่วไป ซึ่งความจริงแล้วทางdolbyเองก็ยืดหยุ่นให้ใช้วิธีนี้ได้ในห้องhome theaterถ้าลำโพงด้านหน้าไม่สามารถตอบสนองความถี่full rangeได้(สามารถอ่านได้จาก Dolby Home Theater Installation Guidelines)

ที่เอามาเปรียบเทียบกันนี้เนื่องจากว่าอุปกรณ์ในห้องที่ใช้อยู่ของผมสามารถsetได้ทั้งสองแบบ เลยดำเนินการsetกันทั้งสองแบบแล้วลองเอามาเทียบกันให้เห็นแบบชัดๆว่าในห้องนี้ติดตั้งแบบไหนจะดีกว่ากัน โดยในแบบแรกจะsetให้ 3channelsหน้าเป็นลำโพงfull rangeอย่างที่บอกมาแล้วยกเอาลำโพงหน้าซ้ายและขวาขึ้นไว้บนลำโพงSubwoofer ทำการbass managementตัดcrossover 80Hz ส่วนของลำโพงcenterก็วางSubwooferไว้ด้านหลังของลำโพงmainเนื่องจากจะบังจอถ้ายกขึ้นไปต่อกันเหมือนลำโพงซ้ายและขวาแล้วbass managementเช่นเดียวกับลำโพงหน้าซ้ายและขวา ส่วนลำโพงSurroundและลำโพงเพดานก็จะตัดความถี่ที่Pre-proให้ความถี่ต่ำกว่าcrossover point 80Hzแต่ละchannelไปรวมกันกับLFE แล้วส่งไปยังSubwooferอีกตัวหนึ่งแยกต่างหาก หลังจากวางลำโพงset configurationต่างๆเรียบร้อยแล้วก็ทำการFully Calibration ทั้งในส่วนของtime domainไม่ว่าจะเป็นการset phase,time delay ในส่วนของfrequency domainโดยการใช้parametric eqในdspจัดการ ซึ่งผมว่าการวางลำโพงแบบนี้ข้อดีอย่างหนึ่งก็คือการที่ลำโพงmainและลำโพงSubwooferอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน การset time/phase delay ก็จะทำได้ง่ายดีไม่ต้องใส่delayมาก phaseระหว่างลำโพงmainและSubwoofer ก็alignกันแล้ว

สำหรับการsetอีกแบบผมจะใช้configurationแบบ bass management ทุกแชลแนลผ่านทางpre proโดยsetให้ลำโพงเป็นsmallทุกchannelตัดความถี่ที่ 80Hz แล้วbypassค่าต่างๆบนpre-pro มาปรับทุกอย่างบนdsp Galileo408และBSS Blu-160แทน ตำแหน่งลำโพงSubwooferจะวางเป็นรูปกากบาทตรงกึ่งกลางผนังทั้งสี่ด้าน เพราะลองขยับหลายๆตำแหน่งในห้องผมแล้ว ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่มีfrequency responseดี่ที่สุด ถึงแม้จะมีdipและboomyบ้าง ก็ใช้dsp ทำการparametric eqน้อยที่สุด เพื่อให้การตอบสนองความถี่ราบเรียบมากที่สุด หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยก็ทำการวัดค่าต่างๆของการset ทั้งสองแบบเก็บไว้ แล้วมานั่งฟังจริงๆเก็บข้อมูลไว้ว่าเสียงที่ได้ยินเป็นอย่างไรบ้างเพื่อจะนำไปเปรียบเทียบกันระหว่างข้อดีข้อเสียของการsetทั้งสองแบบ ซึ่งขอแบ่งข้อดีข้อเสียของการใช้Bass Managementเป็นข้อๆเพื่อจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

คราวนี้ลองมาดูกราฟจากการsetทั้งสองแบบดูบ้าง จะเป็นกราฟfrequency response เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว.... อย่าพึ่งด่วนสรุปบอกว่ากราฟพวกนี้บอกว่าเสียงดีไม่ดีไม่ได้หรอก ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับที่ว่ากราฟfrequencyอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าเสียงแบบนี้ดีกว่าแบบนี้ เพราะถึงแม้กราฟfrequency responseจะราบเรียบก็ไม่ได้บอกถึงว่าเสียงที่ได้มีความสม่ำเสมอ เนื่องจากในความราบเรียบนั้นอาจจะแฝงการเกิดkeep ringingของเสียงเบสที่มียาวนานกว่าปกติ ที่สำคัญในเรื่องของเสียงนอกจากfrequency domainแล้วสิ่งที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพของเสียงอย่างน้อยก็เท่ากับหรือมากกว่าเรื่องของfrequency domainก็คือtime domain ซึ่งก็ได้แก่การวัดพวกimpulse respons, phase trace, Decay time and waterfall graphs, ETC ยังไงถ้ามีคนสนใจผมค่อยพูดถึงละเอียดในแต่ละตัวอีกทีครับ

นอกจากนี้เสียงดีเสียงไม่ดีก็ยังขึ้นอยู่กับอุปกรณ์เครื่องเสียงต่างๆที่ใช้เป็นสำคัญด้วย แต่สิ่งที่กราฟfrequency responseบอกเราได้คือ มีความถี่ไหนหายไปหรือดังผิดปกติบ้าง ซึ่งจากกราฟfrequency response ของลำโพงหน้าทั้งสามตัวที่ต่อแบบBass managementจะมีความสม่ำเสมอและราบเรียบของเสียงความถี่ต่ำที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนของfull rangeจะมีความถี่ช่วงประมาณ 30-50Hzหายไปเกือบทุกตัวเนื่องมาจากroom modeของห้องผมเอง และเนื่องจากไม่สามารถขยับลำโพงsubwooferที่วางอยู่บนลำโพงmainทั้งสามตัวหน้าไปในตำแหน่งที่จะลดroom modeของห้องได้ ถึงแม้จะพยายามใช้parametric EQช่วยอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม มันก็ได้แค่นี้ไม่สามารถเพิ่มความถี่ได้ตามที่ต้องการ

และเมื่อผมได้ฟังเสียงจากหนังและคอนเสิร์ตจะจับได้อย่างชัดเจนเลยอย่างเช่นคอนเสิร์ตออเคสตร้าเสียงกลองทิมปานีบางตัวเบาลง หรือหายไปเลย เนื่องจากถ้าเราเคยฟังเสียงในแบบfrequency responseที่สม่ำเสมอมาจนติดหูจำได้ เมื่อมาฟังเสียงที่มีความถี่ต่ำบางย่านหายไปหรือบางย่านบูมผิดปกติจะฟังออกได้ชัดเจนเลย ดังนั้นcalibratorปรับเสียงส่วนมากจะสอนให้ฟังเสียงจากการดีดเบส หรือเสียงการตีกลองว่ามีเสียงบางช่วงในการดีด หรือในการตีที่มีเสียงหายไปไหมเพื่อทดสอบความสม่ำเสมอของเสียง ไม่ได้ฟังแค่ว่าเสียงแบบนี้ดังกว่าแบบนี้เพราะบางทีเสียงที่ดังกว่าหรือมีเนื้อมีหนังมากกว่านั้นมันเป็นเสียงของbass boomหรือเสียงเบสที่keep ringing นอกจากนี้การSetแบบBass managementเสียงที่ออกมาจากลำโพงทุกตัวในระบบความถี่ต่ำจะใกล้เคียงกันมากเนื่องจากเสียงความถี่ต่ำของทั้งระบบมาจากลำโพงsubwooferชุดเดียวกันความต่อเนื่องของเสียง จากลำโพงต่อลำโพงจะกลมกลืนกันมากกว่า แต่แบบfull rangeเสียงจากลำโพง3ตัวหน้าจะไม่ค่อยเหมือนกันเพราะตำแหน่งsubwooferทั้งสามตัวอยู่คนละตำแหน่งกันการสะท้อนเสียงจากผนังต่างๆจึงให้ความแตกต่างของเสียงความถี่ต่ำมากกว่า

แค่นี้ก็รู้แล้วว่าห้องนี้และระบบนี้ควรจะต้องใช้configurationแบบBass managementของลำโพงทุกตัว ผมเลยสรุปข้อดีข้อเสียของBass managementที่รวบรวมมาจากทั้งในหนังสือ การบรรยายที่เคยฟังมา และประสบการณ์ที่ได้มาจากการsetในห้องของตัวเองมาเป็นข้อๆจะได้เห็นภาพชัดเจนและครอบคลุมมากขึ้น

