ผู้เขียน หัวข้อ: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008  (อ่าน 168963 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #660 เมื่อ: 02 พฤษภาคม, 2017, 04:37:21 PM »
เห็นด้วยกับคุณ Goda ทุกประการ  ในฐานะคนฟังเพลงเพื่อความสุนทรีย์ภาพแล้ว usb2.0/firewire400|800 เหลือ ๆ สำหรับงาน playback ครับ

แต่ เสียงจะดีหรือไม่ดี จะน่าฟังหรือไม่น่าฟัง มันมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายประการ โดยเฉพาะ คุณภาพไฟฟ้า และ คุณภาพไฟล์เพลง (ข้อมูลที่เป็น noise ที่แฝงมากับข้อมูลเพลง)  ถ้าเราควบคุมหรือกำจัดพวกนี้ได้เสียงจะยิ่งน่าฟังมากกว่าการไปทุ่มเปลียน hardware ไปทาง professional audio ครับ

คหสต นะครับ อาจมีผิดบ้างถูกบ้าง ว่ากันไป :yahoo :yahoo :yahoo

จุดนี้ล่ะครับที่เป็นคอนทราสเลย ไฟล์ที่ทันสมัยอย่าง DSD หรือ DXD ทีกำลังเป็นที่นิยม แต่ยังต้องส่งผ่านพอร์ทที่มีอายุสิบกว่าปี  ผมว่าประหลาดดีครับ
เพราะพอร์ท USB2.0 ด้วยประสิทธิภาพความเร็ว ก็ไม่พอกับยุคนี้แล้วครับ ก็เรียกว่าใกล้หมดยุคเต็มที

ส่วน Thunderbolt ที่ออกแบบมาล่าสุด สามารถขจัดปัญหาเรื่องคุณภาพสายดิจิตอลออกไปได้ จนสายแบบ Thunderbolt Audio Grade กลายเป็นของที่ไม่มีความหมายไปเลยครับ
สรุปว่าใช้สายของ Apple เส้นละพันกว่าบาทก็โอเคแล้ว สาย USB ที่ผมเห็นมักจะยกมาลองกันที่ Poem พร้อม USB DAC ค่าสายอย่างเดียวจะเท่าเครื่อง Apogee ของผมแล้ว
แพงแบบผมก็ไม่เข้าใจเหตุผลเท่าไหร่  แต่ก็ยอมรับว่า ใส่สายถูก เสียงมันก็แย่ไปเลยครับ สำหรับ DAC USB แต่ในสายตาผมเห็นเป็นของที่ค่าใช้จ่ายสูงมากครับ
แต่สำหรับผมไม่่มีปัญหาเรื่องนั้นแล้วเรียกว่า Thunderbolt ขจัดปัญหาเก่าๆซ้ำซากที่มีมาสิบกว่าปีจนหมดไปครับ เรียกว่า คุณภาพดีกว่า ประหยัดกว่า
บอกลาชีวิตเดิมๆครับ เพระาผมต้องทำงานที่ต้องคิดอะไรใหม่ๆเสมอ เลยต้องคิดแบบมองไปข้างหน้าตลอดเวลาครับ

*Macbook Pro ของผม ซื้อมาตัดวีดีโอนะครับ เดี๋ยวจะมีบางท่นเห็นว่าผมซื้อเครื่องรุ่นโคตรแพงมาฟังเพลง คือผมไม่ได้ไว้ฟังเพลงครับ เป็นเครื่องมือทำมาหากิน
อันนี้คุ้มของจริง เพราะใน 1 วัน ผมต้องใช้ชีวิตกับเจ้าเครือ่งนี้เกิน 10 ชั่วโมงต่อวันครับ กลับบ้านก็เอามาต่อฟังเพลง ได้เสียงดีด้วยเป็นของแถมครับ

รีวิว Apogee Element 24 จาก ask.audio ครับ https://ask.audio/articles/review-apogee-element-24-thunderbolt-audio-interface

Price: $595

Pros: Excellent audio quality converters and mic pres, ultra-low latency, solid build quality. Made in the USA.

Cons: No included Thunderbolt cable, Element Control is a little hard to read and its documentation could stand improvement

ส่วนผมเอง ตอนแรกใชั Apogee Duet Firewire หลังจากได้ Element 24 มาเทียบนี่ เสียงอยู่กันคนละโลกครับ พอร์ท Thunderbolt ให้เสียงได้เปิดกว้างกว่ามาก
(จริงๆรู้ตั้งแต่ตอนเทสต์ HDD แล้วครับ HDD Thunderbolt ให้เสียงได้เปิดกว่า HDD Firewire มาก จนกลับไปฟัง Firewire ไม่ลงเลยครับ )
และด้วยความเร็วของพอร์ท ทำให้การพัฒนาตัว DAC มีมากขึ้นตามไปด้วยครับ และในราคา $595 ที่คงซื้อสาย USB รุ่นเยี่ยมๆได้สักเส้นนึงเท่านั้นเอง
แต่ผมได้เทคโนโลยีล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อเสียงเพลงโดยเฉพาะครับ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 พฤษภาคม, 2017, 04:49:18 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 654
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #661 เมื่อ: 02 พฤษภาคม, 2017, 07:47:04 PM »
Technology ของ usb 2.0 ต่อให้ใช้เวลาถึง 16 ปี 2 channel audio listening ก็ยังไม่สามารถ ใช้ bandwidth ทั้งหมดของ usb 2.0 ได้ครับ

DSD512 ยังอัดประมาณ 40Mbps นับเป็น 40% ของสเป็คแบบคิดแย่ๆ สำหรับ usb 2.0

ผมเห็นด้วยครับว่า อยู่มาได้ 16ปี นี่ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องประหลาด แต่ก็นับว่าเป็นเรื่อง มหัศจรรย์ ในวงการ คอม กับ audio listening เลยครับ


สำหรับเรื่องราคาสาย usb เทียบกับคุณภาพเสียง ผมขอไม่พูดถึงครับ เพราะมันเป็นความเห็นปัจเจก แต่ถ้าอยากจะคุยกันถึงเรื่อง สเปคก็คุยกันได้ครับ

ตัวอย่างที่ คุณ GUNTUM ว่ามา เรื่อง สาย usb ราคา $595 คนที่จ่ายราคานี้กับสาย usb ได้ ในความเห็นผมเรื่อง best bang for the buck ไม่น่าจะเป็นปัญหานะครับ

เรื่อง MacPro แพงไม่แพงสำหรับฟังเพลง เป็นเรื่องของแต่ละท่าน เพราะความต้องการในการใช้งานและงบประมาณ ไม่เหมือนกันครับ

อย่าน้อยใจกันไปเลยครับ ผมกลับเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำครับ ที่คุณ GUNTUM มาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เพราะถ้าผมมี requirements คล้ายกัน  เช่น video editing, multi-channel mixing พร้อมกับการฟังเพลงเพื่อความสุนทรีย์ ผมก็คงลงทุนกับอุปกรณ์ ในแนวเดียวกันครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 พฤษภาคม, 2017, 07:49:14 PM โดย Goda Takeshi »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #662 เมื่อ: 02 พฤษภาคม, 2017, 09:42:09 PM »
Technology ของ usb 2.0 ต่อให้ใช้เวลาถึง 16 ปี 2 channel audio listening ก็ยังไม่สามารถ ใช้ bandwidth ทั้งหมดของ usb 2.0 ได้ครับ

DSD512 ยังอัดประมาณ 40Mbps นับเป็น 40% ของสเป็คแบบคิดแย่ๆ สำหรับ usb 2.0

ผมเห็นด้วยครับว่า อยู่มาได้ 16ปี นี่ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องประหลาด แต่ก็นับว่าเป็นเรื่อง มหัศจรรย์ ในวงการ คอม กับ audio listening เลยครับ


สำหรับเรื่องราคาสาย usb เทียบกับคุณภาพเสียง ผมขอไม่พูดถึงครับ เพราะมันเป็นความเห็นปัจเจก แต่ถ้าอยากจะคุยกันถึงเรื่อง สเปคก็คุยกันได้ครับ

ตัวอย่างที่ คุณ GUNTUM ว่ามา เรื่อง สาย usb ราคา $595 คนที่จ่ายราคานี้กับสาย usb ได้ ในความเห็นผมเรื่อง best bang for the buck ไม่น่าจะเป็นปัญหานะครับ

เรื่อง MacPro แพงไม่แพงสำหรับฟังเพลง เป็นเรื่องของแต่ละท่าน เพราะความต้องการในการใช้งานและงบประมาณ ไม่เหมือนกันครับ

อย่าน้อยใจกันไปเลยครับ ผมกลับเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำครับ ที่คุณ GUNTUM มาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เพราะถ้าผมมี requirements คล้ายกัน  เช่น video editing, multi-channel mixing พร้อมกับการฟังเพลงเพื่อความสุนทรีย์ ผมก็คงลงทุนกับอุปกรณ์ ในแนวเดียวกันครับ

อีก 3 ปี ก็ครบ 20 ปี สำหรับ USB 2 แล้วครับ ก็ไม่รู้จะ Expire เมื่อไหร่ แต่ Firewire อยู่มานานกว่าครับ ตั้งแต่ 1995 และผมได้ซื้อ M-Audio Firewire ในปี 2007
ปัจจุบัน Firewire ก็ยังใช้งานในสตูดิโออัดเสียงอยู่ทั่วไป และงานวีดีโอก็ยังต้องพึ่งพาการส่งสัญญาณแบบ Firewire เพื่อป้องกันการซิงค์ไม่ตรงของภาพและเสียง

เพราะ USB 2 จริงๆแล้ว กว่าจะเริ่มใช้ฟังเพลงได้ ก็ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเองครับ เพราะตอนแรก ออกแบบไว้ส่งข้อมูลช่วงสั้นเป็นหลัก อย่างไฟล์เอกสาร สแกนเนอร์ ปริ๊นเตอร์
และตอนแรกก็ยังแบ่งเป็น Full Speed กับ High Speed อีกด้วย พอพัฒนามาจนเริ่มเสถียร (ก็หลายปีอยู่) เลยพอจะส่งสัญญาณเสียงได้ แต่ที่ฮิตก็ไม่น่าแปลกใจครับ
เพราะคอนโทรลเลอร์ม่ราคาถูก และไม่ต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรเครือ่งละ 0.25 เหรียญ เหมือน Firewire ทำให้คนที่กล้าผลิต Firewire Audio Interface เรียกว่าต้องฝีมือแน่จริง
ไม่งั้นเรียกว่าหาเรื่องเจ็บตัวเปล่าๆ

ปัจจุบันอุปกรณ์ที่เป็น USB2 ก็เหลือน้อยมาก อย่างเมนบอร์ด PC ก็เป็น USB3 กันหมดแล้ว มือถือแอนดรอยด์ก็เป็น USB-C แม้แต่เครื่องเล่นเกม Nintendo Stitch ก็เป็น USB-C
โลกก็หมุนไปในยุค 4K>6K>8K ไฟล์ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ USB2 ก็ค่อยๆหมดประโยชน์ด้วยความเร็วที่ไม่พอกับความต้องการ และทำงานได้ไม่หลากหลายเหมือน USB-C
สามารถส่งสัญญาณ HDMI และ Display Port ได้ในตัว  ต่จะเหลือค่ายที่วิจัยออกคอนโทรลเลอร์ USB2 อยู่อีกหรือไม่ผมก็ไม่อาจทราบได้

ส่วนผมเบี้ยน้อยหอยน้อยครับ สำหรับระบบดิจิตอล จ่ายเงินเท่ากันผมต้องเลือกระบบที่สมัยที่สุดครับ
เพราะสุดท้ายแล้ว เครื่องเสียงจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย มีค่าการตลาดสูง โดยที่ไม่มีตัวชี้วัดเรื่องคุณภาพ ทุกอย่างอยู่ที่ความถึงพอใจของลูกค้า
ผมจึงหนีออกจากวงการนี้ตั้งแต่ปี 2008 ไงครับ และมาทดลองหาระบบใหม่ๆเองโดยไม่อยู่ภายใต้การชี้นำการตลาดจากนายทุน
และหันมาใช้เครือ่งระดับห้องอัด ที่สามารถชี้วัดเรื่องคุณภาพได้

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 227
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #663 เมื่อ: 02 พฤษภาคม, 2017, 10:40:20 PM »
Technology ของ usb 2.0 ต่อให้ใช้เวลาถึง 16 ปี 2 channel audio listening ก็ยังไม่สามารถ ใช้ bandwidth ทั้งหมดของ usb 2.0 ได้ครับ

DSD512 ยังอัดประมาณ 40Mbps นับเป็น 40% ของสเป็คแบบคิดแย่ๆ สำหรับ usb 2.0

ผมเห็นด้วยครับว่า อยู่มาได้ 16ปี นี่ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องประหลาด แต่ก็นับว่าเป็นเรื่อง มหัศจรรย์ ในวงการ คอม กับ audio listening เลยครับ



สำหรับเรื่องราคาสาย usb เทียบกับคุณภาพเสียง ผมขอไม่พูดถึงครับ เพราะมันเป็นความเห็นปัจเจก แต่ถ้าอยากจะคุยกันถึงเรื่อง สเปคก็คุยกันได้ครับ

ตัวอย่างที่ คุณ GUNTUM ว่ามา เรื่อง สาย usb ราคา $595 คนที่จ่ายราคานี้กับสาย usb ได้ ในความเห็นผมเรื่อง best bang for the buck ไม่น่าจะเป็นปัญหานะครับ

เรื่อง MacPro แพงไม่แพงสำหรับฟังเพลง เป็นเรื่องของแต่ละท่าน เพราะความต้องการในการใช้งานและงบประมาณ ไม่เหมือนกันครับ

อย่าน้อยใจกันไปเลยครับ ผมกลับเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำครับ ที่คุณ GUNTUM มาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เพราะถ้าผมมี requirements คล้ายกัน  เช่น video editing, multi-channel mixing พร้อมกับการฟังเพลงเพื่อความสุนทรีย์ ผมก็คงลงทุนกับอุปกรณ์ ในแนวเดียวกันครับ

อีก 3 ปี ก็ครบ 20 ปี สำหรับ USB 2 แล้วครับ ก็ไม่รู้จะ Expire เมื่อไหร่ แต่ Firewire อยู่มานานกว่าครับ ตั้งแต่ 1995 และผมได้ซื้อ M-Audio Firewire ในปี 2007
ปัจจุบัน Firewire ก็ยังใช้งานในสตูดิโออัดเสียงอยู่ทั่วไป และงานวีดีโอก็ยังต้องพึ่งพาการส่งสัญญาณแบบ Firewire เพื่อป้องกันการซิงค์ไม่ตรงของภาพและเสียง

เพราะ USB 2 จริงๆแล้ว กว่าจะเริ่มใช้ฟังเพลงได้ ก็ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเองครับ เพราะตอนแรก ออกแบบไว้ส่งข้อมูลช่วงสั้นเป็นหลัก อย่างไฟล์เอกสาร สแกนเนอร์ ปริ๊นเตอร์
และตอนแรกก็ยังแบ่งเป็น Full Speed กับ High Speed อีกด้วย พอพัฒนามาจนเริ่มเสถียร (ก็หลายปีอยู่) เลยพอจะส่งสัญญาณเสียงได้ แต่ที่ฮิตก็ไม่น่าแปลกใจครับ
เพราะคอนโทรลเลอร์ม่ราคาถูก และไม่ต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรเครือ่งละ 0.25 เหรียญ เหมือน Firewire ทำให้คนที่กล้าผลิต Firewire Audio Interface เรียกว่าต้องฝีมือแน่จริง
ไม่งั้นเรียกว่าหาเรื่องเจ็บตัวเปล่าๆ

ปัจจุบันอุปกรณ์ที่เป็น USB2 ก็เหลือน้อยมาก อย่างเมนบอร์ด PC ก็เป็น USB3 กันหมดแล้ว มือถือแอนดรอยด์ก็เป็น USB-C แม้แต่เครื่องเล่นเกม Nintendo Stitch ก็เป็น USB-C
โลกก็หมุนไปในยุค 4K>6K>8K ไฟล์ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ USB2 ก็ค่อยๆหมดประโยชน์ด้วยความเร็วที่ไม่พอกับความต้องการ และทำงานได้ไม่หลากหลายเหมือน USB-C
สามารถส่งสัญญาณ HDMI และ Display Port ได้ในตัว  ต่จะเหลือค่ายที่วิจัยออกคอนโทรลเลอร์ USB2 อยู่อีกหรือไม่ผมก็ไม่อาจทราบได้

ส่วนผมเบี้ยน้อยหอยน้อยครับ สำหรับระบบดิจิตอล จ่ายเงินเท่ากันผมต้องเลือกระบบที่สมัยที่สุดครับ
เพราะสุดท้ายแล้ว เครื่องเสียงจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย มีค่าการตลาดสูง โดยที่ไม่มีตัวชี้วัดเรื่องคุณภาพ ทุกอย่างอยู่ที่ความถึงพอใจของลูกค้า
ผมจึงหนีออกจากวงการนี้ตั้งแต่ปี 2008 ไงครับ และมาทดลองหาระบบใหม่ๆเองโดยไม่อยู่ภายใต้การชี้นำการตลาดจากนายทุน
และหันมาใช้เครือ่งระดับห้องอัด ที่สามารถชี้วัดเรื่องคุณภาพได้



นั่นสิครับ bandwidth ของมาตรฐาน USB2.0 และ Firewire มันมีให้ใช้ได้เหลือเฝือสำหรับการฟังเพลง 

ส่วนสาย usb ดีๆ ราคาไม่บ้าเลือดขนาดนั้นมีนะครับ สาย diy ดีๆ ก็มีเยอะ อย่างเช่น สาย silver palted /gold plated occ แบบ diy บางท่านชอบมากกว่าสายมีแบรนด์แพง ๆ ซะอีก  แต่ผมไม่ได้บอกสายแพง ๆ ไม่ดีนะครับ ดีแน่ๆ ครับ  รวมทั้งสาย firewire triple shield ตัวนำดี ๆ ฟังเพลินมากมายแล้ว

สิ่งที่อยากให้ผู้อ่านรับทราบคือ ไม่จำเป็นต้องไปใช้งานของหรือเครื่องที่เป็น studio หรือ professional หรอกครับ  ขออนุญาต ยิงตรงๆ ครับ ๕๕๕  แต่ท่านใดจะไปใช้ก็ไม่ได้บอกว่า ไม่ได้นะครับ อันนี้ขึ้นกับความต้องการของแต่ละท่าน

Simple is my Way

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 654
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #664 เมื่อ: 02 พฤษภาคม, 2017, 11:34:51 PM »
อุปกรณ์ usb ไม่ต้องห่วงครับ เพราะ spec ของ usb protocol ใช้ได้ตั้งแต่ usb-c backward จนไปถึง usb-1 เลยครับ (usb-c ต้องใช้หัวแปลง)

