ซีดี โครงการบันทึกเสียงเพลงประจำชาติ
HTG2.net (Since 1999)
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
19 ธันวาคม, 2014, 10:52:10 AM

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ยินดีต้อนรับทุกท่าน เข้าสู่ htg2.net ครับ

Too' Ninja
081-9738109
webmaster@htg2.net
cc: htg_2@yahoo.com
1086424 กระทู้ ใน 48703 หัวข้อ โดย 3558 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: marchcorp
* หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
HTG2.net (Since 1999)  |  Home Theater Guide webboard  |  มุม โฮมเธียเตอร์ (HT)  |  หัวข้อ: ซีดี โครงการบันทึกเสียงเพลงประจำชาติ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ซีดี โครงการบันทึกเสียงเพลงประจำชาติ  (อ่าน 8365 ครั้ง)
Help !!!
Guest (บุคคลทั่วไป)
Superstar...
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5862


Please Help Thanks


ซีดี โครงการบันทึกเสียงเพลงประจำชาติ
« เมื่อ: 14 กรกฎาคม, 2007, 09:03:25 AM »

สูจิบัตร คอนเสิร์ตเปิดตัว “โครงการบันทึกเสียงเพลงประจำชาติ” เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๕ ธันวาคม
๒๕๔๙

วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย
(Thailand Philharmonic Orchestra, TPO)
ภูมิใจเสนอ
“โครงการบันทึกเสียงเพลงประจำชาติ ”
โดยวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย
อำนวยเพลงโดย Gudni A. Emilsson
วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra, TPO)
เป็นวงดนตรีขนาดใหญ่ บรรเลงเพลงคลาสสิก ได้ก่อตั้งขึ้นใหม่
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งวงดุริยางค์อาชีพขึ้น ในประเทศไทย
บรรเลงรองรับงานศิลปวัฒนธรรมระดับชาติ และระดับนานาชาติ
วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (TPO)
เป็นเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาดนตรีและอาชีพดนตรี เพื่อให้นักเรียนดนตรีและนักดนตรีอาชีพ
ได้มีเป้าหมายที่ชัดเจน มีหลักชัย และมีความภาคภูมิใจในอาชีพ
วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (TPO) บริหารจัดการดูแลรับผิดชอบและดำเนินงาน โดย
วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล วงดนตรีได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล
และวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
สถานที่แสดง                หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
ที่ตั้งสถานที่                ถนนรัชดาภิเษก, กรุงเทพฯ
วันแสดง                        วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม 2549
ประตูเปิด                18.00 น.
เริ่มการแสดง                19.00 น.
บันทึกเสียงโดย        Hrólfur Vagnsson
วิศวกรเสียงชาวไอซ์แลนด์ที่ทำงานให้กับบริษัทใหญ่ใหญ่ในประเทศเยอรมันและมี
สตูดิโอของตัวเองอยูที่เมืองฮานโนเวอร์(หารูปไม่ได้เลยไม่รู้หน้าตาเป็นอย่างไร)
ท่านใดสนใจจะให้เขามาบันทึกเสียงให้เชิญติดต่อตามที่อยู่ข้างล่างนี้ครับ
Hrólfur Vagnsson in Hannover
Hrólfur VagnssonHelmkestraße 5 A30165 Hannover Germany
Telefon         (0511) 3503206
Faxwww.tonstudiovagnsson.de

http://www.thailandphil.com

โครงการบันทึกเสียงเพลงประจำชาติ  สนับสนุนโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นักดนตรีประกอบด้วย
ไวโอลิน 1                        ไวโอลิน 2                         วิโอล่า
สิทธิชัย  เพ็งเจริญ(หัวหน้าวง)        ถัง ดอง เหงียน (หัวหน้ากลุ่ม)        มาธิอาส
โบคเนอร์(หัวน้ากลุ่ม)
อิงกา  คอซา(ผู้ช่วยหัวหน้าวง)        กมลมาส  เจริญสุข                        จักรกฤษ  เจริญสุข
สรีวันท์  วาทะวัฒนะ                อภิรัตน์  ประพันธ์วงศ์                พงษ์เทพ  จิตดวงเปรม
วิศนี  วงศ์วิรุฬห์                        น้ำฝน  ศรีสมบูรณ์                        สุวิจักขณ์  โชติกูล
ผ่องพรรณ  อังคสุภณ                สุภัทร  จันทวีระ                        จูริส  มาดีวิค
กริช  เมฆรา                        ปุณญวาสน์  มโนมัยพิบูลย์                รมย์  รักปถพีสุวรรณ
ธันวิน  ใจเพียร                        ธนวรรณ  ธนัคฆเศรณี                อรรณพ  เรืองมณี
ชลัฐ  ลิมปิศิริ                        จิตเกษม  พูลคุณากูร                ณัฐนันท์  จูฑังคะ
สารินทร์  อภิศักดิ์ศิริกุล                มาโนชญ์  จงกิติวิโรจน์                กันต์กวี  กิจบำรุง
จรัสมนัส  เลิศสุคนธ์                พลเยี่ยม  ผลิตผลการพิมพ์                พจน์  ปรีชา
กมล  บูรณกุล                        วิทยา  พยัคฆ์เกษม
ปิยะวิทย์  ขันธศิริ                        สาโรจน์  หมอนทอง
วีริยา  ศิริเพ็ญ
วินัย  ศิริเพ็ญ

เชลโล                                ดับเบิ้ลเบส                        ฮาร์ป
จูริส  ลาคูติส(หัวหน้ากลุ่ม)                มานูเอล  คุห์น (หัวหน้ากลุ่ม)                พุทธรักษา  กำเหนิดรัตน์
ตปาลิน  เจริญสุข                        สุภกิจ  สุภัทรชัยวงศ์
มาร์ติน  ซาเวลสกี้                        วัชรพงศ์  สุภัทรชัยวงศ์
สมรรถยา  วาทะวัฒนะ                ศิววุฒิ  วัฒนวงษ์คีรี
ฟาง  เว่ย                                ระพีพัฒน์  พงศ์ทรัพย์
พงษพัฒน์  อังคสุภณ                ต่อสกุล  กิ่งกาหลง
ไพโรจน์  พึ่งเทียน
อนุวัฒน์  โสดาตา

พิคโคโล                                ฟลู้ต                                โอโบ
วิชิต  ธีระวงศ์วิวัฒน์                        อากริต้า  ลาคูติ(หัวหน้ากลุ่ม)                ซิเกกิ
ซาซากิ(หัวน้ากลุ่ม)
                                สุรัติ  ประพัฒน์รังษี                พิพัฒน์พงษ์  ปรีชาภรณ์

โอโบ/อิงลิชฮอร์น                        คลาริเน็ต                                บาสซูน
เชาวลิต  เจริญชีพ                           วรวุฒ  คำชวนชื่น                                ภัทราวุธ  พันธ์พุทธพงษ์
                                ธีระพงษ์  ทรัพย์มูล                        กิตติมา  โมลีย์

ฮอร์น                                ทรัมเป็ต                                ทรอมโบน
สุภชัย  โสรธร                        สมภพ  พึ่งปรีชา                        สุขนิษฐ์  สะสมสิน
ประเสริฐ  ราชมณี                        สราวุธ  ตันวัฒนาอารีย์                สาธิต  ชมเชี่ยวชาญ
เอกนก  ขอเจริญ                        จักพันธ์  ชัยยะ
กฤษฎา  ยินดีสุข

เบสทรอมโบน                        เทเนอร์ทูบา                        ทูบา
ธีระพล  ทรัพย์มูล                        ภากร  บัวทอง                        บุญชัย  เศวตกิติกุล
สาธิต  ชมเชี่ยวชาญ

ทิมปานี                                เพอคัชชั่น
เบนจามิน  ดิคสัน                        วรรณภา  ญาณวุฒิ
เผ่าพันธุ์  อำนาจธรรม
ทยารัตน์  โสภณพงษ์
ธนสิทธิ์  ศิริพานิชวัฒนา

(ขอคุยเวอร์เวอร์หน่อยนะครับ  ซีดีทั้ง ๓ แผ่นนี้ ผมฟังรวดเดียว ๓ แผ่นเลย
และผมฟังจากหูฟังแบบครอบปิดหู เพลงประเภทนี้ต้องฟังดังดัง ผมไม่มีห้องฟังเพลงโดยเฉพาะ
สถานที่ฟังเพลงแบบทั่วทั่วไป แม่ผมอายุ ๘๐ กว่าแล้ว ไม่อยากทำเสียงรบกวนแก ตลอดเวลาประมาณ ๓
ชั่วโมง  ลุกไปฉี่ ๒ ครั้ง
สำหรับผมนับเป็นการฟังที่ยาวนานแต่เนื่องจากการบันทึกที่ดีเพลงก็เพราะ
ผมบอกได้เพียงเท่านี้ครับ)

โครงการบันทึกเสียงเพลงประจำชาติ
หาซื้อได้ที่  วิทยาลัยดุรยางคศิลป์  มหาวิทยาลัยมหิดล   โทร  ๐๒ ๘๐๐๒๕๒๕  ต่อ  ๑๐๒
คุณแสงรวี จันทร์-ศุกร์ ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น.   หรือ  sangrawee@hotmail.com
โครงการบันทึกเสียงเพลงประจำชาติ
ประกอบด้วยซีดี ๓ แผ่นดังนี้

ชุด ราชสำนัก
๑ บุหลันลอยเลื่อน
        เป็นเพลงหน้าทับปรบไก่มี ๒ ท่อนท่อนที่ ๑ มี ๕ จังหวะ ท่อนที่ ๒ มี ๔ จังหวะ
ซึ่งเป็นเพลงที่มีมาตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชการที่ ๒
ทรงจำทำนองได้จากพระสุบินนิมิต
ว่าพระองค์ได้เสด็จไปยังรมณีสถานแห่งหนึ่งและได้สดับเพลงนี้ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง
และได้พระราชทานนามว่า “เพลงบุหลันลอยเลื่อน” และเพลงนี้มีหลายชื่อ เช่น เพลง ทรงพระสุบิน
เพลง สรรเสริญพระจันทร์  เพลง สรรเสริญพระบารมี(ไทย) เพลง บุหลันลอยเลื่อนฟ้า เป็นต้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงเสด็จจากสิงคโปร์ถึงพระนครเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๑๔
จึงได้โปรดให้ตั้งคณะครูดนตรีไทยขึ้น เพื่อทรงปรึกษา หาเพลงชาติที่มีความเป็นไทย
มาใช้แทนเพลงก็อดเสฟเดอะควีน(God Save The Queen) คณะครูดนตรีไทย ได้เลือก เพลงทรงพระสุบัน
หรือเรียกอีกอย่างว่า เพลงบุหลันลอยเลื่อน ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ โดยนำมาเรียบเรียงใหม่ ให้มีความเป็น
สากลขึ้นโดย ฮอยท์เซน (Heutsen euในภาษาดัชท์ออกเสียงว่าออย) นับเป็น เพลงชาติไทยฉบับที่สอง
ใช้บรรเลงในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๑๔-๒๔๓๑

เพลงสรรเสริญเสือป่า
คำร้อง/ทำนอง โดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
ที่ทรงพระนิพนธ์ถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรควรพินิต
เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามพระบรมราชโองการ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖
                พวกเรา                         ประนอมกันเข้าเปนเสือป่า
        ตั้งสัตย์โดยจนตนา                        กตเวที
        ปู่ย่าตายายไม่เสียดายชีวี                บำราบอรีเลื่องฤา
        เราฤาจักปล่อยให้ถอยศักดิ์ได้                จะรกำฤจะลำบากเท่าไร
        จนถึงว่าตัวจักตายเปนตาย                ขณะถึงคราวควรตาย
        เกิดเปนชาติไทย                        ถึงอย่างไรไม่ยอมเปนทาษ
        เหตุว่าเรารักชาติ                        แลศาสนาเปนอาจิณ
        เราหนอ จงอารักษ์                        รัฐจักรแลพระจอมแผ่นดิน
        คอยผลาญสัตรูในนอกให้สิ้น                แม้เสียชีพอย่าเสียสัตย์ ฯ

เพลงนี้ทางวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทยบรรเลงได้โอ่อ่ายิ่งใหญ่สมกับที่เคยได้เป็นเพลงชาติสยามเพลงที่ ๒
มาแล้ว

