ผู้เขียน หัวข้อ: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008  (อ่าน 257686 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #754 เมื่อ: 20 มิถุนายน, 2019, 01:46:06 PM »
ลองกันหน่อยครับ iPadOS Beta



ลงเสร็จแล้ว  นอกจากการใช้งานจะใกล้เครือ่ง Desktop แล้ว อาการเสียงกัดหูนิดๆ เวลาฟังเพลงผ่านหูฟัง Sol Republic ก็หายไปด้วย

ออฟไลน์ snsat

  • *
  • กระทู้: 23
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #753 เมื่อ: 13 มิถุนายน, 2019, 03:20:49 PM »
สุดยอดเลยครับ

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #752 เมื่อ: 05 มิถุนายน, 2019, 03:24:36 PM »
Mac Pro ตัวใหม่ สเปคจะไปดาวอังคารละ แถมติด Afterburner เพิ่มความแรงได้อีก แต่ก็เครื่องพวกนี้ล่ะ ที่มีหน้าที่ผลิตหนัง ผลิตเพลงคุณภาพออกมา
(ความก้าวหน้า ทันสมัย ก็มาจากฝ่ายผลิตเสมอ ส่วนเครื่องเสียงนี่ macOS ออกแล้ว App ฟังเพลงบางตัวยังอัพเดทตามไม่ทัน)


ภาพจาก techoffside.com

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #751 เมื่อ: 23 เมษายน, 2019, 05:41:34 PM »
หายไปนานไม่แน่ใจว่าตอนนี้ Config ปรับเปลี่ยนไปถึงไหนแล้วครับ

ช่วงนี้ไปทำ ShutterStock กับเล่นโมเดล 1/6 แบบคัสตอมเอง (ตัวในภาพ) ไม่ได้อัพเดทอะไรเลยครับ
แค่ซื้อ HDD Toshiba มารอไว้ แต่ไม่มีเวลาทำเพลงลง แต่เล็ง Universal Audio Arrow ไว้ครับ






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 เมษายน, 2019, 08:28:29 AM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ Valve art

  • ***
  • กระทู้: 182
  • Sweet tube
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #750 เมื่อ: 01 เมษายน, 2019, 03:41:38 PM »
หายไปนานไม่แน่ใจว่าตอนนี้ Config ปรับเปลี่ยนไปถึงไหนแล้วครับ
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #749 เมื่อ: 29 กันยายน, 2017, 12:42:10 PM »
ปรับอีกนิด


ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #748 เมื่อ: 26 กันยายน, 2017, 08:40:09 AM »
มาแล้ว และคราวนี้เปลี่ยนโครงสร้างใหม่หมด ผมตอ้งหา HDD มาแบคอัพเครื่องเพื่อความปลอดภัยก่อน



ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #747 เมื่อ: 21 กันยายน, 2017, 11:22:54 PM »
ต้องถอยตัวนี้มาจนได้ ได้มาจากร้าน Chestha HiFi



เพราะ PSU ของ Caldigit Thunderbolt Station 3 เป็นหัว C5 ครับ ซึ่งมันสำคัญตรงที่ PSU ตัวนี้ทำหน้าที่จ่ายไฟให้ Macbook Pro 15" 2016 ผ่านทางสาย Thunderbolt 3
ซึ่งมันดีกว่าใช้ PSU ของ Apple เพราะ PSU ของ Caldigit Thunderbolt Station 3 จ่ายไฟ 20V เข้า Caldigit Thunderbolt Station 3 แต่ไฟเลี้ยงของ Macbook Pro 15" 2016 ใช้ไม่ถึง 20V
ก็ต้องมีการลดกำลังไฟที่ออกจากพอร์ท Thunderbolt 3 ทำให้เสียงได้เข้มขึ้นมาก


ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #746 เมื่อ: 20 กันยายน, 2017, 12:58:58 PM »


ซ้ายคือ Macbook Pro with TouchBar 2016 ที่ยุบรวมพอร์ททั้งหมด เหลือเป็น Thunderbolt 3 (USB-C)
ขวาคือ Macbook Pro Retina Display 2014 ที่ผมใช้ก่อนหน้านี้  ที่มีพอร์ทหลากหลาย

แต่ Thunderbolt 3 พอร์ทเดียว นอกจากรับส่งข้อมูล ส่งสัญญาณภาพได้ ยังสามารถชาร์จไฟเข้าตัวเครื่องได้ด้วย ทำให้ตัดพอร์ทชาร์จ MagSafe 2 ออกไปด้วย
และมีการออกแบบใหม่ให้สามารถชาร์จไฟที่พอร์ทใดก็ได้ทั้ง 4 พอร์ท เรียกว่าไม่ใช่แค่เปลี่ยนพอร์ทเท่านี้น แต่การออกแบบต่างๆก็ปรับปรุงให้ดีขึ้นไปมาก
รวมถึงพอร์ทที่เล็กลง แต่แข็งแรงกว่าเดิม (สาย USB 2 ผมเผลอวางของทับ หรือเดินเหยียบ หัวแบนไปหลายหัว)
และสาย Thunderbolt 3 มีสายสัญญาณอยู่หลายเส้น แต่ละเส้นมีชิลด์แยกจากกัน เรียกว่าเทคโนโลยีการผลิตสายก็ก้าวไกลกว่าเดิมอีกด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 กันยายน, 2017, 01:12:11 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #745 เมื่อ: 18 กันยายน, 2017, 09:01:20 PM »
ปรับกระบวนกองทัพ




ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #744 เมื่อ: 14 กันยายน, 2017, 10:24:21 AM »


ชีวิตที่ดีขึ้น ชาร์จ + Data มาในเส้นเดียว แถมไม่มีการรบกวนกันเลย เพราะเคยตัดสาย Thunderbolt มาดู สายด้านในมีชิลด์แยกจากกันทั้งหมด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 กันยายน, 2017, 01:59:11 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #743 เมื่อ: 13 กันยายน, 2017, 10:22:49 AM »
สาย Thunderbolt 3 ที่ทำหน้าที่ ส่งข้อมูลได้ทั้งแบบ Thunderbolt 3 และ USB ใช้ชาร์จไฟได้ถึง 85W
ในภาพเป็นสาย Caldigit ที่ได้มากับ Caldigit Thunderbolt Station 3 ตัวนี้เป็นสายแบบ Passive ความยาว 0.5m วิ่งเต็มสปีด
ถ้ายาวเกินจากนี้ จะเป็นสายแบบ Active



เสียบกลับด้านได้ บอกลาการพลิกหัวเสียบกลับไปกลับมาเป็นสิบๆปี เสียเวลาในชีวิตอย่างเปล่าประโยชน์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 กันยายน, 2017, 10:34:11 AM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #742 เมื่อ: 12 กันยายน, 2017, 09:51:14 AM »
ก้าวทันโลก



เส้นบนสุดคือ USB-C
เส้นที่เขียนว่า Caldigit เป็น Thunderbolt 3 (USB C)
ส่วนล่างสุดคือสายชารืจไฟ USB-C (ส่ง DATA ได้แต่ช้ามาก)

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #741 เมื่อ: 07 กันยายน, 2017, 12:17:00 AM »
สถิตย์พลัง Thunderbolt 3




ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #740 เมื่อ: 03 กันยายน, 2017, 10:40:25 AM »
ติดภารกิจ ดี76 เลยห่างหายไปครับ งานเกือบเสร็จแล้วพอมีเวลาไปตกแฟ่นมาจากร้านโดเรมี



