ผู้เขียน หัวข้อ: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008  (อ่าน 168009 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Freedom

  • ****
  • กระทู้: 272
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #720 เมื่อ: 21 มิถุนายน, 2017, 12:10:40 PM »
5555

ในที่สุด ผมก็สงสัยยอมแพ้ กับการที่ต้องคอย กระแซะ ๆ จขกท เค้าบ่อย  ในเรื่องข้อมูลต่างๆ ที่มาเขียน บางเรื่องอ่านแล้วเฮ้อ แต่ไม่สำเร็จ สงสัย คงต้องปล่อยให้กระทู้นี้ยาวไป

ที่ทำเช่นนี้ ก็แค่ ไม่อยากให้คนอื่นๆ มาอ่านแล้ว หลงไหลไปกับอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นสำหรับการ audio listening  มันไม่ได้มีความจำเป็นอะไรอย่าง จขกท เขียนสักกระนิด (ยกเว้นใช้ทำงาน ในการผลิตสื่อ)  แม้ว่า คุณน้า Malako, คุณน้า Goda จะมาช่วยชี้แจ้งอะไรต่างๆ  แต่ จขกท เค้าไม่รับรู้รับทราบ สิ่งที่คนเค้าพยายามสื่อสารเลย เอาแต่จะบอกว่า อุปกรณ์ที่ตัวเองใช้งาน แนวทางที่ตัวเองใช้งาน ให้เสียงที่สุดยอดดดดดดดดดดดด

ผมเข้าใจความรู้สึก น้า Freedom แล้วละครับ ๕๕๕ (ท่านใดเพิ่งมาอ่าน ลองย้อนกลับขึ้นไปอ่านหน้าที่ผ่าน ๆ มานะครับ)

ผมหมดสนุก กับ การอ่านกระทู้นี้ และคอยกระทุ้งบางอย่างที่คิดว่า จะช่วยให้ผู้ที่มาอ่านที่เป็นมือใหม่ มือเก่า มือกลาง ไม่ให้หลงทาง ขอให้ จขกท พัฒนาไปให้สุด ๆ นะครับ เอาใจช่วย   :giveup :giveup :giveup :giveup :giveup


อย่างเรื่องใช้ Logic Pro X Rip เพลง ว่าทำไมถึง Rip แล้วเสียงบาง เหตุผลมันก็มีอยู่ คือ มันเป็นโปรแกรม Studio สำหรับ Mix เสียง จากหลายๆ Channels เช่น มีกีตาร์ เบส นักร้อง กลอง และอื่นๆ อาจจะเล่นแยกกันหรือเล่นสด ต่อเข้า Interface แล้วเอามา Mix เสียง ซึ่ง พวกนี้ต้อง Real time, Low Latency หรือ ทำ Latency calibration (ตั้ง latency offset ให้เพลงเริ่มเล่นหยุดเล่นตรงกัน)

สำหรับคนที่แค่ฟังเพลง หรือ Rip เพลงจาก CD/DVD/BD Software พวกนี้ไม่มีความจำเป็นเลยครับ

แต่สำหรับคนไม่ฟัง อธิบายไปก็เท่านั้นจริงๆ  :help :help :help

Logic Pro X มันเป็น Mixer เพราะงั้นเวลา rip เพลงมันก็เลยต้องไปผ่าน Mixer อย่างใน Mac คือ CoreAudio แล้วก็ไม่รู้ว่าระหว่างทางในนั้นมันไปเจอ Audio API กับ Resampler อะไรบ้าง แถมพวก Realtime กับ Low-Latency Kernel มีปัญหาเรื่องเสียงบางอยู่แล้ว แล้วด้วยความที่ Realtime Kernel มีข้อจำกัดเรื่อง Deadline โอกาสที่ Audio API จะเลือกใช้ Resampler ที่เน้นความเร็วมากกว่าคุณภาพมีสูงมาก แต่บน Linux มันเลือกได้ว่าจะ Boot เข้า Kernel ตัวไหน ไม่ได้โดนหักคอให้ใช้ Realtime Kernel แบบ Mac

แล้ว Resampler มันก็หลายสิบตัว ไม่รวมค่าเซ็ตติ้งยิบย่อยอีก เคยลองเปิดให้ที่ร้านฟังแล้วเสียงก็ไม่เหมือนกัน เหมาะกับเพลงคนละแบบ ปัญหาคือมันวุ่นวายกับชีวิตมากเสียจน ฟังแบบไม่ oversampling จะดีกว่า ไม่งั้นต้องมาสลับ Resampler ตามเพลงที่ฟัง

แล้วที่มันชัดเจนมากแน่ๆ ว่า Logic Pro X ผ่าน Mixer ก็ตรง Rip เพลงยาว 5 นาที ต้องใช้ เวลา 5 นาที rip ยาวเท่าไรก็ต้องใช้เวลาเท่านั้น rip ซึ่งจริงๆ ตรงนี้ผมเดาได้ตั้งนานแล้ว เพราะสมัยเมื่อสิบกว่าปีก่อน Software ห้องอัดก็เคยเล่น เห็นหน้าจอ Logic Pro X ตอนเขาเปิด Rip ก็รู้แล้วว่ามันเป็น Mixer ไอ้ที่มาบอกว่า Logic Pro X ไม่เหมาะ Rip CD น่ะ เคยเห็นหน้าจอมาแล้ว ว่ามันใช้ไง ถึงบอกว่ามันไม่เหมาะ

แล้วการเล่นบน HTPC มันยังมีปัญหาอะไรอีกเยอะ สาเหตุที่ผมไม่เล่น Macbook เพราะมันแพง และแก้ไขอะไรมันไม่ได้เลย อย่างยกตัวอย่างเช่น Voltage ใน Register และ Cache ของ CPU รวมถึง Voltage ของ RAM Northbridge Southbridge ไม่นิ่ง ทำให้เกิด Jitter แล้วพอเป็นแบบนั้น เอาไฟล์ lossless เช่นพวก flac มาฟังแล้วเสียงสู้ Wav ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ ผลมันควรจะไม่ต่างกัน ซึ่งใน system ที่เป็น PC มันมีวิธีแก้ไขได้ แต่ใน Mac ทำไม่ได้เลย แถมบางบอร์ดรุ่นท็อปๆ ออกแบบภาคจ่ายไฟมาดี ปัญหาพวกนี้แทบไม่มี

เอาง่ายๆ คือ แค่เปลี่ยนค่า Voltage ที่จ่ายให้ RAM/CPU/Northbridge กับ Clock RAM/CPU แค่นี้เสียงก็เปลี่ยนแล้วครับ ไม่รวมเรื่องเปลี่ยนค่า Latency RAM กับ tRFC แต่ Macbook ทำไม่ได้
ยิ่งถ้าจะเพิ่มตัวกรองไฟแรม ยิ่งทำไม่ได้ อย่างในเครื่องที่ผมใช้อยู่จะเสียบตัวเก็บประจุสำหรับ RAM/CPU เพิ่มไปเป็นชิพของ NEC TOKIN Proadlizer Capacitors ซึ่งเมื่อก่อนจะมีการใส่ให้ในพวก Laptop แต่เดี๋ยวนี้มักจะตัดทิ้งเพื่อลดต้นทุน โดนส่วนใหญ่ชิพตัวนี้จะอยู่ใต้ PCB ข้างใต้ CPU พวก Laptop ดีหน่อยจะใส่มาให้ตัวนึงครับ แต่ส่วนใหญ่จะตัดตัวนี้ทิ้ง

และการปล่อยให้ OS เปลี่ยนตัวคูณ CPU on-the-fly ตอนเครื่องทำงานอยู่ นั่นก็มีผลกับเสียงครับ (ป.ล. แต่ในบาง OS เช่น Linux ปัญหาตัวนี้อาจจะไม่มีเพราะเขาพบมาหลายปีและมีการแก้ไขไปแล้ว)