ข้อดีของการใช้Bass Management
1.   มีอิสระในการวางตำแหน่งลำโพงหน้าซ้าย กลาง ขวา(More freedom in mains placement) เนื่องจากตำแหน่งการวางลำโพงmainจะได้ให้มุ่งเน้นความสนใจไปที่speaker imageหรือตำแหน่งfocusของเสียงที่ดี ไม่ต้องกังวลถึงถึงตำแหน่งที่bass responseดีที่สุดเพราะตำแหน่งดีสำหรับการตั้งsubwooferเพื่อลดความรุนแรงของstanding wave อาจจะไม่ใช่ตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสมของลำโพงmain channelsต่างๆเช่นตำแหน่งsubwooferของห้องนี้อาจจะเหมาะสมวางไว้มุมห้อง หรือกลางผนังจุดใดจุดหนึ่งในห้อง ซึ่งตำแหน่งนี้บางทีก็ไม่ใช่ตำแหน่งที่ถูกต้องในการวางลำโพงmainเพื่อให้ได้sound imageหรือfocusที่ดี แต่บางท่านอาจจะสงสัยว่าอ้าวแล้วทำไมในบางห้องที่เป็นapproved studioหรือโรงภาพยนต์เขาถึงสามารถsetลำโพงแบบFull rangeได้ อันนี้ต้องแยกเป็นสองประเด็น อย่างแรกคือเรื่องของขนาดของห้อง ที่ผมพูดอยู่เสมอว่าAcousticsในห้องขนาดใหญ่ จะไม่เหมือนกับAcousticsในห้องขนาดเล็กดังนั้นการจัดการกับเสียงในห้องที่มีAcousticsต่างกันเลยต้องมีวิธีที่ต่างกันเพื่อให้ได้ผลลัทธ์เหมือนกัน เมื่อขนาดของห้องใหญ่ขึ้นAcousticsของห้องจะเปลี่ยนไปทำให้ความสำคัญของStanding Waveหรือroom modeในความถี่ต่ำจะลดลง ดังนั้นความสำคัญของตำแหน่งการวางSubwooferจึงลดลง ไม่ได้หมายถึงห้องใหญ่ๆจะไม่มีroom modeแต่เนื่องจากขนาดห้องที่ใหญ่room modeที่อยู่ในห้องจึงเกิดการrandomizeต่อกันและทำให้พลังงานที่เกิดไม่ค่อยรุนแรงเหมือนในห้องขนาดเล็กที่ตำแหน่งการวางของลำโพงSubwooferจะมีบทบาทต่อเสียงความถี่ต่ำได้มากกว่า อีกเรื่องหนึ่งถึงแม้จะเป็นห้องที่มีขนาดไม่ใหญ่มากแต่ถ้ามีการวางแผนจัดการกับความถี่ต่ำภายในห้องอย่างดี มีประสิทธิภาพแล้ว การตอบสนองต่อความถี่ต่ำก็จะดีถึงแม้จะConfigurationลำโพงเป็นFull Range อย่างเช่นห้องที่เป็นห้องProfessional Studioต่างๆที่มีต้นทุนในการทำห้องสูงกว่าห้องhome theaterทั่วไปมาก มีการคำนวณขนาดห้อง รูปร่างห้องมาเป็นอย่างดีเพื่อห้องกันเรื่องของstanding wave ผนังห้องต่างๆมีการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อลดพลังงานของเสียงที่ออกมาจากผนังไม่ว่าจะเป็นการใช้Isolation Clip, การใช้ยางdampที่ผนัง, วัสดุBass treatmentต่างๆที่มีคุณภาพเป็นต้น เหล่านี้ล้วนทำให้เสียงที่สะท้อนกลับเข้ามาในห้องที่เป็นต้นกำเนิดstanding waveลดความรุนแรงลงทำให้การตอบสนองต่อเสียงต่ำภายในห้องดีมากขึ้นไปด้วย แต่สำหรับห้องผมเองไม่ได้เป็นแบบนี้เป็นห้องสี่เหลี่ยมธรรมดาที่ตอนทำก็ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนี้ซักเท่าไร ไม่ได้มีการtreatผนัง พื้น หรือเพดานเหมือนห้องระดับprofessional studio ก็ใช้แค่ผนังอิฐกับบุวัสดุกันเสียงแล้วยิงแผ่นยิปซัมติดตามธรรมดา ดังนั้นการตอบสนองต่อเสียงของห้องApproved Professional Studioย่อมดีมากกว่าทำให้การsetลำโพงเป็นFull rangeจึงมีปัญหาน้อยกว่า
2.   ลำโพงทุกตัวในระบบจะมีเสียงความถี่ต่ำที่ใกล้เคียงกัน(All speaker exhibit similar bass response)เนื่องจากเสียงความถี่ต่ำมาจากSubwooferเหมือนกัน เพราะว่าเราต้องการให้ลำโพงทุกchannelsมี bass responseที่เหมือนกันซึ่งจะทำให้ความต่อเนื่องของเสียงในchannelsต่างๆทำได้ดีกว่า
3.   ทำให้ลำโพงSurroundมีกำลังเพิ่มมากขึ้น(Add power for surrounds) จากเดิมที่ลำพังตัวลำโพงSurroundจะมีขนาดไม่ใหญ่เหมือนลำโพง LCR
4.   แบ่งเบาภาระอันหนักอึ้งของความถี่ต่ำจากลำโพงหลัก(Mains experience less woofer fatigue) ไปยังsubwooferที่มักจะมีกำลังในการขับเสียงต่ำดีกว่าลำโพงmain ทำให้wooferของลำโพงmainมีfatigueหรือความล้าจากการทำงานหนักลดลง เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับในห้องpost production facility, dub stage, composer roomฯลฯ ต่างๆที่บางทีต้องใช้งานกันมากกว่า 20ชั่วโมงต่อวันเป็นเดือนๆ อย่างห้องของBob Hodas คนที่ทำการtuning ห้องprofessional studioเหล่านี้เขาก็บอกว่าห้องpost productionขนาดเล็กที่เขาcalibratedมากกว่าร้อยละ 90ใช้configurationแบบBass management
ข้อเสียของการใช้Bass Management
1.   มีPhase cancellationที่ตำแหน่งcrossover pointเนื่องจากระยะทางที่แตกต่างกันของSubwooferกับลำโพงMain(Phase cancellation at X over point due to differing speaker distances from subwoofer) โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าในห้องมีsubwooferแค่ตัวเดียว เช่นในระบบไม่ว่าจะเป็น 7.1, 5.1, 7.1.4 หรือmulti channelsแบบไหนๆ arrival timeที่มาถึงของเสียงจากลำโพงต่างๆจะไม่เท่ากัน ซึ่งเมื่อมาเจอกับเสียงความถี่ต่ำก็อาจจะเกิดphase cancellationได้ถ้าลำโพงบางตัวมีphaseไม่เข้ากับsubwooferในตำแหน่งcrossover point
2.   เกิดphase delayระหว่างการรวมกันของลำโพงsubwooferและลำโพงmain(Additional crossover distortion and phase delay) ทำให้เกิดความเพี้ยนตรงบริเวณcrossover pointซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับการใช้bass management
3.   การแพนเสียงความความถี่ต่ำไม่สมจริง(Low frequency effects panning is ineffective in surrounds) เช่นเราวางsubwooferไว้ด้านหน้า แต่การแพนเสียงของSurroundไปอยู่ด้านหลังถ้ามีการตัดcrossoverที่สูงมากเกินไปก็จะทำให้imageของเสียงไปในทางที่ไม่ถูกต้อง แต่ในข้อนี้หลังจากผมได้ลองในห้องตัวเองโดยได้ทำการตัดcrossoverไม่ไห้สูงเกินไปในการsetแบบbass managementเพื่อป้องกันการฟ้องตำแหน่งของลำโพงSubwoofer และมีการทำphase alignmentระหว่างSubwooferและลำโพงmainให้มีทั้งการin phaseและ in timeในบริเวณcrossover point พบว่าระหว่างการsetแบบFull rangeและBass management แทบจะไม่เห็นความแตกต่างกันในเรื่องของเสียงเบสที่ไม่ไปตามการแพนเสียงของลำโพงหลักเลย
โดยสรุปแล้วในห้องของผมนี้เลยต้องวางลำโพงและconfigurationเป็นแบบBass Management แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าการSetแบบนี้จะเหมาะสมกับห้องทุกห้อง เพราะความแตกต่างในอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้ไม่เหมือนกัน อีกทั้งความแตกต่างในโครงสร้าง ขนาด รูปร่าง ของห้องต่างๆที่ไม่เท่ากันการตอบสนองต่อเสียงต่างๆก็ไม่เหมือนกัน เพียงแต่อยากจะแชร์ประสบการณ์ในการCalibrationว่าผมทำยังไง ผู้อ่านจะพอได้ideaว่ามีจุดไหนที่ต้องให้ความสำคัญ มีจุดไหนที่ควรระวังในการSet upและCalibrationห้องhome theater เผื่อวันหลังจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในห้องของเราบ้างครับ
 :secret

ออฟไลน์ Too' Ninja

  • Admin
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 5,743
  • เพศ: ชาย
  • ตู่ นินจา
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1202 เมื่อ: 17 ตุลาคม, 2017, 06:28:46 AM »
 like  :groovy

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1203 เมื่อ: 24 ตุลาคม, 2017, 05:25:06 PM »
บทความจากนิตยสารAudiophile/Videophile เป็นเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับสายHDMI







 :secret

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1204 เมื่อ: 06 พฤศจิกายน, 2017, 06:30:35 PM »
วันนี้มีโอกาสดีที่ได้ไปปรับภาพและเสียงให้กับเฮียตี๋ ญาติผู้ใหญ่ที่นับถือใน จ.อุดรธานี