ใน spec ของ usb-c มีการกำหนดเรื่อง backward compatibility ไว้ครับ

usb device ที่ตาม usb standard ยังใช้งานได้ครับ เรื่อง driver น่าเป็นห่วงกว่าครับ ถึง usb port จะเปลี่ยนไป แต่ protocol ยังทำงานได้ตัวอย่างเช่น

usb dac cm108 ที่โบราณมากๆ (usb 1.0) ยังเสียบใช้งานได้กับ usb3.0 เลยครับ
OS windows, linux, android, ios, raspberry pi ใช้งานได้หมดครับ

ผมขอสรุปคร่าวๆครับ

ผมเห็นด้วยครับ ว่า thunderbolts spec ดีกว่าแน่นอนครับ
สำหรับ usb 2.0 สามารถรองรับ การฟังเพลง แบบ 2 channel จนถึง DSD ได้อย่างเหลือเฟือครับ

ถ้าชอบ technology นำสมัย ลงทุนอนาคต กับ usb-c ก็ไม่เลว อย่างที่ คุณ GUNTAM แนะนำไว้ครับ
อย่างที่เรียนไว้ครับ usb spec กำหนด backward compatible กับ device เก่าครับ ใช้ตัวแปลงราคาก็ไม่แพงอะไร ก็ยังใช้งานอุปกรณ์เก่าได้ครับ

ออฟไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,088
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #665 เมื่อ: 03 พฤษภาคม, 2017, 07:12:30 AM »
เล่าสู่กันฟัง

สาย USB ยี้ห้อ Belkin Gold Series ราคาสิบกว่าเหรียญ ผมสั่งมาลองเล่น
ฟังเพลงกับ Audio Interface ยี้ห้อ RME Babyface ทั้งฟังเพลง ร้องคาราโอเกะ
ทำงานเกี่ยวกับ Wave File โดยโปรแกรม WavwLab 6
ส่วนใหญ่อัดเสียงร้อง แล้วนำไปมิกซ์รวมกับ MIDI File กับ Cubase บ้าง , SONAR บ้าง
ทำ CD เพลงเล่น หลายครั้งทำเดโมเพลงให้หลานสาวเพื่อนนำไปเพื่อคัดเลือกประกวดร้องเพลงรับถ้วยมาหลายใบครับ

ฺBelkin Gold Series อาจบอกได้ว่า ไม่ได้ด้อยกว่า สายราคาแพง AQ Diamond
จะเด่นด้อยอยู่ที่บุคคลิกเสียงซึ่งเป็นความพึงพอใจแต่ละคน
ส่วนในด้านการให้ จังหวะ ท่วงทำนองเร็ว_ช้า ซึ่งเป็นหัวใจในเรื่่องการสร้างอารม์เพลง มีเต็มร้อยครับ

ในเรื่อง Sound Stage ซึ่งหมายถึง
ความกว้างของเวทีจากซ้ายไปขวา ความลึกของเวทีจากหน้าไปหลัง ความสูงของเวทีจากพื้นสูงขึ้นไป
แผ่นซีดีเพลง หรือไฟล์เพลง ที่ซาวด์เอ็นจิเนียร์เขาทำมาอย่างไร ก็ได้ตามนั้น ไม่น้อยกว่า ไม่มากกว่า
มีข้อแม้ว่าต้องเซ็ทตำแหน่งที่ตั้งลำโพงให้เข้ากับห้องฟัง

ทุกวันนี้เส้นสายทั้งหลาย ผมขายเรียบครับ เนื่องจากฟังเพลงจากยูทูบ 99%
ฟังแล้วจิตใจสงบ ไม่วุ่นวาย เรื่องของฮาร์ดแวร์
ที่สำคัญไม่เปลืองสะตัง แต่ยังได้ความงดงามแห่งเสียงเพลงเสียงดนตรีเท่าเดิมครับ

เสียงเพลงเสียงดนตรีเป็นพลังงาน สัมผัสไม่ได้
แต่คนเรารับรู้ เกิดอารมณ์ สุข เศร้า สนุกสนานเบิกบานขึ้น
อารมณ์ที่คล้อยตามนั้น ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคนในอดีตที่ผ่าน .....


ลองอ่านดูเล่นๆ จากนั้นอ่านคอมเม้นท์ข้างล่างเป็นของแถม เป็นอีกมุมมองของผู้คนบนโลกใบนี้ครับ


http://www.theabsolutesound.com/articles/2013-tas-editors-choice-awards-digital-interconnects/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 พฤษภาคม, 2017, 07:23:18 AM โดย Malako »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #666 เมื่อ: 03 พฤษภาคม, 2017, 11:46:52 AM »
Technology ของ usb 2.0 ต่อให้ใช้เวลาถึง 16 ปี 2 channel audio listening ก็ยังไม่สามารถ ใช้ bandwidth ทั้งหมดของ usb 2.0 ได้ครับ

DSD512 ยังอัดประมาณ 40Mbps นับเป็น 40% ของสเป็คแบบคิดแย่ๆ สำหรับ usb 2.0

ผมเห็นด้วยครับว่า อยู่มาได้ 16ปี นี่ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องประหลาด แต่ก็นับว่าเป็นเรื่อง มหัศจรรย์ ในวงการ คอม กับ audio listening เลยครับ



สำหรับเรื่องราคาสาย usb เทียบกับคุณภาพเสียง ผมขอไม่พูดถึงครับ เพราะมันเป็นความเห็นปัจเจก แต่ถ้าอยากจะคุยกันถึงเรื่อง สเปคก็คุยกันได้ครับ

ตัวอย่างที่ คุณ GUNTUM ว่ามา เรื่อง สาย usb ราคา $595 คนที่จ่ายราคานี้กับสาย usb ได้ ในความเห็นผมเรื่อง best bang for the buck ไม่น่าจะเป็นปัญหานะครับ

เรื่อง MacPro แพงไม่แพงสำหรับฟังเพลง เป็นเรื่องของแต่ละท่าน เพราะความต้องการในการใช้งานและงบประมาณ ไม่เหมือนกันครับ

อย่าน้อยใจกันไปเลยครับ ผมกลับเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำครับ ที่คุณ GUNTUM มาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เพราะถ้าผมมี requirements คล้ายกัน  เช่น video editing, multi-channel mixing พร้อมกับการฟังเพลงเพื่อความสุนทรีย์ ผมก็คงลงทุนกับอุปกรณ์ ในแนวเดียวกันครับ

อีก 3 ปี ก็ครบ 20 ปี สำหรับ USB 2 แล้วครับ ก็ไม่รู้จะ Expire เมื่อไหร่ แต่ Firewire อยู่มานานกว่าครับ ตั้งแต่ 1995 และผมได้ซื้อ M-Audio Firewire ในปี 2007
ปัจจุบัน Firewire ก็ยังใช้งานในสตูดิโออัดเสียงอยู่ทั่วไป และงานวีดีโอก็ยังต้องพึ่งพาการส่งสัญญาณแบบ Firewire เพื่อป้องกันการซิงค์ไม่ตรงของภาพและเสียง

เพราะ USB 2 จริงๆแล้ว กว่าจะเริ่มใช้ฟังเพลงได้ ก็ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเองครับ เพราะตอนแรก ออกแบบไว้ส่งข้อมูลช่วงสั้นเป็นหลัก อย่างไฟล์เอกสาร สแกนเนอร์ ปริ๊นเตอร์
และตอนแรกก็ยังแบ่งเป็น Full Speed กับ High Speed อีกด้วย พอพัฒนามาจนเริ่มเสถียร (ก็หลายปีอยู่) เลยพอจะส่งสัญญาณเสียงได้ แต่ที่ฮิตก็ไม่น่าแปลกใจครับ
เพราะคอนโทรลเลอร์ม่ราคาถูก และไม่ต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรเครือ่งละ 0.25 เหรียญ เหมือน Firewire ทำให้คนที่กล้าผลิต Firewire Audio Interface เรียกว่าต้องฝีมือแน่จริง
ไม่งั้นเรียกว่าหาเรื่องเจ็บตัวเปล่าๆ

ปัจจุบันอุปกรณ์ที่เป็น USB2 ก็เหลือน้อยมาก อย่างเมนบอร์ด PC ก็เป็น USB3 กันหมดแล้ว มือถือแอนดรอยด์ก็เป็น USB-C แม้แต่เครื่องเล่นเกม Nintendo Stitch ก็เป็น USB-C
โลกก็หมุนไปในยุค 4K>6K>8K ไฟล์ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ USB2 ก็ค่อยๆหมดประโยชน์ด้วยความเร็วที่ไม่พอกับความต้องการ และทำงานได้ไม่หลากหลายเหมือน USB-C
สามารถส่งสัญญาณ HDMI และ Display Port ได้ในตัว  ต่จะเหลือค่ายที่วิจัยออกคอนโทรลเลอร์ USB2 อยู่อีกหรือไม่ผมก็ไม่อาจทราบได้

ส่วนผมเบี้ยน้อยหอยน้อยครับ สำหรับระบบดิจิตอล จ่ายเงินเท่ากันผมต้องเลือกระบบที่สมัยที่สุดครับ
เพราะสุดท้ายแล้ว เครื่องเสียงจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย มีค่าการตลาดสูง โดยที่ไม่มีตัวชี้วัดเรื่องคุณภาพ ทุกอย่างอยู่ที่ความถึงพอใจของลูกค้า
ผมจึงหนีออกจากวงการนี้ตั้งแต่ปี 2008 ไงครับ และมาทดลองหาระบบใหม่ๆเองโดยไม่อยู่ภายใต้การชี้นำการตลาดจากนายทุน
และหันมาใช้เครือ่งระดับห้องอัด ที่สามารถชี้วัดเรื่องคุณภาพได้



นั่นสิครับ bandwidth ของมาตรฐาน USB2.0 และ Firewire มันมีให้ใช้ได้เหลือเฝือสำหรับการฟังเพลง 

ส่วนสาย usb ดีๆ ราคาไม่บ้าเลือดขนาดนั้นมีนะครับ สาย diy ดีๆ ก็มีเยอะ อย่างเช่น สาย silver palted /gold plated occ แบบ diy บางท่านชอบมากกว่าสายมีแบรนด์แพง ๆ ซะอีก  แต่ผมไม่ได้บอกสายแพง ๆ ไม่ดีนะครับ ดีแน่ๆ ครับ  รวมทั้งสาย firewire triple shield ตัวนำดี ๆ ฟังเพลินมากมายแล้ว

สิ่งที่อยากให้ผู้อ่านรับทราบคือ ไม่จำเป็นต้องไปใช้งานของหรือเครื่องที่เป็น studio หรือ professional หรอกครับ  ขออนุญาต ยิงตรงๆ ครับ ๕๕๕  แต่ท่านใดจะไปใช้ก็ไม่ได้บอกว่า ไม่ได้นะครับ อันนี้ขึ้นกับความต้องการของแต่ละท่าน

ผมเน้นถึง คุณภาพการส่งครับ ไม่ใช่ปริมาณว่า ส่งพอหรือไม่พอครับ มันเป็นคนละเรื่องกันครับ

USB2 ทำตลาดโดยให้ข้อมูลตามสเปคว่า ส่งได้เร็วกว่า Firewire มาก แต่การทำงานจริงนั้น ส่งได้ไม่ถึง ผมจึงมองว่า คุณภาพการส่งสัญญาณด้อยกว่า Firewire ชัดเจนครับ
และความไม่ซื่อสัตย์ของการพยายามทำตลาด และการออกแบบที่ล้าหลังกว่า Firewire เพราะ USB2 เริ่มใช้ปี 2000 ซึ่ง Firewire เริ่มใช้งานมาก่อนหน้าถึง 5 ปี
แต่ USB กลับมีประสิทธิภาพด้อยกว่า

และกว่า USB DAC จะมีเล่นกัน ก็ล่วงเลยมาอีก 10 ปีครับ ตอนที่ผมโพสเรื่อง Firewire เป็นครั้งแรกที่นี้ตอนปี  2008 (เริ่มทดสอบในปี 2007) ตอนนีั้นยังไม่เห็นมี USB DAC เล่นกัน
แค่ฟังเพลงจาก Computer ก็หายากแล้วครับ เรียกว่า USB DAC กว่าจะพัฒนามาและเริ่มฮิต ก็ประมาณปี 2010 ก็สิบปี หลังจากพอร์ทนี้เริ่มใช้งาน

ตอนนี้ปี 2017 อีก 3 ปี พอร์ท USB2 ก็จะมีอายุครบ 20 ปี ก็เรียกว่าใกล้ Out of date เต็มที่แล้วครับ
ส่วนพอรท Thunderbolt ถ้ายังไม่เปลี่ยนชื่อ ก็คงเป็น Thunderbolt 4 เพราะต้องออกมารองรับงานตัดวีดีโอระดับ 6K 8K ตามโลกที่หมุนไปเรื่อยๆ

ออฟไลน์ Valve art

  • ***
  • กระทู้: 181
  • Sweet tube
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #667 เมื่อ: 03 พฤษภาคม, 2017, 02:35:48 PM »
Technology ของ usb 2.0 ต่อให้ใช้เวลาถึง 16 ปี 2 channel audio listening ก็ยังไม่สามารถ ใช้ bandwidth ทั้งหมดของ usb 2.0 ได้ครับ

DSD512 ยังอัดประมาณ 40Mbps นับเป็น 40% ของสเป็คแบบคิดแย่ๆ สำหรับ usb 2.0

ผมเห็นด้วยครับว่า อยู่มาได้ 16ปี นี่ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องประหลาด แต่ก็นับว่าเป็นเรื่อง มหัศจรรย์ ในวงการ คอม กับ audio listening เลยครับ



สำหรับเรื่องราคาสาย usb เทียบกับคุณภาพเสียง ผมขอไม่พูดถึงครับ เพราะมันเป็นความเห็นปัจเจก แต่ถ้าอยากจะคุยกันถึงเรื่อง สเปคก็คุยกันได้ครับ

ตัวอย่างที่ คุณ GUNTUM ว่ามา เรื่อง สาย usb ราคา $595 คนที่จ่ายราคานี้กับสาย usb ได้ ในความเห็นผมเรื่อง best bang for the buck ไม่น่าจะเป็นปัญหานะครับ

เรื่อง MacPro แพงไม่แพงสำหรับฟังเพลง เป็นเรื่องของแต่ละท่าน เพราะความต้องการในการใช้งานและงบประมาณ ไม่เหมือนกันครับ

อย่าน้อยใจกันไปเลยครับ ผมกลับเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำครับ ที่คุณ GUNTUM มาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เพราะถ้าผมมี requirements คล้ายกัน  เช่น video editing, multi-channel mixing พร้อมกับการฟังเพลงเพื่อความสุนทรีย์ ผมก็คงลงทุนกับอุปกรณ์ ในแนวเดียวกันครับ

อีก 3 ปี ก็ครบ 20 ปี สำหรับ USB 2 แล้วครับ ก็ไม่รู้จะ Expire เมื่อไหร่ แต่ Firewire อยู่มานานกว่าครับ ตั้งแต่ 1995 และผมได้ซื้อ M-Audio Firewire ในปี 2007
ปัจจุบัน Firewire ก็ยังใช้งานในสตูดิโออัดเสียงอยู่ทั่วไป และงานวีดีโอก็ยังต้องพึ่งพาการส่งสัญญาณแบบ Firewire เพื่อป้องกันการซิงค์ไม่ตรงของภาพและเสียง

เพราะ USB 2 จริงๆแล้ว กว่าจะเริ่มใช้ฟังเพลงได้ ก็ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเองครับ เพราะตอนแรก ออกแบบไว้ส่งข้อมูลช่วงสั้นเป็นหลัก อย่างไฟล์เอกสาร สแกนเนอร์ ปริ๊นเตอร์
และตอนแรกก็ยังแบ่งเป็น Full Speed กับ High Speed อีกด้วย พอพัฒนามาจนเริ่มเสถียร (ก็หลายปีอยู่) เลยพอจะส่งสัญญาณเสียงได้ แต่ที่ฮิตก็ไม่น่าแปลกใจครับ
เพราะคอนโทรลเลอร์ม่ราคาถูก และไม่ต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรเครือ่งละ 0.25 เหรียญ เหมือน Firewire ทำให้คนที่กล้าผลิต Firewire Audio Interface เรียกว่าต้องฝีมือแน่จริง
ไม่งั้นเรียกว่าหาเรื่องเจ็บตัวเปล่าๆ

ปัจจุบันอุปกรณ์ที่เป็น USB2 ก็เหลือน้อยมาก อย่างเมนบอร์ด PC ก็เป็น USB3 กันหมดแล้ว มือถือแอนดรอยด์ก็เป็น USB-C แม้แต่เครื่องเล่นเกม Nintendo Stitch ก็เป็น USB-C
โลกก็หมุนไปในยุค 4K>6K>8K ไฟล์ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ USB2 ก็ค่อยๆหมดประโยชน์ด้วยความเร็วที่ไม่พอกับความต้องการ และทำงานได้ไม่หลากหลายเหมือน USB-C
สามารถส่งสัญญาณ HDMI และ Display Port ได้ในตัว  ต่จะเหลือค่ายที่วิจัยออกคอนโทรลเลอร์ USB2 อยู่อีกหรือไม่ผมก็ไม่อาจทราบได้

ส่วนผมเบี้ยน้อยหอยน้อยครับ สำหรับระบบดิจิตอล จ่ายเงินเท่ากันผมต้องเลือกระบบที่สมัยที่สุดครับ
เพราะสุดท้ายแล้ว เครื่องเสียงจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย มีค่าการตลาดสูง โดยที่ไม่มีตัวชี้วัดเรื่องคุณภาพ ทุกอย่างอยู่ที่ความถึงพอใจของลูกค้า
ผมจึงหนีออกจากวงการนี้ตั้งแต่ปี 2008 ไงครับ และมาทดลองหาระบบใหม่ๆเองโดยไม่อยู่ภายใต้การชี้นำการตลาดจากนายทุน
และหันมาใช้เครือ่งระดับห้องอัด ที่สามารถชี้วัดเรื่องคุณภาพได้



นั่นสิครับ bandwidth ของมาตรฐาน USB2.0 และ Firewire มันมีให้ใช้ได้เหลือเฝือสำหรับการฟังเพลง 

ส่วนสาย usb ดีๆ ราคาไม่บ้าเลือดขนาดนั้นมีนะครับ สาย diy ดีๆ ก็มีเยอะ อย่างเช่น สาย silver palted /gold plated occ แบบ diy บางท่านชอบมากกว่าสายมีแบรนด์แพง ๆ ซะอีก  แต่ผมไม่ได้บอกสายแพง ๆ ไม่ดีนะครับ ดีแน่ๆ ครับ  รวมทั้งสาย firewire triple shield ตัวนำดี ๆ ฟังเพลินมากมายแล้ว