แล้วอีกอย่างคือ Macbook ใช้ชิพ Core i ของ intel ซึ่งคล้ายๆ กับพวก AMD APU คือ built in GPU (หน่วยแสดงผลกราฟิก) เข้าไปใช้ CPU ในชิพพวกนี้มีปัญหาคือ มันแย่ง Bandwidth RAM ระบบไปใช้ในการแสดงผล
ผมเคยลองเล่นวีดีโอโหมด 4K ไปปรากฎว่าเสียงดรอปแบบฟังออก ตอนหลังเลยไปซื้อการ์ดจอแยก เปลี่ยนเป็น CPU แบบไม่มี GPU ในตัว ซึ่งตรงนี้สาย Audiophile หลายคน ใช้พวก Headless HTPC แต่มันจะฟังเพลงได้อย่างเดียว คือ ใช้สั่งการผ่านระบบ LAN หรือ Remote Desktop เข้าไปเล่นเพลง ตัว HTPC ไม่มีการ์ดจอ หรือ ไม่ได้เปิดใช้ GPU ใน CPU ไว้ (OS ที่เป็นแบบ Headless ก็เช่น Daphile) แต่ผมไม่เล่น Daphile เพราะผมใช้ดูหนังด้วย ไม่ใช่แค่ฟังเพลง บน Mac เองปัญหาตรงนี้ก็เยอะมากจนฟังออกได้โดยแทบไม่ต้องสังเกต ถึงขั้นตอน rip เพลง หรือ ฟังเพลง เปิดจอไว้ กับปิดจอ เสียงต่างกัน

ส่วนเรื่องปัญหาที่บอกๆ กันว่า USB ใช้ตัดต่อแล้วภาพมืด อันนั้นผมไม่แปลกใจนะ เพราะ USB มัน Latency สูง ถึง Bandwidth มันจะได้ ปัญหาคือ พวกนี้ใช้กับ Windows มันไม่มีปัญหาหรอก แต่ถ้าไปใช้กับ Mac มีปัญหาแน่ เพราะ Mac มันใช้ kernel realtime แล้วหลักการ kernel realtime คือ พยายามบีบให้ระบบทำงานได้ตรงตาม Deadline ที่ตั้งไว้ต่ำๆ ถ้าทำได้ไม่ทัน มันไม่รอ มันเป็นผู้รับเหมาทิ้งงานครับ แล้วภาพก็มืด นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมพวกระบบที่เป็น Kernel Realtime ต้องการอุปกรณ์ที่ทั้ง High bandwidth และ Low Latency

ด้วยเหตุนี้พวก Kernel Realtime จึงไม่เหมาะอย่างมากในการเอามาทำ HTPC ที่ผู้ใช้เอาไว้แค่ฟังเพลงดูหนัง ยกเว้นเสียแต่ว่าเป็น Custom Kernel ที่แทบจะตัดอย่างอื่นทิ้งหมดเหลือเพียงส่วนที่รองรับเรื่อง Playback Audio (และ Video) เท่านั้น (มีคนทำ เช่น Audiophile Linux)

แล้วปัญหาเรื่อง Audio Interface อีกอย่าง คือ มันมีวงจร ADC มาด้วย ซึ่งเราไม่รู้ว่ามีสัญญาณอะไรจาก ADC มากวนภาค DAC ขนาดไหน เพราะงั้นแทนที่จะเสียเงินซื้อวงจรส่วนที่ไม่ได้ใช้ สู้มาทำเป็น DAC Standalone ไปเลยดีกว่า
เอาเงินที่เหลือไปอัพ clock เป็น TCXO 0.1ppm หรือ OCXO 0.01 ppm ดีกว่า

อย่าง TCXO ตัวนึงแถวๆ 7-800 บาท ถ้าเป็น TCXO ของ Crystek ตัวนึงราคาทะลุพันบาท ยิ่งถ้าเป็น OCXO ตัวนึงรวมบอร์ดแปลงก็ราคาแถวๆ 5,000-10,000 บาทแล้ว ใน DAC กับ USB Interface ใช้รวมๆ ประมาณ 4 ตัว เอาเข้าจริงๆ แค่ค่า clock ก็หลายตังค์ล่ะ

หลักๆ พวกเล่น HTPC ที่โมกันจริงๆ ก็เปลี่ยนเป็น OCXO กันเกือบหมด ทั้ง clock บน Motherboard PC (USB, LAN, Motherboard's main clock), Router แล้วก็ clock ใน DAC กับพวก Amanero หรือ XMOS พวก DIY พวกนี้ไม่ได้แปลว่าถูกกว่าพวกเล่น Interface ยี่ห้อดัง ดีไม่ดีแพงกว่าด้วย แต่พวกนี้มันไม่มียี่ห้อมาอวดเท่านั้นเอง

การโม Clock บน Motherboard เป็น OCXO




โดยส่วนตัวใน DAC ES9018 และ Amenero/XMOS XU208 ยังไม่เคยโมเป็น OCXO แต่เคยโมไปใช้ TCXO 0.1ppm กับ Crystek แล้ว เสียงดีขึ้นฟังออกได้โดยไม่ต้องสังเกต

ส่วนพวก Motherboard ที่จะเอามาใช้กับ HTPC เพื่อไปต่อ USB DAC ผมแนะนำของ Gigabyte มันมี feature ชื่อ USB DAC UP หรือ MSI ที่มี USB Audio Power ซึ่งไฟ USB จะนิ่งกว่า ซึ่งเป็นปัญหาว่าทำไมบน Mac ต้องไปใช้สาย USB แบบแยก หัว Data กับ Power แต่บน PC ไม่จำเป็น สำหรับบอร์ด Gigabyte รุ่นที่เป็น USB DAC UP 2 จะสามารถปรับ Voltage ได้ด้วย และในบอร์ด Gigabyte สามารถสั่งตัดไฟ USB ทิ้งได้ หาก USB I2S มีแหล่งจ่ายไฟในตัว ไม่ต้องใช้ไฟเลี้ยงจากคอม ทำให้เสียงดีขึ้นไปอีก เพราะไม่มีสัญญาณกวนจาก Power

USB DAC UP นี่เคยยกไปลองที่ร้าน Poem แล้วครับ คือ เสียงต่างกันค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวกับ Port USB ธรรมดา ผมใช้รุ่น G1 Sniper A88x







Transport: HTPC
OS: Ubuntu Studio 17.04 & Windows 10
Player: Audacious & Foobar2k & Bug Head Emperor
Ripper: CUETools
Sound card: ESI Juli@
DAC: NPE 1541A + AK4113

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 459
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #721 เมื่อ: 21 มิถุนายน, 2017, 04:39:43 PM »
5555

ในที่สุด ผมก็สงสัยยอมแพ้ กับการที่ต้องคอย กระแซะ ๆ จขกท เค้าบ่อย  ในเรื่องข้อมูลต่างๆ ที่มาเขียน บางเรื่องอ่านแล้วเฮ้อ แต่ไม่สำเร็จ สงสัย คงต้องปล่อยให้กระทู้นี้ยาวไป

ที่ทำเช่นนี้ ก็แค่ ไม่อยากให้คนอื่นๆ มาอ่านแล้ว หลงไหลไปกับอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นสำหรับการ audio listening  มันไม่ได้มีความจำเป็นอะไรอย่าง จขกท เขียนสักกระนิด (ยกเว้นใช้ทำงาน ในการผลิตสื่อ)  แม้ว่า คุณน้า Malako, คุณน้า Goda จะมาช่วยชี้แจ้งอะไรต่างๆ  แต่ จขกท เค้าไม่รับรู้รับทราบ สิ่งที่คนเค้าพยายามสื่อสารเลย เอาแต่จะบอกว่า อุปกรณ์ที่ตัวเองใช้งาน แนวทางที่ตัวเองใช้งาน ให้เสียงที่สุดยอดดดดดดดดดดดด

ผมเข้าใจความรู้สึก น้า Freedom แล้วละครับ ๕๕๕ (ท่านใดเพิ่งมาอ่าน ลองย้อนกลับขึ้นไปอ่านหน้าที่ผ่าน ๆ มานะครับ)

ผมหมดสนุก กับ การอ่านกระทู้นี้ และคอยกระทุ้งบางอย่างที่คิดว่า จะช่วยให้ผู้ที่มาอ่านที่เป็นมือใหม่ มือเก่า มือกลาง ไม่ให้หลงทาง ขอให้ จขกท พัฒนาไปให้สุด ๆ นะครับ เอาใจช่วย   :giveup :giveup :giveup :giveup :giveup