ห้องนี้ผมเคยCalibrationเมื่อหลายปีมาแล้วและเคยนำเสนอลงในหนังสืAudiophile Videophileแล้วด้วย


มาตอนนี้ได้upgradeและเพิ่มอุปกรณ์ต่างๆอีกหลายอย่างเช่นProjector, Pre-proเปลี่ยนเป็นMarantz 8802a ที่สำคัญเพิ่มลำโพงSubwooferเป็น JL f-113สองตัว


รวมถึงUpgradeระบบเป็น Dolby Atmos 7.2.4


อุปกรณ์ที่ใช้ปรับเสียงก็ชุดเดิมคือHAA kitร่วมกับSmaart V8


ใช้ไมค์ในการวัดเสียงห้าตัว


ห้องนี้ลักษณะlayoutเป็นรูปตัวL ดังนั้นการคำนวณroom modeเพื่อหาตำแหน่งSubwooferของห้องก็จะยากกว่าปกติเพราะไม่สามารถใช้สูตรแบบห้องรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากทั่วๆไปได้


ต้องอาศัยการวัดหน้างานเป็นสำคัญ ดังนั้นงานนี้จึงต้องทำการยกSubwooferเพื่อหาตำแหน่งกันเยอะหน่อยเริ่มจากตำแหน่งแรกหน้าขวากับกลางห้องด้านขวามือ


ตำแหน่งที่สองหน้าขวากับกลางห้องด้านซ้าย


ตำแหน่งต่อมาหน้าห้องทั้งสองตัว


วางไว้หน้าห้องทั้งสองตัวก็ยังมีdipอยู่หลายจุด


เลยต้องหากันต่อไป


สรุปแล้วตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดในห้องนี้เป็นตำแหน่งกลางห้องทั้งสองข้าง


เรียกได้ว่าตำแหน่งนี้frequency responsไม่จำเป็นต้องใช้DSPหรือEQ ก็smoothแล้ว


ใช้โปรแกรมSmaart V8วัดค่าimpulse responseเพื่อหาdistanceของลำโพงทั้งหมดยกเว้นSubwoofer


ทำการalign phaseของ Subwooferทั้งสองตัวแบบParallel และระหว่างSubwooferกับลำโพงmainแบบ Serial


ปรับเสร็จเรียบร้อยเสียงออกมาตามมาตรฐาน โดยเฉพาะเสียงความถี่ต่ำจากลำโพงJL F113ทั้งสองตัวที่ทำงานเข้ากันกับลำโพงทั้งชุดเป็นอย่างดีหลังจากมีการทำalignmentแล้ว ใครที่เคยคิดว่าลำโพงJLเบสต้นไม่ดี ไม่มีimpact คงต้องตรวจสอบอีกทีในเรื่องของความsmoothของfrequency responseที่ผมมักจะพบว่าถ้ามีdipของความถี่ต่ำช่วง60-80Hz(อย่างที่ผมพบได้หลายตำแหน่งของการวางSubwooferในห้องนี้)ความรับรู้ถึงimpactจะหายไปอย่างมาก และที่สำคัญต้องทำphase alignment เพื่อให้เสียงความถี่ต่ำที่ออกมามีความคมชัด แน่น ฉับไวและมีความกลืนกันไปกับลำโพงในSystemจนไม่สามารถระบุตำแหน่งของSubwooferได้


มอบป้ายTHX Plaqueเพื่อเป็นที่ระลึก


ขอขอบคุณเฮียสมชายแห่งร้านขอนแก่นไฮไฟ และคุณเอจากร้านอุดรไฮไฟที่ได้ช่วยเหลือในการSet upครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างดี


ขอบคุณเฮียตี๋อีกครั้งสำหรับของขวัญสิ่งมงคลที่มอบให้ผมในครั้งนี้ครับ



ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1205 เมื่อ: 09 พฤศจิกายน, 2017, 05:34:34 PM »
บทความจากหนังสือ Audiophile Videophile เรื่องProjection Screens ใครสนใจเรื่องจอแบบต่างๆลองอ่านหาความรู้เพิ่มเติมได้ครับ









ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1206 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน, 2017, 05:01:34 PM »
อาทิตย์นี้มีพี่ๆน้องๆมาเยี่ยมเยือนดูหนังฟังเพลงที่ห้องhome theaterกันหลายคนครับ




ตามคำขออยากลองเสียงเบส คอนเสิร์ต justin bieber



ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1207 เมื่อ: 21 พฤศจิกายน, 2017, 04:59:35 PM »
เนื่องมาจากLumegen RadianceXE3Dตัวเก่าของผมไม่ได้ไปต่อละ mainboardเสีย เลยจำเป็นต้องจัดตัวใหม่มาแทน
รูปร่างหน้าตานี่เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือLogo


เปิดมาอุปกรณ์ข้างในก็ยังเหมือนเดิม แต่ไม่มีคู่มือมาให้


ด้านหน้า




ตัวนี้มีDarbee DVPฝังอยู่ในตัวเลย darbeeตัวเดิมคงต้องเก็บเข้ากรุ


แต่ด้านหลัง port analogต่างๆหายเกลี้ยงเหลือแค่HDMI


รุ่นนี้สั่งเอาแบบboard HMDI 18G ได้(เสียเงินเพิ่ม)


แต่ก็ไม่รู้สั่งมาทำไมProjectorยังตัวเก่า 1080p อยู่เลย


จัดเต็มFully Calibration แบบ LUT3D 17x17x17 ซึ่งก็เท่ากับ4,913จุด ใช้เวลาไปสองชั่วโมง


หลังCalibrationร่วมกับProjector รุ่นเก๋าJVC DLA-RS56 ค่าพื้นฐานต่างๆก็ยังพอได้อยู่


LUT 3D Cubeเข็นไปไกลสุดเท่านี้


เทียบกันให้เห็นจะจะ ระหว่างLUT3Dกับmode presetต่างๆติดมากับเครื่อง ที่บางคนคิดว่าไม่ต้องไปcalibrateอะไรเพิ่ม


ภาพเหล่านี้ถ่ายไม่ได้ปรับแต่งสีใดๆ เอาตรงๆแล้วย่อขนาดลงเท่านั้น ลองดูความแตกต่างครับ


ภาพที่presetส่วนมากจะไม่ค่อยตรง ไม่อมฟ้า ก็อมแดง นี่ขนาดเลือกpresetที่เขาแนะนำว่าใกล้เคียงกับD65ที่สุดแล้วละนะ


ดังนั้นCalibrationเถิดครับใครที่ใช้projector ไม่ว่าจะทำเอง autocal หรือจ้างคนมาทำ รับรองภาพดีกว่าที่มากับเครื่องแน่นอนครับ

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1208 เมื่อ: 23 พฤศจิกายน, 2017, 06:45:44 PM »
อาทิตย์ที่ผ่านมา คุณนัทCinemania บินมาปรับภาพแถวอุดร ก่อนกลับเลยมีเวลาแวะมานั่งดูหนังฟังเพลงกัน


ทั้งภาพยนตร์ไทยที่พึ่งออกมาเป็นDVDเรื่อง ฉลาด เกมส์ โกง ซึ่งลงความเห็นกันว่าเป็นหนังไทยคุณภาพอีกเรื่องหนึ่งที่นอกจากเนื้อเรื่องจะสนุกสนานตื่นเต้นชวนติดตามแล้ว ในเรื่องคุณภาพของเสียงสำหรับเรื่องนี้ถือว่าทำได้ดีมากถึงแม้ว่าในแผ่นจะให้มาแค่Dolby Digitalธรรมดา แต่กลับให้เสียงที่ชัดเจน clarityของเสียงดี ความถี่ต่ำดีมากบางช่วงของScoreเพลงก็จะมีความถี่ต่ำแทรกเป็นระยะเพื่อส่งเสริมให้เนื้อหามีความสนุกมากขึ้นอีกมาก ยังไงช่วยกันอุดหนุนแผ่นแท้ของไทยด้วยนะครับ วงการหนังบ้านเราจะได้มีกำลังใจทำงานดีๆกันออกมาอีก


หลังจากนั้นก็ได้ลองคอนเสิร์ตบลูเรย์ Hans Zimmer Live in Prague เรื่องนี้แนะนำเลยครับเป็นคอนเสิร์ตที่ดูมัน สนุก เพลงก็เป็นเพลงสกอร์หนังที่คุ้นหูกันทั้งนั้นเพราะHan Zimmerเป็นเจ้าพ่อในด้านนี้อยู่แล้ว เริ่มเปิดมาเพลงจากDriving Miss Daisy ตามด้วยSherlock Holmesและบางส่วนจากเพลงในหนังเรื่องMadagascarแค่นี้ก็มันแล้ว แล้วก็ตามมาด้วยเพลงจากหนังเรื่องดังๆอีกหลายเรื่องเช่น Gladiator, The Liong King, Pirates of the Caribbean, The Dark Knight trilogyและแน่นอนที่สุด Inceptionต้องมา ทั้งระบบภาพและเสียงในเรื่องนี้ถือได้ว่าโดดเด่นมาก เสียงความถี่ต่ำบางช่วงลงได้ต่ำและลึกมาก อย่างในtrackที่28เวลาประมาณ 1:30 จะมีเสียงกลองที่มีความใหญ่และลึกดีมากยังไงแนะนำลองหามาฟังกัน แต่เสียดายอย่างเดียวแผ่นนี้ไม่มีSpecial Featuresเบื้องหลังต่างๆให้มาเลยเพราะบางทีผมก็ชอบดูเบื้องหลังการทำงานว่ากว่าจะมาเป็นคอนเสิร์ตระดับนี้เขามีการเตรียมตัวเตรียมงานกันอย่างไรบ้าง