กับเพลง Take On Me จากวง a-ha ถ้าไม่ได้ฟังก็ไม่รู้จะมีเครื่องเสียงไปทำไม

ผมก็ยังใช้วิธีโบราณ ซื้อแผ่นครับ ยังไม่นิยมโหลดแบบที่ฮิตๆกัน เพราะแผ่นที่ผมได้มาแล้ว คุณภาพเสียงเปลี่ยนไปได้มากมายตาม App ที่ใช้ดึงข้อมูลออกมาครับ
ผมใช้ไฟล์ .aiff ก็เป็นฟอร์แมทมาตราฐานที่ใช้กันในห้องอัด เพราะให้เสียงเป็นธรรมชาติครับ (ห้องบันทึกเสียง จะเลือกใช้ .wav หรือ .aiff ตามสไตล์เพลงที่ต้องการ)
แต่ไฟล์ .aiff ก็เป็นไฟล์ที่อ่อนไหวกับบรรดาอุปกรณ์แต่้งซิ่งทั้งหลายครับ มันจะฟ้องได้ง่ายดายมากเมื่องระบบเสียงที่ใช้มี color มากๆครับ เสียงก็จะเพี้ยนหนักมาก
เล่นฟังแล้วเน้นเสียง ไม่เป็นธรรมชาติ ทั้งๆที่ห้องอัดเลือกใช้ไฟล์สกุลนี้เพื่อความเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อใช้ฟังแล้วไม่เป็นอย่างที่ควรเป็น ก็หมายความว่าต้องรื้อชุดแต่งซิ่งในระบบ
ออกมากองไว้ แล้วค่อยๆใส่กลับเข้าไปทีละชิ้นคร้ับ จะเห็นคาแรคเตอร์เสียงจากอุปกรณ์ที่ละชิ้นได้ง่ายดายมาก (ผมก็รื้อออกหมดครับ หลังจากฟังแบบ 176.4/32)

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #739 เมื่อ: 07 สิงหาคม, 2017, 10:43:55 PM »
Focusrite แบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากนักดนตรีมาช้านาน
จนออก Clarett 8 Pre ก็จัดว่าเป็นเครื่องค่อนข้างใหม่สำหรับ Audio Interface แบบ Thunderbolt 1



แต่ทาง Focusrite ก็ได้ออกตระกู, RED ที่เป็น Thunderbolt 2 ออกมา ซึ่งส่งข้อมูลได้เร็วกว่าอีกเท่าตัว
เรียกว่าสำหรับมืออาชีพ ไม่มีคำว่า "แค่นี้ก็พอแล้ว"




ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #738 เมื่อ: 06 สิงหาคม, 2017, 10:20:58 PM »
สุดท้าย Poem Audio ก็ต้องเข้าสู่เส้นทาง Thunderbolt ครับ



เป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อเสียงเพลงโดยเแพาะ พอร์ทที่สตูดิโอต่างๆเลือกอัพเกรดต่อมาจาก Firewire
เปิดเทียบกับ Interface เก่าที่เป็น Firewire นั้น ระบบ Thunderbolt ก็แสดงความเหนือชั้นออกมาอย่างชัดเจนครับ

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #737 เมื่อ: 05 สิงหาคม, 2017, 11:35:21 PM »
อัพเดทเฟิร์มแวร์ Apogee Element 24 ครับ



นึกว่าจะไม่มีอะไรมาก เสียงไปคนละเรื่องเลยทีเดียว



คิวต่อไป รอ macOS ครับ อัพเกรดได้เรื่อยๆ


ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #736 เมื่อ: 01 สิงหาคม, 2017, 12:43:30 PM »
หลังจากทดสอบสาย Thunderbolt ที่ความยาวต่างกัน และเส้นที่มีความยาว 0.5 เมตร เสียงดีกว่าเส้น 2 เมตรในระดับที่ห่างกันเยอะมาก
เส้น 0.5 เมตร เสียงเปิดกว่าชัดเจน แต่นอนว่ามันต้องมีเหตุผลครับ ซึ่งในที่สุดก็เจอจนได้
คือเส้น 0.5 เมตร ให้ความเร็วเต็ม ส่วนที่ยาวกว่าจะทำได้ไม่ถึง (เส้นยาวสำหรับงานตัดต่อที่วิ่งเต็มความเร็ว จะเป็นสาย Thunderbolt แบบ Optic)



สรุปได้เลยว่า ถึงไฟล์เพลงที่เป็น 176.4/32 จะใหญ่ขึ้นมาก แต่ก็ส่งได้ง่ายดายเมื่อใช้พอร์ท Thunderbolt แต่ประสิทธิภาพการส่งข้อมูล เป็นตัวกำหนุดคุณภาพเสียงในทันที

ส่วนที่ Poem Audio ก็ทดสอบคล้ายกัน คือ เมื่อใช้ Audio Interface ที่เป็น Thunderbolt อย่าง Focusrite 8 Pre แล้วเก็บเพลงไว้บน HDD แบบ Firewire
คุณภาพเสียงจะตกลงไปมาก เรียกว่าต้นทางช้าสุดๆ ก็มีผลกับเสียงเช่นกัน เมื่อสลับมาใช้ HDD แบบ Thunderbolt แบบ RAID 0 ก็ให้คุณภาพเสียงออกมาสมบูณ์มากกว่า
(ความเร็ว ไดนามิค ย่านความถี่)

ส่วนผมเองก็รอที่จะอัพเกรดอีกครั้งด้วย Caldigit Thunderbolt Station 3 ที่เป็น Thunderbolt 3 และสามารถชาร์จไฟเข้าเครือ่งด้วยสาย Thunderbolt 3 ได้เลย ก็หมายความว่า
ยังอัพเกรดต่อได้อีก ด้วยการทำ Power Supply 20V จ่ายให้ Caldigit Thunderbolt Station 3 ก็เป็นการอัพเกรดภาคจายไฟให้ Macbook Pro 15" 2016 ไปด้วยในตัว
เรียกว่ายังอัพเกรดได้อีกเยอะครับ ยังไม่รวม macOS ที่ออกสิ้นปีอย่างแน่นอน ซึ่งผมเทียบเสียงมาตั้งแต่ OSX 10.4 จนตอนนี้เป็น macOS 10.12
แต่แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เส้นทางของความสะดวกสบายครับ ต้องการความสะดวกเล่นเครื่องสำเร็จรูปดูจะง่ายกว่าเยอะ
แต่ผมเลือกเส้นทาง Advance ครับ


ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #735 เมื่อ: 31 กรกฎาคม, 2017, 05:21:00 PM »
ถึงผมอยากบอกว่า ไม่ได้เล่นเครื่องเสียงก็ตาม แต่ก็หนีหลักการดั่งเดิมไม่พ้นอยู่ดีครับ ก็คือการ แมทชิ่ง
แต่พอมีคอมพิวเตอร์มาเกี่ยวข้อง ก็จะวุ่นวายขึ้นอีก

- Mac or PC
- WAV or AIFF
- Thunderbolt or Firewire or USB
- Amarra or Audirvana+ or Fidelia
- 44.1 or 88.2 or 176.4

เช่น
- App Fidelia เล่นไฟล์ 88.2 หรือ 176.4 แล้วเสียงออกไปทางล้ำหน้า เหมาะกับ 44.1 มากกว่า
- Audirvana+ ก็เหมาะกับ 88.2 หรือสูงกว่า และถ้าใช้กับเครื่องที่เป็น SSD ต่อแบบ SATA เสียงจะช้าเล็กน้อย ส่วนเครื่องผมเป็น SSD แบบ NVMe ปัญหานี้หมดไป เล่นร๊อคได้ไม่มีปัญหา
- Amarra ที่ผมเคยชอบมาก แต่ตอนนี้ต้องบอกลากัน เพราะเมื่อใช้ Thunderbolt แล้วได้ความคมชัดสูงมาก พอประกบกับ Amarra แล้วแรงไปหน่อย
- WAV เป็น little-endian เซฟไฟล์กลับด้าน แต่ผมใช้ Thunderbolt ที่ส่งไฟล์เรียงจากหน้าไปหลัง งั้นก็เลือก AIFF ดีกว่า และ AIFF ก็เป็นไฟล์ที่ใช้กันในห้องอัดทั่วไป ถ้าฟัง AIFF แล้วคุณภาพเสียงไม่น่าพอใจ ก็ให้ลองปรับแต่งซิสเต็มหาจุดที่มีปัญหาดู (เหมือนกับที่ช่างภาพ KenRockwell กล่าวว่า ถ้าหยิบเลนส์ Carl Zeiss มาถ่ายแล้วไม่คม ให้ถ่ายใหม่ ความผิดอยู่ที่คนถือกล้อง ไม่ใช่เลนส์)
- ผมมี DI BOX ที่ทำให้เสียงเป็นธรรมชาติ เหมาะกับ Thunderbolt ที่ให้ความคมชัดสูง (และมีตัวเลือกมากมาย ทั้งเป็น Passive DI BOX หรือ Active DI BOX) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการบันทึกเสียงมาหลายสิบปี มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยมืออาชีพ

ด้วยความเป็นซิสเต็มที่คิดขึ้นมา ไม่อ้างอิงตลาด (เคยมีขาใหญ่ในวงการมาทักผมว่า คิดเองเหรอ ผมบอกใช่ครับ เขาบอกว่าแบบนี้ตลาดไม่วิ่งนะ ไม่ใช่ของที่ดีลเลอร์เครื่องเสียงสั่งมาขายกัน
ผมก็นึกในใจ ... ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับพวกเขา ที่ทำนี่ก็ไม่ได้เงินสักบาท มีแต่เสียเงิน)

... แต่ ผมได้คิด ได้ทดลอง ไม่ต้องตามใคร ก็มีความสุขดีอยู่
... สุดท้ายผมก็ไมไ่ด้ตอบอะไรไป แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องใช้ชีวิตแบบหยุดอยู่กับที่ ไม่ต้องมีกลุ่มให้ตาม ไม่ต้องใช้ชีวิตแบบขุดคุ้ยข้อมูลกูเกิลมาโพสไปวันๆ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31 กรกฎาคม, 2017, 11:27:00 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #734 เมื่อ: 27 กรกฎาคม, 2017, 12:54:01 PM »
หลักฐานของรอยต่ออารยธรรม USB Drive ที่ต้องออกแบบให้มีหัวต่อทั้งสองแบบ ทั้งแบบเก่าและใหม่อย่างหัว USB-C



จากการเปลี่ยนถ่ายจาก USB 2.0 เป็น 3.1 และกำลังเป็น USB 3.2 ในไม่ช้า ที่ใช้วิธีเพิ่ม Lane เข้าไป ทำให้ได้ความเร็วเป็น 2 เท่าจาก USB3.1 (ในทางทฤษฎี)

จะเรียกว่าลำบากก็ได้ เมื่อคอมพิวเตอร์เข้ามารวมกับเครื่องเสียง (แต่ห้องอัดก็ใช้มานาน) เพราะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ก้าวไปอย่างไม่หยุดนิ่ง
พอร์ทสำหรับมืออาชีพอย่าง FireWire ก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจะให้ได้มาด้วยความเร็วที่สูงและมีเสถียรภาพสำหรับการส่งข้อมูลต่อเนื่องหลายชั่วโมง
ก็ต้องมีการออกแบบที่เฉพาะทาง เพราะเป็นพอร์ทสำหรับงานมืออาชีพ จะให้เกิดความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยดูจะเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น

Firewire400 > Firewire800 > Thunderbolt 1 > Thunderbolt 2 > Thunderbolt 3 (ใช้หัวต่อ USB-C)

Thunderbolt 3 (ใช้หัวต่อ USB-C)  ซึ่งเป็นการออกแบบใหม่ให้ USB กับ Thunderbolt ใช้หัวเดียวกัน เพราะในหัว Type C มีพินมากมาย แต่อุปกรณ์ USB จะไม่สามารถส่งสัญญาณให้กับอุปกรณ์ Thunderbolt ได้ แต่ Thunderbolt มีคอนโทรลเลอร์ USB ใส่มาด้วย จึงพ่วงต่อได้ทั้งกับอุปกรณ์ USB-C และ Thunderbolt

จนตอนนี้อุปกรณ์ห้องตัดต่อทั้งหลายก็ทยอยย้ายไปใช้ Thunderbolt 3 กันแล้ว เช่นยี่ห้อ BlackMagic แต่แน่นอน นั่นคือสินค้าระดับโปรครับ
แต่ผมก็เลือกใช้สินค้าระดับโปรมาฟังเพลงอยู่ดี เหตุผลก็ไม่ซับซ้อนครับ
- มีมาตราฐาน : สินค้ามืออาชีพ มีคุณภาพเสียงที่ยอมรับได้ในวงการมืออาชีพ เสียงก็ถูกปรับแต่งมาจากมืออาชีพด้านงานดนตรี
- ถูก : เมื่อเห็นราคา Apogee Element 24 ในราคาสองหมื่นกว่าบาท ได้เทคโนโลยีล่าสุดอย่าง Thunderbolt
- ทันใจ : ไดรเวอร์สำหรับสินค้ามืออาชีพ เรียกว่าถูกทาง Apple ขอให้(หรือบังคับ) ให้ปล่อยไดรเวอร์ทันที ที่มี macOS ตัวใหม่ เรียกว่าออกแล้วอัพได้เลย USB DAC บางยี่ห้อ กว่าไดรเวอร์จะออกก็ร่วม 2 เดือน
- ประหยัด : ด้วยเทคโนโลยี Thunderbolt ทำให้ลดอาการ Color ของสายลงไปได้มาก ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงๆสำหรับสายแบบออดิโอเกรดอีกต่อไป (แต่ก็ยังต้องแต่งชั้นวางอยู่ดี แต่ก็ถือว่าประหยัดไปได้ส่วนนึง)
- PCM : ถึงกระแส DSD จะมาแรง แต่เพลงโดยส่วนมาก เกิดจากการเอา PCM มาแปลง(เพลงเก่าๆก็บันทึกด้วย 24/96) เพราะอัลบั้มที่เป็น DSD ทุกขั้นตอนตั้งแต่จากไมค์แปลงเป็น DSD ยังมีน้อยมาก (ได้ข่าวว่าวงแจ๊สญี่ปุ่น T-Square จะประเดิมเป็นเจ้าแรก แถมยังต้องซื้อแบบดาวน์โหลด กว่าไฟล์เพลงจะมุดเคเบิ้ลใต้ทะเลมาผ่านชุมสายโทรศัพท์ได้นี่ ....) แต่ด้วยพลัง Thunderbolt + Logic Pro + Apogee ผมก็ทำให้แผ่นที่เก็บไว้กลายเป็น 176.3/32 ได้ไม่ยาก (ใช้เวลาหน่อย)



ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #733 เมื่อ: 20 กรกฎาคม, 2017, 09:29:14 AM »
Logic Pro X มีการอัพเดทปรับปรุงหลายอย่าง รวมถึงหน้าตาด้วยครับ



สำหรับ App ที่ซื้อผ่าน App Store มีความคุ้มค่าตรงที่ ลงได้หลายเครื่อง เมื่อเครือ่งนั้นใช้ Apple ID เดียวกัน
ผมเคยลงได้จนถึง 7 เครือ่ง ก็เปิดใช้งานได้ไม่มีปัญหา ตอนหลังเลยหุ้นกับเพื่อนที่อยู่กล่ม Apple และสนิทกัน หารค่า App ก็ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้มากครับ

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #732 เมื่อ: 18 กรกฎาคม, 2017, 12:41:57 PM »
หลังจากที่ Poem เปลี่ยนจาก Macbook Air 2011 เป็น Macbook Pro 2012 ก็เรียกว่าพอฟังดีขึ้นมาหน่อยครับ
ซึ่งการฟังตอนนี้มี 2 แบบคือ ใช้ USB DAC ก็ตามภาพด้านล่างครัย



ส่วนอีกวิธีคือ ต่อแบบอ้อม จาก Macbook Pro เป็น Firewire ไปเข้า TC Electronic แล้วออกเป็น COAX ไปเข้า DAC ของ Poem



ทีนี้ก็ฟังเทียบได้เลยครับ ว่าต่างกันขนาดไหน ท่านใดสนใจก็ไปลองฟัง
ส่วนระบบของผม ไม่เหลือเค้าของเครื่องเสียงบ้านอีกแล้วครับ สาย Thunderbolt ก็เป็นสายมาตราฐานของ Apple สาย Analog ก็ใช้ยี่ห้อ Vandamn รุ่น Pro Classic
ระบบเครื่องก็เป็น Macbook Pro 15" Touch Bar 2016 + Apogee Element 24 + DI BOX






ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #731 เมื่อ: 15 กรกฎาคม, 2017, 11:24:08 AM »


มี Logic Pro ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะครับ แต่ก็เป็นขั้นตอนที่พึ่งพาศักยภาพของ Audio Interface ด้วย รวมถึงบรรดาตัวซับแรงสั่นสะเทือนต่างๆก็ส่งผลในขั้นตอนนี้ด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 กรกฎาคม, 2017, 11:25:48 AM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #730 เมื่อ: 14 กรกฎาคม, 2017, 01:23:12 PM »
เซ็ทอัพเครื่องเพื่อความพร้อมสำหรับแผ่นนี้เลยครับ



ได้จากร้าน โด เร มี เช่นเคย (อันนี้เป็นแผ่นนำเข้า ต้องสั่ง)

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #729 เมื่อ: 13 กรกฎาคม, 2017, 08:39:13 AM »
หลังจากหมดเวรหมดกรรมกับสายดิจิตอล แต่เวรกรรมยังไม่หมดครับ ต้องมาปรับ Accessories กันต่อ

หลังจากมาใช้สาย Thunderbolt เส้นสีดำความยาว 2 เมตร (สายดำ ตัว Controller จะใหม่กว่าสายขาว ตรงหัวไม่ค่อยร้อนครับ)
ผมเปลี่ยนมาใช้ความยาวสั้นลง เหลือ 0.5 เมตร ก็ได้เสียงเปิดขึ้นอีก ก็หมดปัญหาไป และได้เสียงเป็นธรรมชาติกว่าสาย Thumderbolt แบบ Audio Grade ที่ทาง Poem ซื้อมาลอง (มีอาการยกความถี่สูงให้ชัด)

ก็ต้องมาปรับต่อที่ตัวดูด หรือสลายความถี่ หรืออะไรก็ตามแต่ครับ มันก็ยังมีผลอยู่ดี ซึ่งจุดสำคัญก็อยู่ตรงตัว Apogee และไดรฟ์เวลาอ่านแผ่น (จริงๆสำคัญทุกจุด แต่ผมมีงบประมาณได้แค่นี้ครับ)




สามยี่ห้อนี้ รวมๆกันแล้วก็หมื่น และมีตัวที่ถูกหูเป็นพิเศษอยู่หนึ่งยี่ห้อครับ เพราะวางแล้วได้เสียงเป็นธรรมชาติและด้านลึก (เครื่องผมไม่ต้องการตัวเสริมเรื่องความชัดอีกแล้วครับ Thunderbolt ให้ความคมชุดสูงมาก ก็แบบเดียวกับในห้องอัดเสียงล่ะครับ)

ระหว้างทดสอบลองค้นหาโปรแกรมใหม่ๆดูนอกจาก Logic Pro ที่ซื้อของแท้มาแล้วครับ (เทียบราคาแล้วก็ถูกกว่าซื้อ Cubase หรือ Wavelab)
ก็ไปเจอตัวนี้ครับ iZotobe




ดูชื่อแล้วคุ้นๆอยู่ ที่แท้ก็เป็นเอนจินที่ Audircana+ ใช้อยู่นี่เอง



ก็เรียกว่า แอบใช้เทคโนโลยีห้องอัดมาลงเครื่องเสียงบ้านกันอยู่เสมอ (แต่ไม่บอก)

ออฟไลน์ Valve art

  • ***
  • กระทู้: 182
  • Sweet tube
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #728 เมื่อ: 06 กรกฎาคม, 2017, 10:38:35 AM »
งานศิลปะไม่มีอพไรที่ตายตัวจริงๆครับ ผมคิดว่าอยากทำอะไรก็ทำไปเถอะชีวิตมั้นสั้น ผลงานที่ทำหรือลองผิดลองถูก ก็อยู่ที่คนจะเอาไปประยุกต์ใช้
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #727 เมื่อ: 04 กรกฎาคม, 2017, 01:01:48 PM »
เสร็จอีก 1 งาน (งานอดิเรก) กับวีดีโอการย้ายฟิล์มที่ยังถ่ายไม่หมดบนกล้อง LeicaM
ตัดต่อด้วย Final Cut Pro X บน MacBook Pro 15” เป็นโชคดี ที่การตัดต่อ ทำให้ผมค่อยๆเปลี่ยนเครื่อง อัพเกรดมาจาก Macbook Air 2011 เป็น Macbook Pro 13” 2014  จนล่าสุด Macbook Pro 15” 2016 จึงได้รู้ว่า เมื่อเอามาฟังเพลงแล้ว(ถือว่าเป็นของแถม) เสียงแตกต่างกัน และมันสรุปได้ง่ายๆคือ ดีขึ้นตามเทคโนโลยีที่ออกมาล่าสุด


<a href="https://www.youtube.com/watch?v=_M4M-b4WeiU&amp;t=10s" target="_blank" rel="noopener noreferrer" class="bbc_link bbc_flash_disabled new_win">https://www.youtube.com/watch?v=_M4M-b4WeiU&amp;t=10s</a>



ส่วนเลนส์ที่ผมใช้ถ่ายวีดีโอนั้น คือเลนส์ Rodenstock แน่นอนว่าผมก็ใช้วิธีคิดนอกกครอบแบบที่เล่น Apogee กับ DI BOX และเลนส์ที่ผมใช้นั้น สเปคถ้ามองบนกระดาษหรือหน้าจอ มันกระจอกมากครับ 50mm F2.8 สมัยนี้เขาใช้ 50mm F0.95 กัน่แล้ว เลนส์บ้านๆทั่วไปก็ F1.4 แต่เลนส์ผมยัง F2.8 ดูแค่สเปคก็จะมองว่ามันล้าหลังมากๆครับ 55 แต่ถ้าได้ลองถ่าย จะเห็นความต่างที่ชัดเจนมาก

แน่นอนความความคิดเห็นก็ไม่ได้ต่างกับความคิดเห็นของคนเล่นเครื่องเสียงครับ ก็แบ่งได้เหมือนเดิม คือคนที่รับไม่ได้ มองว่ามันไม่ใช่เลนส์ถ่ายภาพ (แต่ในคู่มือเลนส์ ระบุไว้เลยว่า for Digital Photo and Video) กับคนอีกลุ่มที่มี Innovation เข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

งานอดิเรกใดก็ตาม ที่มันเกี่ยวของกับสินค้า ก็เกิดคนออกเป็นกลุ่มๆเช่นกันครับ ก็คือคนที่บ้าคลั่งสเป็คต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่การถ่ายภาพ ... แต่ ถ้ารู้สเป็คทุกสิ่งอย่าง จำข้อมูลบนกูเกิลได้หมด แต่ ถ่ายรูปไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์ครับ ส่วนอีกกลุ่มนั้นชัดเจนมาก มองที่ผลงานก่อน แล้วเข้ามาสอบถามข้อมูลที่ให้ได้งานชิ้นนี้ขึ้นมา และขอยืมเลนส์ผมทดสอบถ่ายในสภาพแสงที่ท้าทายและโหดร้ายต่างๆ  และยังให้คำแนะนำผมเพิ่มเติมอีกในการทดลองถ่ายว่าผมลัพท์โดยทั่วไปเป็นอย่างไร และเลนส์ที่ผมดัดแปลงมาใช้ มันทำได้แตกต่างอย่างไร (ผมก็ไม่เห็นเขาไปค้นกูเกิล หาเสป็คเลนส์เลยครับ ทดสอบจริงล้วนๆ)

และสุดท้าย ผมก็ประกอบเลนส์ไปส่งครับ หลังจากทดสอบถ่ายทุกสิ่งอย่าง รวมถึงดูจากงานที่ผมถ่ายทำออกมาได้
ตัวนี้ประกอบใส่นิคอนครับ ส่งให้ ผศ. สุรพงษ์ เอี่ยมพิชัยฤทธิ์