อย่างเรื่องใช้ Logic Pro X Rip เพลง ว่าทำไมถึง Rip แล้วเสียงบาง เหตุผลมันก็มีอยู่ คือ มันเป็นโปรแกรม Studio สำหรับ Mix เสียง จากหลายๆ Channels เช่น มีกีตาร์ เบส นักร้อง กลอง และอื่นๆ อาจจะเล่นแยกกันหรือเล่นสด ต่อเข้า Interface แล้วเอามา Mix เสียง ซึ่ง พวกนี้ต้อง Real time, Low Latency หรือ ทำ Latency calibration (ตั้ง latency offset ให้เพลงเริ่มเล่นหยุดเล่นตรงกัน)

สำหรับคนที่แค่ฟังเพลง หรือ Rip เพลงจาก CD/DVD/BD Software พวกนี้ไม่มีความจำเป็นเลยครับ

แต่สำหรับคนไม่ฟัง อธิบายไปก็เท่านั้นจริงๆ  :help :help :help

Logic Pro X มันเป็น Mixer เพราะงั้นเวลา rip เพลงมันก็เลยต้องไปผ่าน Mixer อย่างใน Mac คือ CoreAudio แล้วก็ไม่รู้ว่าระหว่างทางในนั้นมันไปเจอ Audio API กับ Resampler อะไรบ้าง แถมพวก Realtime กับ Low-Latency Kernel มีปัญหาเรื่องเสียงบางอยู่แล้ว แล้วด้วยความที่ Realtime Kernel มีข้อจำกัดเรื่อง Deadline โอกาสที่ Audio API จะเลือกใช้ Resampler ที่เน้นความเร็วมากกว่าคุณภาพมีสูงมาก แต่บน Linux มันเลือกได้ว่าจะ Boot เข้า Kernel ตัวไหน ไม่ได้โดนหักคอให้ใช้ Realtime Kernel แบบ Mac

แล้ว Resampler มันก็หลายสิบตัว ไม่รวมค่าเซ็ตติ้งยิบย่อยอีก เคยลองเปิดให้ที่ร้านฟังแล้วเสียงก็ไม่เหมือนกัน เหมาะกับเพลงคนละแบบ ปัญหาคือมันวุ่นวายกับชีวิตมากเสียจน ฟังแบบไม่ oversampling จะดีกว่า ไม่งั้นต้องมาสลับ Resampler ตามเพลงที่ฟัง

แล้วที่มันชัดเจนมากแน่ๆ ว่า Logic Pro X ผ่าน Mixer ก็ตรง Rip เพลงยาว 5 นาที ต้องใช้ เวลา 5 นาที rip ยาวเท่าไรก็ต้องใช้เวลาเท่านั้น rip ซึ่งจริงๆ ตรงนี้ผมเดาได้ตั้งนานแล้ว เพราะสมัยเมื่อสิบกว่าปีก่อน Software ห้องอัดก็เคยเล่น เห็นหน้าจอ Logic Pro X ตอนเขาเปิด Rip ก็รู้แล้วว่ามันเป็น Mixer ไอ้ที่มาบอกว่า Logic Pro X ไม่เหมาะ Rip CD น่ะ เคยเห็นหน้าจอมาแล้ว ว่ามันใช้ไง ถึงบอกว่ามันไม่เหมาะ

แล้วการเล่นบน HTPC มันยังมีปัญหาอะไรอีกเยอะ สาเหตุที่ผมไม่เล่น Macbook เพราะมันแพง และแก้ไขอะไรมันไม่ได้เลย อย่างยกตัวอย่างเช่น Voltage ใน Register และ Cache ของ CPU รวมถึง Voltage ของ RAM Northbridge Southbridge ไม่นิ่ง ทำให้เกิด Jitter แล้วพอเป็นแบบนั้น เอาไฟล์ lossless เช่นพวก flac มาฟังแล้วเสียงสู้ Wav ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ ผลมันควรจะไม่ต่างกัน ซึ่งใน system ที่เป็น PC มันมีวิธีแก้ไขได้ แต่ใน Mac ทำไม่ได้เลย แถมบางบอร์ดรุ่นท็อปๆ ออกแบบภาคจ่ายไฟมาดี ปัญหาพวกนี้แทบไม่มี

เอาง่ายๆ คือ แค่เปลี่ยนค่า Voltage ที่จ่ายให้ RAM/CPU/Northbridge กับ Clock RAM/CPU แค่นี้เสียงก็เปลี่ยนแล้วครับ ไม่รวมเรื่องเปลี่ยนค่า Latency RAM กับ tRFC แต่ Macbook ทำไม่ได้
ยิ่งถ้าจะเพิ่มตัวกรองไฟแรม ยิ่งทำไม่ได้ อย่างในเครื่องที่ผมใช้อยู่จะเสียบตัวเก็บประจุสำหรับ RAM/CPU เพิ่มไปเป็นชิพของ NEC TOKIN Proadlizer Capacitors ซึ่งเมื่อก่อนจะมีการใส่ให้ในพวก Laptop แต่เดี๋ยวนี้มักจะตัดทิ้งเพื่อลดต้นทุน โดนส่วนใหญ่ชิพตัวนี้จะอยู่ใต้ PCB ข้างใต้ CPU พวก Laptop ดีหน่อยจะใส่มาให้ตัวนึงครับ แต่ส่วนใหญ่จะตัดตัวนี้ทิ้ง

และการปล่อยให้ OS เปลี่ยนตัวคูณ CPU on-the-fly ตอนเครื่องทำงานอยู่ นั่นก็มีผลกับเสียงครับ (ป.ล. แต่ในบาง OS เช่น Linux ปัญหาตัวนี้อาจจะไม่มีเพราะเขาพบมาหลายปีและมีการแก้ไขไปแล้ว)

แล้วอีกอย่างคือ Macbook ใช้ชิพ Core i ของ intel ซึ่งคล้ายๆ กับพวก AMD APU คือ built in GPU (หน่วยแสดงผลกราฟิก) เข้าไปใช้ CPU ในชิพพวกนี้มีปัญหาคือ มันแย่ง Bandwidth RAM ระบบไปใช้ในการแสดงผล
ผมเคยลองเล่นวีดีโอโหมด 4K ไปปรากฎว่าเสียงดรอปแบบฟังออก ตอนหลังเลยไปซื้อการ์ดจอแยก เปลี่ยนเป็น CPU แบบไม่มี GPU ในตัว ซึ่งตรงนี้สาย Audiophile หลายคน ใช้พวก Headless HTPC แต่มันจะฟังเพลงได้อย่างเดียว คือ ใช้สั่งการผ่านระบบ LAN หรือ Remote Desktop เข้าไปเล่นเพลง ตัว HTPC ไม่มีการ์ดจอ หรือ ไม่ได้เปิดใช้ GPU ใน CPU ไว้ (OS ที่เป็นแบบ Headless ก็เช่น Daphile) แต่ผมไม่เล่น Daphile เพราะผมใช้ดูหนังด้วย ไม่ใช่แค่ฟังเพลง บน Mac เองปัญหาตรงนี้ก็เยอะมากจนฟังออกได้โดยแทบไม่ต้องสังเกต ถึงขั้นตอน rip เพลง หรือ ฟังเพลง เปิดจอไว้ กับปิดจอ เสียงต่างกัน

ส่วนเรื่องปัญหาที่บอกๆ กันว่า USB ใช้ตัดต่อแล้วภาพมืด อันนั้นผมไม่แปลกใจนะ เพราะ USB มัน Latency สูง ถึง Bandwidth มันจะได้ ปัญหาคือ พวกนี้ใช้กับ Windows มันไม่มีปัญหาหรอก แต่ถ้าไปใช้กับ Mac มีปัญหาแน่ เพราะ Mac มันใช้ kernel realtime แล้วหลักการ kernel realtime คือ พยายามบีบให้ระบบทำงานได้ตรงตาม Deadline ที่ตั้งไว้ต่ำๆ ถ้าทำได้ไม่ทัน มันไม่รอ มันเป็นผู้รับเหมาทิ้งงานครับ แล้วภาพก็มืด นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมพวกระบบที่เป็น Kernel Realtime ต้องการอุปกรณ์ที่ทั้ง High bandwidth และ Low Latency

ด้วยเหตุนี้พวก Kernel Realtime จึงไม่เหมาะอย่างมากในการเอามาทำ HTPC ที่ผู้ใช้เอาไว้แค่ฟังเพลงดูหนัง ยกเว้นเสียแต่ว่าเป็น Custom Kernel ที่แทบจะตัดอย่างอื่นทิ้งหมดเหลือเพียงส่วนที่รองรับเรื่อง Playback Audio (และ Video) เท่านั้น (มีคนทำ เช่น Audiophile Linux)