และนอกจากนี้ในแผ่นนี้เราก็จะได้พบกับTina Guo(ทีน่า กัว) ศิลปินมือCellistระดับโลกที่เราเคยได้ยินแต่เสียงCelloของเธอเล่นสกอร์เพลงในหนังดังๆต่างๆมากมายเช่น Inception, X-Men, Iron Man, Batman v Superman, Dunkirkฯลฯ และก็ยังมีหนังอีกหลายเรื่องที่เราคุ้นหูท่อนHookของเพลงในหนังก็มาจากฝีมือของเธอถ้านึกไม่ออกลองนึกถึงเพลงเอกของหนังเรื่องWonder Womanอันนี้ก็เป็นเสียงelectric celloของเธอเอง นับได้ว่าแผ่นHans Zimmerนี้แค่ฟังเธอเล่นเธอแสดงก็คุ้มแล้วครับ

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1209 เมื่อ: 18 ธันวาคม, 2017, 09:30:55 PM »

การยกSubwooferเอาไว้สูงๆเขาทำไปเพื่ออะไรและมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้างลองตามไปอ่านกันครับ


สืบเนื่องมาจากในกลุ่มไลน์ที่ผมอยู่มีการพูดถึงคลิปหนึ่งที่ฝรั่งออกมาพูดว่าไม่ควรจะวางSubwooferบนพื้นให้ยกไว้สูงหน่อย และได้มีการdiscussกันว่าอย่างนี้เราน่าจะไปยกsubwooferที่ห้องhome theaterขึ้นเอาไปไว้บนหิ้งบ้างดีกว่า ซึ่งผมก็ได้เข้าไปดูคลิปนี้ผมก็ว่าบางอย่างที่แกพูดก็ถูกแต่บางอย่างก็ยังเป็นอะไรที่questionable


อย่างในเรื่องpressureของเสียงที่แกบอกให้กระจายทั้งห้อง ผมกลับคิดว่าในเมื่อเรานั่งอยู่ในส่วนล่างของห้อง ดังนั้นเราต้องการเสียงให้ดีมีpressureให้ดีทั้งห้องไปทำไม เทียบกับเราพยายามทำให้บริเวณตรงจุดนั่งฟังที่อยู่ส่วนล่างของห้องมีpressureของเสียงที่กระจายพอเพียงและsmoothก็น่าจะพอแล้ว คล้ายๆกับการออกแบบเครื่องปรับอากาศที่บางทีเขาไม่ได้ติดเพื่อให้ทั้งห้องเย็นเท่ากันทั้งพื้นจนถึงเพดาน แต่focusไปแค่ที่บริเวณด้านล่างที่มีคนอยู่เท่านั้นก็เพียงพอ ส่วนในเรื่องdecoupledระหว่างsubwooferกับพื้นห้อง อันนี้ผมเห็นด้วยกับแกครับว่าควรจะต้องแยกให้subwooferไม่ถ่ายทอดความถี่บางช่วงไปยังพื้น เห็นแกแนะนำใช้ชั้นวางที่ออกแบบมาพิเศษเพื่อช่วยก็ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่โดยปกติการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่นการใช้โฟม, Subdude, spike หรือแม้กระทั้งพวกยางรองsubwooferต่างๆ เหล่านี้ถ้าออกแบบดีๆก็จะช่วยลดความถี่จากลำโพงถ่ายทอดลงไปสู่พื้นได้ดีอยู่แล้ว อย่างในหนังสือคู่มือของCEDIAที่ผมใช้reference ก็แนะนำให้ใช้อุปกรณ์ประเภทนี้เพื่อให้เสียงจากSubwooferมีการตอบสนองที่smoothมากขึ้นไม่มีความถี่ใดความถี่หนึ่งหายไปกับพื้นห้อง


แต่สิ่งหนึ่งที่ฝรั่งในคลิปไม่ได้พูดถึงและเป็นประโยชน์มากในการยกsubwooferให้สูงขึ้นก็คือการแก้ไขเรื่องของroom modeหรือStanding Waveในด้านสูง ยังไงใครสนใจในเรื่องนี้ผมอยากให้ลองกลับไปอ่านเรื่องของroom modeที่ผมเคยเขียนไว้ในนิตยสารVideophileเมื่อสามสี่ปีก่อน














สำหรับการแก้ไขroom modeด้านสูง(height mode)ก็เช่นเดียวกับผนังด้านอื่นๆถ้าเจอmodeเดี่ยวๆเป็นพวกmode(0,0,1) mode(0,0,2)การยกsubwooferขึ้นไปยังตำแหน่งnullย่อมช่วยแน่นอน แต่ในความเป็นจริงส่วนมากroom modeที่เป็นตัวการของเสียงความถี่ต่ำboomyกับdipมักจะมีปัญหามากขึ้นถ้า axial modeมันซ้อนทับกับmodeอื่นๆ เช่นmode(2,0,0) mode(0,1,0)แสดงถึงพบปัญหาด้านheight modeร่วมกับปัญหาroom modeผนังด้านอื่นๆด้วยซึ่งการแก้ไขเราก็สามารถใช้การเลื่อนsubwooferไปยังตำแหน่งnullในผนังด้านกว้างหรือด้านยาวก็ได้ หรือก็อาจจะใช้วิธีวางsubwooferแบบvirtual subก็ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้การเลื่อนsubwooferในด้านheight modeให้ไปในตำแหน่งnullนั้นทำได้ยากที่จะยกขึ้นยกลงไปในตำแหน่งที่ต้องการ นอกจากจะใช้พวกเครนต่างๆช่วยยกขึ้นยกลงหาตำแหน่งเพราะเนื่องด้วยระยางทางด้านสูงที่มีน้อยกว่าด้านยาวและด้านกว้างดังนั้นตำแหน่งของnullก็จะแคบและใกล้เคียงกับตำแหน่งpeakกับdip ตามอัตราส่วนดังนั้นตำแหน่งที่จะยกขึ้นต้องเปะเวอร์พลาดนิดหน่อยไปเจอจุดpeakและdipแน่นอน


จุดด้อยอีกอย่างหนึ่งของการยกsubwooferขึ้นไปก็คือการวางให้ห่างจากพื้นทำให้ลดพลังงานของboundary ที่สะท้อนจากพื้นมา 6dB ตามหลักทางphysics ดังนั้นถ้าsubwooferเขาออกแบบมาให้วางบนพื้นก็ไม่ควรจะยกขึ้นไปเพราะจะลดพลังงานsubwooferลง อีกทั้งsubwooferบางตัวเขามีการtuningให้เสียงที่ดีเมื่อวางบนพื้นเช่นพวกยิงลงข้างล่าง, มีport, มีdriverหลายๆตัวยิงไปหลายๆด้านฯลฯ ยังไงคงต้องอ่านคู่มือก่อนว่าsubwooferที่จะยกสูงขึ้นไปนั้นมีข้อแนะนำในการวางอย่างไรบ้างไม่ใช่ว่าsubwooferทุกตัวจะสามารถยกขึ้นไปได้ สรุปผมว่าจุดหลักๆที่ไม่นิยมในการวางsubwooferด้านสูงก็คือความสะดวก และความแข็งแรงในการวางนั่นแหละครับว่าทำแล้วจะคุ้มกับที่ยกเอาไปวางหรือเปล่า หรือแค่วางบนพื้นก็สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องroom modeต่างๆได้แล้วก็ไม่ต้องลำบากยกขึ้นไป ดังนั้นจะเห็นว่าตำแหน่งวางsubwooferมีความเกี่ยวข้องและสำคัญมากกับเสียงความถี่ต่ำที่เกิดในห้องhome theater ถ้าวางSubwooferไปยังตำแหน่งที่ไม่ดีก็ยากที่จะทำให้เสียงออกมาดีถึงแม้จะใช้โปรแกรมroom correctionดีแค่ไหน มีelectronic filterขั้นเทพแค่ไหนก็ไม่สามารถแก้ให้ดีได้เพราะการใส่eqหรือphase delayเข้าไปในระบบที่มากเกินไปจะทำให้เสียงที่ออกมาแย่กว่าเดิม ผมถูกอาจารย์สอนมาเสมอว่าปัญหาของเสียงที่เกิดจากacousticsจะดีที่สุดต้องแก้ที่acousticsไม่ใช่แก้ที่electronics ใช้แค่electronicsอย่างเดียวแก้ไม่ได้ครับ