๒ ราตรีประดับดาว
เพลงราตรีประดับดาวนี้ เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ ๗ แห่งพระมหาจักรีบรมวงศ์
กล่าวกันว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดดนตรีไทยเป็นอย่างยิ่ง
และทรงมีพระปรีชาสามารถในการบรรเลงเครื่องดนตรีไทย โดยเฉพาะการทรงซอ
ทรงศึกษาดนตรีไทยจากหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยชีวิน) และหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร
ศิลปบรรเลง) ซึ่งเป็นครูดนตรีไทยที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น
ภายหลังจากทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงโปรดเสด็จพระราชดำเนินไปประทับแรม ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข
วังไกลกังวล(๑) ซึ่งในการที่เสด็จไปนั้น นอกจากจะทรงโปรดการออกกำลังกายด้วยการทรงกีฬาแล้ว
ยังโปรดการทรงดนตรีด้วย พระองค์ทรงตั้งวงดนตรีไทยส่วนพระองค์ขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๔๗๐
โดยนักดนตรีประกอบด้วยเจ้านายและข้าราชบริพารที่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาททั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน และตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๒ จนถึง ๒๔๗๔ พระองค์ก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทยเดิมไว้ถึง ๓ เพลง ตามลำดับ คือ เพลงราตรีประดับดาว เถา เพลงเขมรลออองค์ เถา และเพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง สามชั้น ประวัติของเพลงราตรีประดับดาวนั้น ว่าไว้ว่า ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ รัชกาลที่ ๗ ได้ทรงฟังเพลงแขกมอญบางขุนพรหม เถา อันเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า ฯ กรมพระนครสวรรค์พินิต เพลงนี้เป็นเพลงสำเนียงเป็นมอญ ซึ่งบทร้องที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในตอนชั้นเดียวท่อนสุดท้ายนั้นมีว่า “ชื่อแขกมอญบางขุนพรหมนามสมญา ฉันได้มาจากวังบางขุนพรหม” รัชกาลที่ ๗ จึงมีพระราชประสงค์จะทรงแต่งเพลงเถาในสำเนียงมอญอย่างนั้นบ้าง จึงทรงหารือกับครูผู้ใหญ่ในวงการดนตรีไทยในสมัยนั้น เพลงที่ทรงเลือกมาเพื่อพระราชนิพนธ์ขึ้นเป็นเพลงเถานั้น คือเพลงมอญดูดาว สองชั้น ของเก่า ซึ่งเมื่อทรงพิจารณาเพลงลงไป ทรงเห็นว่า เพลงมอญดูดาวของเดิมใช้หน้าทับมอญ (เทียบได้กับประเภทหน้าทับสองไม้ของไทย) และมีอยู่เพียง ๑๑ จังหวะ แต่โดยที่พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชนิพนธ์เพลงโดยใช้หน้าทับเป็นประเภทปรบไก่ ซึ่งความยาวเป็น ๒ เท่าของหน้าทับประเภทสองไม้ ดังนั้นหากทรงคงเนื้อเพลงของเดิม ก็จะได้จำนวนหน้าทับปรบไก่เพียง ๕
จังหวะครึ่ง
 ทรงซออู้
เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเสด็จประพาสชายทะเล
จึงทรงสร้างพระราชฐานเพื่อเป็นที่ประทับแรม ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และพระราชทานนามว่า
“สวนไกลกังวล” ในช่วงระยะเวลาของการเสด็จประทับแรม ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข สวนไกลกังวลนั้น
นอกจากจะทรงโปรดการออกกำลังกายด้วยการทรงกีฬาแล้ว ยังโปรดการทรงดนตรีด้วย
พระองค์ทรงตั้งวงดนตรีไทยส่วนพระองค์ขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๔๗๐
ประกอบด้วยเจ้านายและข้าราชการที่ใกล้ชิดพระยุคลบาททั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน
ส่วนพระองค์ทรงศึกษาดนตรีไทยจากหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยชีวิน) และหลวงประดิษฐ์ไพเราะ
(ศร ศิลปบรรเลง)
ทรงมีพระปรีชาสามารถอย่างกว้างขวางทั้งการทรงเครื่องดนตรีและการพระราชนิพนธ์เพลง
ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๒ ถึง ๒๔๗๔ ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทยเดิม ๓ เพลง ตามลำดับ คือ
เพลงราตรีประดับดาว เพลงเขมรลออองค์เถา และเพลงคลื่นกระทบฝั่ง ๓ ชั้น
เพลงไทยเดิมที่พระองค์พระราชนิพนธ์มี 3 เพลง คือ เพลงราตรีประดับดาว เพลงเขมรละออองค์เถา
และเพลงคลื่นกระทบฝั่ง ๓ ชั้น

เนื้อหา : พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก
           : พระปก เกล้าเจ้าอยู่หัว กรุงเทพฯ : กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร,
๒๕๓๗.

ภาพประกอบ : สมุดภาพรัชกาลที่ ๗ กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๔๔
เพลงราตรีประดับดาว เถา
ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ รัชกาลที่ ๗ ได้ทรงฟังเพลงแขกมอญบางขุนพรหม เถา
อันเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระจ้าวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้า ฯ กรมพระนครสวรรค์พินิต
มีสำเนียงเป็นมอญบทร้องในตอนชั้นเดียวท่อนสุดท้ายมีว่า "ชื่อแขกมอญบางขุนพรหมนามสมญา
ฉันได้มาจากวังบางขุนพรหม" มีพระราชประสงค์จะทรงแต่งเพลงในสำเนียงมอญอย่างนั้นบ้าง
ก็ทรงเลือกได้เพลงมอญดูดาว ๒ ชั้น ของเก่าที่จำมาทรงพระราชนิพนธ์นี้เป็นเถาสำเนียงมอญ
กับทรงพระราชนิพนธ์บทร้องขึ้นสำหรับร้องเป็นประจำโดยเฉพาะว่า
บทร้องเพลงราตรีประดับดาว
                        วันนี้                        แสนสุดยินดี พระจันทร์วันเพ็ญ                                ขอเชิญสายใจ เจ้าไปนั่งเล่น                ลมพัดเย็นเย็น
หอมกลิ่นมาลี
                หอมดอกราตรี                        แม้ไม่สุดสี หอมดีน่าดม
                เหมือนงามน้ำใจ แม้ไม่ขำคม                กิริยาน่าชม สมใจจริงเอย
                ชมแต่ดวงเดือน                        ที่ไหนจะเหมือน ได้ชมหน้าน้อง
                พี่อยู่แดเดียว เปลี่ยวใจหม่นหมอง        เจ้าอย่าขุ่นข้อง จงได้เมตตา
                        หอมดอกชำมะนาด                กลิ่นไม่ฉูดฉาด แต่หอมยวนใจ
                เหมือนน้ำใจดี ปรานีปราศรัย                ผูกจิตสนิทได้ ให้รักจริงเอย
                ขอเชิญเจ้าฟังเพลงวังเวงใจ                เพลงของท่านแต่ใหม่ในวังหลวง
                หอมดอกแก้วยามเย็น                ไม่เห็นใจพี่เสียเลยเอย
                ดวงจันทร์หลั่นลดเกือบหมดดวง        โอ้หนาวทรวงยอดชีวาไม่ปรานี
                หอมมลิกลีบซ้อน                        อ้อนวอนเจ้าไม่ฟังเอย
                จวนจะรุ่งแล้วนะเจ้าพี่ขอลา                แสงทองส่องฟ้าสง่าศรี
                หอมดอกกระดังงา                        ชิชะช่างน่าเจ็บใจจริงเอย
                หมู่ภมรร่อนหาช่อมาลี                แต่ตัวพี่จำจากพรากไปไกล
                หอมดอกจำปี                        นี่แน่พรุ่งนี้จะกลับมาเอย ฯ

คำในบทร้องตอนหนึ่งที่ว่า "ขอเชิญเจ้าฟังเพลงวังเวงใจ เพลงของท่านแต่งใหม่ในวังหลวง" นั้น
ก็เพื่อให้เป็นที่หมายรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ทรงพระราชนิพนธ์
เพราะพระบรมมหาราชวัง (วังหลวง) เป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดิน แม้ความจริงเพลงนี้รัชกาลที่
๗ จะมิได้ทรงแต่งในวังหลวง ก็ต้องทรงใช้ว่าวังหลวงตามสัญลักษณ์
และเป็นการเลียนล้อเพลงแขกมอญขุนพรหม ที่กล่าวมาแล้วด้วย
เมื่อทรงพระราชนิพนธ์สำเร็จเรียบร้อยทั้งทำนองดนตรีและบทร้องแล้ว
ก็ทรงต่อเพลงนี้พระราชทานแก่ข้าราชการในกรมปี่พาทย์และโขนหลวง
ครั้นซักซ้อมกันเรียบร้อยดีแล้วก็นำวงปี่พาทย์ไปบรรเลง ถวาย ณ วังสุโขทัย
เพื่อทรงฟังตรวจแก้ไขอีก ๒ - ๓ ครั้งในครั้งแรกมีเจ้านายที่ทรงสามารถในการดนตรี อาทิ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า ฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และกรมหมื่นอนุพงศ์จักรพรรดิ
ทรงร่วมฟังอยู่ด้วย ในระหว่างนี้ยังมิได้ทรงตั้งชื่อเพลงที่ทรงแต่งขึ้นใหม่นั้นว่ากระไร
เจ้านายหลายพระองค์ต่างเสนอชื่อถวายต่าง ๆ กัน เช่น ดาวประดับฟ้า ดารารามัญ และอื่น ๆ
ที่มีนัยเดียวกันนี้อีกหลายชื่อ แต่ก็ยังมิได้ทรงเลือกเอาชื่อไหน
ต่อมาวงมโหรีหลวงได้นำเพลงนี้ออกร้อง และบรรเลงส่งกระแสเสียง ณ สถานี ๗ พีเจ ที่ศาลาแดง
โดยประกาศชื่อเพลงนี้ว่า "เพลงราตรีประดับดาว" อันเป็นชื่อที่รัชกาลที่ ๗
ได้ทรงคิดตั้งขึ้นเอง จึงเป็นการตกลงใช้ชื่อนี้ตลอดมา
เพลงราตรีประดับดาว เป็นเพลงแรกที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์
และได้รับความนิยมแพร่หลายในวงการดนตรีไทยเป็นอันมาก
เป็นเพลงที่มีทำนองและชั้นเชิงไพเราะน่าฟังเพลงหนึ่งในบรรดาเพลงไทยทั้งหลาย