สิ่งที่อยากให้ผู้อ่านรับทราบคือ ไม่จำเป็นต้องไปใช้งานของหรือเครื่องที่เป็น studio หรือ professional หรอกครับ  ขออนุญาต ยิงตรงๆ ครับ ๕๕๕  แต่ท่านใดจะไปใช้ก็ไม่ได้บอกว่า ไม่ได้นะครับ อันนี้ขึ้นกับความต้องการของแต่ละท่าน

ผมเน้นถึง คุณภาพการส่งครับ ไม่ใช่ปริมาณว่า ส่งพอหรือไม่พอครับ มันเป็นคนละเรื่องกันครับ

USB2 ทำตลาดโดยให้ข้อมูลตามสเปคว่า ส่งได้เร็วกว่า Firewire มาก แต่การทำงานจริงนั้น ส่งได้ไม่ถึง ผมจึงมองว่า คุณภาพการส่งสัญญาณด้อยกว่า Firewire ชัดเจนครับ
และความไม่ซื่อสัตย์ของการพยายามทำตลาด และการออกแบบที่ล้าหลังกว่า Firewire เพราะ USB2 เริ่มใช้ปี 2000 ซึ่ง Firewire เริ่มใช้งานมาก่อนหน้าถึง 5 ปี
แต่ USB กลับมีประสิทธิภาพด้อยกว่า

และกว่า USB DAC จะมีเล่นกัน ก็ล่วงเลยมาอีก 10 ปีครับ ตอนที่ผมโพสเรื่อง Firewire เป็นครั้งแรกที่นี้ตอนปี  2008 (เริ่มทดสอบในปี 2007) ตอนนีั้นยังไม่เห็นมี USB DAC เล่นกัน
แค่ฟังเพลงจาก Computer ก็หายากแล้วครับ เรียกว่า USB DAC กว่าจะพัฒนามาและเริ่มฮิต ก็ประมาณปี 2010 ก็สิบปี หลังจากพอร์ทนี้เริ่มใช้งาน

ตอนนี้ปี 2017 อีก 3 ปี พอร์ท USB2 ก็จะมีอายุครบ 20 ปี ก็เรียกว่าใกล้ Out of date เต็มที่แล้วครับ
ส่วนพอรท Thunderbolt ถ้ายังไม่เปลี่ยนชื่อ ก็คงเป็น Thunderbolt 4 เพราะต้องออกมารองรับงานตัดวีดีโอระดับ 6K 8K ตามโลกที่หมุนไปเรื่อยๆ

เห็นด้วยครับ Methodology การส่งข้อมูลฝั่ง Firewire ,Thunderbolt เป็นอะไรที่น่าสนใจครับ MAC ทำอะไรค่อนข้าง Unique เป็นตัวของตัวเอง สรุปเป็นเรื่องของคุณภาพตามที่คุณ GUNTUM เสนอไว้
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 654
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #668 เมื่อ: 03 พฤษภาคม, 2017, 03:15:11 PM »
ไว้วันหลังเราค่อยมา ให้รายละเอียดเรื่อง คุณภาพ ระหว่าง digital transmission ว่าเราจะเทียบกันอย่างไรครับ
เช่น peak rate, sustain rate, error correction, bandwidth, power support, device support, protocol ดีไหมครับ

ถ้าเป็นคุณภาพว่าเสียงดีไม่ดีเพราะไม่เพราะ ผมคงไม่กล่าวถึงเพราะไม่เกี่ยวกับ spec ของ usb technology กับ firewire technology ครับ
ถ้าใน spec ของทั้งคู่กล่าวถึง เราเอามา แสดงไว้จะช่วยเป็นความรู้กับผู้อ่านทุกๆท่านครับ

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 227
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #669 เมื่อ: 03 พฤษภาคม, 2017, 09:47:00 PM »
 c) c) c)  รออ่านเอาเรื่องความรู้ครับ
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #670 เมื่อ: 05 พฤษภาคม, 2017, 02:34:39 PM »
หลังจากทดสอบเสียงจาก Thunderbolt 3 ก็พบว่า มันไม่ต้องการสายแต่งใดๆอีกแล้วครับ มันสามารถให้ความถี่ได้ครบถ้วนดีเยี่ยม และสปีดที่ดีกว่าเดิมมาก
เรียกว่าหลุดพ้นจาก วัฏสงสาร ของการซื้อๆขายๆสายสัญญาณ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หาความแมทชิ่งไม่ได้ สุดท้ายใช้เวลาในชีวิตสูญเปล่าไปกับการหาสายสัญญาณ
แต่ตอนนี้มันจบแล้วครับสำหรับผม ก็ได้เวลามาดูจุดต่อไปที่รอการอัพเกรดคือ HDD ครับ



3 ตัวนี้ เสียงไม่เหมือนกันเลย เป็น HDD ที่ผลิตกันคนละช่วงปี จึงมีเทคโนโลยีที่ต่างกันด้วย
ก็จับมาใส่กล่อง Caldigit ซึ่งเสียงดีสุดในบรรดากล่อง HDD เท่าที่ผมเคยเทสต์มา ก็มี G-Technology, Lacie, Promise, Buffalo, WD, Akkitio และที่จำไม่ได้อีก



ด้านหลัง Caldigit ปกติผมก็ซื้อแต่ HDD ที่อย่างน้อยก็ขั้นต่ำเป็น Firewire ครับ แต่ตัวนี้มี eSATA ด้วย ก็เอามาแปลงเป็น Thunderbolt อีกที
จริงๆแต่ละพอร์ทนี้ เสียงไม่เหมือนกันเลย ต่อเทียบฟังก็รู้เรื่องในทันทีว่าพอร์ทไหนแน่กว่ากัน (แต่ผมเทสต์จบไปนานแล้วครับ อันนี้ผมเอามาต่อ eSATA)



ใส่ 2 ลูกทำ RAID 0



Caldigit รุ่นนี้สั่งทำ RAID ได้โดยไม่ต้องต่อกับ  Computer แค่กดปุ่มสั่งการหน้าจอเท่านั้น
จัดเป็นรุ่นที่ผมต้อวชาบูเลยครับ ช่องทีวีที่ผมเคยทำก็ใช้แต่ HDD ยี่ห้อนี้ล่ะ ในการตัดรายการ ยี่ห้ออื่นไม่ต้องแหยม
(ทางนีั้นก็เทสต์มาทุกยี่ห้อครับ สรุปเป็นยี่ห้อนี้ดีสุด อึด ถึก เสถียร)

คิวต่อไปก็หาตัวแปลง Thunderbolt 3 to eSATA (ปัจจุบันที่มีคือ Thunderbolt 2 to eSATA)



ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 654
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #671 เมื่อ: 06 พฤษภาคม, 2017, 02:34:00 PM »
มาต่อเรื่อง digital transmission ครับ

มาทำความเข้าใจกันก่อนครับ มา digital ต่างกับ analog อย่างไร

เราเข้าใจกันง่ายๆว่า digital คือ 1 กับ 0 สำหรับไฟฟ้าก็คื่อ ถ้ามีค่า volt เลยจุดหนี่งก็นับเป็น 1 ตัวอย่างเช่น ถ้าเกิน 1v นับเป็นหนึ่ง จะเห็นได้ว่า ต่อให้ ค่า volt เปลียนไป (โดนรบกวน) ก็ยังทนต่อความผิดพลาดได้ครับ

เพราะมีแค่ 0 กับ หนี่ง ถ้าเราต้องการจะ สื่อถึงค่าเสียง เช่น amplitude ถ้า analog ผมอาจ บอกว่า 3.3v คือเสียงระดับดัง แต่ digital ต้องใช้  เลขฐาน 2 มาสื่อถึงค่า 3.3v

สำหรับการส่งสัญญาณ digital คุณภาพจะนับกันที่
  • ิbandwidth (ส่งข้อมูลได้จำนวนมาก)
  • correctness (ส่งได้ถูกต้อง) วีธิวัดที่นิยม ก็ BER ครับ Bit Error Rate
  • latency (ความหน่วง) ตอบกลับการขอข้อมูลได้รวดเร็ว

จะเห็นได้ว่า ในแต่ละ spec ของ digital transmission จะพยายามเน้นเรื่องเหล่านี้ไว้ โดยเฉพาะ bandwidth

จะเห็นได้ว่า spec ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ เสียงที่ได้ยินโดยตรงเลยครับ ขอให้ส่งได้พอได้ครบได้เร็ว ก็จบหน้าที่ของมันแล้ว

เสียงเพราะไม่เพราะอยู่ที่ format ของ data และอุปกรณ์ที่อ่านมันครับ
คราวนี้เรามาดูที่ data ครับ สำหรับ ไฟล์เสียงก็จะนิยมเป็น PCM ซึ่งก็เป็น พื้นฐานของไฟล์เสียง wav

wav โดยคร่าวจะระบุ bitrate, และเนื้อ data ของไฟล์
ในไฟล์ข้อมูล clock (แบบช่องไฟ) ไม่ได้เก็บไว้ครับ ดังนั้น clock ของ transport ไม่ได้มีผลโดยตรงกับข้อมูลครับ

เรื่องความถูกต้องของข้อมูล เมื่อ data ถูกส่ง จึงเป็็นเรื่องสำคัญกว่า แน่นอนว่า การส่งข้อมูลมีความผิดพลาดได้ แต่ในโลกของ digital สามารถจะตรวจสอบ ได้โดยไม่ต้องใช้หูคน ตัว controller เมื่อตรวจสอบพบ ความผิดพลาด มันก็สามารถจะขอให้ต้นทางส่งข้อมูลใหม่ได้ครับ

ิbandwidth, error rate, latency ทั้งสามจึงมีผลต่อ ความถูกต้อง ---> คุณภาพของ digital transmission ครับ

ทั้งสามอย่าง ในโดกของการ implement digital transmission bandwidth จะเป็นตัวกระทบหลักครับ

สำหรับสายทองแดง error rate ยังนับว่าน้อยครับ ตัวอย่างเช่น BER ของ usb 2.0 (ผมจำได้ว่า) คือ 10 ยกกำลัง -17 (โอกาศพลาด 1 ในล้านล้านล้าน)
ถ้า data ส่งน้อย อย่างในกรณีไฟล์ เสียง โอกาส พลาดก็น้อยตาม มิหนำซ้ำ ยังขอให้ส่งใหม่ได้ครับ

สัญญาณ  เสียง เร็วน้อยกว่าแสงมากๆ ครับ ระบบไฟฟ้า จึงสามารถทำงานทัน (แก้ใขทัน) ก่อนที่เสียงจะเดินทางถึงหูเราอีกครับ (ตัวอย่างก็ระบบ noise cancelling)

ตังนั้นสำหรับ ระบบ เสียง digital จึงไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่ สำหรับ digital transmission

ที่น่าจะเป็นกังวลมากกว่าคื่อ สัญญาณรบกวน ความสั่น ความแน่นของอุปกรณ์ เช่น motor hardisk สั้นมากทำให้ได้ยินเสียงมอเตอร์  hdสั่น ขั้วสายหลวมทำให้มีเสียง เสียงลมพัดลม เป็นต้น ครับ

เมื่อเข้าใจข้างต้นแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท่านว่าจะลงทุนอย่างไรครับ

สรุปครับ
digital transmission ต้องสนับสนุน bandwidth ที่ท่านต้องการใข้ ได้พอและให้ความถูกต้องของข้อมูล ได้ตามมาตรของ transport กำหนดครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 พฤษภาคม, 2017, 02:36:53 PM โดย Goda Takeshi »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 227
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #672 เมื่อ: 06 พฤษภาคม, 2017, 06:22:27 PM »
"ที่น่าจะเป็นกังวลมากกว่าคื่อ สัญญาณรบกวน ความสั่น ความแน่นของอุปกรณ์ เช่น motor hardisk สั้นมากทำให้ได้ยินเสียงมอเตอร์  hdสั่น ขั้วสายหลวมทำให้มีเสียง เสียงลมพัดลม เป็นต้น ครับ"

เมื่อเข้าใจข้างต้นแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท่านว่าจะลงทุนอย่างไรครับ

ถ้าท่านอื่นๆ มาอ่านถึงตรงนี้

ข้อความข้างบนของคุณ Goda นี่แหล่ะครับ ที่อยากให้ทำความเข้าใจให้มากก่อนลงทุนครับ

เรื่องของระบบไฟ ความสะอาดและนิ่งของระบบไฟ การควบคุม microvibration ความสะอาดของไฟล์เพลง การเรียงข้อมูลบน hdd/ssd/... คือสิ่งที่น่าลงทุนทำก่อนที่จะไปใช้อุปกรณ์ประเภทโปรฯ ต่างๆ (ไม่ได้บอกของโปรฯ ไม่ดีนะครับ)

ลองพิจารณานะครับ
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #673 เมื่อ: 06 พฤษภาคม, 2017, 07:06:04 PM »
"ที่น่าจะเป็นกังวลมากกว่าคื่อ สัญญาณรบกวน ความสั่น ความแน่นของอุปกรณ์ เช่น motor hardisk สั้นมากทำให้ได้ยินเสียงมอเตอร์  hdสั่น ขั้วสายหลวมทำให้มีเสียง เสียงลมพัดลม เป็นต้น ครับ"

เมื่อเข้าใจข้างต้นแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท่านว่าจะลงทุนอย่างไรครับ

ถ้าท่านอื่นๆ มาอ่านถึงตรงนี้

ข้อความข้างบนของคุณ Goda นี่แหล่ะครับ ที่อยากให้ทำความเข้าใจให้มากก่อนลงทุนครับ

เรื่องของระบบไฟ ความสะอาดและนิ่งของระบบไฟ การควบคุม microvibration ความสะอาดของไฟล์เพลง การเรียงข้อมูลบน hdd/ssd/... คือสิ่งที่น่าลงทุนทำก่อนที่จะไปใช้อุปกรณ์ประเภทโปรฯ ต่างๆ (ไม่ได้บอกของโปรฯ ไม่ดีนะครับ)

ลองพิจารณานะครับ

ถ้าเป็น PC ประกอบ อาจเจอปัญหาอย่างที่ว่าครับ แต่ผมใช้ Macbook Pro ที่ออกแบบไว้สำหรับงานเพลง มันไม่มีปัญหาพวกนี้ตั้งแต่แรกแล้วครับ
เพราะเขาออกแบบมาโดยตรง  และผมใช้ไฟล์ AIFF ซึ่งเป็น big-endian เหมาะกับการส่งแบบมี Clock กำกับแต่แรกแล้วครับ
่แสดงว่ายังไม่เขัาใจเรื่องความต่างของวิธีส่งข้อมูลใช่ไหมครับ




ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #674 เมื่อ: 06 พฤษภาคม, 2017, 07:10:30 PM »
มาต่อเรื่อง digital transmission ครับ

มาทำความเข้าใจกันก่อนครับ มา digital ต่างกับ analog อย่างไร

เราเข้าใจกันง่ายๆว่า digital คือ 1 กับ 0 สำหรับไฟฟ้าก็คื่อ ถ้ามีค่า volt เลยจุดหนี่งก็นับเป็น 1 ตัวอย่างเช่น ถ้าเกิน 1v นับเป็นหนึ่ง จะเห็นได้ว่า ต่อให้ ค่า volt เปลียนไป (โดนรบกวน) ก็ยังทนต่อความผิดพลาดได้ครับ

เพราะมีแค่ 0 กับ หนี่ง ถ้าเราต้องการจะ สื่อถึงค่าเสียง เช่น amplitude ถ้า analog ผมอาจ บอกว่า 3.3v คือเสียงระดับดัง แต่ digital ต้องใช้  เลขฐาน 2 มาสื่อถึงค่า 3.3v

สำหรับการส่งสัญญาณ digital คุณภาพจะนับกันที่
  • ิbandwidth (ส่งข้อมูลได้จำนวนมาก)
  • correctness (ส่งได้ถูกต้อง) วีธิวัดที่นิยม ก็ BER ครับ Bit Error Rate
  • latency (ความหน่วง) ตอบกลับการขอข้อมูลได้รวดเร็ว

จะเห็นได้ว่า ในแต่ละ spec ของ digital transmission จะพยายามเน้นเรื่องเหล่านี้ไว้ โดยเฉพาะ bandwidth

จะเห็นได้ว่า spec ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ เสียงที่ได้ยินโดยตรงเลยครับ ขอให้ส่งได้พอได้ครบได้เร็ว ก็จบหน้าที่ของมันแล้ว

เสียงเพราะไม่เพราะอยู่ที่ format ของ data และอุปกรณ์ที่อ่านมันครับ
คราวนี้เรามาดูที่ data ครับ สำหรับ ไฟล์เสียงก็จะนิยมเป็น PCM ซึ่งก็เป็น พื้นฐานของไฟล์เสียง wav

wav โดยคร่าวจะระบุ bitrate, และเนื้อ data ของไฟล์
ในไฟล์ข้อมูล clock (แบบช่องไฟ) ไม่ได้เก็บไว้ครับ ดังนั้น clock ของ transport ไม่ได้มีผลโดยตรงกับข้อมูลครับ

เรื่องความถูกต้องของข้อมูล เมื่อ data ถูกส่ง จึงเป็็นเรื่องสำคัญกว่า แน่นอนว่า การส่งข้อมูลมีความผิดพลาดได้ แต่ในโลกของ digital สามารถจะตรวจสอบ ได้โดยไม่ต้องใช้หูคน ตัว controller เมื่อตรวจสอบพบ ความผิดพลาด มันก็สามารถจะขอให้ต้นทางส่งข้อมูลใหม่ได้ครับ

ิbandwidth, error rate, latency ทั้งสามจึงมีผลต่อ ความถูกต้อง ---> คุณภาพของ digital transmission ครับ

ทั้งสามอย่าง ในโดกของการ implement digital transmission bandwidth จะเป็นตัวกระทบหลักครับ

สำหรับสายทองแดง error rate ยังนับว่าน้อยครับ ตัวอย่างเช่น BER ของ usb 2.0 (ผมจำได้ว่า) คือ 10 ยกกำลัง -17 (โอกาศพลาด 1 ในล้านล้านล้าน)
ถ้า data ส่งน้อย อย่างในกรณีไฟล์ เสียง โอกาส พลาดก็น้อยตาม มิหนำซ้ำ ยังขอให้ส่งใหม่ได้ครับ

สัญญาณ  เสียง เร็วน้อยกว่าแสงมากๆ ครับ ระบบไฟฟ้า จึงสามารถทำงานทัน (แก้ใขทัน) ก่อนที่เสียงจะเดินทางถึงหูเราอีกครับ (ตัวอย่างก็ระบบ noise cancelling)

ตังนั้นสำหรับ ระบบ เสียง digital จึงไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่ สำหรับ digital transmission

ที่น่าจะเป็นกังวลมากกว่าคื่อ สัญญาณรบกวน ความสั่น ความแน่นของอุปกรณ์ เช่น motor hardisk สั้นมากทำให้ได้ยินเสียงมอเตอร์  hdสั่น ขั้วสายหลวมทำให้มีเสียง เสียงลมพัดลม เป็นต้น ครับ