ออฟไลน์ Too' Ninja

  • Admin
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 5,743
  • เพศ: ชาย
  • ตู่ นินจา
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1210 เมื่อ: 19 ธันวาคม, 2017, 06:32:29 AM »
 like  :clap
ขอบคุณครับ

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1211 เมื่อ: 19 ธันวาคม, 2017, 10:06:36 AM »

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1212 เมื่อ: 11 มกราคม, 2018, 05:33:33 PM »

Chroma Subsamplingหรือที่เคยเห็นกันในรูป 4:4:4, 4:2:2 , 4:2:0 คืออะไรความสำคัญยังไง มีที่มาที่ไปเป็นยังไงบ้าง แล้วจะต้องตั้งค่าอะไรในทีวี หรือเครื่องเล่นลองมาดูกัน


ก่อนหน้าที่จะพูดลึกลงไป ลองดูรูปปราสาท2รูปดูก่อนเพราะสิ่งนี้แหละที่เป็นพื้นฐานของการใช้Chroma Subsampling รูปแรกจะเป็นรูปปราสาทที่มีสีฟ้า สีเหลืองเป็นปื้นๆ ให้เราลองจ้องที่ดาวตรงกลางซักห้าวินาที แล้วก็ให้แตะหรือกดเปลี่ยนรูปเป็นรูปที่สองที่เป็นรูปปราสาทขาวดำโดยที่สายตายังคงมองอยู่ที่ดาวตรงกลางอยู่ แต่คงต้องdownloadแล้วเอาไปเพ่งดูเพราะเวลาเปลี่ยนต้องให้ภาพเปลี่ยนทันที ใช้การปัดภาพแล้วภาพเลื่อนเปลี่ยนไปไม่ได้เพราะตาเราจะหลุดจากตัวดาวตรงกลางภาพ แล้วจะทำให้ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไร


ซึ่งถ้าใครทำถูกตามที่บอกจะเห็นได้ว่าภาพที่สองที่เป็นภาพปราสาทขาวดำในช่วงเสี้ยววินาทีแรกเราจะเห็นภาพนี้เป็นภาพสีที่มีท้องฟ้าเป็นสีฟ้า เมฆเป็นสีขาว ปราสาทเป็นสีน้ำตาลอย่างสวยงาม ก็น่าแปลกใจใช่ไหมครับว่าทั้งๆที่ภาพนี้เป็นภาพขาวดำแต่เราก็สามารถมองเห็นสีของภาพที่ถูกต้องในภาพนี้ได้


คำตอบก็เพราะว่าจากลักษณะทางชีววิทยา สายตาของมนุษย์จะตอบสองต่อภาพสีขาว สีดำ มากกว่าภาพสีเนื่องจาก rods cellที่อยู่ในตาทำหน้าที่แยกความสว่างของสีขาว สีดำ(contrastของภาพ)มีจำนวนrods cellถึง 120ล้านเซลล์ ในขณะที่cones cellทำหน้าที่รับสีนั้นมีอยู่แค่ 6-7ล้านเซลล์เท่านั้น ดังนั้นความสำคัญของความเข้มความสว่างของสีขาวสีดำ(contrast)จึงมีบทบาทที่สำคัญมากกว่าสีของภาพ อย่างในภาพปราสาทภาพแรกเมื่อเรามองที่ภาพสีนานๆcone cellก็จะเก็บข้อมูลสีแล้วส่งไปที่สมองแต่เนื่องด้วยcone cellมีจำนวนน้อยเมื่อมองนานเข้าก็จะเริ่มมีอาการขี้เกียจและเข้าสู่ภาวะหลับ การส่งข้อมูลไปยังสมองจึงลดความเร็วการตอบสนองลง ทำให้ข้อมูลสีเกิดการซ้อนกันกับภาพปราสาทภาพที่สองที่เป็นภาพขาวดำ ทำให้เกิดเป็นภาพปราสาทที่มีสีถูกต้องและไล่ระดับสีได้เหมือนภาพปกติ


จะเห็นได้ว่าค่าความสว่างความมืดของสีขาวดำ(Luma)เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการมองเห็นภาพของมนุษย์ส่วนสี(Chroma)นั้นเป็นสิ่งที่เติมเข้ามาให้ภาพนั้นมีความสมบูรณ์ เช่นถ้าเราตัดส่วนสีChromaออกจากภาพทั้งหมดภาพที่ออกมาก็จะกลายเป็นภาพขาวดำ แต่ถ้าเอาค่าความต่างระหว่างความสว่างและความมืดของภาพออกไปหรือที่เรียกกันง่ายๆว่าcontrastของภาพออกไปนั้นเราก็จะไม่เห็นอะไรในภาพเลย ตรงนี้เองจึงเรียกได้ว่าภาพที่มนุษย์เรามองเห็นอยู่นั้นคือcontrastของภาพไม่ใช่สีของภาพ ดังนั้นถ้าให้เรียงลำดับความสำคัญของสิ่งที่มีผลต่อคุณภาพของภาพมากที่สุด ที่หนึ่งก็คือcontrastของภาพ อันดับสองก็คือความเข้มของสี(Color saturation) อันดับสามคือความถูกต้องของสีในภาพ(Color Accuracy) และสิ่งที่มีความสำคัญน้อยที่สุดในสี่อย่างนี้ก็คือความละเอียดของภาพ(Resolution) ดังนั้นการมาถึงของภาพแบบHDRจึงให้ภาพที่ออกมาดูสวยงามสมจริงมากกว่าการที่จอภาพมีรายละเอียดมากขึ้นเป็น 4K เป็น 8K หรือเป็น 10Kเพราะคนเราเองจะมีข้อจำกัดในการแยกแยะรายละเอียดภาพ เช่นถ้านั่งดูทีวีระยะเกิน 3เท่าของความสูงของจอภาพเมื่อเพิ่มความละเอียดภาพเป็น 4K หรือมากกว่าเป็น 8K 10Kก็คงไม่มีผลกระทบอะไรมากมายต่อคุณภาพของภาพแล้ว เพราะไม่สามารถแยกแยะรายละเอียดที่เพิ่มขึ้นมาเหล่านั้นได้


จากหลักการทางชีววิทยาการมองเห็นนี้ วิศวกรก็ได้เอามาประยุกต์ให้สามารถลดข้อมูลด้านสีของภาพลง แต่ไม่ลดข้อมูลความสว่างของสีขาวและสีดำ ก็จะทำให้ภาพที่ออกมายังดีอยู่ไม่เสียหายมากและขนาดของข้อมูลก็มีขนาดลดลงด้วยทำให้สะดวกในการจัดเก็บ การส่งข้อมูล โดยได้เปลี่ยนข้อมูลการส่งภาพแบบ RGBที่ส่งข้อมูลสีแดง เขียว และน้ำเงินพร้อมความความเข้มแต่ละสี แล้วเอามารวมกันให้เกิดเป็นpixel กลายมาเป็นการส่งในรูปแบบY Cb Cr (บางที่ก็ใช้ตัวย่อเป็นYUV)โดยYจะส่งข้อมูลlumaหรือระดับความเข้มของแสงหรือความสว่างของภาพที่เป็นขาวดำอย่างเดียว(Brightness value) ส่วนCb(U)และCr(V)จะส่งข้อมูลchromaหรือข้อมูลสีเท่านั้น(Color value) ถ้ามีการส่งข้อมูลมาเต็มที่ไม่มีการย่อหรือลดข้อมูลลงจะใช้ตัวเลข4(จำนวนPixelที่เกี่ยวข้อง) ดังนั้นคิดคร่าวๆถ้าYCbCrส่งข้อมูลมาเต็มที่ไม่มีการบีบอัดข้อมูล เช่นเดียวกับRGBก็จะใช้รหัสเป็น 4:4:4 ซึ่งก็คือfull color sampling ส่วน4:2:2ก็จะลดขนาดของCbและCrลงจาก4ส่วนเป็น2ส่วนหรือเอาข้อมูลสีมาแค่ครึ่งเดียวส่วนข้อมูลความสว่างของสีขาวดำไม่ได้ลดข้อมูลลง หรือ4:2:0ก็หมายถึงเอาข้อมูลสีมาแค่1/4ของข้อมูลสีทั้งหมดและไม่ได้ลดข้อมูลของภาพขาวดำเช่นกัน


คราวนี้ลองมาดูDiagramsประกอบเพื่อจะได้เข้าใจมากขึ้น จากรูปจะเห็นเป็นช่องสี่เหลี่ยมสี่ช่องสองแถว ช่องสี่เหลี่ยมก็หมายถึงpixelที่เราเกี่ยวข้องด้วยที่มีอยู่4pixelแต่มีสองแถวก็เพราะเป็นการsamplingซ้อนกันของสองlayer ตัวเลข4ตัวแรกก็หมายถึงค่าYหรือค่าความสว่างของสีขาวสีดำทั้งสองlayerหรือทั้งสองแถว โดยเลข4ตัวที่สองหมายถึงข้อมูลค่าสีในแถวบนหรือชั้นสีCb ส่วนเลข4ตัวที่สามก็เป็นค่าสีของแถวล่างหรือชั้นของสีCr โดยถ้าไม่มีการลดข้อมูลใดๆใส่ข้อมูลมาเต็มทั้งหมดค่าก็จะเป็น 4:4:4