๓ คลื่นกระทบฝั่ง
เป็นเพลงทำนองโบราณมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา รวมอยู่ในเรื่องเพลงฉิ่ง โบราณ
ซึ่งมีเพลงฟองน้ำ ฝั่งน้ำ และคลื่นกระทบฝั่ง บรรเลงประกอบโขน เป็นเพลงอยู่ในตับ
วิวาห์พระสมุทร ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗
ได้ทรงนำทางเก่ามาทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นมาใหม่เป็น เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔
เพลงนี้รัชกาลที่ ๗ ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นจากเพลงคลื่นกระทบฝั่ง ๒ ชั้น
เมื่อพูดถึงชื่อเพลงคลื่นกระทบฝั่ง ๒ ชั้น ก็มีปัญหาอยู่ประการหนึ่งคือ
เพลงในเรื่องเพลงฉิ่งโบราณแบบหนึ่ง มีเพลงฟองน้ำเพลงฝั่งน้ำ
และเพลงคลื่นกระทบฝังติดต่อกันอยู่ แต่ทำนองของเพลงคลื่นกระทบฝั่งที่เราเรียกกันอยู่ทั่วไป
ในบัดนี้หาได้มีทำนองเหมือนเพลงคลื่นกระทบฝั่งในเรื่องเพลงฉิ่งของโบราณนั้นไม่
แต่กลับไปมีทำนองเหมือนกับเพลงที่ชื่อฝั่งน้ำในเรื่องนั้น เท่าที่ได้สืบถามจากท่านผู้รู้
ก็ว่าเพลงที่เราเรียกกันว่าคลื่นกระทบฝั่งนี้ โบราณเรียกกันว่าฝั่งน้ำ
แต่ท่านผู้นำออกมาใช้ร้องและบรรเลงในครั้งแรกท่านได้เรียกว่าเพลงคลื่นกระทบฝั่ง
จึงพากันเรียกตามไป และก็ฝังตัวจนสนิทเสียแล้ว ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนกลับคืนไปได้
ก็จำต้องยอมรับกันว่าเพลงทำนองนี้ ชื่อเพลงคลื่นกระทบฝั่งนี้
เมื่อเป็นดังนี้เพลงคลื่นกระทบฝั่งของเดิมที่มีอยู่ในเรื่องจะเรียกว่าอะไรกันต่อไป
หรือชื่อคลื่นกระทบฝั่งนี้จะถูกต้องตามทำนองแล้ว
แต่ชื่อในเพลงเรื่องนั้นจะกลับกันไปก็อาจเป็นได้เหมือนกัน
เพลงคลื่นกระทบฝั่ง ๒ ชั้นที่ว่านี้ เข้าใจว่าเพิ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๒
นี้เองเพราะเมื่อพูดถึงและพิเคราะห์ดูทำนองเพลง และวิจัยลงไปให้ละเอียดแล้ว
จะเห็นได้ว่าทำนองของเพลงคลื่นกระทบฝั่งที่ว่าเป็นอัตรา ๒ ชั้นนี้ก็คือ เพลงบุหลันลอยเลื่อน
(หรือเพลงทรงพระสุบิน) ชั้นเดียวนั่นเอง หากแต่ได้เพิ่มทำนองทบทวนบางแห่ง
กับเพิ่มโยนตอนท้ายขึ้นอีกเท่านั้น ซึ่งนับว่าท่านผู้สร้างเพลงนี้ได้ประดิษฐ์แปลงมา
โดยสติปัญญาอันฉลาดอย่างยิ่ง
เพลงบุหลันลอยเลื่อนนั้น เป็นที่รู้จักกันในวงการดนตรีไทยแล้วว่า รัชกาลที่ ๒
ทรงจำทำนองมาได้ในขณะที่บรรทมหลับและทรงพระสุบิน ให้เรียกชื่อกันอีกอย่างหนึ่งว่า
เพลงทรงสุบิน เมื่อเพลงบุหลันลอยเลื่อนหรือเพลงทรงพระสุบิน
อันเป็นสมมุติฐานเกิดขึ้นด้วยนัยนี้ เพลงคลื่นกระทบฝั่ง ๒ ชั้น
ซึ่งเป็นเพลงที่แปลงมาอีกต่อหนึ่ง ก็ควรจะเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๒ นั้นเอง
อันประเพณีไทยเราถือกันเคร่งครัดมาช้านานแล้วว่า
บรรดาสิ่งที่เป็นพระราชนิพนธ์ย่อมเป็นที่เคารพ
ผู้ที่มิได้พระบรมราชานุญาตย่อมไม่อาจที่จะนำมาต่อเติมแก้ไขหรือนำไปใช้ในที่ไม่สมควร
เพราะฉะนั้นท่านผู้ที่แต่งเพลงคลื่นกระทบฝั่ง ๒ ชั้น
ซึ่งเพียงแต่อาศัยโครงทำนองเพลงทรงพระสุบินหรือบุหลันลอยเลื่อนมาตัดลงเป็นคนละอัตรา
ซึ่งนับได้ว่าเป็นคนละเพลง ก็ยังดัดแปลงไปเสียจนแทบจะมองไม่เห็น ซ้ำยังตั้งชื่อขึ้นใหม่
(ฝั่งน้ำ หรือ คลื่นกระทบฝั่ง) เสียจนห่างไกลมาก
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงพระราชนิพนธ์ ทำนองเพลงไทยเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว
๒ เพลง คือเพลงราตรีประดับดาว กับเพลงเขมรลออองค์ ขณะที่เสด็จประพาสสัตหีบทางชลมารค
ก็มีพระราชดำริที่จะทรงพระนิพนธ์ทำนองเพลงไทยขึ้นสักเพลงหนึ่งให้มีทำนองเป็นระรอกคลื่นต่าง ๆ
จึงได้ทรงเลือกทำนองเพลงคลื่นกระทบฝั่ง ๒ ชั้น ที่กล่าวนี้มาทรงพระนิพนธ์ขึ้นเป็นอัตรา ๓
ชั้น สำเร็จเรียบร้อยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔
ลำนำของเพลงเป็นเสียงเสมือนคลื่นกระทบฝั่งสมดังชื่อเพลงจริง ๆ
ในท่อนต้นมีลูกล้อและลูกขัดเป็นเสียงคลื่นกระฉอกในเมื่อกระทบกับแง่หินที่ยื่นย้อยออกมาตามชายฝั่ง โดยลักษณะต่าง ๆ กัน ในตอนท้ายเที่ยว ๒ เที่ยวแรกแสดงถึงคลื่นใต้น้ำ อันหนุนเนื่องซ้อน ๆ กันมาผสมกับคลื่นเหนือน้ำ ส่วนตอนท้ายใกล้จะจบเพลงฟังเหมือนคลื่นลูกเล็ก ๆ
ที่วิ่งพลิ้วไล่กันมาตามกระแสลมอย่างรวดเร็ว
การจำลองเสียงคลื่นที่มากระทบฝั่งนั้นทำให้ผมรู้สึกเหมือนตอนเด็กเด็กที่อยู่ต่างจังหวัดในช่วงวันหยุดผมและเพื่อนเพื่อนมักจะไปเล่นแถวชายทะเลบางทีเราก็นอนฟังเสียงคลื่นกัน
ฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกถึงอารมณ์นั้นเลย

๔ ลาวดวงเดือน
ผู้ทรงนิพนธ์เพลงนี้คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม พระนามเดิม
พระองค์เจ้าชายเพ็ญพัฒน์พงศ์ ในขณะที่มีพระชนมพรรษา ๒๑ พรรษา
พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในปี
พ.ศ. ๒๔๔๖ พระองค์ทรงจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษและได้เสด็จประพาสเชียงใหม่
ได้รับการต้อนรับจากเจ้าหลวงอินทวโรรสสุริวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่และเจ้าแม่ทิพย์เนตร
มีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับขึ้น ในงานเลี้ยงครั้งนี้มี เจ้าราชสัมพันธวงศ์(ธรรมลังกา)
และเจ้าแม่คำย่น ณ ลำพูน พร้อมธิดาคนโต  เจ้าหญิงชมชื่นซึ้งมีอายุเพียง ๑๖ ปี

เจ้าหญิงชมชื่น(พระธิดาของเจ้าธรรมลังกา)
ที่ทำให้พระองค์เจ้าชายเพ็ญพัฒน์พงษ์ ถึงกับตะลึงในแบบรักแรกพบ
ในวันรุ่งขึ้นพระองค์ได้ทรงให้ พระยานริศราชกิจ ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ
นำพระองค์ไปเยี่ยมคุ้มเจ้าราชสัมพันธวงศ์(คุ้มหน้าวัดบ้านปิง
ปัจจุบันคือบ้านใบเมียงที่ฝรั่งเช่าทำเป็นที่สอนศาสนา) และกลายเป็นแขกประจำคุ้ม
ต่อมาได้ทรงให้พระยานริศราชกิจเป็นเถ้าแก่ไปเจรจาสู่ขอเจ้าหญิงชมชื่นแต่ทางบิดาฝ่ายหญิงผู้เชี่ยวชาญในด้านกฎหมายนั้นได้ทัดทาน(มิได้ปฏิเสธ)ไว้
สองเงื่อนไขคือ

                   ๑ ขอให้รอจนเจ้าหญิงชมชื่นอายุ ๑๘ ปี เสียก่อน
                  ๒ ต้องทำให้ถูกต้องตามขนบธรรมเนียม คือ
พระองค์จะอภิเษกสมรสต้องได้รับพระบรมราชานุญาต
                       เป็นสะใภ้หลวง มิฉะนั้นก็จะเป็นเพียงแค่นางบำเรอ
เหตุที่ ทัดทานครั้งนี้เกิดจากเรื่องความรักระหว่างพระองค์เจ้าโสณบัณฑิต
เจ้านายในราชวงศ์จักรีนี้ เคยเกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๓๓ มาแล้ว คือ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต
พระราชโอรสในสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔  พระน้องยาเธอใน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๕ ได้เสด็จมาปราบปรามพวกยางแดง
แถวแม่น้ำสาละวิน(คง)   และได้พบรักกับ เจ้าหญิงข่ายแก้ว ธิดาเจ้าทักษิณนิเกตน์(มหายศ)
และทรงสู่ขอจากเจ้าทักษิณนิเกตน์(มหายศ) แต่ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตในการเสกสมรส
และไม่มีพระโอรสและพระธิดาด้วยกัน
ครั้นพระองค์เจ้าโสณบัณฑิตเสด็จกลับกรุงเทพก็ไม่ได้เอาลงมาด้วยเพราะมีหม่อมเอมอยู่แล้ว
ทำให้เจ้าหญิงข่ายแก้ว กลายเป็น “แม่ร้าง” ที่จะไปร้องเรียนกับใครก็ไม่ได้
เจ้าราชสัมพันธ์วงศ์(ธรรมลังกา) จึงไม่ปรารถนาให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยจึงได้ทัดทานไว้
และพระองค์จึงเสด็จกลับกรุงเทพเพื่อปรึกษาญาติผู้ใหญ่ซึ้งก็ได้รับการทัดทานอย่างหนักหน่วง
เมื่อไม่สมหวังก็ทรงหันเข้าหาความเยือกเย็นแห่งดนตรีไทยดับความรุ่มร้อนในหัวอก
และก็ทรงนิพนธ์เพลงนี้จากบทร้องจากวรรณคดีเรื่อง “พระลอ”ขึ้นมาทำให้เกิดตำนานรักเพลง
“ลาวดวงเดือน”

๕ กฤษดาภินิหาร
        ครูมนตรี  ตราโมท เป็นผู้ประพันธ์  เพลงนี้เป็นเพลงประกอบระบำกฤดาภินิหาร
        เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ กรมศิลปากรได้นำละครออกแสดงให้ประชาชนชมเรื่องหนึ่ง
เป็นเรื่องที่สร้างจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ครองกรุง
ศรีอยุธยา ชื่อเรื่อง ”เกียรติศักดิ์รักไทย”
ในละครเรื่องนี้มีอยู่ตอนหนึ่งที่ดำเนินเรื่องว่า  เมื่อบรรดาเทวดานางฟ้า
ได้ทราบถึงกฤดาภินิหารของชาติไทยสมัยนั้นแล้ว  จึงชวนกันแซ่ซ้องสาธุการ
ร้องรำทำเพลงกันอย่างรื่นเริง
โปรยข้าวตอกดอกไม้และสุคนธ์ธารอวยชัยให้พรแก่เมืองไทยด้วยความยินดี
เพลงประกอบรำบำชุดนี้เริ่มต้นด้วยเพลงรัวดึกดำบรรพ์  ร้องเพลงครวญหา
จากนั้นปี่พาทย์บรรเลงออกด้วยเพลงจีนรัว  พระเจนดุริยางต์(ปิติ  วาทยกร)
เป็นผู้เรียบเรียงเสียงประสาน  สำหรับบรรเลงด้วยวงดุริยางค์สากล ส่วนบทร้อง  สุดา  บุษปฤกษ์
เป็นผู้แต่ง

๖ เขมรลออองค์
         เพลงที่สองที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงพระราชนิพนธ์ คือ เพลงเขมรลออองค์ เถา
เพลงนี้มีความไพเราะไม่แพ้ เพลงราตรีประดับดาว พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์จากทำนอง
เพลงเขมรเอวบาง ๒ ชั้น ของเก่า สำเร็จครบเป็นเพลงเถา เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๓ หนึ่งปีหลังจากเพลงแรก
การที่ทรงเลือกเพลงสำเนียงเขมร ในครั้งนี้ ก็คงจะเป็นเพระได้เสด็จฯประพาสประเทศเขมร ในปี
พ.ศ.๒๔๗๓
            หนังสือสารานุกรมศัพท์ดนตรีไทย ภาคประวัติและบทร้องเพลงเถา ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (หน้า
๕๖–๕๗) กล่าวถึงประวัติและที่มาของทำนองเพลง ไว้ดังนี้
            เพลงเขมรเอวบาง อัตรา ๒ ชั้น ของเก่า เป็นเพลงที่กลายมาจากเพลงเขมรแท้เพลงหนึ่ง
เพลงเขมรเอวบาง ๒ ชั้น นี้ พวกลิเกบันตนได้นำมาใช้ร้องกันก่อน มีบทร้องขึ้นต้นว่า
“นกเอี้ยงเต่านา” แล้วมีคำเขมรแทรกเป็นตอน ๆ ต่อมา
ภายหลังจึงมีผู้ปรับปรุงทำนองให้นุ่มนวลขึ้น ใช้ร้องในการแสดงละครและอื่น ๆ
เพลงที่ปรับปรุงขึ้นใหม่นี้เป็นเพลงประเภท หน้าทับปรบไก่ มี ๒ ท่อน ท่อนละ ๔ จังหวะ
            พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขยายขึ้นเป็นอัตรา ๓ ชั้น
แล้วทรงตัดเป็นชั้นเดียวครบเป็นเพลงเถา ต่อจากนั้นจึงทรงพระราชนิพนธ์ทางร้องขึ้นประกอบทุก ๆ
อัตรา บทร้องนั้นทรงใช้บทซึ่งคัดมาจาก บทละครรำ เรื่อง “พระร่วง”
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแต่ทรงพระราชนิพนธ์แก้ไขเพิ่มเติมบางคำ
แล้วทรงตั้งชื่อเพลงขึ้นใหม่เลียนชื่อเดิม คือ “เพลงเขมรเอวบาง” มาเป็น “เพลงเขมรลออองค์”