แล้วปัญหาเรื่อง Audio Interface อีกอย่าง คือ มันมีวงจร ADC มาด้วย ซึ่งเราไม่รู้ว่ามีสัญญาณอะไรจาก ADC มากวนภาค DAC ขนาดไหน เพราะงั้นแทนที่จะเสียเงินซื้อวงจรส่วนที่ไม่ได้ใช้ สู้มาทำเป็น DAC Standalone ไปเลยดีกว่า
เอาเงินที่เหลือไปอัพ clock เป็น TCXO 0.1ppm หรือ OCXO 0.01 ppm ดีกว่า

อย่าง TCXO ตัวนึงแถวๆ 7-800 บาท ถ้าเป็น TCXO ของ Crystek ตัวนึงราคาทะลุพันบาท ยิ่งถ้าเป็น OCXO ตัวนึงรวมบอร์ดแปลงก็ราคาแถวๆ 5,000-10,000 บาทแล้ว ใน DAC กับ USB Interface ใช้รวมๆ ประมาณ 4 ตัว เอาเข้าจริงๆ แค่ค่า clock ก็หลายตังค์ล่ะ

หลักๆ พวกเล่น HTPC ที่โมกันจริงๆ ก็เปลี่ยนเป็น OCXO กันเกือบหมด ทั้ง clock บน Motherboard PC (USB, LAN, Motherboard's main clock), Router แล้วก็ clock ใน DAC กับพวก Amanero หรือ XMOS พวก DIY พวกนี้ไม่ได้แปลว่าถูกกว่าพวกเล่น Interface ยี่ห้อดัง ดีไม่ดีแพงกว่าด้วย แต่พวกนี้มันไม่มียี่ห้อมาอวดเท่านั้นเอง

การโม Clock บน Motherboard เป็น OCXO




โดยส่วนตัวใน DAC ES9018 และ Amenero/XMOS XU208 ยังไม่เคยโมเป็น OCXO แต่เคยโมไปใช้ TCXO 0.1ppm กับ Crystek แล้ว เสียงดีขึ้นฟังออกได้โดยไม่ต้องสังเกต

ส่วนพวก Motherboard ที่จะเอามาใช้กับ HTPC เพื่อไปต่อ USB DAC ผมแนะนำของ Gigabyte มันมี feature ชื่อ USB DAC UP หรือ MSI ที่มี USB Audio Power ซึ่งไฟ USB จะนิ่งกว่า ซึ่งเป็นปัญหาว่าทำไมบน Mac ต้องไปใช้สาย USB แบบแยก หัว Data กับ Power แต่บน PC ไม่จำเป็น สำหรับบอร์ด Gigabyte รุ่นที่เป็น USB DAC UP 2 จะสามารถปรับ Voltage ได้ด้วย และในบอร์ด Gigabyte สามารถสั่งตัดไฟ USB ทิ้งได้ หาก USB I2S มีแหล่งจ่ายไฟในตัว ไม่ต้องใช้ไฟเลี้ยงจากคอม ทำให้เสียงดีขึ้นไปอีก เพราะไม่มีสัญญาณกวนจาก Power

USB DAC UP นี่เคยยกไปลองที่ร้าน Poem แล้วครับ คือ เสียงต่างกันค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวกับ Port USB ธรรมดา ผมใช้รุ่น G1 Sniper A88x







555 ผิดคร้บ การริปเพลงบน Logic Pro X ไม่ได้ใช้เวลานานเท่ากับความยาวเพลงครับ
ที่ใช้เวลาเท่าความยาวเพลงนั้น เป็นอีกขั้นตอนนึงครับ ซึ่งผมยังไม่เคยเขียนบอกในนี้ครับ (ไม่ใช่ Export)
ผมบอกหลังไมค์กับสมาชิกที่มีเครือ่งและโปรแกรมทีโทรมาเท่านั้นครับ

คือถ้าไม่มีเครื่อง Mac ในมือ จะเขียนถึงเครื่อง Mac ให้เป็นเรื่องเป็นราวที่ถูกต้อง ดูจะลำบากนะครับ และที่สำคัญ

Apogee Element 24 มันเป็น Audio Interface ครับ ไม่ใช่ Mixer

กลัวไม่เห็นครับ เลยทำให้ใหญ่หน่อย
มันเป็นอุปกรณ์คนละอย่างกันนะครับ ก่อนเขียนเช็ค Google ให้เรียบร้อยก่อนนะครับ








ออฟไลน์ Av Mobile

  • *
  • กระทู้: 28
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #722 เมื่อ: 21 มิถุนายน, 2017, 05:50:34 PM »
 :help :help :help :helpงง มาก เลย ครับ มาบอกว่า ไฟล์ wav กับ flac เสียงไม่ควรต่างกัน ลองมาก็เยอะนะครับ ต้นฉบับเดียวกัน ริปเป็น wav & flac ฟังกับซิสเตมหลายระดับราคา wav มันดีกว่า  K) K) K) K)

ออฟไลน์ Freedom

  • ****
  • กระทู้: 272
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #723 เมื่อ: 21 มิถุนายน, 2017, 07:30:44 PM »
:help :help :help :helpงง มาก เลย ครับ มาบอกว่า ไฟล์ wav กับ flac เสียงไม่ควรต่างกัน ลองมาก็เยอะนะครับ ต้นฉบับเดียวกัน ริปเป็น wav & flac ฟังกับซิสเตมหลายระดับราคา wav มันดีกว่า  K) K) K) K)
flac เป็น lossless compression ครับ แปลว่าเมื่อคลายการบีบอัดออกมาแล้ว ไฟล์จะเหมือนต้นฉบับบิทต่อบิท 100% แต่ในทางปฎิบัติคุณสมบัติทาง Analog อาจจะต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับหล ายปัจจัย อย่าง jitter ใน cpu ก็มีผลครับ อย่างที่พิมพ์บอกไปแหละครับ ผมไม่ได้บอกว่า ไม่ต่างนะ ผมบอกว่ามันไม่ควรต่าง แต่ดันต่างเพราะเหตุผลอะไรก็มีบอกไว้ 

ส่วนเรื่องข้อมูล Digital ตรงกันแล้ว เสียงต่างเพราะคุณภาพเชิง Analog ต่างกัน มันก็มี Software แก้ไขจุดนี้อยู่ครับ แต่ใช้ได้กับ Windows เท่านั้น

ส่วนวิธี rip คุณวิทยาที่บอกวิธีอะไรหลังไมค์นั่นอ่ะ ไม่ต้องมาบอกหรอกครับ เห็นมาหมดแล้ว คือ ใช้คำสั่ง rip cd ผ่าน logic pro x ซึงตอนอ่าน CD ตัว Logic Pro X เองก็ไม่ได้การันตีว่าเป็น AccuratRip แถม log ก็ไม่มีให้ว่า Checksum แต่ละ Track ค่าเท่าไร ในเวป Logic Pro X เองก็ยังแนะนำให้ใช้ CD Ripper ตัวอื่น แล้วได้ไฟล์มาแล้วมาใส่พวก DSP เช่น พวก resampler หรือ Dither อะไรพวกนี้ทีหลัง ซึ่งมันมาผ่าน Mixer mode ทีหลัง เห็นแล้วได้แต่ถอนหายใจ แล้วก็ตามที่บอกไปว่า ตอนมาใส่ DSP หรือ upsampling เนี่ยมันวุ่นวาย เพราะต้องเลือก Resampler ให้เหมาะกับประเภทเพลง แถมทำแล้วไฟล์ใหญ่ เปลืองที กับใช่ว่า Player ที่ Upsampler on-the-fly ไม่มี หลังๆ ก็เลยไม่รู้จะไปเสียเวลาทำให้เปลืองที่ เปลืองเวลาทำไม

แล้ว Audio Interface น่ะ มันไม่ใช่ Mixer แต่ส่วนใหญ่จะมี Mixer ในตัว ไม่งั้นมันจะมีหลายๆ Input มาทำพระแสงของ้าวอะไร ถ้ามันมีแล้วใช้งานด้าน mixing ไม่ได้