เมื่อเข้าใจข้างต้นแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท่านว่าจะลงทุนอย่างไรครับ

สรุปครับ
digital transmission ต้องสนับสนุน bandwidth ที่ท่านต้องการใข้ ได้พอและให้ความถูกต้องของข้อมูล ได้ตามมาตรของ transport กำหนดครับ

นี่ล่ะครับประเด็นเลย คือผู้บริโภคทั่วไป คิดว่า Clock ไม่สำคัญ แต่มืออาชีพ ให้ความสำคัญสูงสุดครัย
ระบบ Firewire กับ Thunderbolt จึงออกแบบให้มี Clock ที่แม่นยำ (แต่การที่ Consumer จะเข้าใจ Professional เป็นเรื่องยากครับ)

แต่จริงๆ แค่มี HDD ที่มีพอร์ท Firewire กับ USB เสียบฟังเสียงเทียบกันก็จบแล้วนะครับ เพราะเครื่องเสียงมีไว้ฟังครับ



ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 227
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #675 เมื่อ: 06 พฤษภาคม, 2017, 11:24:50 PM »
อิๆๆ ผมใช้ mac ฟังเพลงมานานหลายปีแล้วละครับ  แต่ผมไม่ใช้ mac book pro หรอกนะครับ เพราะมันมี noise เต็มไปหมดจากจอภาพมากวนเรื่องเสียงครับ รวมทั้งการควบคุม vibration ก็ลำบากกว่า แต่ผมว่าน้าคงจะไม่เชื่อเรื่องนี้ แถม mac book pro มันไม่สามารถ tweak หรือ modify บางอย่างไม่ได้ด้วย
Simple is my Way

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 654
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #676 เมื่อ: 06 พฤษภาคม, 2017, 11:47:18 PM »
"ถ้าเป็น PC ประกอบ อาจเจอปัญหาอย่างที่ว่าครับ แต่ผมใช้ Macbook Pro ที่ออกแบบไว้สำหรับงานเพลง มันไม่มีปัญหาพวกนี้ตั้งแต่แรกแล้วครับ
เพราะเขาออกแบบมาโดยตรง  และผมใช้ไฟล์ AIFF ซึ่งเป็น big-endian เหมาะกับการส่งแบบมี Clock กำกับแต่แรกแล้วครับ
่แสดงว่ายังไม่เขัาใจเรื่องความต่างของวิธีส่งข้อมูลใช่ไหมครับ"

ผมรบกวน คุณ GUNTUM ช่วยเขียนเล่าเรื่อง ไฟล์ AIFF big-endian ที่คุณ GUNTAM ถามผมว่าไม่เข้าใจใช่หรือไม่ ผมอยากทราบ ว่า คุณ GUNTAM เข้าใจในเรื่อง AIFF อย่างไรครับ

  • ช่วยอธิบาย ว่า "clock ที่ว่าคืออะไร" เกี่ยวข้อง กับ การเล่นไฟล์ AIFF อย่างไร
  • อาจจะลงลึกเรื่อง byte order ทำไมถึงต่างกันกับ wave
  • สถาปัตยกรรม ของ AIFF กับ wav ทำไมถึงต่างกัน
  • แล้ว clock ทำอะไร กับ pcm data
  • ส่วน timestamp ของ AIFF ต่างอะไรกับ clock
  • timestamp ของ AIFF มีผลอย่างไรกับ audio listening ครับ


ผมจะได้ศึกษาเพิ่มเติม ครับ จะช่วยทั้งผมและผู้อ่านเข้าใจคุณ GUNTAM เรื่อง AIFF ครับ

ส่วนเรื่องความสำคัญ ของ clock ไม่ลองช่วยอธิบายหน่อยหรือครับว่า ความสำคัญของ clock กับ "โปร" มันสำคัญกับ audio listener อย่างไรครับ

ในบทความเก่าๆผมเคยเขียนถึง ความสำคัญ(น้อยลง)ของ transmission clock ใน dac ของ audio listening ไว้ครับ

ถ้าไม่สะดวกจะตอบหัวข้อที่ให้ไว้ ท่านอื่นลองไปค้นดูก็ได้ครับ เข้าใจแล้วมา share ความรู้กันได้ครับ
ไม่ต้องห่วงเรื่องความฉลาดไม่ฉลาด ในที่นี้เรามีหลายท่านที่เป็น หมอ engineer นักวิทย์ นักฟัง น่าจะช่วยให้ความกระจ่างได้ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 พฤษภาคม, 2017, 11:50:44 PM โดย Goda Takeshi »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 227
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #677 เมื่อ: 07 พฤษภาคม, 2017, 12:00:45 AM »
เสริมน้า Goda  ครับ ถ้าอ่านศึกษาลงไป อย่าง firewire ที่ส่งแบบ isochronous มันไม่ได้ต้องการ clock ในการควบคุมการส่งเลยนะครับ เพราะมันใช้ interval time เป็นตัวกำหนด เพื่อให้ data มันส่งได้ในเวลาที่กำหนดซึ่งเหมาะกับ audio/video transmission  ส่วนการควบคุม clock เพื่อถอด data มันเกิดจากอุปกรณ์แต่ละชิ้นที่จะสร้างและถอด clock เอง ไม่เกี่ยวกับตอนส่งข้อมูลเลยนะครับ ไม่รู้อ่านตำรา IEEE1934 เดียวกันหรือเปล่า

รออ่านคำตอบคำถามของน้า Goda ด้วยครับ ผมจะได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นด้วยครับ  :yahoo
Simple is my Way

ออฟไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,088
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #678 เมื่อ: 07 พฤษภาคม, 2017, 05:36:54 AM »
อึมได้ความรู้เพิ่มขึ้นเยอะเลยครับ พลอยทำให้นักฟังเพลงมาชั่วชีวิตเพลิดเพลินขึ้น

มาดูเรื่อง Word clock กันครับเท่าที่รู้มาหรือจำเขามาอีกที
 
word  clock เป็นนาฬิกาดิจิตอล
ทำหน้าที่กำหนดค่าของเวลาในการรับ และส่งข้อมูลดิจิตอลตลอดเวลา 

การกำหนดค่าเวลาตลอดเวลาเพื่อกำกับ ตำแหน่งการรับส่งข้อมูล ทำให้เครื่องมือดิจิตอลทั้งระบบสามารถสื่อสารได้ตรงกัน
ที่เรียกว่า perfectlytimed ไม่เกิดค่าเหลื่อมของเวลา

หมายเหตุ เพราะการเหลื่อมค่าเวลา ในขณะรับ-ส่งข้อมูลดิจิตอล
              จะสร้างปัญหาเรื่องของเสียงรบกวนรูปแบบต่างๆ  เช่น  jitter, pop, click เป็นต้น

ที่มา

http://audiochet.com/word-clock-ในระบบดิจิตอล-คืออะไร/




ต่อมา Word clock  จะใช้หรือจำเป็นต้องใช้เมื่อไหร่

ในความคิดผม (มะละกอ) ถ้าฟังเพลงอย่างเดียว มีคอมหนึ่งตัว ซาวด์ออนบอร์ด หรือ Audio Interface ภายนอก
อย่างนี้ Word clock ไม่จำเป็น ทำไมนะหรือ?
อุปมาเหมือนหนึ่งว่า Word clock มันมีความสามารถทำให้ sample ชัดเจน เที่ยงตรงขึ้น (แน่นอนไม่มีทาง 100%)

ต่อมา Word clock จะจำเป็นต้องใช้เมื่อไหร่

ใช้เมื่อมีอุปกรณ์ทางดิจิตอล (digital Audio) หลายตัวเพื่อทำงานในห้องสตูดิโอให้สมบูรณ์ขึ้น
มันจึงจำเป็นต้องใช้ Word clock มาช่วยเรียกว่า External Word clock
เสาะหายี้ห้อที่ดีที่สุดเท่าที่เม็ดเงินสามารถซื้อได้

การทำงาน ตั้งให้ทำงานเป็นตัวแม่ หรือ Master ควบคุมอุปกรณ์ตัวอื่นให้ Sync กันทั้งหมด
ทำให้อุปกรณ์ทุกตัวจะทำงานในเวลาเดียวกัน (เสียง_ภาพตรงกันแน่)

ป.ล. สมัยยี่สิบปีก่อน การตัดต่อวีดีโอถึงได้มี การ์ดตัดต่อวีดีโอ รุ่นแพงๆ นั้นจะฝัง audio interface ลงไปเลยครับ
ทำงานเสียง กับ ภาพ ไปพร้อมกัน มี Word clock ในตัว
แคปเจอร์ภาพ_เสียงจากกล้องเข้ามาทำงานในคอมได้ไม่มีเหลื่อมเรื่องภาพ _เสียง

ดูเวลานอนแต่ละท่าน นอนดึกดื่นหลังเที่ยงคืนละอิจฉา
ผมกินข้าวเย็น 4 โมงครึ่ง 2 ทุ่ม หลับแล้ว ตื่นตีสี่
อย่างนี้ Word clock คงช่วยลำบาก แฮะ แฮะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 พฤษภาคม, 2017, 06:47:46 AM โดย Malako »

ออฟไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,088
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #679 เมื่อ: 07 พฤษภาคม, 2017, 06:14:25 AM »
ต่อมาเรื่องพอร์ทรับส่งสัยญาณทางดิจิตอล

มาดูทางฝั่งเยอรมันซึ่งเราๆ ท่านๆ ก็ทราบดีว่า
ไม่น้อยหน้าหรืออาจเหนือกว่าในเรื่องเทคโนโลยี่เรื่องเสียง ไม่ว่าของชาติใดในโลก

RME นั้นชื่อเสียงย่อมไม่เป็นรองใคร
แต่สินค้าด้าน Digital Audio ของ RME ตั้งแต่รุ่นเรือธงลงมา ใช้ USB 2.0
ไม่เว้นแม้แต่ External Word clock รุ่น WCM Mk II



จากประสบการณ์ในการฟังเพลงของผมมันทำให้เห็นสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า

ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงในระบบ เสียงที่ได้ออกมาเปลี่ยนทุกครั้ง ดีกว่า หรือด้อยกว่า เป็นเรื่องของหูแต่ละคน
อย่างไรก็ตาม ผู้คนจำนวนมาก มักจะเชื่อง่ายๆ ว่า มันไพเราะขึ้นเสมอ
จนฟังไปสักระยะหนึ่งถึงได้ค้นพบว่า อย่างน้อยมัน มีได้_มีเสีย จากของเก่า

ในหลายครั้งถึงกับโล๊ะของใหม่หันไปฟังแบบเดิมก็มี
ขณะเดียวกัน เมื่อถอดของใหม่ก็อาจถึงกับฟังเพลงไม่ได้เลย เช่นเรื่องของเส้นสาย และหรือแท่นวางรองเครื่อง
(บังเอิญผมสนุกกับเครื่อง PA ด้วยทำให้เห็น_ฟังได้ชัด ไม่ว่าจะเชื่อมต่อเครื่องซึ่งมีอยู่เต็มแร็คแบบไหน)

ต่ออีกนิด ในเรื่องของการตลาด บริษัทใหญ่ด้านระบบเสียงอย่าง Apogee ในรอบ 10 ปีที่ผ่าน
ถ้าสังเกตุ ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น มีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร เอาใจตลาดคนรุ่นใหม่มากขึ้น
เสียงที่ได้เปลี่ยนไปจนคนทำเพลงหันกลับไปใช้รุ่นเก่าก็มี

อันนี้ผมว่ามันเป็นเรื่องกำไรขาดทุนที่ผู้บริหารเขาตั้งใจวางนโยบาย
อาจรักษาเก้าอี้ เพราะมันมีผลต่อราคาหุ้น
ซึ่งถ้าเรามองโลกให้กว้างออกไปจากตัวเรา มีปัจจัยแทรกอยู่เสมอทุกในผลิตภัณฑ์ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 พฤษภาคม, 2017, 06:29:23 AM โดย Malako »

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 654
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #680 เมื่อ: 07 พฤษภาคม, 2017, 09:52:55 AM »
ขอบคุณ คุณ malako มากครับ ที่นำเรื่อง word clock เข้ามาแนะนำ

ใน pro equipment, จะ มีอุปกรณ์ จำเพาะที่ สร้าง clock เป็น reference ให้อุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งใช้ในการ sync อุปกรณ์หลายๆชิ้นให้ใช้ clock เดียวกันได้
(ถ้าท่านอื่นๆมาจากสาย computer network engineer คงพอจะอุปมาแบบกล้อมแกล้ม ว่า external word clock device ทำหน้าที่คล้าย time server --ntp--)

ซึ่งเท่าที่ผมทราบ word clock ใช้ coax (BNC) เป็นสายส่งผ่านสัญญาณ clock (และส่งเฉพาะ clock signal เท่านั้นไม่มี pcm data)

เป็นอุปกรณ์จำเป็นชิ้นหนึ่ง สำหรับ sound engineer ที่ต้องใช้หลาย device เลยครับ

นี่คงช่วยอธิบายความต่างของ ผู้บริโภคทั่วไป กับ "โปร" (ผมขอเรียกเป็น sound engineer ก็แล้วกัน)

ความต้องการของ sound engineer กับ ผู้บริโภค ทั่วไป ในความเห็นของผม คือ จำนวน แหล่งข้อมูลเสียง

ผู้บริโภคทั่วไป ก็แค่ฟังเสียงจากแหล่งข้อมูลเดียว ในขณะที่ sound engineer ต้อง "ใช้" แหล่งข้อมูลเสียงมากกว่าหนึ่ง

นีทำให้เรื่อง clock, synchronization ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของ ผู้บริโภคทั่วไปครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 พฤษภาคม, 2017, 10:03:58 AM โดย Goda Takeshi »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 227
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #681 เมื่อ: 07 พฤษภาคม, 2017, 12:49:23 PM »
ลองอ่านบทความนี้ เผื่อเป็นองค์ประกอบการพิจารณาครับ ตรงบทสรุป
http://www.soundonsound.com/techniques/does-your-studio-need-digital-master-clock

เออ เครื่องใครที่มี BNC input ลองหา BNC terminator มาอุดนะครับ (ebay ตัวละ 50 บาท) ผลที่ได้เสียงสะอาดขึ้นเยอะเลยครับ
กับสายสัญญาน clock ถ้าเล่นได้เค้าว่า สายเงินล้วนเหมาะที่สุด แต่ก็หูของแต่ละท่านด้วยครับ อย่างผมไม่ชอบสายอะไรที่เป็นเงินล้วนเลย กลับชอบ สายทองแดง OCC มากกว่า

Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #682 เมื่อ: 07 พฤษภาคม, 2017, 04:47:14 PM »
เสริมน้า Goda  ครับ ถ้าอ่านศึกษาลงไป อย่าง firewire ที่ส่งแบบ isochronous มันไม่ได้ต้องการ clock ในการควบคุมการส่งเลยนะครับ เพราะมันใช้ interval time เป็นตัวกำหนด เพื่อให้ data มันส่งได้ในเวลาที่กำหนดซึ่งเหมาะกับ audio/video transmission  ส่วนการควบคุม clock เพื่อถอด data มันเกิดจากอุปกรณ์แต่ละชิ้นที่จะสร้างและถอด clock เอง ไม่เกี่ยวกับตอนส่งข้อมูลเลยนะครับ ไม่รู้อ่านตำรา IEEE1934 เดียวกันหรือเปล่า

รออ่านคำตอบคำถามของน้า Goda ด้วยครับ ผมจะได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นด้วยครับ  :yahoo


คนละตำราแล้วคร้บ55 เพราะเวลาตัดต่อ มันต้องยิง Clock ประกบตลอด เพราะมีการตรวจสอบความถูกต้องของสัญญาณตลอดการส่ง (ส่งกันเป็นชั่วโมงๆ)
ในสายถึงมีเส้นสัญญาณนาฬิกาวิ่งมาด้วย 1 คู่ไงครับ

ดูภาพนี้ก็น่าจะเข้าใจนะครับ ผมแปลงข้อมูลเมื่อคืน



แต่สุดท้ายก็ เอาข้อมูลมาเขียนไปเขียนมา ไม่เห็นมีใครลงมือทดสอบด้วยตนเองสักท่านเลยครับ ถ้ามีเงินซื้อสาย USB เส้นละหมื่นกว่าบาท (เรียกว่ามีเงินระดับมหาเศรษฐี)
ก็น่าจะลงทุนหาอุปกรณ์มาทดสอบกันบ้างนะครับ ชีวิตที่พึ่งพากูเกิลล้วนๆ มันไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่หรอกครับ


ต่อมาเรื่องพอร์ทรับส่งสัยญาณทางดิจิตอล

มาดูทางฝั่งเยอรมันซึ่งเราๆ ท่านๆ ก็ทราบดีว่า
ไม่น้อยหน้าหรืออาจเหนือกว่าในเรื่องเทคโนโลยี่เรื่องเสียง ไม่ว่าของชาติใดในโลก

RME นั้นชื่อเสียงย่อมไม่เป็นรองใคร
แต่สินค้าด้าน Digital Audio ของ RME ตั้งแต่รุ่นเรือธงลงมา ใช้ USB 2.0
ไม่เว้นแม้แต่ External Word clock รุ่น WCM Mk II



จากประสบการณ์ในการฟังเพลงของผมมันทำให้เห็นสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า

ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงในระบบ เสียงที่ได้ออกมาเปลี่ยนทุกครั้ง ดีกว่า หรือด้อยกว่า เป็นเรื่องของหูแต่ละคน
อย่างไรก็ตาม ผู้คนจำนวนมาก มักจะเชื่อง่ายๆ ว่า มันไพเราะขึ้นเสมอ
จนฟังไปสักระยะหนึ่งถึงได้ค้นพบว่า อย่างน้อยมัน มีได้_มีเสีย จากของเก่า

ในหลายครั้งถึงกับโล๊ะของใหม่หันไปฟังแบบเดิมก็มี
ขณะเดียวกัน เมื่อถอดของใหม่ก็อาจถึงกับฟังเพลงไม่ได้เลย เช่นเรื่องของเส้นสาย และหรือแท่นวางรองเครื่อง
(บังเอิญผมสนุกกับเครื่อง PA ด้วยทำให้เห็น_ฟังได้ชัด ไม่ว่าจะเชื่อมต่อเครื่องซึ่งมีอยู่เต็มแร็คแบบไหน)

ต่ออีกนิด ในเรื่องของการตลาด บริษัทใหญ่ด้านระบบเสียงอย่าง Apogee ในรอบ 10 ปีที่ผ่าน
ถ้าสังเกตุ ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น มีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร เอาใจตลาดคนรุ่นใหม่มากขึ้น
เสียงที่ได้เปลี่ยนไปจนคนทำเพลงหันกลับไปใช้รุ่นเก่าก็มี