๗ โหมโรงขวัญเมือง
        เพลงโหมโรงขวัญเมืองเป็นเพลงที่มีความหมายไปในทางขอความศิริมงคลจงมีแก่บ้านเมืองและชุมชนนั้นๆ  เพลงนี้พระประดิษฐไพเราะ(มี  ดุริยางกูร/ครูมีแขก)  ได้แต่งขึ้นจากเพลงพม่าเพลงหนึ่ง  เพื่อให้คู่กับเพลงพม่าวัด(หรือเพลงพาเมียมา)ซึ่งครูเพ็ง  มีศักดิ์เป็นญาติของพระประดิษฐไพเราะได้แต่งเพลงนี้ขณะที่เป็นครูฝึกสอนวงมโหรีหญิงของสมเด็จกรมพระยาสุดารัตน์ราชประยูร  เนื่องจากผู้บรรเลงเป็นสตรีล้วนๆ  ทำนองเพลงก็จะต้องให้เหมาะสมกับผู้บรรเลง  ลีลาของเพลงนี้จึงเป็นไปในทางสุภาพเรียบร้อยและอ่อนโยน  แม้มีเม็ดพรายบ้าง  ก็เป็นเม็ดพรายที่ไม่โลดโผนจนเกินไป
มุ่งหมายในความไพเราะซาบซึ้งเป็นส่วนใหญ่

ชุด  โบราณ
๑ ศรีอยุธยา
เพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก”  ประพันธ์ โดย พระเจนดุริยางค์
สุกรี  เจริญสุข  วิทยาลัยดุริยางคศิลป์  มหาวิทยาลัยมหิดล
        การทำดนตรีในภาพยนตร์  “พระเจ้าช้างเผือก”
นับเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญของวงการศึกษาเรื่องดนตรีในภาพยนตร์ทีเดียว
เพลงที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก”  มีการเขียนเพลงขึ้นมา ใหม่
และใช้เพลงที่มีอยู่แล้ว  บรรเลงเพื่อประกอบให้แก่ภาพยนตร์นี้โดยตรง
ซึ่งควบคุมวงดนตรีและประพันธ์เพลงโดยพระเจนดุริยางค์  นอกจากจะเป็นเพลงที่ใช้ประกอบฉาก
ดำเนินเรื่องราวของภาพยนตร์แล้ว
ยังเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของการดนตรีชาวสยามอีกด้วย
วงดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบ  ไม่ว่าจะเป็นวงมโหรี  ปี่พาทย์ไทย-มอญ  และวงออร์เคสตร้า
เป็นวงดนตรีที่มีฝีมือยิ่ง  หากว่าความสามารถของครูดนตรี
นักดนตรีในสมัยนั้นต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน  คนไทยก็คงเล่นดนตรีเก่งไม่เบาทีเดียว
พระเจนดุริยางค์เป็นนักดนตรี  ดุริยกวี  เป็นครูดนตรีคนสำคัญ
ซึ่งได้สร้างผลงานไว้กับประเทศไทยมากมาย  แต่ผลงานของท่านก็สูญหายและกระจัดกระจายไปจำนวนมาก
ไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่จะอวดฝีมือวงดนตรีสมัยพระเจนดุริยางค์ได้  นอกจากแผ่นเสียงเพลงชาติ
แผ่นเสียงเพลงแขกเชิญเจ้า และภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก
เพราะว่าในภาพยนตร์นั้นได้ยินเสียงดนตรีที่เป็นเสียงในฟิล์มได้ชัดเจน
วงดุริยางค์กรมศิลปากรในสมัยพระเจนดุริยางค์เป็นวงดนตรีที่มีความสามารถสูง
สามารถบรรเลงเพลงคลาสสิกได้ยอดเยี่ยม  นักดนตรีสีเครื่องสายเล่นได้ตรงเสียง
สามารถเล่นเพลงคลาสสิกได้หลายเพลง
ที่สำคัญก็คือพระเจนดุริยางค์สามารถเรียบเรียงเสียงประสานเพลงใหม่  ให้กับวงดนตรีได้ด้วย
ทำให้วงดนตรีและเพลงประกอบภาพยนตร์มีเสน่ห์
ดนตรีที่ใช้ประกอบในภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก  ซึ่งประพันธ์บทเพลงและควบคุมการผลิตโดย
ดร.ปรีดี พนมยงค์ เมื่อ ๖๐ ปีมาแล้ว  (พ.ศ. ๒๔๘๔)  มีเพลงอยู่  ๓ ส่วนด้วยกันคือ
        ๑.เพลงเอกประจำเรื่อง  มีอยู่  ๕ เพลง
        ๒.เพลงที่ใช้บรรเลงระหว่างฉากใช้เพลงคลาสสิกเป็นท่อน ๆ หลายบทเพลงด้วยกัน
        ๓.เพลงประกอบเสียง  ใช้เครื่องดนตรีบางชิ้น เช่น  เปิงมางคอก  มโหระทึก  ปี่กลอง
วิธีดำเนินเพลง  ใช้อารมณ์ของภาพยนตร์เป็นสำคัญ  ภาพบู๊เพลงเร้าใจ  ภาพสนุกเพลงก็จะสนุก
ภาพเศร้าเพลงก็เศร้าด้วย ดังนั้นการใช้เพลงประกอบภาพ
พระเจนดุริยางค์พยายามใช้ทำนองที่เหมาะสม  เพลงที่ใช้เป็นเพลงเพื่อการฟัง  มีทำนอง
ไม่ใช่เพลงประกอบภาพเสียทีเดียว  แต่เป็นภาพประกอบเพลง

เพลงเอกประจำเรื่อง
        ๑.เพลงประจำพระเจ้าจักรา  ซึ่งเป็นเพลงเอกของเรื่อง  ใช้เพลงศรีอโยธยา หรือศรีอยุธยา
(Air : King of the White  Elephant)  ต่อมานาวาอากาศเอก ขุนสวัสดิ์ทิฆัมพร
ได้ประพันธ์เนื้อร้องขึ้นและเปลี่ยนใช้ชื่อใหม่ว่า ศรีอยุธยา และต่อมา ศ. มนตรี  ตราโมท อ.ต.
 ได้ปรับปรุงเนื้อร้องอีกครั้ง

        เมื่อสมเด็จพระเจ้าจักราเสด็จออก วงดนตรีก็จะบรรเลงเพงบทนี้เสมอถือว่าเป็นเพลงหลักของ
เรื่อง  (Theme  Song)  เพลงหลักเพลงนี้ พระเจนดุริยางค์ใช้วงออร์เคสตร้าของกรมศิลปากรบรรเลง
ซึ่งถือว่าเป็นวงดนตรีที่บรรเลงได้ยอดเยี่ยมมาก หรือศรีอยุธยา  พระเจนดุริยางค์
ได้นำทำนองมาจากเพลงเก่าซึ่งมีโน้ตเพลงปรากฏในหนังสือ  จดหมายเหตุลาลูแบร์
สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เรียกชื่อกันว่า  เพลงสายสมร  (Siamese  Song)  เป็นเพลงสยาม
บันทึกโดยเอกอัครราชทูตลาลูแบร์ชาวฝรั่งเศส
ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานเอกสารเพลงเดียวที่มีมาแต่สมัยอยุธยาและเป็นเพลงสยามเพลงเดียวที่เหลืออยู่  ส่วนเพลงอื่น ๆ  สืบทอดกันโดยการต่อเพลง  จากคนหนึ่งไปอีกช่วงคนหนึ่ง  ไม่มีเอกสารใด

แม้ว่าเสียงเพลงจะแตกต่างกัน  เมื่อบันทึกไว้ด้วยโน้ตสากล  คนส่วนใหญ่จะอ่านเป็นทำนองสากล
เล่นด้วยเครื่องดนตรีสากล  ถ้าหากว่าอ่านด้วยบันไดเสียงไทย  เล่นด้วยเครื่องดนตรีไทย
ก็จะได้สำเนียงที่แตกต่างไปจากเสียงสากล  ซึ่งเชื่อว่าเป็นทำนองเพลงเหย่ย
ซึ่งเป็นเพลงโต้ตอบระหว่างชายหญิง  ปัจจุบันนิยมเล่นแถบกาญจนบุรี
ก่อนหน้าพระเจนดุริยางค์จะนำทำนองศรีอยุธยามาเรียบเรียงใหม่  ครูฟุสโก  (M.Fusco)
ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน  สัญชาติอิตาเลี่ยน  เป็นหัวหน้าวงดนตรีของกองดุริยางค์กองทัพเรือ
ได้เรียบเรียงเพลงนี้สำหรับเปียโนมาก่อนแล้ว  ชื่อว่าเพลงพระนารายณ์หรือสรรเสริญพระนารายณ์
(Pra Narai)  ปรากฏในหนังสือ “สยามอาณาจักรแห่งช้างเผือก”  ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.  ๑๘๙๙
ตรงกับปี พ.ศ.  ๒๔๔๒  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  ๕
ซึ่งได้เสด็จประพาสยุโรป
ได้ทรงใช้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ระลึกเผยแพร่ประเทศสยามในเวลาต่อมา ชื่อเพลงสายสมร
เพลงสรรเสริญพระนารายณ์  เพลงศรีอยุธยา  หรือเพลงศรีอโยธยา  เพลงที่มีชื่อแตกต่างกัน
แต่เป็นเพลงที่มีทำนองเดียวกัน  ทำนองอาจจะผิดแผกไปบ้าง
ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครผู้ที่นำเอาทำนองเพลงไปเรียบเรียงอย่างไร  เพื่อวงดนตรีประเภทไหน
แต่โดยทำนองเนื้อหาแล้ว   เพลงเดียวกัน
๒.เพลงเดินทัพของพระเจ้าจักรา  (Air : Ayudhya  Eternal)

เพลงเดินทัพของพระเจ้าจักรา  เป็นเพลงที่พระเจนดุริยางค์นำทำนองมาจากเพลง  “ขับไม้บัณเฑาะว์”
 ซึ่งเป็นเพลงโบราณ  ในที่นี้หมายถึงสืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา
อยู่ในเพลงตับเรื่องกระแตไต่ไม้  ซึ่งมีด้วยกัน  ๔  ท่อน
พระเจนดุริยางค์ นำทำนองเพลงขับไม้บัณเฑาะว์มาเรียบเรียงใหม่  สำหรับบรรเลงโดยวงออร์เคสตร้า
ใช้ประกอบเรื่องขณะที่พระเจ้าจักราเดินทัพ
ทำนองเพลงนี้จะบรรเลงก็ต่อเมื่อกองทัพพระเจ้าจักรายกทัพ

๓. เพลงดำเนินเรื่อง  (Air : His Majesty  King  Chakra)

เพลงนี้เป็นเพลงใหม่  ประพันธ์ทำนองโดยพระเจนดุริยางค์
ใช้ในการดำเนินเรื่องฝ่ายพระเจ้าจักรา  เพลงเรียบเรียงบนฐานเสียง  ๕ เสียง
บันไดเสียงเพลงไทยสร้างเป็นทำนอง
เรียบเรียงเสียงประสานสำหรับวงออร์เคสตร้าได้อย่างไพเราะยิ่ง

๔. เพลงเกียรติยศ  (FANFARE  :  The  King  is  Here)
เพลงนี้เป็นเพลงประวัติศาสตร์อีกเพลงหนึ่ง  เป็นเพลงแตรสำหรับรับเสด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้มีการสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา  ซึ่งเชื่อว่าทหารแตรในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่  ๑๔
แห่งฝรั่งเศส  พระราชทานให้กับพระเจ้ากรุงสยาม  แตร  Fanfare
หรือแตรวิลันดาหรือแตรทรัมเป็ตก็ยังใช้รับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวในปัจจุบัน เป็นเพลงเดียวกัน
เป็นเพลงในพระราชพิธี  ใฃ้สำหรับพระมหากษัตริย์เท่านั้น

ผู้เขียนเคยเข้าใจว่า  ครูสมาน กาญจนผลิน  เป็นผู้จำทำนองแล้วมาเขียนเป็นเกริ่นเพลง
สดุดีมหาราชาซึ่งใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง  เรือนแพ  เมื่อปี ๒๕๐๗  และโด่งดังจนทุกวันนี้
แต่ในความจริงแล้วพระเจนดุริยางค์ใช้สำหรับเป่าแตรรับเสด็จในภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกก่อน  ดังนั้น  ครูสมาน  กาญจนผลิน
ลอกมาจากเพลงของพระเจนดุริยางค์

๕.เพลงลาวครวญ  (Song :  A  Maiden’s  of  Hope)
        เพลงนี้นางเอกในเรื่องเป็นผู้ขับร้อง  แต่บรรเลงด้วยเครื่องไทย  เธอร้องได้ไพเราะมาก
สำหรับเพลงลาวครวญนั้น เป็นเพลงเก่าสืบทอดกันมาแต่สมัยอยุธยา
(ลอกมาจาก http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=43&s_id=9&d_id=23)

ภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” สร้างโดย นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส
ซึ่งนำออกฉายรอบปฐมทัศน์โลก ที่กรุงเทพ สิงคโปร์ และนิวยอร์ก เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๔๘๔
สร้างขึ้นเพื่อให้สติปัญญา
แก่ชนชาติไทยท่ามกลางกระแสสงครามที่กำลังคุกคามมนุษยชาติในเวลานั้น ภาพยนตร์เรื่อง
“พระเจ้าช้างเผือก” ยังทำหน้าที่เป็นทูตสันติภาพของ ชาติไทย ก่อนที่นายปรีดี พนมยงค์
ในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และหัวหน้าขบวนการเสรีไทย จะประกาศสันติภาพของ
ชาติไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ ทำให้ประเทศไทย
รอดพ้นจากการตกเป็นประเทศแพ้สงคราม อาศัยความร่วมมือจากบุคลากรชั้นสุดยอดในวงการภาพยนตร์ไทย
และวงการศิลปะไทยในขณะนั้น เช่น ถ่ายภาพยนตร์โดย ประสาท สุขุม ตากล้องชาวไทยเพียงคนเดียว
ซึ่งเป็นสมาชิกสมาคมนักถ่ายภาพยนตร์อเมริกัน กำกับดนตรีโดย พระเจนดุริยางค์
อาจารย์ใหญ่ฝ่ายดนตรีสากลของไทย ผู้แต่ง ทำนอง เพลงชาติไทย
เสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ ความงดงามทางนาฏลักษณ์ของลีลาการแสดง
ซึ่งจะเห็นได้จากการถ่ายภาพยนตร์ ด้วยฟิล์ม ขาว - ดำที่งดงามและมีเสน่ห์อย่างยิ่ง
โดยเฉพาะการ ถ่ายโคลสอัพผู้แสดง ซึ่งสวยงามอย่างหาใครเทียบได้ยาก
และที่สุดยอดคือการถ่ายฉากช้าง กล่าวได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ ถ่ายฉากช้างได้ดีที่สุด
และงามที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมา
นอกจากนี้ ดนตรียังถือเป็นองค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดอย่างหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้
“เพลงศรีอยุธยา” ที่กระหึ่มด้วยวงดนตรีสากลของกรมศิลปากร โดยพระเจนดุริยางค์เป็นผู้ควบคุม
จะตราตรึงอยู่ในโสตประสาทของท่านไปอีกนาน พร้อมสัมผัสกับเสียงเพลงอันหลากหลาย
ซึ่งแฝงเร้นอารมณ์ ความรู้สึกอันละเอียดอ่อนเหนืออื่นใด ซ่อนและซ้อนอยู่ในภาพยนตร์
เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงหลักคิด แห่งขันติธรรมและสันติธรรมของมนุษยชาติ
"พระเจ้าช้างเผือก" ไม่ใช่ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์
แต่ตัวภาพยนตร์เองเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของชาติ
http://campus.sanook.com/campusnews/detail.php?id=254

๒ ลาวคำหอม
        ผมคุ้นเคยกับเพลงนี้ในความเป็นเพลงหวานปนเศร้าพอมาบรรเลงในแบบนี้มีความรู้สึกว่าแปลกไปอีกอย่าง วงดนตรีที่บรรเลงเป็นวงใหญ่  จังหวะเร็วและกระชั้นฟังอย่างคึกคักหนักแน่น
ในบทที่อ่อนหวานนั้นก็หวานปานหยด
เพลงนี้มี ๒ ข้อมูล
๑) เพลงลาวคำหอมสองชั้น เดิมเพลงนี้มีเฉพาะทางร้องที่เรียกว่า “ทางสักวา”
จ่าเผ่นผยองยิ่ง(จ่าโคม) แต่งขึ้นโดยไหวพริบปฎิภาณ ทั้งบทร้องและทำนองทางร้อง
ต่อมาพระยาประสานดุริยศัพท์(แปลก  ประสานศัพท์) ได้แต่งทางรับใช้ในวงเครื่องสายปี่ชวาก่อน
แต่ภายหลังจึงมีผู้นิยมนำไปบรรเลงและขับร้องในวงปี่พาทย์ วงมโหรี
จนแพร่หลายเพลงนี้มีความหมายในเชิงรักอย่างอ่อนหวาน บางท่านเรียกชื่อเพลงนี้ว่า
“ลาวประทุมมาลย์”
๒) เพลงเถา ท่านครู หลวงประดิษฐไพเราะ(ศร  ศิลปบรรเลง) ไดนำมาทำเป็นเพลงเถาแต่ได้สูญหายไป
นาย เจริญ  แรงเพ็ชร ได้อธิบายโดยอ้างอิงถึง ครู พิมพ์ ครู เผือด นักดนตรีมีชื่อ
ซึ่งเป็นคนระนาด เคยได้ไว้และลืม  ต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๒ นาย เจริญ  แรงเพ็ชร
จึงแต่งเป็นเถาใหม่โดยยึดทำนองเพลงลาวคำหอม ของจ่าเผ่นผยองยิ่ง(จ่าโคม) ส่วนบทร้องทั้งเถา
ยังคงใช้บทเดิมของเนื้อร้องของ ท่านครู หลวงประดิษฐไพเราะ(ศร  ศิลปบรรเลง)

๓ มอญกละ
        เพลงตับ  เรียกตับมอญกระ  เพลงต่างๆที่รวมอยูในเพลงตับนี้ เป็นเพลงที่มีทำนองสำเนียงมอญแท้ๆ
 นอกจากนี้ยังมีเพลงมอญปนไทย(นักดนตรีไทยแต่งใหม่)  คณะละครเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง(เพ็ง
เพ็ญกุล)
ได้นำมาร้องประกอบการแสดงละคร  เวลายกทัพมอญก่อนผู้อื่น
ต่อมามีวงปี่พาทย์หลายวงได้รวบรวมและเรียบเรียงทำนองใหม่ให้เข้าชุดเป็นเพลงตับ
สำหรับร้องเป็นเพลงลูกบทลำดับเพลงอาจผิดแผกแตกต่งกันไป
อย่างไรก็ตามเพลงตับมอญกละที่นิยมนำมาขับร้องมากที่สุดคือ
เพลงตับที่พระยาเสนาะดุริยางค์(แช่ม  สุนทรวาทิน)  เป็นผู้เรียบเรียงขึ้น
(เพลงตับ:        หมายถึง เพลงหลาย ๆ เพลงนำมาร้องและบรรเลงติดต่อกันไปซึ่งแยกออกได้เป็น ๒ ชนิดคือ
๑. ตับเรื่อง เพลงที่นำมารวมร้องและบรรเลงติดต่อกันนั้น มีบทร้องที่เป็นเรื่องเดียวกัน
และดำเนินไปโดยลำดับ ฟังได้ติดต่อกันเป็นเรื่องราว ส่วนทำนองเพลงจะเป็นคนละอัตรา คนละประเภท
หรือลักลั่นกันอย่างไรไม่ถือเป็นสำคัญ เช่น ตับนางลอย ตับนาคบาศ เป็นต้น
๒. ตับเพลงเพลงที่นำมารวมร้องและบรรเลงติดต่อกันนั้น เป็นทำนองเพลงที่อยู่ในอัตราเดียวกัน (๒
ชั้น หรือ ๓ ชั้น) มีสำนวนทำนองสอดคล้องติดต่อกันสนิทสนม ส่วนบทร้องจะมีเนื้อเรื่องอย่างไร
เรื่องเดียวกันหรือไม่ ไม่ถือเป็นสำคัญ เช่น ตับลมพัดชายเขา ตับเพลงยาว เป็นต้น ตับเพลง
นี้บางทีก็เรียกว่า “เรื่อง” เฉพาะจำพวกเรื่องมโหรี (ดูคำว่าเรื่อง)

๔ อัศวลีลา
        เพลงประกอบระบำม้า  เป็นเพลงที่มีจังหวะลีลารุกเร้า
ในทำนองเพลงสอดแทรกจินตนาการเหยาะย่างและโลดเต้นของม้า  นายมนตรี  ตราโมท  แต่งเมื่อ พ.ศ.
๒๕๐๑  โดยนำทำนองจากเพลงม้ารำและเพลงม้าย่องมาผสมรวมกันให้เป็นจังหวะ ๖/๘
ระบำชุดนี้ประกอบอยู่ในการแสดงโขนพระรามครองเมือง  ตอน  ปล่อยม้าอุปการ

๕ แขกขาว
        เป็นเพลงสำเนียงแขก(เปอร์เซีย) เป็นเพลงประเภทหน้าทับปรบไก่ มี ๒ ท่อน ท่อนละ ๔
จังหวะท่านครู หลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) ได้ประพันธ์ไว้เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔
เพื่อให้ปี่พาทย์วงวังสวนกุหลาบในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ
กรมหลวงนครราชสีมา ใช้บรรเลงในตับนางลอย แทนเพลงจีนขิมเล็ก ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ท่านครู
หลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร  ศิลปบรรเลง)ได้นำมาปรุงจนครบเถา
เพลงนี้มีความหมายถึงดวงจิตที่ครุ่นคิดคำนึงและกังวลในของรัก
และกอปรด้วยความไพเราะในท้วงทำนองจึงถูกนำมาใส่เนื้อร้องในแบบเพลงไทยสากลและเป็นเพลงที่เรารู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี  อาทิ เช่น “อิเหนารำพึง” ขับร้องโดย คุณ ชรินทร์ นันทนาคร(ศิลปินแห่งชาติ) และนักร้องลูกทุ่งยอดนิยม คุณ สายัณห์ สัญญา  ในเพลง
”นางฟ้ายังอาย”

๖ ลาวดำเนินทราย
        ทำนองเพลงเป็นอัตรา ๒ ชั้น เป็นเพลงเกร็ดที่มีความไพเราะซาบซึ้งมาก ครู พุ่ม ปาปุยะวาท
ได้นำมาแต่งขยายเป็น ๓ ชั้น แล้วตัดลงเหลือ ชั้นเดียว เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ เป็นเพลงเถา ให้ นาย
จำเนียร ศรีไทยพันธุ์แต่งทาง(ทำนอง) คำร้องและบทร้องตอน ๓ ชั้น และ ชั้นเดียว ส่วน ๒
ชั้นใช้ของเดิม
(เพลงเกร็ด คือ ลักษณะของเพลงประเภทหนึ่ง ซึ่งนำบรรเลงหรือขับร้องเป็นเอกเทศในช่วงเวลาสั้น ๆ
และมิได้จัด
  อยู่ในจำพวกเพลงตับ เพลงเรื้องหรือเพลงเถา จะเป็นเพลงในอัตราจังหวะสามชั้นหรือสองชั้นก็ได้
แต่
  ต้องไม่เป็นเรื่องต่อเนื่องกัน)

๗ พม่าประเทศ
        หม่อมหลวงต่วนศรี  วรวรรณ
แต่งเพื่อใช้ประกอบละครพันทางที่มีเนื้อเรื่องและตัวละครสัญชาติพม่า เพลงนี้ครู นารถ
ถาวรบุตร
ได้นำมาปรับปรุงทำนองให้เป็นสากลและต่อมากรมประชาสัมพันธ์ได้ใช้ออกอากาศนำก่อนการเทียบเวลา
๐๘.๐๐ น. และ ๑๘.๐๐ น.

ชุด  เพลงพื้นบ้าน
๑ พม่าเขว
        เพลงพม่าเขวชั้นเดียว  เพลงทำนองเก่าสำเนียงพม่า  ประเภทหน้าทับพม่ามี ๒ ท่อน ท่อนละ ๘
จังหวะ  จัดอยู่ในเพลงประเภทเพลงเกร็ด  เพลงนี้นายบุญยงค์  เกตุคง  นำทำนองไปแต่งเป็นเพลงเถา
 เรียกชื่อใหม่ว่าเพลงชเวดากอง(เพลงนี้ท่านคงเคยผ่านหูมาบ้างที่เด็กเด็กร้องว่า”ช้าง ข้าง
ช้าง ช้าง ช้าง  น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า?)