อย่างกับภาพปราสาทที่ให้ดูนั่นแหละครับเป็นการซ้อนกันของภาพขาวดำที่เป็นความเข้มความอ่อนของแสงสีขาวรวมกับภาพปราสาทที่เป็นสีปื้นๆดูไม่ออกว่าเป็นอะไรแค่รูปเดียวหรือชั้นเดียว เมื่อรวมกันออกมาก็ทำให้เห็นภาพท้องฟ้าสีฟ้า เมฆทีเทาสีขาว ปราสาทสีน้ำตาลโดยที่ไม่ต้องอาศัยข้อมูลRGBทั้งหมดที่เป็นสีแดง สีเขียว สีน้ำเงินร่วมกับรายละเอียดความมืดความสว่างของแต่ละสีอยู่ซึ่งจะใช้ไฟล์ขนาดใหญ่มาก แต่เราใช้ความรู้ที่ว่ามนุษย์ตอบสนองต่อความแตกต่างของความสว่าง(dynamic range)ได้ดีกว่าการตอบสนองต่อสีอย่างที่อธิบายไว้ข้างต้นก็ทำให้สามารถลดข้อมูลชั้นของสีที่เป็น Cb และ Cr โดยภาพก็ยังสามารถดูได้ไม่ส่งความเสียหายของภาพมากนัก อย่างเช่น 4:2:2ก็จะเป็นการลดขนาดไฟล์โดยลดข้อมูลของชั้นสีCb และCrลงอย่างละครึ่งโดยข้อมูลของสีที่ลดลงนั้นก็ไปเอาข้อมูลสีจากpixelข้างเคียงร่วมกับการใช้หลักการคำนวณทางคณิตศาสตร์จากค่าY(Brightness value)ที่มีอยู่ก็จะทำให้ภาพที่ออกมาจากเข้ารหัสแบบ 4:2:2 นั้นภาพใกล้เคียงกับ 4:4:4มาก โดยตั้งแต่มีการส่งข้อมูลผ่านสายHDMIออกมาการเข้ารหัส YCbCr 4:2:2 ก็ถูกสนับสนุนว่าเป็นUncompressed(ทั้งๆที่มีการcompressed) เพราะว่าภาพที่ออกมานั้นใกล้เคียงกับ 4:4:4มาก ในขณะที่ลดขนาดไฟล์ได้มาก ทำให้ความจำเป็นในการใช้Bandwidthสูงๆลดลง


เมื่อเปลี่ยนcolor spaceจากRGBเป็นYCbCr color spaceโดยลดขนาดข้อมูลทางด้านสีของภาพลงในขณะที่ยังคงข้อมูลความสว่างของสีดำสีขาวก็จะลดข้อมูลลงได้มากเช่น ในYCbCrแบบ 4:4:4 8bitที่ไม่มีการบีบอัดข้อมูลเลยเหมือนRGBก็ต้องมีการส่งข้อมูลในแต่ละpixelเป็น 24bpp(bits per pixel) คือจาก8ของY รวมกับ 8ของ Cb และ 8ของCr แต่ถ้าดูตารางด้านขวาที่เป็นsubsamplingแบบ 4:2:0 ในข้อมูลส่วนของภาพขาวดำก็จะใช้เต็มคือ 8bit แต่ข้อมูลสีจะลดลง CbกับCrจะเหลือเพียงแค่ 4bitเท่านั้น ดังนั้นรวมแล้วในแบบ 4:2:0สามารถลดข้อมูลลงได้กว่า 50% ซึ่งการบันทึกข้อมูลลงในแผ่นBlu-rayหรือแผ่น4K HDRก็จะใช้การsamplingแบบ 4:2:0นี่แหละครับแล้วเครื่องเล่นแผ่นถึงจะขยายข้อมูลเป็น 4:2:2 หรือ 4:4:4 เพื่อส่งออกต่อไปยังเครื่องโปรเจคเตอร์หรือทีวีอีกที


ตอนนี้พอระบบภาพกำลังเข้าไปสู่ความละเอียดระดับ4K HDRที่มีขนาดของไฟล์ภาพเพิ่มขึ้น เรื่องของChroma Subsamplingจึงเริ่มมีบทบาทขึ้นมา ลองสังเกตดูตอนนี้ทั้งเครื่องเล่น จอภาพ อุปกรณ์เกี่ยวกับภาพและเสียง เหล่านี้ต่างให้เราตั้งค่าChroma Subsamplingกันทั้งนั้น แม้กระทั่งApple TV4Kตัวใหม่ที่ออกมาก็ต้องให้ผู้ใช้ตั้งค่านี้ในการติดตั้งด้วย เพราะว่าเมื่อความละเอียดภาพเพิ่มขึ้น ข้อมูลHDRที่เพิ่มขึ้นจาก 8bit เป็น 10bitในHDR10,Hybrid Log Gamma หรือ12bitในDolby Vision HDRทำให้ข้อมูลมีปริมาณมากขึ้นมาก อุปกรณ์ที่ใช้ก็อาจจะยังไม่รองรับการส่งข้อมูลจำนวนมากในเวลาน้อยๆได้หรือมีbandwidthที่ไม่กว้างมากพอ การเข้ารหัสChroma Subsamplingจึงมีความสำคัญ ดังนั้นถ้าเราตั้งค่าChroma Subsamplingไม่เหมาะสมก็จะทำให้ภาพหายไป หรือแสดงภาพออกมาในคุณภาพที่ต่ำลงกว่าที่ควรจะเป็นได้




อย่างเช่นสายHDMIตอนนี้ส่วนมากที่ใช้ๆกันตั้งแต่สมัยภาพ1080p จะยังเป็นรุ่นHDMI 1.4รองรับbandwidthอยู่ที่ 10.2Gbps ซึ่งถ้าเอาไปใช้ดูหนัง 4K HDR 4:4:4 ก็ไม่ได้ดังที่แสดงตามตาราง ก็ต้องเปลี่ยนChroma Subsamplingให้ลดลงเป็น 4:2:2แต่อย่างไรก็ตามพอเจอหนังที่เป็น 4K HDR 4:2:2 ที่มีframe rateเป็น 50หรือ60frame per second ก็ไม่ได้อีก


อย่างเช่นในภาพยนตร์4K HDRเรื่องBilly Lynn’s Long Halftime Walkซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้Ang Leeผู้กำกับหนังระดับรางวัลออสการ์เลือกใช้การบันทึกภาพแบบ 4K HDR ที่60Frame per secondเพื่อให้ภาพออกมามีการเคลื่อนไหวที่smoothสมจริงเหมือนในธรรมชาติมากขึ้น ดังนั้นหนังแบบนี้ก็ต้องการสายอย่างน้อยเป็นHDMI 2.0ที่สามารถรองรับความเร็วได้ 18Gbps ถึงจะสามารถแสดงภาพแบบ 4K HDR 4:4:4 60pได้อย่างไม่มีปัญหา


แต่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของสายHDMIอย่างเดียวนะครับ เครื่องเล่นแผ่น, Projector, ทีวี,AVR,Pre-processor Scalerฯลฯ อุปกรณ์ที่ใช้อยู่ในระบบภาพก็ต้องรองรับการส่งความเร็วแบบ 18Gbpsด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดปัญหาขึ้นได้


ต่อไปถ้าจะดูภาพ 4Kได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีปัญหาสายHDMIราคาแพงๆ ออกแบบสวยงาม ก็ไม่สำคัญเท่าสายเส้นนั้นรองรับBandwidthความเร็วระดับ 18Gbpsหรือไม่ และอีกอย่างที่จะเป็นตัววัดสำคัญของสายHDMIในห้องHome Theaterก็คือสายเส้นนั้นสามารถส่งผ่านความเร็วระดับ18Gbpsที่ความยาวเกินสิบเมตรได้หรือไม่เนื่องจากในความเป็นจริงของห้องHome theaterโดยทั่วไปเครื่องเล่นต้นทางมักจะอยู่ไกลกับเครื่องโปรเจคเตอร์ ต้องมีการลากสายHDMIยาวๆจากเครื่องเล่นมายังโปรเจคเตอร์ที่บางทีเพื่อความสวยงามจะต้องลากฝังเข้าไปในฝ้าหรือฝาผนังกว่าสิบห้าเมตร ดังนั้นผมมีคำแนะนำไว้ว่าใครที่กำลังทำห้องhome theater ก็ควรจะต้องเช็คให้แน่ใจก่อนว่าสายHDMIที่จะฝังเก็บสายให้สวยงามนั้นสามารถส่งผ่านข้อมูลBandwidth ตามความละเอียด ตามframe rate, Chroma Subsampling อย่างที่เราต้องการหรือไม่ เพราะภาพระดับ 4K HDR 10-12bit @60p,50p 4:4:4 ต้องการสายHDMIและเครื่องเล่นที่รองรับBandwidthอย่างน้อย 18Gbps ในโฆษณาอาจจะบอกว่ารองรับได้แต่ไม่ได้บอกละเอียดไว้ว่าได้ถึงความยาวเท่าไรเจอความยาวเกินสิบเมตรขึ้นไปอาจจะไม่ไหว