แต่ก็ ทั้ง Apogee, DI BOX, Thunderbolt, Logic Pro, Rodenstock ก็เป็นการเล่นที่ใช้ทักษะแตกต่างไปจากเดิมครับจริงๆมันก็มีความซับซ้อนและกระบวนการที่ยุ่งยาก
ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจในระดับนึง แต่มันช่วยไม่ได้ครับ ทั้งถ่ายภาพและเครือ่งเสียง ผมก็ทำมาเกิน 20 ปีแล้ว จะให้อยู่ที่เดิม นิ่งๆเป็นปะการังคงไม่ไหว
มันก็ต้องแสวงหาสิ่งที่ไกลออกไป ทำความเข้าใจกับสิ่งใหม่ๆไปเรื่อยๆล่ะครับ



ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #726 เมื่อ: 26 มิถุนายน, 2017, 09:05:22 AM »
ตอนนี้ทาง Poem Audio ก็อัพเกรดจาก Macbook Air 2011 เป็น Macbook Pro 2012 ถึงทั้งคู่จะเป็น Thunderbolt 1 เหมือนกัน แต่ชิปคอนโทรลเลอร์ Thunderbolt เป็นคนละตัวครับ
จ่ายกระแสได้ต่างกัน (ข้อมูลเบื้องลึกต้องไปขุดจากเวป Intel ครับ) ผมก็มีหน้าที่ไปโตลนเครื่องตามระเบียบ





ปกติการย้ายเครื่อง Mac จากเครื่องสู่เครื่อง ก็ทำกันเป็นปกติครับ เมื่อย้ายมาแล้ว ตัว OS ก็จะดีเทค Hardware ใหม่และลงไดรเวอร์ให้ใหม่อัตโนมัติ
ซึ่งเครือ่งของ Poem Audio ที่เริ่มจาก Mac mini 2010 > Macbook Air 2011 > Macbook Pro 2012 ก็โคลนต่อกันมาครับ เครื่องผมก็โคลนมาจากเครื่องเก่าเช่นกัน
แต่คราวนี้โคลนกันได้รวดเร็วผ่านสาย Thunderbolt ครับ

และทดสอบอะไรอีกหลายๆอย่างที่จะเขียนอีกครั้งครับ จบกรทดสอบก็ไปกินอาหารร้านนี้ก่อน

Friday Steak&Bakery

ตั้งอยู่ตรงข้าม Poem Audio เลย
เมนูที่กินกัน


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 กรกฎาคม, 2017, 01:46:41 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #725 เมื่อ: 24 มิถุนายน, 2017, 10:08:45 AM »
ยังมี Innovation ให้ค้นหาอยู่เสมอกับ Macbook Pro คราวนี้ได้ App มาช่วย ทำให้ iPad กลายเป็นจอที่สองสำหรับ Macbook Pro ได้



ซึ่งความเจ๋งมันอยู่ที่ มันยังทำงานเป็นทัชสกรีนด้วยครับ ซึ่งดีกว่าการไปต่อจอที่ใช้ HDMI มากมาย แค่ต่อสาย USB-C to Lightning ระหว่าง Macbook Pro กับ iPad (ผมมี iPad mini)
และเปิด App ก็จะทำงานเป็น Dual Display ได้เลย แถมยังทำงานร่วมกับ Final Cut Pro ได้สมบุรณ์แบบ และการพก iPad ไปกับ Macbook Pro ก็ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร เป้ที่ซื้อมาก็มีช่องให้ใส่อุปกรณ์สองชิ้นนี้อยู่แล้ว ช่างรู้ใจจริงๆ

App ราคาหลักร้อย แต่ช่วยให้ผมทำงานได้รวดเร็วกว่าเดิมมาก แล้วมันสำคัญยังไงหรือครับ เพราะความสะดวกในการทำงานที่ดีขึ้น ก็ทำให้ทำวีดีโอตัวนี้จนเสร็ง

<a href="https://www.youtube.com/watch?v=D2vp26eHkHk&amp;feature=youtu.be" target="_blank" rel="noopener noreferrer" class="bbc_link bbc_flash_disabled new_win">https://www.youtube.com/watch?v=D2vp26eHkHk&amp;feature=youtu.be</a>

ก็เลยได้รู้จักช่างภาพ Philippe Moisan เพราะวีดีโอตัวนี้ไปเตะตาเขาเข้า ที่เข้ามาคุยสอบถามเรื่องเลนส์ Rodenstock ที่ผมใช้ถ่ายทำ
ซึ่งผมก็ไม่เก่งอังกฤษเท่าไหร่ ก็คุยงูๆปลาๆไปพอไหว แต่มันทำให้เห็นความต่างครับ ความต่างของคนที่มี Innovation

ความต่างของคนที่แสวงหาสิ่งใหม่ๆ ท้าทายสิ่งใหม่ๆ เพราะผมใช้เลนส์ Rodenstock ก็เหมือนที่ใช้ Apogee นั่นล่ะครับ เป็นอุปกรณ์นอกเหนือความเข้าใจแบบเดิมๆ
อันนี้ผมก็เพิ่งส่ง Rodenstock ให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุรพงษ์ เอี่ยมพิชัยฤทธิ์ เลนส์ระยะ 75mm สามารถติดตั้งกับกล้อง Nikon 750 และโฟกัสระยะอนันต์ได้



ช่วงนี้ก็เลยไม่ได้เทสต์เครื่องเท่าไหร่ครับ แต่สำหรับท่านที่หลังไมค์เรื่องเพลงไว้ ได้ตามสัญญาแน่นอนครับ แต่ช้านิดนึง ขอปรับแต่งตัวอ่านแผ่นอีกนิดวันอาทิตย์นี้ครับ




ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #724 เมื่อ: 24 มิถุนายน, 2017, 09:53:09 AM »
:help :help :help :helpงง มาก เลย ครับ มาบอกว่า ไฟล์ wav กับ flac เสียงไม่ควรต่างกัน ลองมาก็เยอะนะครับ ต้นฉบับเดียวกัน ริปเป็น wav & flac ฟังกับซิสเตมหลายระดับราคา wav มันดีกว่า  K) K) K) K)
flac เป็น lossless compression ครับ แปลว่าเมื่อคลายการบีบอัดออกมาแล้ว ไฟล์จะเหมือนต้นฉบับบิทต่อบิท 100% แต่ในทางปฎิบัติคุณสมบัติทาง Analog อาจจะต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับหล ายปัจจัย อย่าง jitter ใน cpu ก็มีผลครับ อย่างที่พิมพ์บอกไปแหละครับ ผมไม่ได้บอกว่า ไม่ต่างนะ ผมบอกว่ามันไม่ควรต่าง แต่ดันต่างเพราะเหตุผลอะไรก็มีบอกไว้ 

ส่วนเรื่องข้อมูล Digital ตรงกันแล้ว เสียงต่างเพราะคุณภาพเชิง Analog ต่างกัน มันก็มี Software แก้ไขจุดนี้อยู่ครับ แต่ใช้ได้กับ Windows เท่านั้น

ส่วนวิธี rip คุณวิทยาที่บอกวิธีอะไรหลังไมค์นั่นอ่ะ ไม่ต้องมาบอกหรอกครับ เห็นมาหมดแล้ว คือ ใช้คำสั่ง rip cd ผ่าน logic pro x ซึงตอนอ่าน CD ตัว Logic Pro X เองก็ไม่ได้การันตีว่าเป็น AccuratRip แถม log ก็ไม่มีให้ว่า Checksum แต่ละ Track ค่าเท่าไร ในเวป Logic Pro X เองก็ยังแนะนำให้ใช้ CD Ripper ตัวอื่น แล้วได้ไฟล์มาแล้วมาใส่พวก DSP เช่น พวก resampler หรือ Dither อะไรพวกนี้ทีหลัง ซึ่งมันมาผ่าน Mixer mode ทีหลัง เห็นแล้วได้แต่ถอนหายใจ แล้วก็ตามที่บอกไปว่า ตอนมาใส่ DSP หรือ upsampling เนี่ยมันวุ่นวาย เพราะต้องเลือก Resampler ให้เหมาะกับประเภทเพลง แถมทำแล้วไฟล์ใหญ่ เปลืองที กับใช่ว่า Player ที่ Upsampler on-the-fly ไม่มี หลังๆ ก็เลยไม่รู้จะไปเสียเวลาทำให้เปลืองที่ เปลืองเวลาทำไม