คือ เงินใครเงินมันครับ อย่างคุณ Surapong.d ว่าไว้แหละครับ อยากออกป่า ออกทะเลไปก็ไม่ใช่เงินผมน่ะนะ แต่เตือนได้ก็อยากเตือนจะได้ไม่เสียเงินโดยใช่เหตุ

แล้วที่มาพูดๆ เนี่ย คนเขาจะได้รู้ว่าลูกค้าร้าน Poem ไม่ได้เป็นแบบคุณหมด เพราะผมเองก็ลูกค้าร้าน Poem เหมือนกัน
Transport: HTPC
OS: Ubuntu Studio 17.04 & Windows 10
Player: Audacious & Foobar2k & Bug Head Emperor
Ripper: CUETools
Sound card: ESI Juli@
DAC: NPE 1541A + AK4113

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 459
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #724 เมื่อ: 24 มิถุนายน, 2017, 09:53:09 AM »
:help :help :help :helpงง มาก เลย ครับ มาบอกว่า ไฟล์ wav กับ flac เสียงไม่ควรต่างกัน ลองมาก็เยอะนะครับ ต้นฉบับเดียวกัน ริปเป็น wav & flac ฟังกับซิสเตมหลายระดับราคา wav มันดีกว่า  K) K) K) K)
flac เป็น lossless compression ครับ แปลว่าเมื่อคลายการบีบอัดออกมาแล้ว ไฟล์จะเหมือนต้นฉบับบิทต่อบิท 100% แต่ในทางปฎิบัติคุณสมบัติทาง Analog อาจจะต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับหล ายปัจจัย อย่าง jitter ใน cpu ก็มีผลครับ อย่างที่พิมพ์บอกไปแหละครับ ผมไม่ได้บอกว่า ไม่ต่างนะ ผมบอกว่ามันไม่ควรต่าง แต่ดันต่างเพราะเหตุผลอะไรก็มีบอกไว้ 

ส่วนเรื่องข้อมูล Digital ตรงกันแล้ว เสียงต่างเพราะคุณภาพเชิง Analog ต่างกัน มันก็มี Software แก้ไขจุดนี้อยู่ครับ แต่ใช้ได้กับ Windows เท่านั้น

ส่วนวิธี rip คุณวิทยาที่บอกวิธีอะไรหลังไมค์นั่นอ่ะ ไม่ต้องมาบอกหรอกครับ เห็นมาหมดแล้ว คือ ใช้คำสั่ง rip cd ผ่าน logic pro x ซึงตอนอ่าน CD ตัว Logic Pro X เองก็ไม่ได้การันตีว่าเป็น AccuratRip แถม log ก็ไม่มีให้ว่า Checksum แต่ละ Track ค่าเท่าไร ในเวป Logic Pro X เองก็ยังแนะนำให้ใช้ CD Ripper ตัวอื่น แล้วได้ไฟล์มาแล้วมาใส่พวก DSP เช่น พวก resampler หรือ Dither อะไรพวกนี้ทีหลัง ซึ่งมันมาผ่าน Mixer mode ทีหลัง เห็นแล้วได้แต่ถอนหายใจ แล้วก็ตามที่บอกไปว่า ตอนมาใส่ DSP หรือ upsampling เนี่ยมันวุ่นวาย เพราะต้องเลือก Resampler ให้เหมาะกับประเภทเพลง แถมทำแล้วไฟล์ใหญ่ เปลืองที กับใช่ว่า Player ที่ Upsampler on-the-fly ไม่มี หลังๆ ก็เลยไม่รู้จะไปเสียเวลาทำให้เปลืองที่ เปลืองเวลาทำไม

แล้ว Audio Interface น่ะ มันไม่ใช่ Mixer แต่ส่วนใหญ่จะมี Mixer ในตัว ไม่งั้นมันจะมีหลายๆ Input มาทำพระแสงของ้าวอะไร ถ้ามันมีแล้วใช้งานด้าน mixing ไม่ได้

คือ เงินใครเงินมันครับ อย่างคุณ Surapong.d ว่าไว้แหละครับ อยากออกป่า ออกทะเลไปก็ไม่ใช่เงินผมน่ะนะ แต่เตือนได้ก็อยากเตือนจะได้ไม่เสียเงินโดยใช่เหตุ

แล้วที่มาพูดๆ เนี่ย คนเขาจะได้รู้ว่าลูกค้าร้าน Poem ไม่ได้เป็นแบบคุณหมด เพราะผมเองก็ลูกค้าร้าน Poem เหมือนกัน

นั่นสิครับ แล้วจะมาเกาะอยู่ในกระทู้ผมทำไมล่ะครับ 55 ออกไปสร้างกระทู้เองหรือสร้างเวปบอร์ดของตัวเองไม่ดีหรือครับ 55

และตัว Mixer นี่เป็นการแบ่งประเภทสินค้าครับ มันไม่ได้เกี่ยวว่าคุณจะมีความคิดเห็นอย่างไรครับ
Mixer ก็คือ Mixer ครับ ที่เป็นขวดๆใช้ผสมเหล้าครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 มิถุนายน, 2017, 09:56:48 AM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 459
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #725 เมื่อ: 24 มิถุนายน, 2017, 10:08:45 AM »
ยังมี Innovation ให้ค้นหาอยู่เสมอกับ Macbook Pro คราวนี้ได้ App มาช่วย ทำให้ iPad กลายเป็นจอที่สองสำหรับ Macbook Pro ได้



ซึ่งความเจ๋งมันอยู่ที่ มันยังทำงานเป็นทัชสกรีนด้วยครับ ซึ่งดีกว่าการไปต่อจอที่ใช้ HDMI มากมาย แค่ต่อสาย USB-C to Lightning ระหว่าง Macbook Pro กับ iPad (ผมมี iPad mini)
และเปิด App ก็จะทำงานเป็น Dual Display ได้เลย แถมยังทำงานร่วมกับ Final Cut Pro ได้สมบุรณ์แบบ และการพก iPad ไปกับ Macbook Pro ก็ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร เป้ที่ซื้อมาก็มีช่องให้ใส่อุปกรณ์สองชิ้นนี้อยู่แล้ว ช่างรู้ใจจริงๆ

App ราคาหลักร้อย แต่ช่วยให้ผมทำงานได้รวดเร็วกว่าเดิมมาก แล้วมันสำคัญยังไงหรือครับ เพราะความสะดวกในการทำงานที่ดีขึ้น ก็ทำให้ทำวีดีโอตัวนี้จนเสร็ง

<a href="https://www.youtube.com/watch?v=D2vp26eHkHk&amp;feature=youtu.be" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/watch?v=D2vp26eHkHk&amp;feature=youtu.be</a>

ก็เลยได้รู้จักช่างภาพ Philippe Moisan เพราะวีดีโอตัวนี้ไปเตะตาเขาเข้า ที่เข้ามาคุยสอบถามเรื่องเลนส์ Rodenstock ที่ผมใช้ถ่ายทำ
ซึ่งผมก็ไม่เก่งอังกฤษเท่าไหร่ ก็คุยงูๆปลาๆไปพอไหว แต่มันทำให้เห็นความต่างครับ ความต่างของคนที่มี Innovation

ความต่างของคนที่แสวงหาสิ่งใหม่ๆ ท้าทายสิ่งใหม่ๆ เพราะผมใช้เลนส์ Rodenstock ก็เหมือนที่ใช้ Apogee นั่นล่ะครับ เป็นอุปกรณ์นอกเหนือความเข้าใจแบบเดิมๆ
อันนี้ผมก็เพิ่งส่ง Rodenstock ให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุรพงษ์ เอี่ยมพิชัยฤทธิ์ เลนส์ระยะ 75mm สามารถติดตั้งกับกล้อง Nikon 750 และโฟกัสระยะอนันต์ได้



ช่วงนี้ก็เลยไม่ได้เทสต์เครื่องเท่าไหร่ครับ แต่สำหรับท่านที่หลังไมค์เรื่องเพลงไว้ ได้ตามสัญญาแน่นอนครับ แต่ช้านิดนึง ขอปรับแต่งตัวอ่านแผ่นอีกนิดวันอาทิตย์นี้ครับ




ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 459
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #726 เมื่อ: 26 มิถุนายน, 2017, 09:05:22 AM »
ตอนนี้ทาง Poem Audio ก็อัพเกรดจาก Macbook Air 2011 เป็น Macbook Pro 2012 ถึงทั้งคู่จะเป็น Thunderbolt 1 เหมือนกัน แต่ชิปคอนโทรลเลอร์ Thunderbolt เป็นคนละตัวครับ
จ่ายกระแสได้ต่างกัน (ข้อมูลเบื้องลึกต้องไปขุดจากเวป Intel ครับ) ผมก็มีหน้าที่ไปโตลนเครื่องตามระเบียบ





ปกติการย้ายเครื่อง Mac จากเครื่องสู่เครื่อง ก็ทำกันเป็นปกติครับ เมื่อย้ายมาแล้ว ตัว OS ก็จะดีเทค Hardware ใหม่และลงไดรเวอร์ให้ใหม่อัตโนมัติ
ซึ่งเครือ่งของ Poem Audio ที่เริ่มจาก Mac mini 2010 > Macbook Air 2011 > Macbook Pro 2012 ก็โคลนต่อกันมาครับ เครื่องผมก็โคลนมาจากเครื่องเก่าเช่นกัน
แต่คราวนี้โคลนกันได้รวดเร็วผ่านสาย Thunderbolt ครับ

และทดสอบอะไรอีกหลายๆอย่างที่จะเขียนอีกครั้งครับ จบกรทดสอบก็ไปกินอาหารร้านนี้ก่อน

Friday Steak&Bakery

ตั้งอยู่ตรงข้าม Poem Audio เลย
เมนูที่กินกัน


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 กรกฎาคม, 2017, 01:46:41 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 459
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #727 เมื่อ: 04 กรกฎาคม, 2017, 01:01:48 PM »
เสร็จอีก 1 งาน (งานอดิเรก) กับวีดีโอการย้ายฟิล์มที่ยังถ่ายไม่หมดบนกล้อง LeicaM
ตัดต่อด้วย Final Cut Pro X บน MacBook Pro 15” เป็นโชคดี ที่การตัดต่อ ทำให้ผมค่อยๆเปลี่ยนเครื่อง อัพเกรดมาจาก Macbook Air 2011 เป็น Macbook Pro 13” 2014  จนล่าสุด Macbook Pro 15” 2016 จึงได้รู้ว่า เมื่อเอามาฟังเพลงแล้ว(ถือว่าเป็นของแถม) เสียงแตกต่างกัน และมันสรุปได้ง่ายๆคือ ดีขึ้นตามเทคโนโลยีที่ออกมาล่าสุด


<a href="https://www.youtube.com/watch?v=_M4M-b4WeiU&amp;t=10s" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/watch?v=_M4M-b4WeiU&amp;t=10s</a>



ส่วนเลนส์ที่ผมใช้ถ่ายวีดีโอนั้น คือเลนส์ Rodenstock แน่นอนว่าผมก็ใช้วิธีคิดนอกกครอบแบบที่เล่น Apogee กับ DI BOX และเลนส์ที่ผมใช้นั้น สเปคถ้ามองบนกระดาษหรือหน้าจอ มันกระจอกมากครับ 50mm F2.8 สมัยนี้เขาใช้ 50mm F0.95 กัน่แล้ว เลนส์บ้านๆทั่วไปก็ F1.4 แต่เลนส์ผมยัง F2.8 ดูแค่สเปคก็จะมองว่ามันล้าหลังมากๆครับ 55 แต่ถ้าได้ลองถ่าย จะเห็นความต่างที่ชัดเจนมาก

แน่นอนความความคิดเห็นก็ไม่ได้ต่างกับความคิดเห็นของคนเล่นเครื่องเสียงครับ ก็แบ่งได้เหมือนเดิม คือคนที่รับไม่ได้ มองว่ามันไม่ใช่เลนส์ถ่ายภาพ (แต่ในคู่มือเลนส์ ระบุไว้เลยว่า for Digital Photo and Video) กับคนอีกลุ่มที่มี Innovation เข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

งานอดิเรกใดก็ตาม ที่มันเกี่ยวของกับสินค้า ก็เกิดคนออกเป็นกลุ่มๆเช่นกันครับ ก็คือคนที่บ้าคลั่งสเป็คต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่การถ่ายภาพ ... แต่ ถ้ารู้สเป็คทุกสิ่งอย่าง จำข้อมูลบนกูเกิลได้หมด แต่ ถ่ายรูปไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์ครับ ส่วนอีกกลุ่มนั้นชัดเจนมาก มองที่ผลงานก่อน แล้วเข้ามาสอบถามข้อมูลที่ให้ได้งานชิ้นนี้ขึ้นมา และขอยืมเลนส์ผมทดสอบถ่ายในสภาพแสงที่ท้าทายและโหดร้ายต่างๆ  และยังให้คำแนะนำผมเพิ่มเติมอีกในการทดลองถ่ายว่าผมลัพท์โดยทั่วไปเป็นอย่างไร และเลนส์ที่ผมดัดแปลงมาใช้ มันทำได้แตกต่างอย่างไร (ผมก็ไม่เห็นเขาไปค้นกูเกิล หาเสป็คเลนส์เลยครับ ทดสอบจริงล้วนๆ)

และสุดท้าย ผมก็ประกอบเลนส์ไปส่งครับ หลังจากทดสอบถ่ายทุกสิ่งอย่าง รวมถึงดูจากงานที่ผมถ่ายทำออกมาได้
ตัวนี้ประกอบใส่นิคอนครับ ส่งให้ ผศ. สุรพงษ์ เอี่ยมพิชัยฤทธิ์





แต่ก็ ทั้ง Apogee, DI BOX, Thunderbolt, Logic Pro, Rodenstock ก็เป็นการเล่นที่ใช้ทักษะแตกต่างไปจากเดิมครับจริงๆมันก็มีความซับซ้อนและกระบวนการที่ยุ่งยาก
ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจในระดับนึง แต่มันช่วยไม่ได้ครับ ทั้งถ่ายภาพและเครือ่งเสียง ผมก็ทำมาเกิน 20 ปีแล้ว จะให้อยู่ที่เดิม นิ่งๆเป็นปะการังคงไม่ไหว
มันก็ต้องแสวงหาสิ่งที่ไกลออกไป ทำความเข้าใจกับสิ่งใหม่ๆไปเรื่อยๆล่ะครับ



ออฟไลน์ Valve art

  • ***
  • กระทู้: 181
  • Sweet tube
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #728 เมื่อ: 06 กรกฎาคม, 2017, 10:38:35 AM »
งานศิลปะไม่มีอพไรที่ตายตัวจริงๆครับ ผมคิดว่าอยากทำอะไรก็ทำไปเถอะชีวิตมั้นสั้น ผลงานที่ทำหรือลองผิดลองถูก ก็อยู่ที่คนจะเอาไปประยุกต์ใช้
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 459
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #729 เมื่อ: 13 กรกฎาคม, 2017, 08:39:13 AM »
หลังจากหมดเวรหมดกรรมกับสายดิจิตอล แต่เวรกรรมยังไม่หมดครับ ต้องมาปรับ Accessories กันต่อ

หลังจากมาใช้สาย Thunderbolt เส้นสีดำความยาว 2 เมตร (สายดำ ตัว Controller จะใหม่กว่าสายขาว ตรงหัวไม่ค่อยร้อนครับ)
ผมเปลี่ยนมาใช้ความยาวสั้นลง เหลือ 0.5 เมตร ก็ได้เสียงเปิดขึ้นอีก ก็หมดปัญหาไป และได้เสียงเป็นธรรมชาติกว่าสาย Thumderbolt แบบ Audio Grade ที่ทาง Poem ซื้อมาลอง (มีอาการยกความถี่สูงให้ชัด)

ก็ต้องมาปรับต่อที่ตัวดูด หรือสลายความถี่ หรืออะไรก็ตามแต่ครับ มันก็ยังมีผลอยู่ดี ซึ่งจุดสำคัญก็อยู่ตรงตัว Apogee และไดรฟ์เวลาอ่านแผ่น (จริงๆสำคัญทุกจุด แต่ผมมีงบประมาณได้แค่นี้ครับ)




สามยี่ห้อนี้ รวมๆกันแล้วก็หมื่น และมีตัวที่ถูกหูเป็นพิเศษอยู่หนึ่งยี่ห้อครับ เพราะวางแล้วได้เสียงเป็นธรรมชาติและด้านลึก (เครื่องผมไม่ต้องการตัวเสริมเรื่องความชัดอีกแล้วครับ Thunderbolt ให้ความคมชุดสูงมาก ก็แบบเดียวกับในห้องอัดเสียงล่ะครับ)