และล่าสุดความละเอียดระดับ 8Kกำลังเข้ามาในทีวีแล้ว อีกหน่อยถ้าต้องการดูภาพในระดับความละเอียด 8K หรือความละเอียดระดับ4320/60p 12bit HDR 4:4:4 ต้องใช้bit rateอยู่ที่ประมาณ 72Gbps สายHDMI รุ่นใหม่ล่าสุดแบบHDMI2.1ที่รองรับความเร็ว48Gbpsคงไม่พอแล้ว ก็คงต้องอาศัยการลดค่าChroma Subsamplingหรือเปลี่ยนสายHDMIอีกที และอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือต้องหาวิธีที่สามารถเปลี่ยนสายHDMIได้ในอนาคตได้ง่ายๆเผื่อเอาไว้ เพราะสายที่ตอนนี้รองรับเทคโนโลยีในขณะนี้ได้ แต่ในอนาคตเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ก็ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ต่างๆ อุปกรณ์ที่เคยใช้อยู่ก็อาจจะไม่รองรับแล้ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านภาพนั้นไปเร็วจริงๆครับ

ออฟไลน์ Too' Ninja

  • Admin
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 5,743
  • เพศ: ชาย
  • ตู่ นินจา
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1213 เมื่อ: 12 มกราคม, 2018, 05:55:23 AM »
 like เดี๋ยวนี้เค๊าพัฒนากันไปไกลมากจริงๆ  :victory

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1214 เมื่อ: 16 มกราคม, 2018, 04:36:26 PM »
ใครสนใจเรื่องDolby Atmosต้องอ่านบทความเล่มนี้เลย คุณโอ๊ก วิศวกรของDolbyอธิบายไว้แบบเห็นภาพเลยครับ









ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1215 เมื่อ: 19 มกราคม, 2018, 05:26:43 PM »

ไม่ได้เข้าห้องLabที่บ้านมาหลายเดือน วันนี้มีโอกาสเลยมาวัดFrequency Responseของลำโพงให้ดูว่าPhase Alignmentมีความสำคัญอย่างไรต่อการวางลำโพงในห้องhome theaterบ้าง


วัดหน้าลำโพงให้ไมค์ห่างลำโพงประมาณสองสามฟุต พบว่าFrequency ResponseมีDipขนาดใหญ่เกิดขึ้นบริเวณที่ความถี่2K Hzกว่าๆ มันเกิดจากอะไร แล้วทำไมไปเกิดตรงนั้น


โดยปกติเมื่อลำโพงได้มีการทำTime Alignmentเรียบร้อยแล้ว เมื่อวางไมค์อยู่ระหว่างdriver 2ตัว เวลาที่เสียงจากdriverมาถึงไมค์จากทั้งWooferและTweeterก็จะถูกปรับแต่งให้เท่ากันหรือเกิดการalignกันขึ้น แต่เมื่อเราเลื่อนไมค์ขึ้นหรือลงก็จะทำให้เสียงจากDriverตัวใดตัวหนึ่งมาถึงก่อนอีกตัว ทำให้PhaseของDriverทั้งสองที่เคยตรงกันหรือเข้ากันบริเวณจุดCrossoverมีการไม่เข้ากัน cancellationกันเกิดเป็นdipขึ้นมา ทำให้Phase AlignmentของลำโพงเสียไปตรงบริเวณCrossover point ซึ่งลำโพงตัวนี้ทางบริษัทได้แจ้งไว้ว่ามีcrossoverอยู่ที่ 2.7kHz


ลองกลับไปเปลี่ยนตำแหน่งไมค์ให้อยู่ตรงกลางระหว่างDriverทั้งสอง Dipก็หายไป


เมื่อไมค์อยู่ด้านล่างก็จะเกิดDipบริเวณใกล้ๆกันแถวๆ Crossover Point


จะสังเกตุเห็นว่าตำแหน่งที่เป็นdipเวลาไมค์อยู่สูงหรือต่ำกว่าลำโพงจะไม่เท่ากันเป๊ะๆตรงจุดcrossover point เนื่องมาจากว่าLevelหรือMagnitudeที่เปลี่ยนไปของdriverทั้งสอง ลองนึกภาพกราฟlevelของลำโพงตรงจุดcrossover เมื่อเราเลื่อนลำโพงไปทางtweeterมากขึ้นระดับเสียงหรือlevelของเสียงจากtweeterก็จะมากขึ้นตำแหน่งcrossoverก็จะเปลี่ยนไปไม่เท่าเดิม หรือถ้าเลื่อนมาด้านล่างที่จะใกล้กับwooferเสียงlevelจากwooferก็จะดังขึ้นในขณะที่จากtweeterลดลง ดังนั้นตำแหน่งcrossoverจึงเปลี่ยนไปเช่นกัน ดังนั้นในระบบhome theaterที่เห็นบางคนseriousกับการตัดcrossoverระหว่างลำโพงsubwooferกับลำโพงmainว่าต้อง60Hz, 70Hz , 80Hz, 90Hz ฯลฯ เป๊ะๆเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วค่านี้ไม่คงที่แน่นอนเสมอไปเพราะตำแหน่งcrossoverมันขึ้นอยู่กับlevelของลำโพงsubwooferกับลำโพงmainด้วย ค่านี้เป็นเพียงการบอกคร่าวๆว่าอยู่ประมาณนี้เท่านั้น พอวัดออกมาจริงๆcrossoverอาจจะไม่ตรงกับค่าที่เราตั้งไว้ในAVRหรือPre Proก็ได้ แต่จุดสำคัญมันอยู่ที่การalign phaseต้องให้มันมีการin phaseและin timeในบริเวณcrossoverให้กว้างที่สุดไม่ใช่มีแค่ตรงcrossoverเพียงจุดเดียว


คราวนี้ลองเลื่อนไปออกไปด้านข้างมากขึ้นเรื่อยๆ เรากลับไม่พบDipเหมือนอยู่ด้านบนหรือด้านล่างของลำโพง จะมีก็แต่levelในความถี่สูงๆที่roll offลงเนื่องจากผลของระยะที่ห่างออกไปของไมค์จากoff axis


ที่ไม่มีdipตรงตำแหน่งCrossoverเนื่องจากระยะของtweeterกับwooferก็ยังห่างจากไมค์เท่าๆกัน phaseก็ยังคงalignกันอยู่ จึงไม่มีการcancellationของphaseขึ้นเหมือนไมค์อยู่ด้านบนหรือล่างของลำโพง


ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่าถ้าเทียบระหว่างการวางลำโพงในแนวตั้งและแนวนอน การวางลำโพงแนวตั้งจะให้การตอบสนองความถี่ได้ราบเรียบกว่าเนื่องจากtime offsetของลำโพงtweeterและwoofer มีphase alignmentที่ดีกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายถึงวางแบบนี้แล้วเสียงจะดีกว่านะครับ อันนี้เป็นเพียงการมองในแง่frequency responseตามหลักการทางPhysicsเท่านั้น เสียงจะดีไม่ดีคงขึ้นกับอีกหลายปัจจัยและมีความหลากหลายที่ยากจะตัดสินเพราะแค่คำว่า ”เสียงดี” ความหมายของแต่ละคนก็แตกต่างกันแล้วครับ

 :secret

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1216 เมื่อ: 30 มกราคม, 2018, 11:58:16 PM »

Phase Alignment PartII Comb Filters
ในตอนที่แล้วได้พูดถึงPhase Alignmentระหว่างลำโพงtweeterกับwooferว่าถ้ามีTime offsetจะเกิดอะไรขึ้น ในตอนที่สองนี้ก็จะพูดถึงถ้าลำโพงสองตัวเล่นสัญญาณเดียวกันแต่มีTime offsetจะเป็นยังไงบ้าง?
จากหลักPhysical Lawของเสียง ถ้าลำโพงตั้งแต่สองตัวขึ้นไปเล่นสัญญาณเสียงเดียวกันแต่มีเวลามาถึงจุดฟังไม่เท่ากัน phaseของเสียงที่ต่างกันทำให้เกิดการเสริมกันของความถี่บางความถี่และหักล้างกันของความถี่บางความถี่โดยเกิดขึ้นเป็นseriesหลายๆตำแหน่งต่อเนื่องกันทำให้กราฟของfrequency responseออกมาขึ้นลงคล้ายๆกับซี่ของหวีเขาจึงเรียกกว่าcomb filter
การเกิดcomb filterจะทำให้โทนของเสียงเปลี่ยนไปเนื่องจากมีหลายตำแหน่งมีความถี่หายไปหลายตำแหน่งมีความถี่สูงมากกว่าเดิม ทำให้ความสมจริงสมจังของเสียงหรือบางคนเรียกว่าความเป็นธรรมชาติของเสียงเสียไป โดยเฉพาะเสียงพูดถ้าเกิดcomb filtersขึ้นเสียงคนก็จะเปลี่ยนไปเพี้ยนไปบางครั้งก็เสียงก็อาจจะอู้อี้ บางทีเสียงก็อาจจะสดเกินแบบแปร่งๆ ยิ่งถ้าตำแหน่งdipไปตรงกับตำแหน่งที่เป็นพื้นฐานของเสียงพูดพอดีเสียงพูดที่ออกมาก็จะขาดน้ำหนักไม่สมจริง บางทีcomb filterก็จะทำให้รู้สึกได้ว่าสเกลเสียงพูดของลำโพงชุดนี้ทำไมเล็กว่าอีกห้องที่ใช้ชุดSystemเหมือนกันแต่กลับมีสเกลเสียงที่ใหญ่กว่า เหล่านี้ล้วนเป็นผลของเสียงที่เกิดcomb filterขึ้น ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าทำไมcomb filterถึงมีผลต่อน้ำเสียงของคนมาก อย่างเช่นเสียงของDarth Vaderในภาพยนตร์เรื่องStar Warsมันถูกสร้างขึ้นจากเสียงคนปกติรวมกับเสียงเดิมที่delay timeเข้าไป10ms แล้วทำให้เกิดcomb filteringขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าเสียงDarth Vaderที่ออกมาดูไม่เหมือนเสียงคนปกติในธรรมชาติเลย