แล้ว Audio Interface น่ะ มันไม่ใช่ Mixer แต่ส่วนใหญ่จะมี Mixer ในตัว ไม่งั้นมันจะมีหลายๆ Input มาทำพระแสงของ้าวอะไร ถ้ามันมีแล้วใช้งานด้าน mixing ไม่ได้

คือ เงินใครเงินมันครับ อย่างคุณ Surapong.d ว่าไว้แหละครับ อยากออกป่า ออกทะเลไปก็ไม่ใช่เงินผมน่ะนะ แต่เตือนได้ก็อยากเตือนจะได้ไม่เสียเงินโดยใช่เหตุ

แล้วที่มาพูดๆ เนี่ย คนเขาจะได้รู้ว่าลูกค้าร้าน Poem ไม่ได้เป็นแบบคุณหมด เพราะผมเองก็ลูกค้าร้าน Poem เหมือนกัน

นั่นสิครับ แล้วจะมาเกาะอยู่ในกระทู้ผมทำไมล่ะครับ 55 ออกไปสร้างกระทู้เองหรือสร้างเวปบอร์ดของตัวเองไม่ดีหรือครับ 55

และตัว Mixer นี่เป็นการแบ่งประเภทสินค้าครับ มันไม่ได้เกี่ยวว่าคุณจะมีความคิดเห็นอย่างไรครับ
Mixer ก็คือ Mixer ครับ ที่เป็นขวดๆใช้ผสมเหล้าครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 มิถุนายน, 2017, 09:56:48 AM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ Freedom

  • ****
  • กระทู้: 275
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #723 เมื่อ: 21 มิถุนายน, 2017, 07:30:44 PM »
:help :help :help :helpงง มาก เลย ครับ มาบอกว่า ไฟล์ wav กับ flac เสียงไม่ควรต่างกัน ลองมาก็เยอะนะครับ ต้นฉบับเดียวกัน ริปเป็น wav & flac ฟังกับซิสเตมหลายระดับราคา wav มันดีกว่า  K) K) K) K)
flac เป็น lossless compression ครับ แปลว่าเมื่อคลายการบีบอัดออกมาแล้ว ไฟล์จะเหมือนต้นฉบับบิทต่อบิท 100% แต่ในทางปฎิบัติคุณสมบัติทาง Analog อาจจะต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับหล ายปัจจัย อย่าง jitter ใน cpu ก็มีผลครับ อย่างที่พิมพ์บอกไปแหละครับ ผมไม่ได้บอกว่า ไม่ต่างนะ ผมบอกว่ามันไม่ควรต่าง แต่ดันต่างเพราะเหตุผลอะไรก็มีบอกไว้ 

ส่วนเรื่องข้อมูล Digital ตรงกันแล้ว เสียงต่างเพราะคุณภาพเชิง Analog ต่างกัน มันก็มี Software แก้ไขจุดนี้อยู่ครับ แต่ใช้ได้กับ Windows เท่านั้น

ส่วนวิธี rip คุณวิทยาที่บอกวิธีอะไรหลังไมค์นั่นอ่ะ ไม่ต้องมาบอกหรอกครับ เห็นมาหมดแล้ว คือ ใช้คำสั่ง rip cd ผ่าน logic pro x ซึงตอนอ่าน CD ตัว Logic Pro X เองก็ไม่ได้การันตีว่าเป็น AccuratRip แถม log ก็ไม่มีให้ว่า Checksum แต่ละ Track ค่าเท่าไร ในเวป Logic Pro X เองก็ยังแนะนำให้ใช้ CD Ripper ตัวอื่น แล้วได้ไฟล์มาแล้วมาใส่พวก DSP เช่น พวก resampler หรือ Dither อะไรพวกนี้ทีหลัง ซึ่งมันมาผ่าน Mixer mode ทีหลัง เห็นแล้วได้แต่ถอนหายใจ แล้วก็ตามที่บอกไปว่า ตอนมาใส่ DSP หรือ upsampling เนี่ยมันวุ่นวาย เพราะต้องเลือก Resampler ให้เหมาะกับประเภทเพลง แถมทำแล้วไฟล์ใหญ่ เปลืองที กับใช่ว่า Player ที่ Upsampler on-the-fly ไม่มี หลังๆ ก็เลยไม่รู้จะไปเสียเวลาทำให้เปลืองที่ เปลืองเวลาทำไม

แล้ว Audio Interface น่ะ มันไม่ใช่ Mixer แต่ส่วนใหญ่จะมี Mixer ในตัว ไม่งั้นมันจะมีหลายๆ Input มาทำพระแสงของ้าวอะไร ถ้ามันมีแล้วใช้งานด้าน mixing ไม่ได้

คือ เงินใครเงินมันครับ อย่างคุณ Surapong.d ว่าไว้แหละครับ อยากออกป่า ออกทะเลไปก็ไม่ใช่เงินผมน่ะนะ แต่เตือนได้ก็อยากเตือนจะได้ไม่เสียเงินโดยใช่เหตุ

แล้วที่มาพูดๆ เนี่ย คนเขาจะได้รู้ว่าลูกค้าร้าน Poem ไม่ได้เป็นแบบคุณหมด เพราะผมเองก็ลูกค้าร้าน Poem เหมือนกัน
Transport: HTPC
OS: Antergos (Arch Linux) & Windows 10
Player: MPD SACD & Audacious & Foobar2k & Bug Head Emperor
Sound card: ESI Juli@
DAC: NPE 1541A + AK4113, ES9018K2M (XMOS), ES9038Pro (Combo384)

ออฟไลน์ Av Mobile

  • *
  • กระทู้: 30
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #722 เมื่อ: 21 มิถุนายน, 2017, 05:50:34 PM »
 :help :help :help :helpงง มาก เลย ครับ มาบอกว่า ไฟล์ wav กับ flac เสียงไม่ควรต่างกัน ลองมาก็เยอะนะครับ ต้นฉบับเดียวกัน ริปเป็น wav & flac ฟังกับซิสเตมหลายระดับราคา wav มันดีกว่า  K) K) K) K)

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #721 เมื่อ: 21 มิถุนายน, 2017, 04:39:43 PM »
5555

ในที่สุด ผมก็สงสัยยอมแพ้ กับการที่ต้องคอย กระแซะ ๆ จขกท เค้าบ่อย  ในเรื่องข้อมูลต่างๆ ที่มาเขียน บางเรื่องอ่านแล้วเฮ้อ แต่ไม่สำเร็จ สงสัย คงต้องปล่อยให้กระทู้นี้ยาวไป

ที่ทำเช่นนี้ ก็แค่ ไม่อยากให้คนอื่นๆ มาอ่านแล้ว หลงไหลไปกับอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นสำหรับการ audio listening  มันไม่ได้มีความจำเป็นอะไรอย่าง จขกท เขียนสักกระนิด (ยกเว้นใช้ทำงาน ในการผลิตสื่อ)  แม้ว่า คุณน้า Malako, คุณน้า Goda จะมาช่วยชี้แจ้งอะไรต่างๆ  แต่ จขกท เค้าไม่รับรู้รับทราบ สิ่งที่คนเค้าพยายามสื่อสารเลย เอาแต่จะบอกว่า อุปกรณ์ที่ตัวเองใช้งาน แนวทางที่ตัวเองใช้งาน ให้เสียงที่สุดยอดดดดดดดดดดดด

ผมเข้าใจความรู้สึก น้า Freedom แล้วละครับ ๕๕๕ (ท่านใดเพิ่งมาอ่าน ลองย้อนกลับขึ้นไปอ่านหน้าที่ผ่าน ๆ มานะครับ)