ระหว้างทดสอบลองค้นหาโปรแกรมใหม่ๆดูนอกจาก Logic Pro ที่ซื้อของแท้มาแล้วครับ (เทียบราคาแล้วก็ถูกกว่าซื้อ Cubase หรือ Wavelab)
ก็ไปเจอตัวนี้ครับ iZotobe




ดูชื่อแล้วคุ้นๆอยู่ ที่แท้ก็เป็นเอนจินที่ Audircana+ ใช้อยู่นี่เอง



ก็เรียกว่า แอบใช้เทคโนโลยีห้องอัดมาลงเครื่องเสียงบ้านกันอยู่เสมอ (แต่ไม่บอก)

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 459
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #730 เมื่อ: 14 กรกฎาคม, 2017, 01:23:12 PM »
เซ็ทอัพเครื่องเพื่อความพร้อมสำหรับแผ่นนี้เลยครับ



ได้จากร้าน โด เร มี เช่นเคย (อันนี้เป็นแผ่นนำเข้า ต้องสั่ง)

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 459
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #731 เมื่อ: 15 กรกฎาคม, 2017, 11:24:08 AM »


มี Logic Pro ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะครับ แต่ก็เป็นขั้นตอนที่พึ่งพาศักยภาพของ Audio Interface ด้วย รวมถึงบรรดาตัวซับแรงสั่นสะเทือนต่างๆก็ส่งผลในขั้นตอนนี้ด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 กรกฎาคม, 2017, 11:25:48 AM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 459
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #732 เมื่อ: 18 กรกฎาคม, 2017, 12:41:57 PM »
หลังจากที่ Poem เปลี่ยนจาก Macbook Air 2011 เป็น Macbook Pro 2012 ก็เรียกว่าพอฟังดีขึ้นมาหน่อยครับ
ซึ่งการฟังตอนนี้มี 2 แบบคือ ใช้ USB DAC ก็ตามภาพด้านล่างครัย



ส่วนอีกวิธีคือ ต่อแบบอ้อม จาก Macbook Pro เป็น Firewire ไปเข้า TC Electronic แล้วออกเป็น COAX ไปเข้า DAC ของ Poem



ทีนี้ก็ฟังเทียบได้เลยครับ ว่าต่างกันขนาดไหน ท่านใดสนใจก็ไปลองฟัง
ส่วนระบบของผม ไม่เหลือเค้าของเครื่องเสียงบ้านอีกแล้วครับ สาย Thunderbolt ก็เป็นสายมาตราฐานของ Apple สาย Analog ก็ใช้ยี่ห้อ Vandamn รุ่น Pro Classic
ระบบเครื่องก็เป็น Macbook Pro 15" Touch Bar 2016 + Apogee Element 24 + DI BOX






ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 459
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #733 เมื่อ: 20 กรกฎาคม, 2017, 09:29:14 AM »
Logic Pro X มีการอัพเดทปรับปรุงหลายอย่าง รวมถึงหน้าตาด้วยครับ



สำหรับ App ที่ซื้อผ่าน App Store มีความคุ้มค่าตรงที่ ลงได้หลายเครื่อง เมื่อเครือ่งนั้นใช้ Apple ID เดียวกัน
ผมเคยลงได้จนถึง 7 เครือ่ง ก็เปิดใช้งานได้ไม่มีปัญหา ตอนหลังเลยหุ้นกับเพื่อนที่อยู่กล่ม Apple และสนิทกัน หารค่า App ก็ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้มากครับ

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 459
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #734 เมื่อ: 27 กรกฎาคม, 2017, 12:54:01 PM »
หลักฐานของรอยต่ออารยธรรม USB Drive ที่ต้องออกแบบให้มีหัวต่อทั้งสองแบบ ทั้งแบบเก่าและใหม่อย่างหัว USB-C



จากการเปลี่ยนถ่ายจาก USB 2.0 เป็น 3.1 และกำลังเป็น USB 3.2 ในไม่ช้า ที่ใช้วิธีเพิ่ม Lane เข้าไป ทำให้ได้ความเร็วเป็น 2 เท่าจาก USB3.1 (ในทางทฤษฎี)

จะเรียกว่าลำบากก็ได้ เมื่อคอมพิวเตอร์เข้ามารวมกับเครื่องเสียง (แต่ห้องอัดก็ใช้มานาน) เพราะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ก้าวไปอย่างไม่หยุดนิ่ง
พอร์ทสำหรับมืออาชีพอย่าง FireWire ก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจะให้ได้มาด้วยความเร็วที่สูงและมีเสถียรภาพสำหรับการส่งข้อมูลต่อเนื่องหลายชั่วโมง
ก็ต้องมีการออกแบบที่เฉพาะทาง เพราะเป็นพอร์ทสำหรับงานมืออาชีพ จะให้เกิดความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยดูจะเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น

Firewire400 > Firewire800 > Thunderbolt 1 > Thunderbolt 2 > Thunderbolt 3 (ใช้หัวต่อ USB-C)

Thunderbolt 3 (ใช้หัวต่อ USB-C)  ซึ่งเป็นการออกแบบใหม่ให้ USB กับ Thunderbolt ใช้หัวเดียวกัน เพราะในหัว Type C มีพินมากมาย แต่อุปกรณ์ USB จะไม่สามารถส่งสัญญาณให้กับอุปกรณ์ Thunderbolt ได้ แต่ Thunderbolt มีคอนโทรลเลอร์ USB ใส่มาด้วย จึงพ่วงต่อได้ทั้งกับอุปกรณ์ USB-C และ Thunderbolt

จนตอนนี้อุปกรณ์ห้องตัดต่อทั้งหลายก็ทยอยย้ายไปใช้ Thunderbolt 3 กันแล้ว เช่นยี่ห้อ BlackMagic แต่แน่นอน นั่นคือสินค้าระดับโปรครับ
แต่ผมก็เลือกใช้สินค้าระดับโปรมาฟังเพลงอยู่ดี เหตุผลก็ไม่ซับซ้อนครับ
- มีมาตราฐาน : สินค้ามืออาชีพ มีคุณภาพเสียงที่ยอมรับได้ในวงการมืออาชีพ เสียงก็ถูกปรับแต่งมาจากมืออาชีพด้านงานดนตรี
- ถูก : เมื่อเห็นราคา Apogee Element 24 ในราคาสองหมื่นกว่าบาท ได้เทคโนโลยีล่าสุดอย่าง Thunderbolt
- ทันใจ : ไดรเวอร์สำหรับสินค้ามืออาชีพ เรียกว่าถูกทาง Apple ขอให้(หรือบังคับ) ให้ปล่อยไดรเวอร์ทันที ที่มี macOS ตัวใหม่ เรียกว่าออกแล้วอัพได้เลย USB DAC บางยี่ห้อ กว่าไดรเวอร์จะออกก็ร่วม 2 เดือน
- ประหยัด : ด้วยเทคโนโลยี Thunderbolt ทำให้ลดอาการ Color ของสายลงไปได้มาก ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงๆสำหรับสายแบบออดิโอเกรดอีกต่อไป (แต่ก็ยังต้องแต่งชั้นวางอยู่ดี แต่ก็ถือว่าประหยัดไปได้ส่วนนึง)
- PCM : ถึงกระแส DSD จะมาแรง แต่เพลงโดยส่วนมาก เกิดจากการเอา PCM มาแปลง(เพลงเก่าๆก็บันทึกด้วย 24/96) เพราะอัลบั้มที่เป็น DSD ทุกขั้นตอนตั้งแต่จากไมค์แปลงเป็น DSD ยังมีน้อยมาก (ได้ข่าวว่าวงแจ๊สญี่ปุ่น T-Square จะประเดิมเป็นเจ้าแรก แถมยังต้องซื้อแบบดาวน์โหลด กว่าไฟล์เพลงจะมุดเคเบิ้ลใต้ทะเลมาผ่านชุมสายโทรศัพท์ได้นี่ ....) แต่ด้วยพลัง Thunderbolt + Logic Pro + Apogee ผมก็ทำให้แผ่นที่เก็บไว้กลายเป็น 176.3/32 ได้ไม่ยาก (ใช้เวลาหน่อย)



ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 459
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #735 เมื่อ: 31 กรกฎาคม, 2017, 05:21:00 PM »
ถึงผมอยากบอกว่า ไม่ได้เล่นเครื่องเสียงก็ตาม แต่ก็หนีหลักการดั่งเดิมไม่พ้นอยู่ดีครับ ก็คือการ แมทชิ่ง
แต่พอมีคอมพิวเตอร์มาเกี่ยวข้อง ก็จะวุ่นวายขึ้นอีก

- Mac or PC
- WAV or AIFF
- Thunderbolt or Firewire or USB
- Amarra or Audirvana+ or Fidelia
- 44.1 or 88.2 or 176.4

เช่น
- App Fidelia เล่นไฟล์ 88.2 หรือ 176.4 แล้วเสียงออกไปทางล้ำหน้า เหมาะกับ 44.1 มากกว่า
- Audirvana+ ก็เหมาะกับ 88.2 หรือสูงกว่า และถ้าใช้กับเครื่องที่เป็น SSD ต่อแบบ SATA เสียงจะช้าเล็กน้อย ส่วนเครื่องผมเป็น SSD แบบ NVMe ปัญหานี้หมดไป เล่นร๊อคได้ไม่มีปัญหา
- Amarra ที่ผมเคยชอบมาก แต่ตอนนี้ต้องบอกลากัน เพราะเมื่อใช้ Thunderbolt แล้วได้ความคมชัดสูงมาก พอประกบกับ Amarra แล้วแรงไปหน่อย
- WAV เป็น little-endian เซฟไฟล์กลับด้าน แต่ผมใช้ Thunderbolt ที่ส่งไฟล์เรียงจากหน้าไปหลัง งั้นก็เลือก AIFF ดีกว่า และ AIFF ก็เป็นไฟล์ที่ใช้กันในห้องอัดทั่วไป ถ้าฟัง AIFF แล้วคุณภาพเสียงไม่น่าพอใจ ก็ให้ลองปรับแต่งซิสเต็มหาจุดที่มีปัญหาดู (เหมือนกับที่ช่างภาพ KenRockwell กล่าวว่า ถ้าหยิบเลนส์ Carl Zeiss มาถ่ายแล้วไม่คม ให้ถ่ายใหม่ ความผิดอยู่ที่คนถือกล้อง ไม่ใช่เลนส์)
- ผมมี DI BOX ที่ทำให้เสียงเป็นธรรมชาติ เหมาะกับ Thunderbolt ที่ให้ความคมชัดสูง (และมีตัวเลือกมากมาย ทั้งเป็น Passive DI BOX หรือ Active DI BOX) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการบันทึกเสียงมาหลายสิบปี มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยมืออาชีพ

ด้วยความเป็นซิสเต็มที่คิดขึ้นมา ไม่อ้างอิงตลาด (เคยมีขาใหญ่ในวงการมาทักผมว่า คิดเองเหรอ ผมบอกใช่ครับ เขาบอกว่าแบบนี้ตลาดไม่วิ่งนะ ไม่ใช่ของที่ดีลเลอร์เครื่องเสียงสั่งมาขายกัน
ผมก็นึกในใจ ... ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับพวกเขา ที่ทำนี่ก็ไม่ได้เงินสักบาท มีแต่เสียเงิน)

... แต่ ผมได้คิด ได้ทดลอง ไม่ต้องตามใคร ก็มีความสุขดีอยู่
... สุดท้ายผมก็ไมไ่ด้ตอบอะไรไป แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องใช้ชีวิตแบบหยุดอยู่กับที่ ไม่ต้องมีกลุ่มให้ตาม ไม่ต้องใช้ชีวิตแบบขุดคุ้ยข้อมูลกูเกิลมาโพสไปวันๆ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31 กรกฎาคม, 2017, 11:27:00 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 459
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #736 เมื่อ: 01 สิงหาคม, 2017, 12:43:30 PM »
หลังจากทดสอบสาย Thunderbolt ที่ความยาวต่างกัน และเส้นที่มีความยาว 0.5 เมตร เสียงดีกว่าเส้น 2 เมตรในระดับที่ห่างกันเยอะมาก
เส้น 0.5 เมตร เสียงเปิดกว่าชัดเจน แต่นอนว่ามันต้องมีเหตุผลครับ ซึ่งในที่สุดก็เจอจนได้
คือเส้น 0.5 เมตร ให้ความเร็วเต็ม ส่วนที่ยาวกว่าจะทำได้ไม่ถึง (เส้นยาวสำหรับงานตัดต่อที่วิ่งเต็มความเร็ว จะเป็นสาย Thunderbolt แบบ Optic)



สรุปได้เลยว่า ถึงไฟล์เพลงที่เป็น 176.4/32 จะใหญ่ขึ้นมาก แต่ก็ส่งได้ง่ายดายเมื่อใช้พอร์ท Thunderbolt แต่ประสิทธิภาพการส่งข้อมูล เป็นตัวกำหนุดคุณภาพเสียงในทันที

ส่วนที่ Poem Audio ก็ทดสอบคล้ายกัน คือ เมื่อใช้ Audio Interface ที่เป็น Thunderbolt อย่าง Focusrite 8 Pre แล้วเก็บเพลงไว้บน HDD แบบ Firewire
คุณภาพเสียงจะตกลงไปมาก เรียกว่าต้นทางช้าสุดๆ ก็มีผลกับเสียงเช่นกัน เมื่อสลับมาใช้ HDD แบบ Thunderbolt แบบ RAID 0 ก็ให้คุณภาพเสียงออกมาสมบูณ์มากกว่า
(ความเร็ว ไดนามิค ย่านความถี่)

ส่วนผมเองก็รอที่จะอัพเกรดอีกครั้งด้วย Caldigit Thunderbolt Station 3 ที่เป็น Thunderbolt 3 และสามารถชาร์จไฟเข้าเครือ่งด้วยสาย Thunderbolt 3 ได้เลย ก็หมายความว่า
ยังอัพเกรดต่อได้อีก ด้วยการทำ Power Supply 20V จ่ายให้ Caldigit Thunderbolt Station 3 ก็เป็นการอัพเกรดภาคจายไฟให้ Macbook Pro 15" 2016 ไปด้วยในตัว
เรียกว่ายังอัพเกรดได้อีกเยอะครับ ยังไม่รวม macOS ที่ออกสิ้นปีอย่างแน่นอน ซึ่งผมเทียบเสียงมาตั้งแต่ OSX 10.4 จนตอนนี้เป็น macOS 10.12
แต่แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เส้นทางของความสะดวกสบายครับ ต้องการความสะดวกเล่นเครื่องสำเร็จรูปดูจะง่ายกว่าเยอะ
แต่ผมเลือกเส้นทาง Advance ครับ


ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 459
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #737 เมื่อ: 05 สิงหาคม, 2017, 11:35:21 PM »
อัพเดทเฟิร์มแวร์ Apogee Element 24 ครับ



นึกว่าจะไม่มีอะไรมาก เสียงไปคนละเรื่องเลยทีเดียว



คิวต่อไป รอ macOS ครับ อัพเกรดได้เรื่อยๆ


ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 459
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #738 เมื่อ: 06 สิงหาคม, 2017, 10:20:58 PM »
สุดท้าย Poem Audio ก็ต้องเข้าสู่เส้นทาง Thunderbolt ครับ



เป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อเสียงเพลงโดยเแพาะ พอร์ทที่สตูดิโอต่างๆเลือกอัพเกรดต่อมาจาก Firewire
เปิดเทียบกับ Interface เก่าที่เป็น Firewire นั้น ระบบ Thunderbolt ก็แสดงความเหนือชั้นออกมาอย่างชัดเจนครับ

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 459
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #739 เมื่อ: 07 สิงหาคม, 2017, 10:43:55 PM »
Focusrite แบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากนักดนตรีมาช้านาน
จนออก Clarett 8 Pre ก็จัดว่าเป็นเครื่องค่อนข้างใหม่สำหรับ Audio Interface แบบ Thunderbolt 1



แต่ทาง Focusrite ก็ได้ออกตระกู, RED ที่เป็น Thunderbolt 2 ออกมา ซึ่งส่งข้อมูลได้เร็วกว่าอีกเท่าตัว
เรียกว่าสำหรับมืออาชีพ ไม่มีคำว่า "แค่นี้ก็พอแล้ว"