อันนี้ผมว่ามันเป็นเรื่องกำไรขาดทุนที่ผู้บริหารเขาตั้งใจวางนโยบาย
อาจรักษาเก้าอี้ เพราะมันมีผลต่อราคาหุ้น
ซึ่งถ้าเรามองโลกให้กว้างออกไปจากตัวเรา มีปัจจัยแทรกอยู่เสมอทุกในผลิตภัณฑ์ครับ


UFX+ ทำงานได้เหนือกว่าไม่ใช่หรือครับ ส่งได้ถึง 188 Channel รุ่น UFX II ได้ 60 Channel
และยังมี MADIface XT ที่เป็น USB3 ออกมาด้วย

แต่ถ้าเอาเรื่องคุณภาพเสียง ผมว่ายี่ห้อนี้ดีกว่านะครับ




 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 พฤษภาคม, 2017, 05:11:09 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 227
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #683 เมื่อ: 07 พฤษภาคม, 2017, 11:48:36 PM »
แสดงว่ายังไม่เข้าใจการทำงาน ผมไม่ได้บอกว่า ไม่ใช่ clock ในการควบคุมการทำงาน แต่ในการส่งข้อมูลขอ firewire ไม่ต้องใช้ clock เพราะมันเป็น isochronous  มันใช้ เวลาที่กำหนด เป็นตัวควบคุมการรับส่งข้อมูล เพราะฉะนั้น clock ไม่ได้เกี่ยวกับการรับส่งข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น แต่ใช้ในการถอดโค้ดหลังจากรับส่งแล้ว

๕๕๕ เพิ่งรู้ว่าเราพึ่งพา google มากเกินไปในการใช้งาน ขอบคุณมากครับที่เตือน
Simple is my Way

ออฟไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,088
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #684 เมื่อ: 08 พฤษภาคม, 2017, 05:42:15 AM »
UFX+ ทำงานได้เหนือกว่าไม่ใช่หรือครับ ส่งได้ถึง 188 Channel รุ่น UFX II ได้ 60 Channel
และยังมี MADIface XT ที่เป็น USB3 ออกมาด้วย

แต่ถ้าเอาเรื่องคุณภาพเสียง ผมว่ายี่ห้อนี้ดีกว่านะครับ



ถ้าจะคุยกันคนละเรื่องเดียวกันเสียแล้วซิ

ประเด็นที่ผมอ้างอิง RME และแสดงรูปภาพขึ้นมาประกอบ หมายถึงว่า
ทุกวันนี้ในระบบเสียงเทคโนโลยี่มันเท่าทันกันหมดนะครับ
ไม่ว่าค่ายจากฝั่งอเมริกา เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศษ

เมื่อเท็คโนโลยีมันรู้ทันกัน มันก็ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ ขึ้นอยู่กับปรัชญาในการทำงาน ในการสร้างผลิตภัณฑ์ขายให้ผู้บริโภค
โดยส่วนตัวผมมองว่า อเมริกา สินค้าผลิตขายอิงอยู่กับการช่วงชิงตลาด อิงอยู่กับการรักษาราคาหุ้นในตลาด
ตรงๆ คือฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค
เห็นชัดๆ คือ แอปเปิ้ล ตั้งแต่ยุคแรกนวัตกรรมหลายอย่างขโมยเขามา ซื้อเขามาขายแพงเฉย
จุดนี้ผมมองว่าเยอรมันเขาเที่ยงธรรมกับผู้บริโภคมากกว่า

ที่บอกว่า orpheus เสียงดีกว่า RME ผมไม่ขอเอ่ยถึงละกัน เนื่องจากผมมิได้พูดถึง หรือถกปัญหาเรื่องของเสียงว่าใครดีกว่าใคร
แต่กระซิบนิดหนึ่งว่า Orpheus ที่ว่ามา เขาเน้นไปที่การบันทึกเสียงไม่ใช่หรือ เขามิได้สร้างมาเพื่อฟังเพลงนี่

ประเด็นต่อมา การซื้อหาอุปกรณ์มาใช้งานให้ได้ตามคอนเซ็พท์ ผมมองว่าไม่จำเป็นต้องซื้อหาเท็คโนโลยี่ ล้ำสุด_ล่าสุด
การทำงาน เขาดูผลงานที่กลั่นจากมันสมองคนว่ามีกึ๋นระดับไหน และไม่จำเป็นที่คนทำงานต้องแสวงหา เครื่องต่างๆ มาทดสอบ
ทั้งนี้คนที่ทำงานเขาใช้มันสมองทำงาน เขารู้ดีว่าเครื่องอะไรพอเพียง หรือเหลือๆ สำหรับงานของเขา

แหมคำที่ว่า มีเงินมีทองต้องไปซื้อหาของมาทดสอบนี่ ผมว่าเป็นคำพูดที่ไม่เหมาะไม่ควรเลยนะครับ

ยกตัวอย่างทุกวันนี้ผมฟังเพลงจากยูทูบ 99% ฟังด้วยความพอใจ สิ่งที่ตามมาคือความสุขเบิกบาน
แม้ว่าเสียงเพลงที่รับรู้ มันไม่ถึงระดับความเป็นดนตรีสูง 
เช่นจะเอาเรื่อง Tonal balance , Sound Stage , Dynamic บ่มิได้ดอกครับ

ทว่าผมซึมซับรับรัู้ว่าแต่ละเพลงนั้นๆ มันขาดอะไร
เช่นเรื่องเวทีเสียงผมฟังออกทันทีวา เสียงร้องดูเหมือนคุกเข่าร้องเพลง ไม่ใช่ยืนร้องอยู่บนเวที
หรือแม้แต่ฟังเสียงเปียโนมันออกทางลำโพงด้านขวา ซึ่งผิดตำแหน่ง เพราะตำแหน่งเปียในจะอยู่ด้านซ้ายของเวที
นักเปียโนจะหันหน้าข้างขวาเล่นเปียโนให้ผู้ชมฟัง เป็นต้น


ดูจากภาพที่คุณให้มา ในเรื่องของเสียงนั้นมันไม่ซับซ้อนดอกครับ 20 -30 ปีก่อนผมก็ทำจากซาวด์การ์ดบลาสเตอร์ราคาไม่กี่สลึง
และคนทำเพลงหลายคนก็ทำส่งเดโมหาเลี้ยงชีพมานมนานลูกจบปริญญาแล้ว
Wave File ที่ทำงานแต่ละแทร๊คหลายๆ แทร๊คนั่น ทำงานบนฮาร์ดดีส จะมิกซ์ จะแก้ไข
ผมว่า มันไม่เกี่ยวกับ word clock นะครับ
เพราะ word clock มันใช้แก้ปัญหาในเรื่องเวลาในการแปลงระหว่าง อนาล็อกไปดิจิตอล และคอนเวิร์ทจากดิจิตอลมาเป็นอนาล็อก
ช่วงเวลาที่คอนเวิร์ทนี่ตะหากที่ทำให้เวลามันเหลือมกัน ซาวด์การ๋ดทุกตัวมันก็มี word clock ติดมา ต่างกันที่ถูกแพงเท่านั้น

อย่างไรก็ตามผมอาจล้าสมัยก็เป็นได้ เพราะ  clock (ไม่ใช่ Word clock) ตัวเดียวที่คุณว่ามา
มันมาควบคุมทำงานเพลง ว่าแต่เรื่องการมิกซ์ การอีคิวความถี่่ไปซะแล้วหรือ
ยกตัวอย่างผมจะอีคิวเสียงดนตรีที่มีความถี่เดียวกับเสียงร้อง ซึ่งทำให้เสียงร้องมัว
โดยลดหรือเพิ่มความถี่เสียงดนตรีชิ้นนั้นออกไปนิดหนึ่ง เพื่อให้เสียงร้องชัดเจนขึ้น
มันต้องพึ่งพา clock อะไรนั่นด้วยหรือครับ

ส่วนเรื่องการตัดต่อภาพ ตัดชนกันแค่เลเยอร์เดียวมันระดับอนุบาล
ต้องตัดทีเป็น10 เลเยอร์ ทั้งภาพและเสียงค่อยว่ากันอีกที
ซึ่งทุกวันนี้โปรแกรมตัดต่อทุกโปรแกรมทั้งฝั่ง PC , Mac สามารถสนองตอบได้เท่าเทียมกันอยู่แล้วครับ

ทิ้งท้ายนิดหนึ่งว่า การสัมนา หมายถึงการตั้งหัวข้อขึ้นมาอภิปรายเพื่อหาข้อสรุป
เมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจน มีที่มาที่ไป มีเหตุผล เป็นที่ยอมรับก็ยุติ
ส่วนคนใดคนหนึ่งจะนำไปใช้ หรือไม่นำไปใช้ เป็นอีกเรื่องครับ

เพียงแต่คุณประโยนช์นั้นย่อมบังเกิดขึ้นในสังคมโดยรวม
ที่สำคัญมันทำให้บ้าน htg2 กลายเป็นแหล่งความรู้ที่ทรงคุณค่าในทางวิชาความรู้ อ้างอิงได้ครับ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 พฤษภาคม, 2017, 06:20:06 AM โดย Malako »

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 654
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #685 เมื่อ: 08 พฤษภาคม, 2017, 09:15:37 AM »
ผมมาช่วยสรุปครับ

คุณ GUNTAM มาเล่าประสบการณ์ การตัดต่อ video และ sound โดยให้ความเห็นว่า
  • อุปกรณ์ ตัดต่อ เอามาใช้ฟังเพลงได้
  • firewire (thunderbolt) spec ดีกว่า usb โดยให้ตัวอย่างเรื่อง clock
  • ให้ตัวอย่าง สาย usb ราคา $595 เทียบกัน firewire device
  • เล่าเรื่อง AIFF และให้ key word big endian (ส่วนรายละเอียด ของ big endian ไม่ได้ระบุไว้)
  • เล่าเรื่อง timestamp แต่ยังไม่ได้ระบุว่า timestamp ต่างจาก clock อย่างไร

ผมมาเล่าเรื่อง
  • digital transport ไม่ว่าจะเป็น format ไหน เช่น usb, firewire เมื่อนำมาใช้งาน audio listening สามารถตอบโจยท์การฟังเพลงได้
  • usb มี bandwidth เหลือเฟือ เราใช้มันไม่ถึงแค่ 2 -40% ของ spec เมื่อคิดในแบบแย่ๆเท่านั้น
  • clock ที่ใช้ในการส่งข้อมูล ไฟล์เสียง ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย สำหรับ audio listening (digital receiver chip จัดการมันได้ครับ)

ด้วยข้อมูลตอนนี้ ผมเห็นว่าท่านอื่่นน่าจะมีข้อมูลเพียงพอแล้ว ในการตัดสินใจ ว่าจะใช้อุปกรณ์ อะไร ในการเลือก อุปกรณ์ สำหรับ ฟังเพลง หรือ สำหรับ ทำ video editing ครับ

สำหรับท่านที่จะใช้ไฟล์ AIFF บน Mac OSX ผมแนะนำให้ ลอง google เรื่อง AIFF-C ไม่อยากให้ใช้งานโดยไม่รู้คุณสมบัติของมันครับ

เรื่อง timestamp ถ้าท่านอื่นสนใจลองไปค้น Broadcast extension (BEXT) ดูครับ ผมเห็นด้วยกับคุณ GUNTAM ว่ามันเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับ video/sound editing ซึ่่งผมไม่ได้ใช้มัน หรื่อมี device ที่ใช้มันในการฟังเพลงเลย เท่าทีจะแนะนำได้คื่อไม่เกียวกับ word clock ครับ

งบหรือความชอบเป็นเรื่องส่วนบุคคล ผมไม่ขอกล่าวถึง แต่ข้อมูลสำหรับ informed decision เรามาแชร์กันได้ครับ

เรื่อง google มีทั้งข้อดีและข้อเสีย มันทำให้เราไม่จำเป็น ต้องรอข้อมูลจากใคร ไม่ต้องรบกวนใคร เสียตังค่าไฟ ไม่ก็บาทก็ค้นได้ครับ จะเชื่อมันหรื่อเปล่าเป็นเรื่่องของแต่ละท่านครับ

ออฟไลน์ หมีหมอเหม็ด

  • ศรัทธา หรือเหตุผล
  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • หยุดเล่นหลอดชั่วคราวคร้าบ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #686 เมื่อ: 13 พฤษภาคม, 2017, 02:10:14 PM »
ผมตามอ่านอย่างตั้งใจ
พยายามเข้าใขและคิดตาม
มาถึงตอนนี้มีวิทยากรหลายท่าน
เป็น panel discussion เลย
แบบนี้ audient ชอบ

ผู้ฟังอย่างผม ความรู้พื้นฐานน้อย
อยากให้บรรดาอาจารย์แต่ละท่าน
สรุปขมวดปมให้เข้าใจง่าย
เป็นระยะระยะนะครับ

หลังจากทฤษฎีสักช่วงหนึ่ง
ถ้ามีการแทรกด้วยการทดลองใช้งานจริง
แล้วตัดสินด้วยการฟัง
ว่าเสียงเพลงที่ได้แตกต่างกันอย่างไร
เมื่อได้เปลี่ยนตัวแปรต่างๆ
ก็จะช่วยให้ผู้ฟังผู้อ่าน
เข้าใจง่ายมากขึ้นครับ
แล้วอาจจะมีคนอ่านมาร่วมเป็น Panel เพิ่มขึ้น

นพ.พีระวงษ์ วีรารักษ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
รพ.ศิริราช เขตบางกอกน้อย
กทม. 10700

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #687 เมื่อ: 13 พฤษภาคม, 2017, 04:34:48 PM »
เตรียมเนื้อหาไว้ว่าจะโพส แต่เจอข่าวนี้ต้องขอนำมาขึ้นก่อนเลย ไม่เสียแรงเป็นชาวร๊อค



จาก https://www.facebook.com/apogee.electronics
มีภาพเครื่อง Audio mastering มากมาย

จริงๆคนที่แนะนำผมหลังจากผมเดินไปถามตั้งแต่สมัย Firewire ก็เป็นชาวร๊อค (ตอนนั้นมีแต่ M-Audio Firewire Audiophile ใช้มาหลายปี ได้เวลาเปลี่ยนครับ)
ผม : ผมจะหาซื้อ Firewire Interface สักตัวครับ
ชาวร๊อค : เอาไปฟังเพลงอย่างเดียวใช่ป่าว (เขารู้อยู่แล้วว่าผมไม่ได้เล่นดนตรี)
ผม : ครับ ฟังเพลงอย่างเดียว
ชาวร๊อค : ตังถึงก็ Apogee เสียงมันกว้าง ความถี่ครบ เหมาะกับการฟังเพลง แต่อยากได้เบสหนักหน่วงก็ MOTU งบน้อยลงมาก็ Focusrite ฟังเนียน
ผม : รับทราบครับ (หลังจากนั้นก็ไปลองถามนักดนตรีท่านอื่นๆเลือกท่านที่บันทึกเสียงและ Mix เพลงเองโดยเฉพาะ ก็ได้คำตอบเหมือนกัน)

แต่ก็ได้ลูกค้าที่ Poem ตัดหน้า ไปซื้อ MOTU Ultralite MKIII Hybridge ที่มีทัี้งพอร์ท USB และ Firewire ในเครื่องเดียวกัน มาทดสอบเสียงเปรียบเทียบจนหายสงสัย
หลังจากนีั้น พี่เจ้าของเครื่อง MOTU Ultralite MKIII Hybridge ก็กรุณาขายเครื่องต่อให้ผมถูกๆ และไปซื้อ Apogee Ensenble Firewire
ซึ่งเสียงจากเครือ่งนี้ เรียกว่าเป็นเครื่องครูเลยทีเดียว เพราะเสียงกว้าง และยอดเยี่ยมในทุกความถี่ (ฟังแบบไม่ได้วัดที่ความชอบหรือไม่ชอบ บรรดาแผนที่เคยฟังว่า
เบสพร่ามัว เจ้า Apogee เล่นแล้วออกมาเป็นตัว แยกระดับความถี่ชัดเจน มีตำแหน่งอีกตะหาก แถมบาลานซ์ดี ไม่มีตีกันให้มั่วแม้แต่เพลงเดียว
เปิดแผ่นรูเบน กอนซาเลส ต้องร้องขุนพระ จะเป็นธรรมชาติอะไรขนาดนี้ ทำให้ MOTU Ultralite MKIII Hybridge ของผมนี่เรียกว่าเป็นทารกไปเลย
Apogee Ensenble Firewire ได้ทำให้ผมรู้จักกับ เสียงในระดับ Master (แต่ราคาเกินเอื้อม เลยต้องใช้ MOTU ต่อไป)

พอ Apogee ออกรุ่น Element ในราคาคนยากซื้อได้ ผมก็ไม่ลังเลที่จะขายอุปกรณ์ทุกสิ่งอย่างไปซื้อมาให้ได้ (เสียงก็แซงหน้า Firewire ไปเรียบร้อยครับ ตามยุค)
(และตอนนี้ต้องขายทุกสิ่งอย่าง มาจ่ายค่า Macbook Pro Touch Bar 15" เสียก่อน)

และเจอข่าวย่อยอีกอันครับ

MP3 is dead, long live AAC
https://www.engadget.com/2017/05/12/mp3-is-dead-long-live-aac/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 พฤษภาคม, 2017, 05:22:19 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 227
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #688 เมื่อ: 13 พฤษภาคม, 2017, 09:23:48 PM »
อ่านข่าว แล้ว งง   ทำไม่ mp3 ถึงต้องตาย  ก็ยังใช้กันต่อไปได้ไม่ใช่หรอครับ

ตามข่าว ผู้คิดค้นชาวเยอรมันเค้าแค่บอก ยกเลิกการมี licensing ของ format นี้ เนื่องจาก เค้าไม่อยากต้องมา support ให้บริการตลอดชีพเค้า  เค้าเลยเลิก  รวมทั้งเหตุผลว่า มันมี format อืน ๆ ที่ดี ๆ ในปี 2017 เป็นต้นไป  หรือผมแปลความหมายผิดครับ  ภาษาปะกิตไม่เก่งซะด้วย รบกวนคุณหมอหมี ช่วยอธิบายหน่อยครับ
Simple is my Way

ออฟไลน์ หมีหมอเหม็ด

  • ศรัทธา หรือเหตุผล
  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • หยุดเล่นหลอดชั่วคราวคร้าบ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #689 เมื่อ: 14 พฤษภาคม, 2017, 10:43:46 AM »
ผมอ่านเมื่อวานเลยครับ
ได้ความมาว่าเค้าเลิก licensing
และให้ความเห็นว่าไฟล์พวกนี้ย่อขนาดลงมาเล็กลงแล้ว
AAC มีข้อดีและใช้ได้หลากหลาย