ผมหมดสนุก กับ การอ่านกระทู้นี้ และคอยกระทุ้งบางอย่างที่คิดว่า จะช่วยให้ผู้ที่มาอ่านที่เป็นมือใหม่ มือเก่า มือกลาง ไม่ให้หลงทาง ขอให้ จขกท พัฒนาไปให้สุด ๆ นะครับ เอาใจช่วย   :giveup :giveup :giveup :giveup :giveup

อย่างเรื่องใช้ Logic Pro X Rip เพลง ว่าทำไมถึง Rip แล้วเสียงบาง เหตุผลมันก็มีอยู่ คือ มันเป็นโปรแกรม Studio สำหรับ Mix เสียง จากหลายๆ Channels เช่น มีกีตาร์ เบส นักร้อง กลอง และอื่นๆ อาจจะเล่นแยกกันหรือเล่นสด ต่อเข้า Interface แล้วเอามา Mix เสียง ซึ่ง พวกนี้ต้อง Real time, Low Latency หรือ ทำ Latency calibration (ตั้ง latency offset ให้เพลงเริ่มเล่นหยุดเล่นตรงกัน)

สำหรับคนที่แค่ฟังเพลง หรือ Rip เพลงจาก CD/DVD/BD Software พวกนี้ไม่มีความจำเป็นเลยครับ

แต่สำหรับคนไม่ฟัง อธิบายไปก็เท่านั้นจริงๆ  :help :help :help

Logic Pro X มันเป็น Mixer เพราะงั้นเวลา rip เพลงมันก็เลยต้องไปผ่าน Mixer อย่างใน Mac คือ CoreAudio แล้วก็ไม่รู้ว่าระหว่างทางในนั้นมันไปเจอ Audio API กับ Resampler อะไรบ้าง แถมพวก Realtime กับ Low-Latency Kernel มีปัญหาเรื่องเสียงบางอยู่แล้ว แล้วด้วยความที่ Realtime Kernel มีข้อจำกัดเรื่อง Deadline โอกาสที่ Audio API จะเลือกใช้ Resampler ที่เน้นความเร็วมากกว่าคุณภาพมีสูงมาก แต่บน Linux มันเลือกได้ว่าจะ Boot เข้า Kernel ตัวไหน ไม่ได้โดนหักคอให้ใช้ Realtime Kernel แบบ Mac

แล้ว Resampler มันก็หลายสิบตัว ไม่รวมค่าเซ็ตติ้งยิบย่อยอีก เคยลองเปิดให้ที่ร้านฟังแล้วเสียงก็ไม่เหมือนกัน เหมาะกับเพลงคนละแบบ ปัญหาคือมันวุ่นวายกับชีวิตมากเสียจน ฟังแบบไม่ oversampling จะดีกว่า ไม่งั้นต้องมาสลับ Resampler ตามเพลงที่ฟัง

แล้วที่มันชัดเจนมากแน่ๆ ว่า Logic Pro X ผ่าน Mixer ก็ตรง Rip เพลงยาว 5 นาที ต้องใช้ เวลา 5 นาที rip ยาวเท่าไรก็ต้องใช้เวลาเท่านั้น rip ซึ่งจริงๆ ตรงนี้ผมเดาได้ตั้งนานแล้ว เพราะสมัยเมื่อสิบกว่าปีก่อน Software ห้องอัดก็เคยเล่น เห็นหน้าจอ Logic Pro X ตอนเขาเปิด Rip ก็รู้แล้วว่ามันเป็น Mixer ไอ้ที่มาบอกว่า Logic Pro X ไม่เหมาะ Rip CD น่ะ เคยเห็นหน้าจอมาแล้ว ว่ามันใช้ไง ถึงบอกว่ามันไม่เหมาะ

แล้วการเล่นบน HTPC มันยังมีปัญหาอะไรอีกเยอะ สาเหตุที่ผมไม่เล่น Macbook เพราะมันแพง และแก้ไขอะไรมันไม่ได้เลย อย่างยกตัวอย่างเช่น Voltage ใน Register และ Cache ของ CPU รวมถึง Voltage ของ RAM Northbridge Southbridge ไม่นิ่ง ทำให้เกิด Jitter แล้วพอเป็นแบบนั้น เอาไฟล์ lossless เช่นพวก flac มาฟังแล้วเสียงสู้ Wav ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ ผลมันควรจะไม่ต่างกัน ซึ่งใน system ที่เป็น PC มันมีวิธีแก้ไขได้ แต่ใน Mac ทำไม่ได้เลย แถมบางบอร์ดรุ่นท็อปๆ ออกแบบภาคจ่ายไฟมาดี ปัญหาพวกนี้แทบไม่มี

เอาง่ายๆ คือ แค่เปลี่ยนค่า Voltage ที่จ่ายให้ RAM/CPU/Northbridge กับ Clock RAM/CPU แค่นี้เสียงก็เปลี่ยนแล้วครับ ไม่รวมเรื่องเปลี่ยนค่า Latency RAM กับ tRFC แต่ Macbook ทำไม่ได้
ยิ่งถ้าจะเพิ่มตัวกรองไฟแรม ยิ่งทำไม่ได้ อย่างในเครื่องที่ผมใช้อยู่จะเสียบตัวเก็บประจุสำหรับ RAM/CPU เพิ่มไปเป็นชิพของ NEC TOKIN Proadlizer Capacitors ซึ่งเมื่อก่อนจะมีการใส่ให้ในพวก Laptop แต่เดี๋ยวนี้มักจะตัดทิ้งเพื่อลดต้นทุน โดนส่วนใหญ่ชิพตัวนี้จะอยู่ใต้ PCB ข้างใต้ CPU พวก Laptop ดีหน่อยจะใส่มาให้ตัวนึงครับ แต่ส่วนใหญ่จะตัดตัวนี้ทิ้ง

และการปล่อยให้ OS เปลี่ยนตัวคูณ CPU on-the-fly ตอนเครื่องทำงานอยู่ นั่นก็มีผลกับเสียงครับ (ป.ล. แต่ในบาง OS เช่น Linux ปัญหาตัวนี้อาจจะไม่มีเพราะเขาพบมาหลายปีและมีการแก้ไขไปแล้ว)

แล้วอีกอย่างคือ Macbook ใช้ชิพ Core i ของ intel ซึ่งคล้ายๆ กับพวก AMD APU คือ built in GPU (หน่วยแสดงผลกราฟิก) เข้าไปใช้ CPU ในชิพพวกนี้มีปัญหาคือ มันแย่ง Bandwidth RAM ระบบไปใช้ในการแสดงผล
ผมเคยลองเล่นวีดีโอโหมด 4K ไปปรากฎว่าเสียงดรอปแบบฟังออก ตอนหลังเลยไปซื้อการ์ดจอแยก เปลี่ยนเป็น CPU แบบไม่มี GPU ในตัว ซึ่งตรงนี้สาย Audiophile หลายคน ใช้พวก Headless HTPC แต่มันจะฟังเพลงได้อย่างเดียว คือ ใช้สั่งการผ่านระบบ LAN หรือ Remote Desktop เข้าไปเล่นเพลง ตัว HTPC ไม่มีการ์ดจอ หรือ ไม่ได้เปิดใช้ GPU ใน CPU ไว้ (OS ที่เป็นแบบ Headless ก็เช่น Daphile) แต่ผมไม่เล่น Daphile เพราะผมใช้ดูหนังด้วย ไม่ใช่แค่ฟังเพลง บน Mac เองปัญหาตรงนี้ก็เยอะมากจนฟังออกได้โดยแทบไม่ต้องสังเกต ถึงขั้นตอน rip เพลง หรือ ฟังเพลง เปิดจอไว้ กับปิดจอ เสียงต่างกัน

ส่วนเรื่องปัญหาที่บอกๆ กันว่า USB ใช้ตัดต่อแล้วภาพมืด อันนั้นผมไม่แปลกใจนะ เพราะ USB มัน Latency สูง ถึง Bandwidth มันจะได้ ปัญหาคือ พวกนี้ใช้กับ Windows มันไม่มีปัญหาหรอก แต่ถ้าไปใช้กับ Mac มีปัญหาแน่ เพราะ Mac มันใช้ kernel realtime แล้วหลักการ kernel realtime คือ พยายามบีบให้ระบบทำงานได้ตรงตาม Deadline ที่ตั้งไว้ต่ำๆ ถ้าทำได้ไม่ทัน มันไม่รอ มันเป็นผู้รับเหมาทิ้งงานครับ แล้วภาพก็มืด นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมพวกระบบที่เป็น Kernel Realtime ต้องการอุปกรณ์ที่ทั้ง High bandwidth และ Low Latency