๒ เพลงพื้นเมืองภาคเหนือ
ประกอบด้วยเพลง
        ฤๅษีหลงถ้ำ เพลงนี้มีความไพเราะมากขนาดฤาษีที่ออกจากถ้ำเมื่อ
ฤๅษีได้ยินถึงกับหาทางกลับถ้ำของตัวเองไม่ถูก(เขาเล่าว่า)
        ล่องแม่ปิง เป็นเพลงทำนองเก่าของทางล้านนาที่จรัล  มโนเพช็ร  ได้นำทำนองเพลงนี้มาใส่คำร้อง
และขับร้องโดย  สุนทรี  เวชานนท์  ในชื่อเดียวกัน
        ฟ้อนสาวไหม ฟ้อนสาวไหมเป็นฟ้อนที่มีชื่อเสียงของชาวล้านนา
ผู้แสดงจะฟ้อนเลียนแบบท่าทางการสาวไหมของหญิงสาวชาวล้านนา
(ไหมของชาวล้านนาคือฝ้าย)การแสดงชุดนี้กล่าวกันว่าเป็นเป็นการแสดงที่ดัดแปลงมาจากการฟ้อนเจิงหรือฟ้อนเชิงของผู้ชายแต่ดัดแปลงให้มีลีลาที่อ่อนช้อยมากขึ้น การแสดงชุดนี้ทางชมรมพื้นบ้านล้านนาได้รับการถ่ายทอดมาจาก แม่ครูบัวเรียว รัตนมณีภรณ์  ซึ่งได้เรียนเจิงสาวไหมจากพ่ออุ้ยกุย สุภาวสิทธิ์และได้ดัดแปลงให้อ่อนช้อยตามแบบผู้หญิงจึงเป็นต้นแบบของการฟ้อนสาวไหมที่จังหวัดเชียงราย นิยมฟ้อนประกอบเพลงสาวไหม ซึ่งเป็นเพลงที่นายโม ใจสม ใช้บรรเลงประกอบการฟ้อนให้กับแม่ครู ไม่เหมือนกับของทางนาฏศิลป์ที่ใช้เพลงปั่นฝ้ายซึ่งเป็นเพลงที่พ่อครูไชยลังกา เครือเสน ใช้ประกอบการขับซอ และมีท่อนสองซึ่งแต่งโดยเจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ ประกอบการแสดง
ลีลาท่าฟ้อนก็แตกต่างไปจากของดั้งเดิมมาก

ภาพแสดง การฟ้อนสาวไหม(แบบเชียงราย)
(หมายเหตุ :
นอกจาการฟ้อนสาวไหมจะเป็นนาฏศิลป์แล้วการฟ้อนนี้ยังเป็นศิลปะป้องกันตัวอีกด้วยเพระได้
                     แม่แบบการฟ้อนเจิง ฟ้อนดาบ เป็นต้น
ใครมีแฟนที่ฟ้อนสาวไหมเป็นควรระมัดระวังเพราะเธอเป็น
                     มวยนะครับ)
        ปราสาทไหว
ปราสาทไหว เพลงพื้นเมืองทำนองหนึ่งของล้านนา เครื่องดนตรีพื้นเมืองที่นิยมนำมาบรรเลงคือ
เปี๊ยะ ซึง สล้อ เป็นต้น นอกจากนี้ยังนิยมใช้บรรเลงนำขบวนแห่ศพ
หากเป็นศพที่ใช้รถลากหีบศพจะนิยมทำเป็นปราสาทยอดแหลม
เวลาลากรถจึงทำให้ปราสาทยอดแหลมสั่นไหวด้วยแรงสะเทือน จึงเรียกเพลงนี้ว่า "ปราสาทไหว"
ส่วนของทางล้านนายกพอจะพบได้ว่าไม่มีการบรรเลงวงป๊าดประกอบการเทศน์
หรือถ้ามีวงจะบรรเลงก็จะใช้เพลงเพียงไม่กี่เพลง อาทิ เพลงมวย เพลงเก๊าฮะ เพลงใบไม้น้อย
มอญลำปาง เป็นต้น ซึ่งก็แล้วแต่จะใช้เล่นกันไม่กำหนดตายตัว
เพราะคณะศัทธามุ่งบรรเลงเพื่อสลับช่วงตุ๊เจ้าพักเท่านั้น ไม่ได้หมายจะเล่นประกอบการละครใด ๆ

๓ เพลงพื้นเมืองภาคอีสาน
เซิ้ง คำว่า "เซิ้ง" นิยมใช้ในงานบุญบั้งไฟ การเซิ้งบั้งไฟเป็นการฟ้อนประกอบการขับกาพย์เซิ้ง
ลักษณะขึ้นลงตามจังหวะช้าๆ ของกลองตุ้ม พังฮาด หรือในบางครั้งก็มีโทนประกอบ
นิยมเซิ้งกันเป็นกลุ่มๆ ตั้งแต่ ๓-๔ คนขึ้นไป จะมีหัวหน้าเป็นคนขับกาพย์เซิ้งนำ แล้วคนอื่นๆ
จะร้องรับไปเรื่อยๆ อย่างเซิ้งในบุญบั้งไฟที่ว่า
       "โอ เฮา โอ ศรัทธา
เฮาโอขอเหล่าโทนำเจ้าจักถ้วยดักมายายหลานชายให้คู่ตายเป็นผีสินำมาหลอกคันให้แล้วหลายแก้วสิให้พรเลี้ยงควายดำให้เป็นโตเขาแก้ว
        ขอเหล้าเด็ดนำเจ้าจักโอหวานจ้วยจ้วยต้วยปากหลานชายคันบ่คู่ตูข้อยบ่หนีออกจากบ้านสิหว่านดินนำเลี้ยวควายด่อนให้เป็นโตเขาคำเลี้ยงใหญ่แล้วกะคาดไฮ่คาดนา
ส่วนการที่มีความเข้าใจว่า เซิ้ง หมายถึงการฟ้อนของคนอีสานนั้นน่าจะมาจากการประดิษฐ์ท่ารำ
"เชิ้งกระติบ ขึ้น โดยนำเพลงมาจากหมอลำ และใช้ดนตรีประกอบด้วย กลอง แคน ซึง กรับ โปงลาง
ซึ่งในครั้งนั้นผู้แสดงทุกคนแต่งตัวนุ่งซิ่นห่มผ้าสไบ เกล้าผมสูง
และนำกระติบข้าวห้อยทางไหล่ขวา สาเหตุของการนำกระติบข้าวมาใช้ในการแสดง
เพราะเห็นว่ากระติบข้าวเป็นสัญลักษณ์ของคนอีสาน การเซิ้งครั้งแรกนั้น ท่านผู้หญิงมณีรัตน์   
บุนนาค เป็นผู้ตั้งชื่อให้ว่า "เซิ้งอีสาน" ต่อมาได้มีการนำไปแสดงกันแพร่หลาย
และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "เซิงกระติบข้าว" มีการดัดแปลงท่ารำอีกมากมาย เช่น เซิ้งสวิง
เซิ้งสาวไหม เซิ้งข้าวปุ้น เซิ้งกระด้ง เซิ้งกระหยัง เซิ้งสาละวัน เซิ้งแหย่ไข่มดแดง เป็นต้น
แต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้วจะเป็นลักษณะของการฟ้อนมากกว่าการเซิ้งดังที่ได้อธิบายมาแล้ว
พิธีแห่ปราสาท ผึ้ง ซึ่งมีความหมายเดียวกับจองพาราของภาคเหนือ ก็คือ
ปราสาทรับเสด็จพระพุทธเจ้าปราสาทผึ้งของ ภาคอีสานจะทำจากขี้ผึ้งหล่อขึ้นอย่างสวยงาม
บุญออกพรรษานี้บางจังหวัดในภาคอีสานจะมี การละเล่นไหล เรือไฟด้วยโดยชาวบ้านจะนำหยวก กล้วย
หรือไม้ไผ่มา ทำเป็นรูปเรือรูปสัตว์ต่างๆ ประดับไฟอย่างสวยงามปล่อยให้ลอยไปตามน้ำ
บางตำนานก็ว่าทำเพื่อปลดปล่อยทุกข์ บ้างก็ว่าเพื่อ
บูชาแม่พระคงคาประเพณีไหลเรือไฟนี้ทำกันในทุก จังหวัดริมแม่น้ำโขงเช่นที่จังหวัดอุบลราชธานี
หนองคาย เลย แต่ที่ทำเป็นงานใหญ่คือ จังหวัด นครพนม
การทำปราสาทผึ้งของชาวอีสานมีการทำติดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
ซึ่งรูปแบบการทำได้มีการพัฒนาจากแบบดั้งเดิมที่ใช้ต้นกล้วยและก้านกล้วยมาทำเป็นโครงปราสาท
แล้วนำขี้ผึ้งที่หล่อออกมาเป็นรวงผึ้ง ติดลงในโครงปราสาทก่อนจะประดับดอกไม้สดให้สวยงาม
พัฒนามาเป็นต้นเทียนที่ประดับประดาด้วยเทียนรูปดอกไม้ที่ได้มาจากการนำผลสำมะลีพืชพื้นเมืองที่สุกจัด
ซึ่งมีรูปร่างเป็นแฉกทรงกลมจุ่มน้ำเทียน
จนมาถึงปราสาทผึ้งประยุกต์ที่มักมีรูปทรงคล้ายโบสถ์วิหาร ซึ่งร้อยเรียงต่อกัน ๓ ยอด ๕ ยอด
หรือ ๗ ยอด ขึ้นอยู่กับการออกแบบของช่างแต่ละคน โดยมีเรื่องราวทางพุทธศาสนามาประกอบ
เทียนสีหมากสุกเป็นสีหลักที่ถูกนำมาประดับตกแต่ง
โดยในระยะหลังการทำปราสาทผึ้งที่เน้นเรื่องความสมจริงมากขึ้นจึงมีสีหลังคาอย่างสีเขียวและสีแดงเข้ามาประกอบด้วย
ปัจจุบันลวดลายไทยที่ประดับตกแต่งปราสาทผึ้งทั้งหมด
ไม่ได้มาจากการสลักเสลาลงบนเทียนโดยช่างผู้ชำนาญเหมือนสมัยก่อน
แต่ใช้วิธีการทำแม่แบบด้วยดินน้ำมัน
ก่อนจะใช้ซิลิโคนหล่อแบบขึ้นแล้วใช้น้ำเทียนหยอดเพื่อขึ้นรูป
แม้จะใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเข้าช่วยเหลือแล้ว
แต่การทำปราสาทผึ้งก็ยังต้องใช้เวลาร่วมเดือนกว่าส่วนประกอบต่าง ๆ
จะได้รับการหล่อและประกอบจนเสร็จสิ้นขณะที่จังหวัดใกล้เคียงอย่างนครพนมแม้จะมีการฉลองเทศกาลออกพรรษาเช่นเดียวกัน แต่ความที่เป็นจังหวัดซึ่งตั้งอยู่ ริมแม่น้ำโขง ประเพณีออกพรรษาของที่นี่ จึงเปลี่ยนมาเป็นการไหลเรือไฟเพื่อ
ถวายเป็นพุทธบูชาแทน
แว่วเสียงโปงลางหรือหมากกลิ้งกล่อม เป็นทำนองสนุก
แหย่ไข่มดแดง
เป็นเพลงทำนองเร้าใจแสดงความรู้สึกของชาวท้องถิ่นหนุ่มสาวที่ออกไปหาอาหารแล้วพบปะกันมีการเกี้ยวพาราสีกัน

๔ เพลงพื้นบ้านภาคใต้
        เพลงลากูดูวอ  เพลงลากูดูวอเป็นเพลงเต้นรำเท้า ๒ จังหวะ
เป็นเพลงครูหรือเพลงเอกของชาวมุสลิมนิยมใช้บรรเลงประกอบการเต้นรำมาแต่สมัยโบราณ  ลากูดูวอ
แปลว่า  เพลงสองจังหวะ  เนื้อเพลงมีความหมายว่า
ภูติพรายหน้าฉาบสีขาบข้น          สู่ดินดลหวังหมายทำลายสิ้น
ดอกจำปาสีน้ำเงินเป็นปีกบิน                อยู่ถิ่นนั้นหอมกลิ่นมาถิ่นนี้
เพลงบุหงารำไป  เป็นเพลงสำเนียงฝรั่งอย่างมาก  ซึ่งน่าจะเป็นเพลงที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ
เพลงปราคำเปา   
เพลงปราคำเปาเป็นเพลงที่ใช้ประกอบการรำของชาวมุสลิมภาคใต้ของไทยเพลงหนึ่งหรือเรียกว่าเพลงรองเง็ง

๕ นกเขามาระปี
        เพลงประกอบระบำ เรียกว่าระบำนกเขามะราปี นายมนตรี ตราโมท
แต่งทำนองเพลงและบทร้องใช้เป็นระบำประกอบในละครเรื่องอิเหนาตอนประสันตาต่อนก
ชื่อเพลงเรียกนกเขามะราปีตามชื่อภูเขามะราปี ซึ่งเป็นสถานที่ต่อนกของตัวละคร
ละครเรื่องนี้จัดแสดงให้ประชาชนชม ณ โรงละครศิลปากร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓

๖ รองเง็ง
        ร็องเง็ง มีวิวัฒนาการมาจากการเต้นรำพื้นเมืองของชาวเสปนหรือโปรตุเกส
ซึ่งนำมาแสดงในแหลมมลายู เมื่อคราวที่ได้มาติดต่อทำการค้าแต่เสื่อมความนิยมไปชั่วระยะหนึ่ง
ใน พ.ศ.๒๔๙๔ ได้มีการรื้อฟื้นร็องเง็งขึ้นโดยท่านขุนจารุวิเศษศึกษากร
ศึกษาธิการอำเภอเมืองปัตตานี ท่านได้นำเพลงรองเง็งดั้งเดิม ๒ เพลง คือ ลากูดูวอ
และเมาะอีนังชวามาปรับปรุงท่าเต้นขึ้นจากรองเง็งเดิม
เพื่อแสดงในงานปิดอบรมศึกษาภาคฤดูร้อนของคณะครูจังหวัดปัตตานี
ปรากฏว่ารองเง็งกลายเป็นที่แปลกใหม่ และได้รับความสนใจอย่างยิ่ง
ต่อมาสมาคมงัตของชาวมุสลิมในจังหวัดปัตตานี ได้นำเพลงจินตาซายังปูโจ๊ะปีชัง เลนัง ฯลฯ
จากมาเลเซียเข้ามาเผยแพร่ทำให้มีเพลงรองเง็งมากขึ้น
และมีผู้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมและประดิษฐ์ดัดแปลงท่าเต้นขึ้นใหม่ซึ่งรวบรวมได้ถึง ๑๓ เพลง

๗ ค้างคาวกินกล้วย
        เพลงอัตราจังหวะสองชั้น ทำนองเก่า ใช้ประกอบการแสดงละคร
เป็นเพลงที่มีลีลาทำนองอัตราจังหวะกระชั้น รุกเร้า ชวนให้อารมณ์คึกคัก สนุกสนาน
หรืออารมณ์ตลกขบขัน เพลงนี้มีสามท่อน เพลงนี้มีหลายชื่อเช่น แร้งกระพือปีกหรือ
ลิงถอกกระดอเสือ

พระประดิษฐไพเราะ(มี  ดุริยางกูร) คนทั่วไปเรียกท่านว่าครูมีแขก เกิดวันเดือนปีอะไรกัน
ไม่ปรากฏให้ทราบแน่ชัด ทราบเพียงแต่ว่า
๑. เป็นครูดนตรีมาตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ ๓ จนถึงรัชกาลที่ ๕
๒. สมเด็จนกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเคยเห็นพระประดิษฐ์ไพเราะ ขณะที่สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ
ทรงไว้พระเมาลี สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ประสูติเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๔๖๕
๓. ครูมีแขกเป็นครูของ ครูสิน ศิลปบรรเลง บิดาของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง )
หลวงประดิษฐ์ไพเราะเกิดเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๔๒๔
๔ มีบุตรชายชื่อ นายถึก  ดุริยางกูร ที่มีความสามารถในการสีซอได้ไพเราะมาก

ครูมีแขกได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงประดิษฐ์ไพเราะ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๓๙๖
และได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น พระประดิษฐ์ไพเราะเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๓๙๖
นักดนตรีทุกคนต่างยอมรับนับถือความเป็นอัจฉริยะในทางดนตรีของครูมีแขก
โดยถือว่าท่านเป็นบรมครูผู้ยิ่งใหญ่ของการดนตรีไทยทีเดียว
เพราะนอกจากท่านมีความสามารถในการเล่นดนตรีได้แทบทุกชนิดแล้ว โนเฉพาะอย่างยิ่ง
ปี่และซอสามสาน ท่านยังเป็นต้นตำรับในการแต่งเพลงประเภทต่าง ๆ ได้ดียิ่งด้วย
โดยเฉพาะเพลงประเภท ลูกล้อลูกขัด
จากการที่ท่านถนัดแต่งเพลงประเภท ลูกล้อลูกขัด หรือเพลงประเภท "ทยอย"
ดังในคำไหว้ครูปี่พาทย์ตอนหลังว่า
"ทีนี้จะไหว้ครูปี่พาทย์         ฆ้องระนาดมือดีปี่ไฉน
ทั้งครูแก้วครูฟ้าเป็นหลักชัย                 ครูทองอินทร์นั่นแหละใครไม่เทียบทัน
มือตอดหนอดหนักขยักขย่อน         ตาพูนมอญมิใช่ชั่วตัวขยัน
มีครูแขกคนนี้เบาดีครัน                เป่าทยอยลอยลั่นบรรเลงลือ"

พระประดิษฐ์ไพเราะทรงเพลงทยอยนอก โดยแทรกลูกเล่นไว้อย่างพิสดาร มีทั้งเดี่ยว ลูกล้อลูกขัด
เบาทีแรงที อย่างบริบูรณ์ และเพลงนี้ถือเป็นเพลงต้นตำรับเพลงประเภทลูกล้อลูกขัด
พอถึงรัชกาลที่ ๕ ครูมีแขกเป็นครูปี่พาทย์ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระประดิษฐ์ไพเราะ ในวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๓๙๖
เนื่องจากแต่งเพลงเชิดจีนบรรเลงทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
และทรงโปรดปรานมาก จึงโปรดเลื่อนบรรดาศักดิ์ให้
เพลงเชิดจีนที่ท่านแต่งขึ้นนี้ใช้วิธีอันแปลกประหลาดกว่าเพลงไทยทั้งหลายที่เคยมีมาก
สำนวนทำนองของเพลงมีทั้งเชิงล้อ เชิงชน ทีหนีทีไล่
ล้อหลอกกันไปมาระหว่างเครื่องกับเครื่องตามอย่างสนุกสนานและไพเราะเริงเร้ากระตุ้นเตือนใจชวนให้พังตลอดเวลา เพลงนี้จะฟังให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน หรือจะเอาไปใช้ประกอบการรำ
หรือแสดงละครก็ได้
ครูมีแขกเป็นผู้มีความสังเกตและสนใจจดจำสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ประสพพบเห็น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้เห็นได้ยินได้ฟังเพลงดนตรีแปลก ๆ แล้ว ท่านจะจดจำนำมาดัดแปลง
หรือมาแต่งเป็นเพลงขึ้นใหม่ตามหลักดุริยางค์ไทยได้อย่างไพเราะเพราะพริ้งเช่น
วันหนึ่งขณะเดินกลับจากสอนดนตรีในวังผ่านมาได้ยินพวกจีนเขาเล่นมโหรีกันอยู่
ก็ให้ศิษย์ที่มาด้วยกัน ๒ คน คือครูสิน ศิลปบรรเลง และครูรอด ให้ช่วยกันจำไว้
พอถึงบ้านก็ได้นำมาเรียบเรียงประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นเพลงชุดของเพลงจีน ๔ เพลงคือ
เพลงภิรมย์สุรางค์ เพลงอาเฮีย เพลงชมสวน เพลงแป๊ะ ทั้ง ๔
เพลงนี้อยู่ในความนิยมของนักดนตรีไทยมาจนทุกวันนี้
ในรัชกาลที่ ๕ ครูมีแขกได้เป็นครูมโหรี ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระยาสุดารัตน์ราชประยูร แล้วจึงถึงแก่กรรม ท่านได้เป็นต้นตระกูล "ดุริยางกูร"
บุตรหลานของท่านยังได้เปิดร้านจำหน่าย เครื่องดนตรี อุปกรณ์ อยู่ที่ร้านดุริบรรณ ถนนตะนาว
จนทุกวันนี้ ท่านได้สร้างผลงานให้แก่วงดนตรีไทยมากมาย เช่น
เป็นต้นตำรับของการเดี่ยวเครื่องดนตรีต่าง ๆ เช่นเพลงพญาโศก พญาครวญ สารภี แขกมอญ จีนรับใหญ่
ภิรมสุรางค์ และลมพัดชายเขา
นอกจากนี้ยังเป็นต้นตำรับของการแต่งเพลงอมตอยู่ในความทรงจำของนักดนตรีไทยตลอดไป
เพลงที่แต่งมีมากเช่น เพลงการเวกเล็ก กำสรวลสุรางค์ ขวัญเมือง แขกบรเทศ แขกมอญ บางช้าง จีนแส
จีนขิมใหญ่ เชิดจีน ทยอยเขมร ทยอยเดี่ยว ทยอยนอก แป๊ะ อาเฮีย พญาครวญ พญาโศก
พระอาทิตย์ชิงดวง และภิรมย์สุรางค์ เป็นต้น  ท่านถึงแก่กรรมประมาณรัชกาลที่ ๕

พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) พ.ศ. ๒๔๒๖ -๒๕๑๑

พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) เกิดวันที่ ๑๓ กรกฏาคม ๒๔๒๖ ที่บ้านญาติของมารดา ตำบลทวาย
ใกล้กับถนนสาธร เดิมบิดาตั้งชื่อให้ว่า "ปิเตอร์ไฟท์" (Peter Feit)
ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่า ปิติ วาทะยะกร บิดาของท่านชื่อ จาค๊อบ ไฟท์
เป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านดนตรีได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยว
และได้รับราชการเป็นครูแตรวงในพระราชสำนักของ สมเด็จพระบัณฑูรย์กรมพระราชวังบวรมหาวิชัยชาญ
ก่อมาได้เป็นครูแตรวง ทหารบกในรัชกาลที่ 5 ส่วนมารดาเป็นคนไทย เชื้อสายรามัญชื่อ ทองอยู่
เมื่ออายุ ๗ ขวบ ท่านเริ่มรับการศึกษาวิชาสามัญที่โรงเรียนอัสสัมชัญ(Assumption)
ในชั้นต้นได้เข้าเรียนในแผนกภาษาฝรั่งเศส จนจบหลักสูตร
แล้วจึงได้เข้าเรียนต่อในแผนกวิชาภาษาอังกฤษ รวมเวลาที่อยู่ในโรงเรียนนี้ ๑๑ ปี
ระหว่างนี้ท่านก็ได้ศึกษาวิชาดนตรีจากบิดาพร้อมกับพี่ชายอีก ๒ คน
ซึ่งปัจจุบันได้ถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว เมื่อพระเจนดุริยางค์อายุได้ ๑๐ ขวบ ท่านได้ฝึกหัดเชลโล
เป็นเครื่องดนตรีประจำตัวต่อไป จากการฝึกหัดอย่างจริงจัง
ทำให้ท่านมีความสามารถในการเล่นดนตรีอย่างยอดเยี่ยม
และก่อให้เกิดความรักอันซาบซึ้งในดนตรีแบบ คลาสสิค ขึ้นอย่างมาก พออายุ ๑๗ ปี
จึงได้หัดเรียนเปียโนโนอีกอย่างหนึ่ง พร้อมกันนี้ท่านก็ได้เริ่มแสวงหาความรู้ทาง
"ดุริยางค์ศาสตร์" อย่างกว้างขวาง รวมทั้งเริ่มหัดเครื่องดนตรีชนิดอื่นอีกหลายอย่างเช่น
คลาริเนท ฟรุต และทรอมโบน ในปี พ.ศ. ๒๔๔๔
ท่านได้เป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนอัสสัมชัญ(Assumption)  จนถึง พ.ศ. ๒๔๔๕ เป็นครูอยู่
๒ ปีก็ลาออกจากนั้นก็สมัครเข้ารับราชการในกรมรถไฟหลวงแผนกเดินรถ ถึง พ.ศ. ๒๔๕๖
ท่านได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็น "ขุนเจนรถรัฐ"
ท่านรับราชการอย่างสามารถอยู่ที่กรมรถไฟหลวงเป็นเวลา ๑๔ ปี
ด้วยความอัจฉริยะทางดนตรีอันเป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง จากนั้นเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ.
๒๔๖๐ รัชกาลที่ ๖ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ย้ายไปรับราชการในกรมมหรสพ
มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยปลัดกรมกองเครื่องสายฝรั่ง
มีหน้าที่ฝึกฝนอบรมนักดนตรีทางการปฏิบัติเครื่องดนตรี สำหรับวงดนตรีฝรั่งหลวงแห่งราชสำนัก
แล้วได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า "หลวงเจนดุริยางค์"
เมื่อได้รับการทาบทามให้ไปอยู่กรมมหรสพนั้นท่านลังเลใจอยู่
เนื่องจากรำลึกถึงคำกำชับของบิดาว่ามิให้ยึดถือและอาศัยวิชาดนตรีที่ท่านได้ให้ไว้นั้นเป็นอาชีพอย่างเด็ดขาด เพราะ  "คนไทยเราไม่ใคร่สนใจในการดนตรีเท่าใดนัก ชอบทำกันเล่น ๆ สนุก ๆ ไปชั่วคราว แล้วก็ทอดทิ้ง" แต่เนื่องจากเป็นพระบรมราชโองการจึงต้องไป ท่านได้ทุ่มเทเวลาความสามารถทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ฝึกฝนนักดนตรีรุ่นใหม่ได้บังคับบัญชาอย่างกวดขัน ชั่วเวลาเพียง ๒ - ๓ ปีเท่านั้น วงดุริยางค์สากลวงแรกของไทยก็สามารถออกบรรเลงโชว์ฝีมือในงานพระราชพิธีต่าง ๆ จนได้รับคำชมเชยจากผู้ฟังทั้งชาวไทยและต่างประเทศมากมาย ถึงกับกล่าวกันว่า เป็นวงเก่งที่สุดในภาคตะวันออก จากความสามารถดังกล่าวนี้เองท่านก็ได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "พระเจนดุริยางค์" ตำแหน่งปลัดกรมกองดนตรีฝรั่งหลวง เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๔๖๕ ทำให้กิจการดนตรีสากลของไทยมีมาขึ้นทัดเทียมกับต่างประเทศ และจากความสามารถในการจัดสร้างวงดุริยางค์สากลได้สำเร็จเป็นอย่างดีขั้นต้น ในปี ๒๔๗๐ ท่านจึงได้ถูกขอร้องให้ไปช่วยเหลือปรับปรุงวงดนตรีของกองทัพเรือ ฃึ่งมีวงโยธวาทิต (แตรวง)
และวงดุริยางค์
ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาดำรงราชานุภาพ นายกราชบัณฑิตสภา
ได้ทรงเริ่มจัดการให้พระยาวรพงศ์พิพัฒน์ เสนากระทรวงวัง เจ้าสังกัดวงปี่พาทย์และโขนหลวง
สั่งให้ครูดุริยางค์ดนตรีและผู้ชำนาญการจดโน้ตเพลงมาร่วมกันบรรเลง
และบันทึกเป็นตัวโน้ตไว้ทั้งนี้กระทำกัน ณ วังวรดิศ สัปดาห์ละ ๒ วัน จนถึง พ.ศ.  ๒๔๗๕
ก็หยุดชะงักไปชั่วคราว พระเจนดุริยางค์ก็มีส่วนร่วมในการบันทึกโน้ตคือ
มีหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการบันทึกโน้ต ซึ่งเป็นผลงานที่ท่านภาคภูมิในยิ่งอีกชิ้นหนึ่ง
มาเมื่อปลายปี ๒๔๗๔ พระเจนฯได้พบปะกับเพื่อนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ผู้หนึ่ง
ซึ่งสนิทสนมกันมาก่อนคือ นาวาตรี หลวงวินิจเทศกลกิจ (กลาง โรจนเสนา)
ซึ่งเป็นผู้ขอร้องให้พระเจนฯ
แต่งเพลงให้บทหนึ่งให้มีทำนองเป็นเพลงที่มีความคล้ายคลึงกับเพลงชาติฝรั่งเศส
ท่านก็ตอบว่าไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ เพราะเพลงชาติที่มีชื่อ
สรรเสริญพระบารมีของเราก็มีอยู่แล้ว นายทหารเรือผู้นั้นก็ตอบว่า
อยากจะให้ไทยเรามีเพลงปลุกใจเพิ่มขึ้นอีกบ้าง
เพราะเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้นเป็นเพลงของพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนเพลงของประชาชนนั้นไม่มี
พระเจนก็ได้ตอบปฏิเสธไป เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ปรากฏว่าเพื่อนคนนั้นได้ร่วมในคณะผู้ก่อการด้วย
และขอร้องให้ท่านแต่งทำนองเพลงเพลงชาติให้ได้โดยบอกว่าเป็นความประสงค์ของผู้ก่อการท่านจึงยากที่จะปฏิเสธ และท่านได้ขอให้เวลาสำหรับแต่งเพลงสำคัญนี้ ๗ วัน แต่พอจะครบกำหนดท่านก็ยังไม่สามารถแต่งได้จนกระทั่งถึงวันสุดท้าย ขณะที่ท่านกำลังนั่งรถรางสายบางขุนพรหมจะไปทำงานตามปกติ ท่านจึงเกิดนึกทำนองเพลงชาติขึ้นมาได้พอไปถึงที่ทำงานจึงลองเล่นเปียโนดูพร้อมกับจดโน้ตไว้ ปรากฏว่าสามารถใช้ได้ทันการพอดี ดังนั้นท่านจึงได้แต่งทำนองเพลงชาติขึ้นเป็นทำนองเพลงมารช์ใช้ได้คึกคักเร่งเร้าใจ ดังที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่อย่างทุกวันนี้ สำหรับเนื้อร้องของเพลงชาตินั้นเดิมเป็นของขุนวิจิตร มาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) และนายฉันท์ ขำวิไล ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นของ พ.อ. หลวงสารานุประพันธ์
ทั้งร้องอยู่ในปัจจุบัน
พ.ศ. ๒๔๗๗ กิจการของวงดนตรีสากลได้ย้ายไปสังกัดในกรมศิลปากร
งบประมาณถูกตัดโดยทางราชการมีข้อเสนอให้เลือก ๒ ประการคือ ให้ปลดนักดนตรีออกครึ่งหนึ่ง
และให้ลดเงินเดือนของแต่ละคนออกครึ่งหนึ่ง ซึ่งพระเจนฯ
ไม่สามารถจะเลือกปฏิบัติแต่อย่างใดได้เลย พอปี พ.ศ. ๒๔๗๙
กรมศิลปากรได้ส่งท่านไปดูงานดนตรีในต่างประเทศ เมื่อท่านกลับมาแล้วในพ.ศ. ๒๔๘๓
ได้ไปประจำอยู่กองทัพอากาศเพื่อจัดตั้งวงดนตรีของกองทัพอากาศขึ้น
เพื่อบรรเลงเพลงประกอบภาพพจน์ด้วย พอถึง พ.ศ. ๒๔๘๗ กรมศิลปากรก็เรียกตัวท่านคืน
กิจการดนตรีสากลของกรมศิลปากรเมื่อถูกตัดงบประมาณลงไปแล้ว ทำให้ทรุดโทรมเรื่อยมา
นักดนตรีบางพวกก็แยกย้ายกระจัดกระจายกันไปอยู่ที่อื่น
เช่นไปอยู่กับคณะละครของกรมศิลปากรไปอยู่กับวงดนตรีแจ๊สของกรมโฆษณากร (กรมประชาสัมพันธ์)
ตัวคุณพระเองก็ถูกปลดจากตำแหน่งหัวหน้ากองดุริยางค์ศิลปากรไปรับตำแหน่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนฝึกหัดดนตรีสากล แต่พอโรงเรียนฝึกหัดครูดนตรีสากลล้มเลิกไป ท่านก็ได้ตำแหน่งให้เป็นศาสตราจารย์วิชาการดนตรีประจำมหาวิทยาลัยศิลปากร ครั้น พ.ศ. ๒๔๙๐ ทางราชการได้มีคำสั่งให้พระเจนฯ ย้ายไปประจำกองการสังคีต กรมศิลปากร เพื่อหาทางแก้ไขปรับปรุงวงดุริยางค์สากลให้ได้มาตรฐานดีเช่นเดิม แต่ท่านก็ได้พบอุปสรรค์มากมาย จึงเสนอขออนุมัติจัดตั้งโรงเรียนสอนวิชาดนตรีขึ้น เพื่อผลิตนักดนตรีใหม่แต่ไม่เป็นผลท่านจึงได้ลาออกจากกรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๔๙๗
รวมเวลาที่ท่านได้รับราชการในกรม
มหรสพและกรมศิลปากรเป็นเวลา ๓๗ ปี เต็ม หลังจากออกจากราชการแล้ว ท่านก็ยังคงทำงานใน
ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญแผนกดุริยางค์สากลของกรมศิลปากรอยู่อีกต่อไป
ในบั้นปลายของชีวิตท่านถูกขอยืมตัวจากกรมศิลปากร ไปอยู่ในกรมตำรวจ
ท่านจัดตั้งวงดุริยางค์ตำรวจให้กับโรงเรียนพลตำรวจในภาคต่าง ๆ รวมทั้งโรงเรียนพลตำรวจนครบาล
พร้อมกันนี้ท่านก็ได้รวบรวมตำราแบบเรียน แบบฝึกหัด
สำหรับอบรมนักดนตรีในโยธวาทิตเพื่อทำหน้าที่เป็นครูฝึกนักดนตรีอีกด้วย
ด้วยผลงานที่ท่านปฏิบัติมาก
เป็นเหตุให้กรมตำรวจขอโอนท่านจากกรมศิลปากรมารับราชการในกรมตำรวจในตำแหน่งผู้อำนวยการฝึกสอนดนตรีและผู้เชี่ยวชาญวิชาดนตรี ประจำกองดุริยางค์ตำรวจ จนกระทั่งถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม
๒๕๑๑
พระเจนดุริยางค์ได้แต่งบทเพลงอันไพเราะไว้มากพร้อมทั้งแยกเสียงประสาน เพื่อใช้เล่นกับวง
ดุริยางค์สากลได้อีกด้วย บทเพลงเหล่านี้ได้แก่ เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องบ้านไร่นาเรา
เรื่องพระเจ้าช้างเผือก และบทเพลงในมหาอุปรากรเรื่อง "มหาดารณี"
เป็นต้นนอกจากนี้ท่านยังได้นำเพลงไทยเดิมแยกประสานเสียง
สำหรับบรรเลงด้วยวงดุริยางค์สากลหลายเพลงเช่น เพลงเขมรไทรโยค แขกเชิญเจ้า ต้นบรเทศ
สุธากันแสง มหาฤกษ์ มหาชัย เป็นต้นท่านได้แต่งตำราวิชาการดนตรีสากลไว้หลายเล่ม
ซึ่งล้วนมีคุณค่าสำหรับประเทศไทย เช่น การดนตรี หลักวิชาการดนตรี และการขับร้อง
แบบเรียนวิชาการประสานเสียงเล่ม ๑ และ เล่ม ๒ แบบเรียนดุริยางค์สากล
ท่านได้อบรมลูกศิษย์ให้มีความรู้
ความสามารถในเรื่องดนตรีสากลเป็นจำนวนมากมายหลายคนกำลังเป็นนักดนตรี
นักแต่งเพลงหรือหัวหน้าวงที่มีชื่อเช่น เอื้อ สุนทรสนาน ,สง่า อารัมภีร์, ชลหมู่
ชลานุเคราะห์, สุรพล แสงเอก และเรืออากาศโท ประกิจ วาทะยากร (บุตรของท่านเอง)
มรณกรรมของคุณพระเจนดุริยางค์ ปรมาจารย์ทางดนตรีสากล เจ้าของทำนองเพลงชาติไทย
อันเร้าใจและอมตะ และเป็นผู้วางรากฐานทางดนตรีสากลในเมืองไทยให้เป็นหลัก
นับเป็นการสูญเสียงครั้งยิ่งใหญ่ในการดนตรีไทย แม้ว่าตัวของท่านจะจากไป
แต่ผลงานอันเป็นอมระของท่านก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเราชาวไทยตลอดไป

คัดลอกจากผู้จัดการรายวัน 19 ก.ย.48
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000127572
เมื่อกล่าวถึง "ครูมนตรี ตราโมท" ก็จะมีน้อยคนมากในวงการดนตรีไทย
ที่จะไม่รู้จักชื่อเสียงของท่าน ในฐานะที่เป็นครูเพลงที่ถือเป็นที่สุดของยุคคนหนึ่ง
ท่านได้แต่งเพลงขึ้นมากมาย ซึ่งล้วนแต่ไพเราะเสนาะหู มีชื่อเสียงมาก ด้วยความอัจฉริยะของครู
ท่านจึงได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติมากมาย ชมรมดนตรีไทยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จึง
อยากจะเสนอชีวประวัติและผลงานของท่านให้สู่สายตานักดนตรีไทยรุ่นหลังได้ชื่นชมกัน...

ครูมนตรี ตราโมท
นามเดิมว่า บุญธรรม ตราโมท เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๔๓ ปีชวด
ที่บ้านท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี บิดาชื่อนายยิ้ม
รับราชการตำรวจประจำเรือของของพลโทพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบ และท่านประทานนามสกุลว่า
“ตราโมท” มารดาชื่อนางทองอยู่
• ครูมนตรีเริ่มเรียนปี่พาทย์กับครูบุญสม นักฆ้อง
• ต่อมาเรียนระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ แคลริเนต และหลักการแต่งเพลงกับครูสมบุญ สมสุวรรณ
• เรียนวิธีแต่งเพลงกับพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) และหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร
ศิลปบรรเลง)
• เรียนฆ้องวงใหญ่เพิ่มเติมกับหลวงบำรุงจิตรเจริญ (ธูป สาตนวิลัย)
• เรียนกลองแขกกับพระพิณบรรเลงราช (แย้ม ประสานศัพท์) •
เรียนระนาดเอกเพิ่
บันทึกการเข้า

กระทู้นี้เป็นกระทู้ที่เพื่อนๆที่ยังไม่ได้สมัครสมาชิกฝากถามมา ก็ขอความอนุเคราะห์จากเพื่อนๆสมาชิก ช่วยตอบให้ด้วยนะคร๊าบผม...ขอบคุณมั่กๆครับ...
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
HTG2.net (Since 1999)  |  Home Theater Guide webboard  |  มุม โฮมเธียเตอร์ (HT)  |  หัวข้อ: ซีดี โครงการบันทึกเสียงเพลงประจำชาติ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2011, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.132 วินาที กับ 19 คำสั่ง
Speakeasy Speed Test