Comb Filterที่มักพบในห้องhome theaterก็เช่น การที่แยกสัญญาณเสียงจากchannelหนึ่งให้ไปออกลำโพงสองตู้ที่เหมือนกันทำให้ลำโพงทั้งสองตู้มีเสียงออกมาเหมือนกันทุกอย่างเมื่อเวลาที่เสียงจากทั้งสองตู้มาถึงตำแหน่งนั่งฟังไม่พร้อมกันแม้เพียงนิดเดียวก็จะทำให้เกิดComb filterขึ้น และอีกอย่างที่พบบ่อยในห้องฟังก็คือการรวมกันของเสียงโดยตรงจากลำโพงกับเสียงสะท้อนจากผนัง พื้น เพดาน หรือจากวัตถุที่เกิดการสะท้อนของเสียงได้ ทำให้เสียงที่สะท้อนซึ่งก็คือเสียงเดียวกับเสียงที่มาถึงหูตรงๆมาถึงช้ากว่าเสียงตรงๆจากลำโพงรวมกันก็เกิดเป็นcomb filterขึ้น


คราวนี้ลองมาดูจริงๆกันว่าจะเกิดcomb filterตามPhysical Lawหรือไม่ เอาที่เห็นกันบ่อยๆคือแยกเสียงจากลำโพงmainแต่ละchannelมาออกลำโพงสองตัวเหมือนๆกัน เช่นแบบนี้ลองเอาลำโพงตัวเดียวเล่นเสียงpink noiseจากsignalเดียว แล้ววัดfrequency responseดู ก็ยังไม่พบลักษณะของcomb filter


แต่พอsplitสัญญาณจากแชลแนลเดียวกันให้ออกลำโพงสองตัวเหมือนกัน มาเลยครับทีนี้comb filter


ยิ่งขยับให้ไมค์ให้off axisมากขึ้น พบว่าcomb filterก็จะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นตามเพราะtime offsetของลำโพงทั้งสองตัวมีค่ามากขึ้น


ลองมาเทียบกับลำโพงCenterที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นลำโพงCenterเพียงตัวเดียว เมื่อวางไมค์ตรงกลางก็ไม่พบcomb filter


และถึงแม้ขยับออกนอกแนวoff axisไปมาก ก็ยังไม่พบลักษณะของcomb filter พบแต่การroll offของความถี่สูงเนื่องจากระยะทางที่ออกนอกแนวมากขึ้น


อีกแบบที่พบบ่อยในห้องhome theaterก็คือการวางอุปกรณ์เครื่องเสียงไว้หน้าลำโพงCenterไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่น แอมป์ AVRฯลฯ หรือแม้กระทั่งพวกcoffee tableต่างๆ พบว่าอุปกรณ์พวกนี้จะสะท้อนเสียงทำให้เกิดcomb filterขึ้นได้เช่นกัน


พอเอาของที่วางไว้หน้าลำโพงออก comb filterก็หายไปอย่างชัดเจน



ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1217 เมื่อ: 25 มีนาคม, 2018, 04:37:30 PM »
เมื่อวันก่อนผมและเพื่อนสมาชิกHome Theater Proได้ไปเยี่ยมชมห้องHome Theaterของพี่หมออิ๊ด ซึ่งนับว่าเป็นห้องDedicated Home Theaterที่สมบูรณ์แบบมาก คร่าวๆนี่มีลำโพงมากถึง 22channelsกันเลยเลยเอาภาพมาให้ชมกันก่อนเป็นตัวอย่าง ส่วนรายละเอียดSystemทั้งหมด ตำแหน่งลำโพง เสียงที่ออกมาเป็นยังไงบ้าง ผมจะเล่าแบบละเอียดอีกทีในหนังสือAudiophile/Videophileนะครับ


สมาชิกที่ร่วมไปเปิดหู เปิดตาในวันนั้น


ห้องนี้ใช้ระบบลำโพงของMeyer Soundทั้งหมด ด้านหน้าจะมีลำโพงLCR และลำโพงsubwoofer2ตู้ แต่ละตู้ประกอบด้วยdriver ขนาด18นิ้วตู้ละสองดอก ทั้งหมดถูกฝังเอาไว้ในBaffle หลังจอAT screenขนาด 150นิ้ว


ด้านหลังในส่วนของลำโพงSurr และSurr Back พร้อมทั้งSubwoofer อีกสองตู้แขวนไว้ด้านบน....ขอย้ำว่าแขวนไว้ด้านบนครับ


ด้านหลังทำเป็นห้องนั่งเล่นซ่อนไว้ สามารถเปิดออกไปหาขนม น้ำดื่มได้ระหว่างดูหนัง


โฉมหน้าชัดๆของลำโพงใหม่ล่าสุดของMeyer Sound รุ่นAmie ที่ตอนนี้ได้เริ่มเข้าไปประจำการในPost Production Facilityชื่อดังระดับโลกหลายแห่งแล้ว


พี่อิ๊ดอธิบายถึงตำแหน่งการวางลำโพงต่างๆ ซึ่งห้องนี้ได้ให้ Arnaud Laborie เจ้าพ่อ 3D soundที่เป็นผู้ก่อตั้งและCEOของTrinnov Sound เป็นคนapprovedตำแหน่งลำโพงต่างๆให้ Projector modelล่าสุดของJVCคือรุ่น DLA-X7900


Ceiling Channels ที่มีทั้งDolby Atmos 8channels, Auro 3Dอีก 2channelsทำงานร่วมกันเพื่อให้รองรับทั้งระบบ Auro 3D, DTS-XและDolby Atmos


ลำโพงFront wide


มีซ่อนRackเก็บอุปกรณ์ต่างๆไว้ที่ผนัง


โล่งไปเยอะเลย เพราะลำโพงMeyer Soundเป็นลำโพงแบบActiveทุกChannels ไม่ได้ใช้Power Amplifierจากภายนอก ทำให้ประหยัดAmpไปได้เยอะ


ด้านข้างก็มีห้องเก็บแผ่นซ่อนไว้อีกเช่นกัน


ทำให้สามารถเข้าไปเปลี่ยสายต่างๆของระบบได้ง่ายมาก


รวมถึงใช้เก็บแผ่น เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆอีกด้วย


วันนั้นได้ลองระบบเสียงทุกระบบเสียงที่มี ทั้งจากภาพยนตร์ คอนเสิร์ต เพลง2ch


เสียงที่ออกมาเรียกได้ว่าสุดยอดมาก แนะนำเลยสำหรับห้องนี้ถ้าใครอยากรู้ว่าภาพที่สวยถูกต้องตามมาตรฐาน เสียงที่ดีเสียงที่ถูกต้องตามมาตรฐานเป็นยังไง ต้องไปสัมผัสห้องนี้ให้ได้ครับ แต่บอกไว้ก่อนว่าผมลองรวมมูลค่าของห้องนี้คร่าวๆ จากที่ผมพอทราบราคาอุปกรณ์เหล่านี้อยู่บ้างผมว่าทั้งห้องนี้อุปกรณ์ทั้งหมดมูลค่ามากกว่า 8หลักแน่นอนครับ


ต้องขอขอบคุณพี่หมออิ๊ดมากครับที่ให้โอกาสผมและสมาชิกได้สัมผัสประสบการณ์สุดยอดในครัั้งนี้ (อยากจะกระซิบบอกว่าเป็นบุญของตาและหูของผม จริง จริ๊งงงงงงง)



ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1218 เมื่อ: 05 เมษายน, 2018, 04:13:13 PM »
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาคุณฟ้า เพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนวิศวะตั้งใจบินมาเยี่ยมชมที่ห้อง เพื่อหาข้อมูลทำห้องhome theaterต่อไป ไม่น่าเชื่อลองกันไปลองกันมาสนุกมาก ดูหนังเรื่องWonder Womanแบบ4K HDRกันจนจบเรื่องเลย ตอนนี้อยากจะบอกว่าพอได้ดูภาพ4K HDRแบบcalibrateแล้วไม่อยากกลับไปดูหนังแบบ1080p SDRเลย