ผมไม่ได้กลับไปอ่านซ้ำนะครับ
อ่านแล้วผมก็ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนกับไฟล์ MP3 MP4 ที่ผมมีอยู่

ผมไม่เก่งอังกฤษครับ
ตอนที่พิมพ์นี่ก็นั่งเรียนภาษาอยู่ครับ
นพ.พีระวงษ์ วีรารักษ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
รพ.ศิริราช เขตบางกอกน้อย
กทม. 10700

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #690 เมื่อ: 14 พฤษภาคม, 2017, 01:02:48 PM »
ช่าว MP3 จริงๆไม่ได้สำคัญหรอกครับ ผมไม่ได้ฟัง  MP3 สำคัญตรงที่ AAC เป็นที่รู้จักมากขึ้นมากกว่าครับ
แสดงว่ามีผู้คนซื้อเพลงจาก Apple จนไฟล์นี้เป็นที่รู้จัก ย้อนไปหลายปีก่อน ไม่มีใครรู้จักเลย ผมต้องอธิบายปากเปียกปากแฉะ
แต่ข่าวสำคัญจริงๆคือในภาพมากกว่านะครับ ของวง Gun’n Rose ได้เห็นความก้าวหน้าทางดนตรีที่ควบคู่ไปกับเทคโนโลยี


ช่วงนี้งานยุ่งหน่อยครับ พอดีทดสอบจัดแสงแบบใหม่ ก็ได้ภาพประมาณนี้


ตัวนี้คือ Leica M6 LHSA รุ่นพิเศษ โลโก้ดำ


พื้นและฉากหลัง เป็นวัสดุคนละอย่าง ผมก็เดินเทียบสีไปจนได้โทนที่เหมือนกันเป๊ะ และก็ต้องมีอุปกรณ์จัดการกับบรรดาแสงสะท้อนทั้งหลายครับ
ถ่ายด้วยเลนส์ Rodenstock ที่มีชิ้นเลนส์ APO ที่แก้ความคลาสสีได้ และให้สีได้ตรงตามต้นฉบับเป๊ะ ก็จบเงานกันไปอีก 1 อาทิตย์

แถม
เจ้ากล้อง Leica รุ่น M2, M3, M6, MP ก็ขายดีมากๆ ราคาก็มีแต่ขึ้น เพราะช่วงนี้การภ่ายภาพ Street กำลังฮิตมากๆ
Leica M ทำให้ช่างภาพสามารถเดินเข้าในชุมชนและยกกล้องขึ้นมาได้รวดเร็ว รวมถึงการถ่ายแบบ Hyperfocal distancel
(ถ่ายที่ประมาณ F11 กับเลนส์ 35mm) ที่รวดเร็วกว่าการใช้กล้องแบบ Auto Focus เสียอีก


ให้ดูภาพตอนทำโปรเจคใน Final Cut Pro X



การทำงานบน Project และการวางภาพ Insert รวมถึงเพลงประกอบที่เป็นแถบเขียวด้านล่างที่ผมวางไว้ซิงค์กับภาพ ก็น่าจะเข้าใจได้ถึงการทำงานแบบ Isochronus ครับ เวลาผมกดพรีวิวเพื่อขยับภาพ Insert ก็จะเกิดการทำงานแบบ Real Time อ่านข้อมูลจาก HDD Thunderbolt มาพรีวิวบนหน้าจอ Macbook Pro ซึ่งจริงๆ HDD แบบ USB ก็ส่งสัญญาณแบบ Isochronus ได้ มันจะกินกำลัง CPU มาก

Isochronous transfer, on the other hand, is broadcast in a one-to-many or one-to-one manner. Before a node begins to send or receive isochronous data, it requests a particular amount of bandwidth and one or more isochronous channels. A channel can have one transmitter of data (or talker) and any number of receivers (or listeners). Isochronous transfers do not allow for error-checking or retransmission but they do deliver data at a constant, real-time rate. If you’re sending time-critical, error-tolerant data, such as a video stream, isochronous transfers are preferable.
จาก https://developer.apple.com/library/content/documentation/DeviceDrivers/Conceptual/WorkingWFireWireDI/FWDevOverview/FWDevOverview.html

USB : https://developer.apple.com/library/content/documentation/DeviceDrivers/Conceptual/USBBook/USBOverview/USBOverview.html

ออฟไลน์ หมีหมอเหม็ด

  • ศรัทธา หรือเหตุผล
  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • หยุดเล่นหลอดชั่วคราวคร้าบ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #691 เมื่อ: 14 พฤษภาคม, 2017, 04:48:57 PM »
ไฟล์ฟอร์แมต AAC นี่ผมเคย convert มาเก็บไว้ตอนซื้อ  iPod nano มาใหม่ๆ gen 3 เลยนะครับ ยังใช้อยู่เลย พอใช้มาหลายปี จะเอาเพลงออกมาใส่ device อื่นๆ มันไม่ยอมซะนี่ ผมก็เลิกไป
ก่อนหน้านั้นผมใช้ sony HD5 รึไงนี่แหละ เครื่องเล่นขนาด 20 GB ผมใส่ไฟล์ฟอแมต ATRAC3 อันนี้ก็ย้ายไฟล์ออกมาไม่ได้อีก เซ็งมาก
ตอนนี้หายเซ็ง ปล่อยวางเครื่องเล่นเก่าๆแล้ว
นพ.พีระวงษ์ วีรารักษ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
รพ.ศิริราช เขตบางกอกน้อย
กทม. 10700

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 227
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #692 เมื่อ: 14 พฤษภาคม, 2017, 08:35:16 PM »
ไฟล์ฟอร์แมต AAC นี่ผมเคย convert มาเก็บไว้ตอนซื้อ  iPod nano มาใหม่ๆ gen 3 เลยนะครับ ยังใช้อยู่เลย พอใช้มาหลายปี จะเอาเพลงออกมาใส่ device อื่นๆ มันไม่ยอมซะนี่ ผมก็เลิกไป
ก่อนหน้านั้นผมใช้ sony HD5 รึไงนี่แหละ เครื่องเล่นขนาด 20 GB ผมใส่ไฟล์ฟอแมต ATRAC3 อันนี้ก็ย้ายไฟล์ออกมาไม่ได้อีก เซ็งมาก
ตอนนี้หายเซ็ง ปล่อยวางเครื่องเล่นเก่าๆแล้ว


มาฟัง TT กันครับคุณหมอ  :yahoo
Simple is my Way

ออฟไลน์ หมีหมอเหม็ด

  • ศรัทธา หรือเหตุผล
  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • หยุดเล่นหลอดชั่วคราวคร้าบ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #693 เมื่อ: 16 พฤษภาคม, 2017, 03:10:18 PM »
ไฟล์ฟอร์แมต AAC นี่ผมเคย convert มาเก็บไว้ตอนซื้อ  iPod nano มาใหม่ๆ gen 3 เลยนะครับ ยังใช้อยู่เลย พอใช้มาหลายปี จะเอาเพลงออกมาใส่ device อื่นๆ มันไม่ยอมซะนี่ ผมก็เลิกไป
ก่อนหน้านั้นผมใช้ sony HD5 รึไงนี่แหละ เครื่องเล่นขนาด 20 GB ผมใส่ไฟล์ฟอแมต ATRAC3 อันนี้ก็ย้ายไฟล์ออกมาไม่ได้อีก เซ็งมาก
ตอนนี้หายเซ็ง ปล่อยวางเครื่องเล่นเก่าๆแล้ว


มาฟัง TT กันครับคุณหมอ  :yahoo

กลัวมากเลยยยยย
ไม่เคยฟังครับ
และไม่ลองโดยเด็ดขาด กลัวผีเข้าแล้วได้เสียตังค์ครับ

เทคโนโลยีของ source จะไปไกลแค่ไหน
ผมก็ยังใช้แอมพ์ 6sl7 + 2A3
สายลำโพงทำเอง ลวดอาบน้ำยา และลำโพง DIY ครับ
นพ.พีระวงษ์ วีรารักษ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
รพ.ศิริราช เขตบางกอกน้อย
กทม. 10700

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 227
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #694 เมื่อ: 16 พฤษภาคม, 2017, 09:53:20 PM »
ไฟล์ฟอร์แมต AAC นี่ผมเคย convert มาเก็บไว้ตอนซื้อ  iPod nano มาใหม่ๆ gen 3 เลยนะครับ ยังใช้อยู่เลย พอใช้มาหลายปี จะเอาเพลงออกมาใส่ device อื่นๆ มันไม่ยอมซะนี่ ผมก็เลิกไป
ก่อนหน้านั้นผมใช้ sony HD5 รึไงนี่แหละ เครื่องเล่นขนาด 20 GB ผมใส่ไฟล์ฟอแมต ATRAC3 อันนี้ก็ย้ายไฟล์ออกมาไม่ได้อีก เซ็งมาก
ตอนนี้หายเซ็ง ปล่อยวางเครื่องเล่นเก่าๆแล้ว


มาฟัง TT กันครับคุณหมอ  :yahoo

กลัวมากเลยยยยย
ไม่เคยฟังครับ
และไม่ลองโดยเด็ดขาด กลัวผีเข้าแล้วได้เสียตังค์ครับ

เทคโนโลยีของ source จะไปไกลแค่ไหน
ผมก็ยังใช้แอมพ์ 6sl7 + 2A3
สายลำโพงทำเอง ลวดอาบน้ำยา และลำโพง DIY ครับ


ุชุดแบบนี้แหล่ะครับ ฟัง TT ได้เพลินแท้ดีนักครับ
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #695 เมื่อ: 22 พฤษภาคม, 2017, 09:10:51 AM »
ทดสอบทำ Dither ลงลนไฟล์เพลง ด้วย Logic Pro X ซึ่งเมื่อได้ MacBook Pro 2016 + Apogee Element 24 ได้ผลลัพท์ที่น่าทึ่งมาก



และการทดสอบอีกหลายๆอย่าง ตั้งแต่ 9.30 ~ 21.00 น. โดยมีสมาชิกใดนบอร์ดนี้ไปรวมทดสอบ 1 ท่าน



มีอะไรให้เขียนมากมาย แต่ไว้ก่อนครับ ขอฟังเพลง Holiday จากแผ่น Still Loving You ที่ทำการ Dither แล้ว ออกมาเป็น 176.4/32 ที่ได้น้ำเสียงได้ฟินสุดๆครับ
หลังจากต้องฟันแผ่นนี้มาแบบ นัวๆ ช้าๆ ไม่ได้อารมณ์เพลง แต่คราวนี้คือสุดขีดจริงๆ สมเป็นวงระดับโลก


ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #696 เมื่อ: 26 พฤษภาคม, 2017, 10:36:45 AM »
สรุปว่า สตูดิโอของ Foo Fighters ก็เลือกใช้เสียงกว้างๆของ Apogee และอัพเกรดใช้ Thunderbolt ตามในวีดีโอด้านล้างเรียบร้อย
ซึ่งน้ำเสียงของ Apogee’s Symphony I/O Mk II audio interface นั้น

“It just sounded f****** good,”

จากบทความ Recording drums with Taylor Hawkins at Foo Fighters Studio 606
จากในข่าวของ Apogee http://www.apogeedigital.com/blog/recording-drums-taylor-hawkins-foo-fighters-studio-606
แบบนี้ล่ะ เหมาะกับชาวร๊อคอย่างผมเลย

<a href="https://www.youtube.com/watch?v=8xZ9Iv2HW7E" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/watch?v=8xZ9Iv2HW7E</a>


ปกติการบันทึกเสียงวงร๊อค ก็เริ่มจากกลองก่อนครับ เพราะกลองคือตัวให้จังหวะ จะเร็วจะช้า จะได้อารมณ์หรือไม่ ก็จากกลองมาก่อน เรียกว่า

Drum is GOD!!

มือกีตาร์จะแน่แค่ไหน ก็ต้องตามกลอง เพราะกลองมีหน้าที่ให้จังหวะ เปรียบเสมือนเมโทรนอมของวงก็ว่าได้
DRUM is GOD ดูเพลงนี้ของวง GODSMACK ครับ (อีหนึ่งวงโปรดของผม) MV แบบไม่ต้องมีเนื่องเรื่องอะไรให้วุ่นวาย แค่ลีลานักดนตรีก็สุดขีดแล้ว

<a href="http://youtu.be/z9FmOc0ofGc" target="_blank" class="new_win">http://youtu.be/z9FmOc0ofGc</a>


ปกติเมื่อบันทึกเสียงแล้ว ก็ต้องนำมาเปิดเปรียบเทียบกับเมโทรนอมจริงว่าได้จังหวะถูกต้องหรือไม่
ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมเลือก Audio Interface ระดับห้องอัดมาใช้ฟัง เพราะให้สัญญาณนาฬิกาได้แม่นยำมาก
แต่มันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือเปล่า ก็ในเมื่อดนตรีประกอบด้วย (แบบคร่าวๆ)
เสียง (Tone)
จังหวะ (Rhythm)
ทำนอง (Melody)
เสียงประสาน (Harmony)
อย่างน้อยๆเครื่องระดับ Studio ก็ให้พวกนี้ได้ครบแน่นอน ทำได้ครบ อารมณ์เพลงก็มา
ซึ่งเครื่องเสียงบ้านก็พยายามจะให้เสียงได้ระดับสตูดิโอมาตลอด เริ่มจาก

XLR
พอร์ทนี้ก็ใช้ต่อเครื่องดนตรี ใช้ในสตูดิโอ งานคอนเสิร์ต เดินสายได้ยาว ก็ถูกเอามาใส่เครื่องเสียงบ้านซะอย่างนั้น ซึ่งเครื่องเสียงบ้านก็ไม่ได้เดินสายยาวๆเท่าไหร่

DVD-Audio/SACD
สมัยที่มีแต่แผ่น CD ให้ฟัง ก็ได้ที่ 44.1/16 ซึ่งชัดเจนว่ามันถูกหั่นออกจากต้นฉบับที่มักเป็น 48,96,192 อันเนื่องมาจากความจุแผ่น CD ที่โซนี่ต้องการให้บันทึกเสียงได้ 74 นาที
ก็หั่น ซอย จนเป็น 44.1 (จะใส่ให้เป็น 48 ซึ่งเป็นครึ่งนึงของ 96 ก็ไม่ได้ เพราะที่ไม่พอ) จนมีฟอร์แมท DVD ที่มีพื้นที่เหลือเฟือ คราวนี้ก็ยกเสียงจากสตูดิโอมาได้เลยแบบ 24/96
หรือแบบ 1 bit จากโซนี่

DSD
ที่มาที่ไปของ DSD และเหตุผลที่ผมไม่ได้เล่น DSD และน่าจะหายข้องใจได้ครับ
ในเมื่อ Apogee Element 24 ของผมเป็นเครือ่งจากสตูดิโอ ทำไมไม่่เล่นไฟล์ DSD
อ่านจาก helios.nl ในนี้เลยครับ
https://www.helios.nl/weblog/audio-myth-dsd-a-direct-stream-from-a-d-to-d-a

ส่วนผม PCM ล้วนครับ ตอนนี้ทดสอบฟัวหลายๆแผ่น หลายๆแบบ เจ้า Apogee Element 24 เล่นได้แบบผ่านฉลุย (176.4/32 + Bounce)




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 พฤษภาคม, 2017, 12:06:14 AM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 227
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #697 เมื่อ: 26 พฤษภาคม, 2017, 03:44:47 PM »
"XLR
พอร์ทนี้ก็ใช้ต่อเครื่องดนตรี ใช้ในสตูดิโอ งานคอนเสิร์ต เดินสายได้ยาว ก็ถูกเอามาใส่เครื่องเสียงบ้านซะอย่างนั้น ซึ่งเครื่องเสียงบ้านก็ไม่ได้เดินสายยาวๆเท่าไหร่"


เค้ามีเหตุผลที่เอามาใส่ ลองดูห้องที่เค้าจัดเซ็ต ด้านหน้าห้องมีแต่ลำโพงดูสิครับ นั่นคือ คำตอบหนึ่ง  กับอีกเรื่อง วงจร แบบ ture balanced และน้ำเสียงที่ได้ ลองหาฟังดูนะครับ


Simple is my Way

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 654
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #698 เมื่อ: 26 พฤษภาคม, 2017, 05:23:25 PM »
เรื่อง ...
~ดนตรีประกอบด้วย (แบบคร่าวๆ)
เสียง (Tone)
จังหวะ (Rhythm)
ทำนอง (Melody)
เสียงประสาน (Harmony)

อุปกรณ์ audio listening อ่านข้อมูลของไฟล์ห้องอัดได้ครับ พวกนั้นไม่ขาดหรอกครับ เท่าทีผมทราบ กลุ่ม sound engineer มักจะแซว audiophile equipment ว่าให้มาเกินซะด้วยซ้ำ (colored)

ผมยังแนะนำเหมือนเดิมครับว่า clock ของ audio interface ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับ audio listen เพราะ chip digital receiver ใน dac ปัจจุบัน จัดการมันได้ อีกทั้งการฟังเพลงแบบ audio listening มาจาก source แหล่งเดียว (ยกเว้นบางท่านที่ mix เสียง เช่น karaoke) ครับ
 

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #699 เมื่อ: 26 พฤษภาคม, 2017, 11:40:08 PM »
เรื่อง ...
~ดนตรีประกอบด้วย (แบบคร่าวๆ)
เสียง (Tone)
จังหวะ (Rhythm)
ทำนอง (Melody)
เสียงประสาน (Harmony)

อุปกรณ์ audio listening อ่านข้อมูลของไฟล์ห้องอัดได้ครับ พวกนั้นไม่ขาดหรอกครับ เท่าทีผมทราบ กลุ่ม sound engineer มักจะแซว audiophile equipment ว่าให้มาเกินซะด้วยซ้ำ (colored)

ผมยังแนะนำเหมือนเดิมครับว่า clock ของ audio interface ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับ audio listen เพราะ chip digital receiver ใน dac ปัจจุบัน จัดการมันได้ อีกทั้งการฟังเพลงแบบ audio listening มาจาก source แหล่งเดียว (ยกเว้นบางท่านที่ mix เสียง เช่น karaoke) ครับ

เครื่องเสียงบ้าน จัดเป็น งานอดิเรกครับ ไม่มีตัวชี้วัดคุณภาพสินค้าได้ จะฟังแบบไหนก็ได้ตามแต่ใจคนซื้อครับ

แต่จริงๆที่สำคัญคือ ได้มีเครื่องไว้ฟังเทียบหรือเปล่าครับ ระหว่างเครื่องที่ส่ง ISO กับ ASY เสียงมันไม่เหมือนกันหรอกครับ
แต่จะสำคัญหรือไม่ อยู่กับทักษะคนฟังครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 พฤษภาคม, 2017, 11:45:37 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #700 เมื่อ: 26 พฤษภาคม, 2017, 11:43:27 PM »
"XLR
พอร์ทนี้ก็ใช้ต่อเครื่องดนตรี ใช้ในสตูดิโอ งานคอนเสิร์ต เดินสายได้ยาว ก็ถูกเอามาใส่เครื่องเสียงบ้านซะอย่างนั้น ซึ่งเครื่องเสียงบ้านก็ไม่ได้เดินสายยาวๆเท่าไหร่"


เค้ามีเหตุผลที่เอามาใส่ ลองดูห้องที่เค้าจัดเซ็ต ด้านหน้าห้องมีแต่ลำโพงดูสิครับ นั่นคือ คำตอบหนึ่ง  กับอีกเรื่อง วงจร แบบ ture balanced และน้ำเสียงที่ได้ ลองหาฟังดูนะครับ

Apogee Element 24 ของผมเป็นเครื่องสตูดิโอ เป็น XLR อยู่แล้วครับ ผมก็เขียนวิธีต่อไว้ใน Info Graphic ไว้นานมากแล้วครับ
หรือว่าดูกระทู้ผมแล้วภาพไม่ขึ้นครับ

ออฟไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,088
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #701 เมื่อ: 27 พฤษภาคม, 2017, 05:40:26 AM »
DSD

ที่มาที่ไปของ DSD และเหตุผลที่ผมไม่ได้เล่น DSD และน่าจะหายข้องใจได้ครับ
ในเมื่อ Apogee Element 24 ของผมเป็นเครือ่งจากสตูดิโอ ทำไมไม่่เล่นไฟล์ DSD
อ่านจาก helios.nl ในนี้เลยครับ

https://www.helios.nl/weblog/audio-myth-dsd-a-direct-stream-from-a-d-to-d-a

ส่วนผม PCM ล้วนครับ ตอนนี้ทดสอบฟัวหลายๆแผ่น หลายๆแบบ เจ้า Apogee Element 24 เล่นได้แบบผ่านฉลุย (176.4/32 + Bounce)


อ่านแล้วซาบซึ้งจัง

อยากรู้จริงๆ ว่า DSD เกิดก่อน PCM

หรือ PCM เกิดก่อน DSD ครับ


อันนี้ก็เหมือนกัน


DVD-Audio/SACD

สมัยที่มีแต่แผ่น CD ให้ฟัง ก็ได้ที่ 44.1/16 ซึ่งชัดเจนว่ามันถูกหั่นออกจากต้นฉบับที่มักเป็น 48,96,192 อันเนื่องมาจากความจุแผ่น CD ที่โซนี่ต้องการให้บันทึกเสียงได้ 74 นาที
ก็หั่น ซอย จนเป็น 44.1 (จะใส่ให้เป็น 48 ซึ่งเป็นครึ่งนึงของ 96 ก็ไม่ได้ เพราะที่ไม่พอ) จนมีฟอร์แมท DVD ที่มีพื้นที่เหลือเฟือ คราวนี้ก็ยกเสียงจากสตูดิโอมาได้เลยแบบ 24/96
หรือแบบ 1 bit จากโซนี่



ขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติม


คงต้องกลับไปถาม ฟิลิปส์ กับ โซนี่ ที่ร่วมมือกันพัฒนา ซีดีออดิโอ ครับ อาจตอบโจทย์เรื่องไฟล์ต้นฉบับที่แท้จริง

24 bit / 48KHz ใช้ในดีวีดีหนังนะครับ เพื่อให้ต่างจากออดิโอ นัยว่าเป็นการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ป้องกันการก๊อป


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 พฤษภาคม, 2017, 05:57:14 AM โดย Malako »

ออฟไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,088
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #702 เมื่อ: 27 พฤษภาคม, 2017, 06:06:54 AM »
ขออนุญาต นำบทความเกี่ยวกับ DSD มาลงเพื่อเป็นทางเลือกในการเสพย์ข้อมูล ส่วนจะเชื่อหรือไม่เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล


DSD ไฟล์เสพติดรูปแบบใหม่
โดย Andreas Koch

บทกล่าวนำ
   
ในช่วงเวลานี้ได้มี Audio Format แบบใหม่เกิดขึ้นมา คุณภาพเสียงของมัน
จัดว่าอยู่ในระดับที่พูดได้ว่า “ไม่สามารถฟังเพลง โดยไม่ใช้ไม่ได้แล้ว”
นั่นคือไฟล์รูปแบบ DSD ซึ่งจริงๆไฟล์รูปแบบนี้มีมาระยะหนึ่งแล้ว
แต่ว่ามันถูกผูกติดเข้ากับ SACD จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจในหมู่นักฟังสักเท่าไร
จนเมื่อมาถึงช่วงที่เริ่มมีการเปิดให้ download ไฟล์เพลงความละเอียดสูง
ไฟล์ชนิด DSD จึงเริ่มเป็นที่สนใจในฐานะไฟล์ชนิดใหม่
จากข้อจำกัดที่เคยอยู่แต่บนแผ่น SACD แต่ตอนนี้มันสามารถมาอยู่บนโลกอินเตอร์เนทได้แล้ว
บทความนี้จะอธิบายถึงภูมิหลังและการทำงานของ DSD และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

อะไรคือ DSD?
   
DSD นั้นย่อมาจาก Direct Stream Digital ซึ่งถูกตั้งขึ้นโดย Sony และ Philips
เมื่อทั้งสองบริษัทได้ร่วมมือกันเปิดตัวมาตรฐานแผ่น SACD
มันไม่มีอะไรเลยนอกจากการแปลงค่า Delta-Sigma ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยบริษัท Philips เมื่อปี 1970
และเทคโนโลยีนี้ได้ออกสู่ตลาดเมื่อปี 1980 สำหรับใช้ในการแปลงค่า A/D และ D/A ในชิป DAC





ตัวอย่างที่ 1
   
จากในรูป จะแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่สัญญาณ Analog นั้นถูกแปลงไปเป็น Digital PCM ผ่าน A/D converter
และแปลงกลับเป็น analog อีกครั้งผ่าน D/A converter ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กระบวนการด้วยกัน

1. Delta-Sigma modulation: สัญญาณ analog จะถูกแปลงไปเป็น DSD โดยตรงและมีค่า Sampling rate ที่สูงมาก
ขั้นตอนการแปลงนั้นจะขึ้นอยู่กับความละเอียดของไฟล์ที่ต้องการ
โดยสามารถสร้างเป็น 1-bit DSD หรือ Multibit DSD oversampled ที่ 64x หรือ 128x เมื่อเปรียบเทียบกับแผ่น CD ทั่วไป
   
2. Decimation filter: สัญญาณ DSD จากขั้นตอนแรกจะถูก Down sample และแปลงกลับมาเป็น PCM
ในขั้นตอนนี้ word length นั้นจะมากขึ้น (16 หรือ 24bit) และ Sample rate จะถูกลดลงมาเท่ากับ CD
หรือลดตัวคูณลงเพื่อเป็นไฟล์ PCM ความละเอียดสูง

ขั้นตอนการแปลง D/A นั้นเหมือนกันตรงที่
   
1. สัญญาณ PCM จะถูกเพิ่ม Sample rate สูงมาก
   
2. จากนั้นจะถูกแปลงเป็น DSD ผ่าน Delta-Sigma modulator (เพื่อลดค่า word length)
   
3. จากนั้นแปลงกลับมาเป็น analog


ที่มา ซึ่งน่าจะแปลมาอีกทีครับ

http://magazine.munkonggadget.com/review-article/73/dsd-ไฟล์เพลงเสพติดรูปแบบใหม่

เรียบเรียงจากนี่กระมัง

http://dsd-guide.com/dsd-new-addiction-andreas-koch#.WSi64caB2V4


และอีกแห่งหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจสำหรับการเสพย์เสียงเพลงตามถนัดครับ


http://rev.at1987.com/articles/direct-stream-digital/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 พฤษภาคม, 2017, 06:31:43 AM โดย Malako »

ออฟไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,088
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #703 เมื่อ: 27 พฤษภาคม, 2017, 09:41:22 AM »


Ultimate Sound Test @ 192kHz 24bit FLAC + DSD 2.8MHz 1bit DSF 1


สำหรับท่านที่มี DSD DAC


ลองพิมพ์ที่กูเกิ้ล แล้วโหลดมาฟังดูครับ มีอย่างละ 3 เพลงทั้งสองฟอร์แม็ท
ฟังเปรียบเทียบไปมา  ค่อยตัดสินคดี



ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 227
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #704 เมื่อ: 27 พฤษภาคม, 2017, 04:06:43 PM »
5555

ในที่สุด ผมก็สงสัยยอมแพ้ กับการที่ต้องคอย กระแซะ ๆ จขกท เค้าบ่อย  ในเรื่องข้อมูลต่างๆ ที่มาเขียน บางเรื่องอ่านแล้วเฮ้อ แต่ไม่สำเร็จ สงสัย คงต้องปล่อยให้กระทู้นี้ยาวไป

ที่ทำเช่นนี้ ก็แค่ ไม่อยากให้คนอื่นๆ มาอ่านแล้ว หลงไหลไปกับอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นสำหรับการ audio listening  มันไม่ได้มีความจำเป็นอะไรอย่าง จขกท เขียนสักกระนิด (ยกเว้นใช้ทำงาน ในการผลิตสื่อ)  แม้ว่า คุณน้า Malako, คุณน้า Goda จะมาช่วยชี้แจ้งอะไรต่างๆ  แต่ จขกท เค้าไม่รับรู้รับทราบ สิ่งที่คนเค้าพยายามสื่อสารเลย เอาแต่จะบอกว่า อุปกรณ์ที่ตัวเองใช้งาน แนวทางที่ตัวเองใช้งาน ให้เสียงที่สุดยอดดดดดดดดดดดด

ผมเข้าใจความรู้สึก น้า Freedom แล้วละครับ ๕๕๕ (ท่านใดเพิ่งมาอ่าน ลองย้อนกลับขึ้นไปอ่านหน้าที่ผ่าน ๆ มานะครับ)

ผมหมดสนุก กับ การอ่านกระทู้นี้ และคอยกระทุ้งบางอย่างที่คิดว่า จะช่วยให้ผู้ที่มาอ่านที่เป็นมือใหม่ มือเก่า มือกลาง ไม่ให้หลงทาง ขอให้ จขกท พัฒนาไปให้สุด ๆ นะครับ เอาใจช่วย   :giveup :giveup :giveup :giveup :giveup
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #705 เมื่อ: 28 พฤษภาคม, 2017, 08:54:30 AM »
ขออนุญาต นำบทความเกี่ยวกับ DSD มาลงเพื่อเป็นทางเลือกในการเสพย์ข้อมูล ส่วนจะเชื่อหรือไม่เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล


DSD ไฟล์เสพติดรูปแบบใหม่
โดย Andreas Koch

บทกล่าวนำ
   
ในช่วงเวลานี้ได้มี Audio Format แบบใหม่เกิดขึ้นมา คุณภาพเสียงของมัน
จัดว่าอยู่ในระดับที่พูดได้ว่า “ไม่สามารถฟังเพลง โดยไม่ใช้ไม่ได้แล้ว”
นั่นคือไฟล์รูปแบบ DSD ซึ่งจริงๆไฟล์รูปแบบนี้มีมาระยะหนึ่งแล้ว
แต่ว่ามันถูกผูกติดเข้ากับ SACD จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจในหมู่นักฟังสักเท่าไร
จนเมื่อมาถึงช่วงที่เริ่มมีการเปิดให้ download ไฟล์เพลงความละเอียดสูง
ไฟล์ชนิด DSD จึงเริ่มเป็นที่สนใจในฐานะไฟล์ชนิดใหม่
จากข้อจำกัดที่เคยอยู่แต่บนแผ่น SACD แต่ตอนนี้มันสามารถมาอยู่บนโลกอินเตอร์เนทได้แล้ว
บทความนี้จะอธิบายถึงภูมิหลังและการทำงานของ DSD และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

อะไรคือ DSD?
   
DSD นั้นย่อมาจาก Direct Stream Digital ซึ่งถูกตั้งขึ้นโดย Sony และ Philips
เมื่อทั้งสองบริษัทได้ร่วมมือกันเปิดตัวมาตรฐานแผ่น SACD
มันไม่มีอะไรเลยนอกจากการแปลงค่า Delta-Sigma ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยบริษัท Philips เมื่อปี 1970
และเทคโนโลยีนี้ได้ออกสู่ตลาดเมื่อปี 1980 สำหรับใช้ในการแปลงค่า A/D และ D/A ในชิป DAC





ตัวอย่างที่ 1
   
จากในรูป จะแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่สัญญาณ Analog นั้นถูกแปลงไปเป็น Digital PCM ผ่าน A/D converter
และแปลงกลับเป็น analog อีกครั้งผ่าน D/A converter ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กระบวนการด้วยกัน

1. Delta-Sigma modulation: สัญญาณ analog จะถูกแปลงไปเป็น DSD โดยตรงและมีค่า Sampling rate ที่สูงมาก
ขั้นตอนการแปลงนั้นจะขึ้นอยู่กับความละเอียดของไฟล์ที่ต้องการ
โดยสามารถสร้างเป็น 1-bit DSD หรือ Multibit DSD oversampled ที่ 64x หรือ 128x เมื่อเปรียบเทียบกับแผ่น CD ทั่วไป
   
2. Decimation filter: สัญญาณ DSD จากขั้นตอนแรกจะถูก Down sample และแปลงกลับมาเป็น PCM
ในขั้นตอนนี้ word length นั้นจะมากขึ้น (16 หรือ 24bit) และ Sample rate จะถูกลดลงมาเท่ากับ CD
หรือลดตัวคูณลงเพื่อเป็นไฟล์ PCM ความละเอียดสูง

ขั้นตอนการแปลง D/A นั้นเหมือนกันตรงที่
   
1. สัญญาณ PCM จะถูกเพิ่ม Sample rate สูงมาก
   
2. จากนั้นจะถูกแปลงเป็น DSD ผ่าน Delta-Sigma modulator (เพื่อลดค่า word length)
   
3. จากนั้นแปลงกลับมาเป็น analog


ที่มา ซึ่งน่าจะแปลมาอีกทีครับ

http://magazine.munkonggadget.com/review-article/73/dsd-ไฟล์เพลงเสพติดรูปแบบใหม่

เรียบเรียงจากนี่กระมัง

http://dsd-guide.com/dsd-new-addiction-andreas-koch#.WSi64caB2V4


และอีกแห่งหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจสำหรับการเสพย์เสียงเพลงตามถนัดครับ


http://rev.at1987.com/articles/direct-stream-digital/



จะใช้แบบไหนก็เล่นได้หมดครับ เพราะเครื่องเสียงบ้านนี่ ถึงจะสเปคมหาเทพแค่ไหนก็ตาม ก็ชี้วัดคุณภาพเสียงไม่ได้ครับ เพราะต่างคนต่างหู ไม่มีถูกมีผิด
เรียกว่าเป็นงานอดิเรกถลุงเงินครับ



ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #706 เมื่อ: 28 พฤษภาคม, 2017, 08:56:47 AM »
เสร็จเรียบร้อย PSU 12V 10A (Input หม้อแปลง 5A สองลูกรวมกัน แล้วมาแยกเอาท์พุทเป็น 5A สองชุด) สำหรับอุปกรณ์ 3 ชิ้น
- Apogee Element 24
- Caldigit Thunderbolt Station 2
ใช้ภาคจ่ายไฟร่วมกัน 5A

- Caldigit mini VR เป็น HDD 2.5" 7200rpm เลยแยกจ่ายไฟ 5A ให้ไปเลยต่างหาก







ลูกนี้จ[ เงินไม่ต้องจ่ายครับ 55 ผมไม่มีเงินให้ถลุง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 มิถุนายน, 2017, 10:35:17 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #707 เมื่อ: 30 พฤษภาคม, 2017, 12:02:43 AM »
ซิสเต็มแบบไม่อิงตลาด ปราศจากความเชื่อ



การเชื่อมต่อมีความวุ่นวายหลายชั้น รวมถึงการใช้ Logic Pro X ที่ต้องได้คำแนะนำจากมืออาชีพ ไม่เหมาะกับผู้แสวงหาความสะดวกสบาย





ออฟไลน์ Valve art

  • ***
  • กระทู้: 181
  • Sweet tube
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #708 เมื่อ: 30 พฤษภาคม, 2017, 08:30:09 AM »

อยากให้ทดลองทำแบบคุณ GUNTAM ดูครับ ทดลองในภาคปฏิบัติจริงๆลงทุนทางด้านฮาร์ดแวร์ และใช้ความรู้เขียนรีวิว วิจารณ์ และสรุป ให้กับหมู่เพื่อนสมาชิกครับ จะได้ช่วยให้มีความกระจ่างได้มากขึ้น.
ผมไม่ได้ว่าทุกท่านทำผิดนะครับ และไม่ได้ว่าทฤษฎีมันผิดเพี้ยน แต่ เครื่องมือ และ วิธีการทดลองและสังเคราะห์ข้อมูล อาจทำให้เราเข้าใกล้ความจริงของทฤษฎีที่ตั้งขั้นมา


5555

ในที่สุด ผมก็สงสัยยอมแพ้ กับการที่ต้องคอย กระแซะ ๆ จขกท เค้าบ่อย  ในเรื่องข้อมูลต่างๆ ที่มาเขียน บางเรื่องอ่านแล้วเฮ้อ แต่ไม่สำเร็จ สงสัย คงต้องปล่อยให้กระทู้นี้ยาวไป

ที่ทำเช่นนี้ ก็แค่ ไม่อยากให้คนอื่นๆ มาอ่านแล้ว หลงไหลไปกับอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นสำหรับการ audio listening  มันไม่ได้มีความจำเป็นอะไรอย่าง จขกท เขียนสักกระนิด (ยกเว้นใช้ทำงาน ในการผลิตสื่อ)  แม้ว่า คุณน้า Malako, คุณน้า Goda จะมาช่วยชี้แจ้งอะไรต่างๆ  แต่ จขกท เค้าไม่รับรู้รับทราบ สิ่งที่คนเค้าพยายามสื่อสารเลย เอาแต่จะบอกว่า อุปกรณ์ที่ตัวเองใช้งาน แนวทางที่ตัวเองใช้งาน ให้เสียงที่สุดยอดดดดดดดดดดดด

ผมเข้าใจความรู้สึก น้า Freedom แล้วละครับ ๕๕๕ (ท่านใดเพิ่งมาอ่าน ลองย้อนกลับขึ้นไปอ่านหน้าที่ผ่าน ๆ มานะครับ)

ผมหมดสนุก กับ การอ่านกระทู้นี้ และคอยกระทุ้งบางอย่างที่คิดว่า จะช่วยให้ผู้ที่มาอ่านที่เป็นมือใหม่ มือเก่า มือกลาง ไม่ให้หลงทาง ขอให้ จขกท พัฒนาไปให้สุด ๆ นะครับ เอาใจช่วย   :giveup :giveup :giveup :giveup :giveup
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ Coconut

  • **
  • กระทู้: 79
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #709 เมื่อ: 30 พฤษภาคม, 2017, 12:24:53 PM »
ผมคิดว่า จขกท ระบุชัดว่า การเชื่อมต่อมีความวุ่นวายหลายชั้น เหมาะสำหรับมืออาชีพหรือคนที่ชอบ  ไม่เหมาะกับผู้แสวงหาความสะดวกสบาย
และยังมีอุปกรณ์ทดลอง // ได้โชว์อุปกรณ์ที่ทดลองจริง // ไม่ได้อ่านใน paper  ก็เป็นสิ่งที่พอรับฟัง ไม่ต้องทำตามหรือทำตามที่คิดว่าใช่ ไม่ได้บังคับ
ยกตัวอย่างที่ผมเห็นด้วยบางเรื่องละกันครับเช่นเรื่องสัญญาณนาฬิกา เพราะการส่งผ่านข้อมูลต้องใช้ค่าสัญญาณมีความแน่นอนมาก
เรียกว่าค่า accuracy (ระดับไม่ต้องการ best อาจไม่จำเป็นที่สำคัญไม่คุ้มค่าการลงทุนนอกจากเอามัน)
ผมยังอยากมีเครื่อง DSD ที่ใช้ External Clock สักตัวเลย เพราะผมมี ตัว Clock ระดับ -12 ผลิตมาจาก สาร Cesium คงสนุกน่าดู
โดยที่ผมใช้แค่ Mac สักตัว ส่งผ่าน HD หลากหลายตามของที่มี pre สักหน่อยเหมือนไว้ใส่น้ำปลาให้มีรสสำหรับบางเวลาที่ตัองการ และ amp แจ่มๆ ต่อด้วยลำโพงที่ใช่ 
ที่อยู่สำหรับส่งของ
http://www.htg2.net/index.php?topic=78815.msg991431#msg991431

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 654
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #710 เมื่อ: 30 พฤษภาคม, 2017, 05:27:45 PM »
ผมมาขอสรุปอีกทีครับ

เรื่องฟังแล้วเพราะไม่เพราะ ชอบไม่ชอบ ผมไม่ขอกล่าวถึง เพราะเป็นเรื่องปัจเจก ผมเคยไปงานฟังเครื่องเสียง ห้องเดียวกันเวลาเดียวกัน ยืนข้างๆกัน ผมยังได้ยินไม่เหมือนกับ คนข้างๆเลยครับ แม้แต่เครีื่องเสียงเดียวกันฟังเพลงเดียวกันฟังกันต่างเวลายังไม่เหมือนกันได้

ถ้าชอบการปฏิบัติ แต่ไม่ชอบอ่านตำรา ลองทดสอบการฟัง แบบ double blind test ดูสิครับ ไม่ต้องลงทุนอะไรใช้เครื่องเสียงที่มีอยู่ก็ปฏิบัติได้ครับ

ที่ผมเขียนเล่าให้ฟังเพราะ ผมอ่านจากตำรา และเคยออกแบบและสร้าง DAC/ADC จาก chip specification ตัว wave file ก็เคยเขียนโปรแกรมอ่านมัน จึงมาเขียนให้ท่านอื่นๆ เข้าใจเรื่อง digital sound มากขึ้น จะได้ลงทุนกับอุปกรณ์เหมาะกับความต้องการครับ แน่นอนครับว่าไม่ต้องเชื่อผม ลองศึกษาดูได้เลยครับ ตรวจสอบข้อมูลดูว่า ตำรา มันเชื่อถืได้หรือไม่

เท่าผมเขียนมาผมเปิดคำถาม และให้คำอธิบายถึงเรื่องเหล่านี้ครับ
 - clock มีผลหรือไม่กับ digital transport protocol
 - อะไรคือ clock ซึ่งผมให้ข้อมูลว่าใน sound file มี sampling rate ไม่มี clock บอกความห่างของข้อมูล แล้ว ความแม่นยำของ transport clock จะมีผลต่อข้อมูล sound file ได้อย่างไร ในเมื่อ sound file ไม่ได้ใช้มัน
 - bandwidth requirement ของ audio listening ซึ่งผมสรุปให้ว่า ไม่ว่าจะเป็น usb 2.0 หรื่อ firewire ก็ตอบโจทย์ได้
 - ผมเสนอข้อแตกต่างระหว่าง audio listening equipment vs. sound engineering equipment
 - ผมให้ความเห็นว่า timestamp ต่างจาก word clock และ timestamp ในไฟล์เพลง ไม่มีส่วนในการ ฟังเพลง แบบ audio listening
 - ผมให้โจทย์ ต่อเนื่องมาจากความเห็นของ จขกท เรื่อง AIFF-C กับ Mac OSX (เรื่อง big endian) อยากให้ท่านอื่นลองไปค้นดูครับ


แต่ละท่านมีงบประมาณ และความต้องการ ใช้อุปกรณ์เครื่องเสียงไม่เหมือนกัน ศึกษาก่อนลงทุนซื้อครับ

ที่จริงถ้าไม่ชอบอ่านหนังสือ ก็ลองเช่าอุปกรณ์สำหรับ sound engineer มา ทดสอบฟังแบบ double blind test ก็ได้ครับ อุปกรณ์เหล่านี้มีให้เช่าง่ายกว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงบ้านครับ
 

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #711 เมื่อ: 02 มิถุนายน, 2017, 01:10:58 PM »
ไดรฟ์ม้ามืด Slot in เข้าวินเฉือนไดรฟ์แบบถาดและตัวใหญ่ได้แบบคนเทสต์ยังงงๆว่าทำไมมันอ่านแผ่นแล้วเสียงต่างกันขนาดนี้
เอาเป็นว่าเข้าวินแล้ว ก็ใช้แต่ตัวนี้ล่ะครับ (ต่อยุ่งยากมาก ต้องแปลง SATA7 เป็น SATA แล้วจัมป์เข้ากล่อง HDD ที่มี Controller Firewire 400 ก็จะได้ไดรฟ์แบบ Firewire
สงสัยผมต้องเก็บเงินไปซื้อ Sonnet Echo 15+ จะ่ได้เป็นไดรฟ์แบบ Thunderbolt)



RAID 0 ที่ผมบังเอิญเทสต์ ด้วยความสงสัยว่า เสียงจะต่างกันมั้ยกับฟังแบบลูกเดียว ดันต่างซะงั้น ไม่ลองไม่รู้จริงๆ
ที่ Poem Audio ได้ฟังก็ติดใจ คราวนี้ก็ RAID 0 แบบ 3 ลูกที่ให้เสียงต่างจาก RAID 0 แบบ 2 ลูกขึ้นไปอีก
(HDD WD Raptor 10,000rpm 1TB ลูกละหมื่นนึง ใส่ไป 3 ลูก สรุปว่ากล่องนี้มูลค่า 5 หมื่นบาท แต่ไม่ใช่ของผมนะครับ ของ Poem Audio)



ชุดผมเวลายกมาเทสต์ แต่คราวหน้ายกมาแค่ Macbook Pro + Apogee + DI BOX ก็พอ ไม่ต้องเอา HDD มาด้วย เพราะ HDD ของผมโดนเจ้าห้าหมื่นแซงหน้าไปแล้ว



ลองฟังอีกครั้ง คราวนี้ชุดผมสมบูรณ์แบบด้วยหม้อแปลง 12V และ 15V สำหรับ DI BOX
และใช้สาย XLR ที่ใช้พ่วงระหว่าง Apogee กับ DI BOX เป็นยี่ห้อ Vandamn รุ่น Pro Grade Classic XKE Pro-patch cable ก็เป็นสายที่ซื่อตรงดีแท้
ทำให้เห็นเลยว่าชดผมไม่ต้องการสายแต่ง เพราะพอใส่สาย Vandamn เข้าไปแล้ว ไม่สามารถใช้ร่วมกับสาย Thunderbolt ของ AudioQuest ได้เลย



ทดสอบฟัง 176.4/32bit ซึ่งมันก็ใหญ่เสียเหลือเกิน แต่ก็แตกต่างจาก 88.2 อย่างชัดเจนมาก






ออฟไลน์ Sarawut

  • **
  • กระทู้: 98
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #712 เมื่อ: 02 มิถุนายน, 2017, 11:31:07 PM »
ทดสอบฟัง 176.4/32bit ซึ่งมันก็ใหญ่เสียเหลือเกิน แต่ก็แตกต่างจาก 88.2 อย่างชัดเจนมาก

ฟังเพลงอะไรครับ เอามาจาก ไหน ? แปลงมาจาก Reel หรืออะไรครับ ?
ข้อมูลที่อยู่ครับ.  http://www.htg2.net/index.php?topic=32909.0

ออฟไลน์ wirasak

  • *
  • กระทู้: 24
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #713 เมื่อ: 05 มิถุนายน, 2017, 10:53:32 AM »
ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #714 เมื่อ: 06 มิถุนายน, 2017, 09:20:42 PM »
ยุ่งนิดนึงครัยช่วงนี้ ต้องไปถ่ายวีดีโอการเดินถ่ายสตรีท เดินถ่ายยาวๆจากสะพานเหล็กไปเกือบถึงบางรัก หมดแรงแม้แต่จะฟังเพลง

กล่องที่ขนไปถ่ายสตรีทคราวนี้ รวมๆก็เกือบล้านได้ ที่วางบนโต๊ะนี้ จากเจ้าของกล้อง 5 ท่าน
(ไม่มีกล้องผมในนี้ เพราะรูปนี้ถ่ายด้วยกล้องผม A7R + Rodenstock APO 50mm)



*เลนส์ Leica ก็ราคาขึ้นได้ขึ้นดี และยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุด เนื่องจากการถ่ายภาพสตรีทช่วงนี้มาแรงมาก

ออฟไลน์ Valve art

  • ***
  • กระทู้: 181
  • Sweet tube
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #715 เมื่อ: 08 มิถุนายน, 2017, 08:18:11 PM »
https://www.apple.com/mac/

มาใหม่กันทั้งขบวน สเปคเทพขึ้นอีก
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #716 เมื่อ: 10 มิถุนายน, 2017, 11:08:16 PM »
https://www.apple.com/mac/

มาใหม่กันทั้งขบวน สเปคเทพขึ้นอีก


ตกรุ่นซะแล้วเครือ่งผม แต่ก็ยังแรงให้ตัดวีดีโอได้เหลือเฟือครับ
ตอนนี้มี SSD ความจุด 512 ไม่ยากไร้แบบสมัยมี 128 ที่เวลาตัดวีดีโอต้องเอา Project ไว้ Ext HDD ตอนนี้วาง Project ไว้ในเครื่อง ซึ่ง SSD เป็น NVMe ซึ่งเห็นผลมากๆครับ
ใช้ FinalCut Pro X ได้ลื่นไหลมาก ไม่มีสะดุด ไม่มีดับ

เผอิญกำลังเมามันส์กับการถ่ายและตัดต่อ การใส่ฟิล์มลงในกล้อง LEICA M-P ครับ เลยยังไม่ได้เขียนเรื่องเครื่องเสียงต่อ





Macbook Pro Touch Bar 15" ซื้อมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ได้ราคาพิเศษแล้วเขายัดใส่มือมาเลย แต่ก็ทำให้ได้สัมผัสว่าเทคโนโลยีก้าวไกลไปขนาดไหน
งานตัดวีดีโอที่เคยน่าเบื่อ ต้องรอเรนเดอร์ ตอนนี้กลายเป็นงานสนุกไปเลย ส่วนเรื่องคุณภาพเสียงก็ไม่ต้องพูดถึงครับ ทิ้ง Macbook Pro 13" 2014 ไปไกลมาก
แถมเตรียมได้อัก macOS ใหม่ที่คราวนี้เปลี่ยนโครงสร้างการเซฟไฟล์ด้วย ยังไปได้อีกยาวๆครับ (แต่มันคงสนุกเฉพาะท่านที่ต้องการอะไรใหม่ๆเท่านั้นนะครับ
บางท่านคงเห็นว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ การมาอัพ macOS ใหม่ รอประมาณชั่วโมง แล้วพวก App ต่างๆก็ต้องอัพตามอีก)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10 มิถุนายน, 2017, 11:22:12 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #717 เมื่อ: 15 มิถุนายน, 2017, 11:41:58 AM »
ถ่ายงานเสร็จอีกตัวด้วยพลังของ Macbook Pro 15" 2016 (ตกรุ่นเรียบร้อย)
วีดีโอตัวนี้ถ่ายด้วยเลนส์ Rodenstock 50mm ที่มีกำลังขยายสูงเป็นพิเศษ(ก็มันเป็นเลนส์เครื่องอัดภาพ) เหนือกว่าเลนยุคส์ดิจิตอลและเลนส์กล้องฟิล์มทั่วไป แถมมีชิ้นเลนส์ APO แก้ความคลาดสี ทำให้จบงานได้ง่ายดายครับ ไม่ว่าวงการไหนๆ ก็มีวิธีคิดนอกกรอบทั้งนั้น เพราะถ้ารู้ทฤษฎี แต่ไม่ลงมือปฏิบัติ เจ้าทฤษฏีก็กลายเป็นกรงขังความคิดเท่านั้นเอง

<a href="https://www.youtube.com/watch?v=D2vp26eHkHk&amp;feature=youtu.be" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/watch?v=D2vp26eHkHk&amp;feature=youtu.be</a>


ผมเองก็ใช้ตั้งแต่ Mac mini Core solo, Mac mini 2010, Macbook Air 13" 2011, Macbook Pro 13" Retina Display 2014 และล่าสุดคือ Macbook Pro Touch Bar 2016
ซึ่งเครือ่งพวกนี้ทำให้ได้เห็นเสียงที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนมาก และสรุปได้คือ ตัว HDD หรือ SSD ที่มี macOS อยู่ ยิ่งสปีดเร็วเท่าไหร่ ก็ให้น้ำเสียงที่มีสปีดสมจริงมากขึ้นเท่านั้น
อย่าง Macbook Air 13" 2011 เทียบกับ Macbook Pro Retina 2014 แล้ว เรียกว่าเสียงยืดย้วยไปเลย ฟังร๊อคไม่รอดครับ แต่ที่เหนือขึ้นมาคือ
Macbook Pro Touch Bar 2016 ที่ใช้ SSD แบบ NVMe ที่สปีดเหนือชั้นมาก ทำให้ผมได้สัมผัสเสียงที่มีสปีดใกล้เคียงความจริงขึ้น เรียกว่าเอาเมโทรนอมมาเปิดเทียบได้สบาย

แต่ค่าตัวมันก็แพงเอาการ แต่ผมซื้อไว้ทำมาหากิน ฟังเพลงเป็นของแถม ก็พอไหวอยู่ อย่างวีดีโอการใส่ฟิล์มกล้องไลก้า ผมทำได้รวดเร็วกว่าเดิมมาก
เพราะการเรนเดอร์ พรีวิว บน Macbook Pro รุ่นนี้ลื่นไหลไม่มีสะดุด

และมีผลทดสอบแบบง่ายๆ ที่ทำให้ผมหายคาใจ เพราะทางเ่จี๊ยบ Poem แจ้งมาว่า สาย AudioQuest Thunderbolt ที่เคยใช้ใส่กับ Mac mini หรือ Macbook Air 2011
ก็ฟังดีอยู่ แต่ตอนนี้ฟังไม่ดีซะแล้ว เพราะ Poem ย้ายมาใช้ Macbook Pro 13" Retina Display 2012 กลับไม่เข้ากับสายตัวนี้เสียแล้ว ให้น้ำเสียงสู้สายของ Apple ไม่ได้ ( เกิดอาการเน้นเสียง ไม่น่าฟัง จริงๆผมก็ฟังออกก่อนหน้านี้นานแล้ว เพราะผมใช้ Macbook Pro แต่แน่นอน ไม่มีใครเชื่อ 55) ทำให้เข้าใจได้ว่าทำไมไม่มีสาย Thunderbolt แบบ HiFi Grade ออกมาเท่าไหร่ เป็นเพราะเทคโนโลยีของสายตัวนี้ ทำให้ไม่ต้องการสายแต่งที่มีการปรับแต่งใดๆมาเลย เรียกว่าผมก็หมดเวรหมดกรรมกับการแต่งสายไปได้เรื่องนึงด้วยเทคโนโลยี Thunderbolt ครับ


ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #718 เมื่อ: 16 มิถุนายน, 2017, 08:34:39 AM »
ได้เวลากับเพลง "My Sharona" ที่ดังข้ามยุคข้ามสมัย



แผ่นก็จากร้านโดเรมีเช่นเคยครับ หลังจากทำไฟล์ 176.4/32 แล้วออกมาได้ WOW กับ Still Living You คราวนี้ก็ถึงตา The Knack
สำหรับเพลง  "My Sharona" ที่กระหน่ำกลอง และเสียงร้องซึ่งเต็มไปด้วยพลัง และกีตาโซโล่ที่สนุกสนาน และยังมีเสียงเบสที่ประสานทุกอย่างได้ยอดเยี่ยม
แต่นี่มันเพลงฆ่าเครื่องเสียงชัดๆเลยครับ แค่เครื่องไหนสปีดช้าหน่อย ก็เล่นเพลงนี้ได้ไม่สนุกแล้ว และถ้าเครื่องไหนแต่งเสียงมาจนเกินพอดี
เสียงดีตาก็ออกนอกลู่นอกทางแน่นอน ยังไม่รวมเสียงกลองและเบสที่สนุกและดุดัน
*ผมเป็นเด็กยกลำโพง(ช่วงมัธยม)ร้าน Bangkok HiFi ตั้งแต่สมัยร้านอยู่ถนนประดิพัฒน์ ก่อนยุครุ่งเรืองของ VCL ก็ไม่เคยเห็นเครือ่งแพงๆที่ไหนเปิดเพลงนี้เลย
(หรือผมไปไม่ถูกที่ถูกเวลาตลอดยี่สิบกว่าปี)

ตอนนี้มันช่างกินพื้นที่เหลือเกิน เพลงเดียวจะเต็มแผ่น CD อยู่แล้วครับ
ความยาวประมาณ 5 นาที กินไปสี่ร้อยกว่าเมก



และยังได้แผ่นนี้มาด้วยครับ 3 มหาเทพ



คุณป้าร้านโดเรมีอุตส่าหามือสองมาให้ ได้มาจากแดนหมีขาว ต้องขอบคุณมากๆครับ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 มิถุนายน, 2017, 08:38:51 AM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 466
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #719 เมื่อ: 17 มิถุนายน, 2017, 10:54:35 PM »
มีหลังไมค์ให้โพสภาพกระบวนการใน Logic Pro X อันนี้คือ ครึ่งทางครับ

1 เซ็ทอัพก่อน



2 ตั้งค่าโปรเจค



3



4



5



6



ครบชั้นตอนสร้างโปรเจคครับ ต่อจากนี้เป็น Secret ทำตามนี้แล้วโทรมาครับ