ด้วยเหตุนี้พวก Kernel Realtime จึงไม่เหมาะอย่างมากในการเอามาทำ HTPC ที่ผู้ใช้เอาไว้แค่ฟังเพลงดูหนัง ยกเว้นเสียแต่ว่าเป็น Custom Kernel ที่แทบจะตัดอย่างอื่นทิ้งหมดเหลือเพียงส่วนที่รองรับเรื่อง Playback Audio (และ Video) เท่านั้น (มีคนทำ เช่น Audiophile Linux)

แล้วปัญหาเรื่อง Audio Interface อีกอย่าง คือ มันมีวงจร ADC มาด้วย ซึ่งเราไม่รู้ว่ามีสัญญาณอะไรจาก ADC มากวนภาค DAC ขนาดไหน เพราะงั้นแทนที่จะเสียเงินซื้อวงจรส่วนที่ไม่ได้ใช้ สู้มาทำเป็น DAC Standalone ไปเลยดีกว่า
เอาเงินที่เหลือไปอัพ clock เป็น TCXO 0.1ppm หรือ OCXO 0.01 ppm ดีกว่า

อย่าง TCXO ตัวนึงแถวๆ 7-800 บาท ถ้าเป็น TCXO ของ Crystek ตัวนึงราคาทะลุพันบาท ยิ่งถ้าเป็น OCXO ตัวนึงรวมบอร์ดแปลงก็ราคาแถวๆ 5,000-10,000 บาทแล้ว ใน DAC กับ USB Interface ใช้รวมๆ ประมาณ 4 ตัว เอาเข้าจริงๆ แค่ค่า clock ก็หลายตังค์ล่ะ

หลักๆ พวกเล่น HTPC ที่โมกันจริงๆ ก็เปลี่ยนเป็น OCXO กันเกือบหมด ทั้ง clock บน Motherboard PC (USB, LAN, Motherboard's main clock), Router แล้วก็ clock ใน DAC กับพวก Amanero หรือ XMOS พวก DIY พวกนี้ไม่ได้แปลว่าถูกกว่าพวกเล่น Interface ยี่ห้อดัง ดีไม่ดีแพงกว่าด้วย แต่พวกนี้มันไม่มียี่ห้อมาอวดเท่านั้นเอง

การโม Clock บน Motherboard เป็น OCXO




โดยส่วนตัวใน DAC ES9018 และ Amenero/XMOS XU208 ยังไม่เคยโมเป็น OCXO แต่เคยโมไปใช้ TCXO 0.1ppm กับ Crystek แล้ว เสียงดีขึ้นฟังออกได้โดยไม่ต้องสังเกต

ส่วนพวก Motherboard ที่จะเอามาใช้กับ HTPC เพื่อไปต่อ USB DAC ผมแนะนำของ Gigabyte มันมี feature ชื่อ USB DAC UP หรือ MSI ที่มี USB Audio Power ซึ่งไฟ USB จะนิ่งกว่า ซึ่งเป็นปัญหาว่าทำไมบน Mac ต้องไปใช้สาย USB แบบแยก หัว Data กับ Power แต่บน PC ไม่จำเป็น สำหรับบอร์ด Gigabyte รุ่นที่เป็น USB DAC UP 2 จะสามารถปรับ Voltage ได้ด้วย และในบอร์ด Gigabyte สามารถสั่งตัดไฟ USB ทิ้งได้ หาก USB I2S มีแหล่งจ่ายไฟในตัว ไม่ต้องใช้ไฟเลี้ยงจากคอม ทำให้เสียงดีขึ้นไปอีก เพราะไม่มีสัญญาณกวนจาก Power

USB DAC UP นี่เคยยกไปลองที่ร้าน Poem แล้วครับ คือ เสียงต่างกันค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวกับ Port USB ธรรมดา ผมใช้รุ่น G1 Sniper A88x






555 ผิดคร้บ การริปเพลงบน Logic Pro X ไม่ได้ใช้เวลานานเท่ากับความยาวเพลงครับ
ที่ใช้เวลาเท่าความยาวเพลงนั้น เป็นอีกขั้นตอนนึงครับ ซึ่งผมยังไม่เคยเขียนบอกในนี้ครับ (ไม่ใช่ Export)
ผมบอกหลังไมค์กับสมาชิกที่มีเครือ่งและโปรแกรมทีโทรมาเท่านั้นครับ

คือถ้าไม่มีเครื่อง Mac ในมือ จะเขียนถึงเครื่อง Mac ให้เป็นเรื่องเป็นราวที่ถูกต้อง ดูจะลำบากนะครับ และที่สำคัญ

Apogee Element 24 มันเป็น Audio Interface ครับ ไม่ใช่ Mixer

กลัวไม่เห็นครับ เลยทำให้ใหญ่หน่อย
มันเป็นอุปกรณ์คนละอย่างกันนะครับ ก่อนเขียนเช็ค Google ให้เรียบร้อยก่อนนะครับ








ออฟไลน์ Freedom

  • ****
  • กระทู้: 275
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #720 เมื่อ: 21 มิถุนายน, 2017, 12:10:40 PM »
5555

ในที่สุด ผมก็สงสัยยอมแพ้ กับการที่ต้องคอย กระแซะ ๆ จขกท เค้าบ่อย  ในเรื่องข้อมูลต่างๆ ที่มาเขียน บางเรื่องอ่านแล้วเฮ้อ แต่ไม่สำเร็จ สงสัย คงต้องปล่อยให้กระทู้นี้ยาวไป

ที่ทำเช่นนี้ ก็แค่ ไม่อยากให้คนอื่นๆ มาอ่านแล้ว หลงไหลไปกับอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นสำหรับการ audio listening  มันไม่ได้มีความจำเป็นอะไรอย่าง จขกท เขียนสักกระนิด (ยกเว้นใช้ทำงาน ในการผลิตสื่อ)  แม้ว่า คุณน้า Malako, คุณน้า Goda จะมาช่วยชี้แจ้งอะไรต่างๆ  แต่ จขกท เค้าไม่รับรู้รับทราบ สิ่งที่คนเค้าพยายามสื่อสารเลย เอาแต่จะบอกว่า อุปกรณ์ที่ตัวเองใช้งาน แนวทางที่ตัวเองใช้งาน ให้เสียงที่สุดยอดดดดดดดดดดดด

ผมเข้าใจความรู้สึก น้า Freedom แล้วละครับ ๕๕๕ (ท่านใดเพิ่งมาอ่าน ลองย้อนกลับขึ้นไปอ่านหน้าที่ผ่าน ๆ มานะครับ)

ผมหมดสนุก กับ การอ่านกระทู้นี้ และคอยกระทุ้งบางอย่างที่คิดว่า จะช่วยให้ผู้ที่มาอ่านที่เป็นมือใหม่ มือเก่า มือกลาง ไม่ให้หลงทาง ขอให้ จขกท พัฒนาไปให้สุด ๆ นะครับ เอาใจช่วย   :giveup :giveup :giveup :giveup :giveup

อย่างเรื่องใช้ Logic Pro X Rip เพลง ว่าทำไมถึง Rip แล้วเสียงบาง เหตุผลมันก็มีอยู่ คือ มันเป็นโปรแกรม Studio สำหรับ Mix เสียง จากหลายๆ Channels เช่น มีกีตาร์ เบส นักร้อง กลอง และอื่นๆ อาจจะเล่นแยกกันหรือเล่นสด ต่อเข้า Interface แล้วเอามา Mix เสียง ซึ่ง พวกนี้ต้อง Real time, Low Latency หรือ ทำ Latency calibration (ตั้ง latency offset ให้เพลงเริ่มเล่นหยุดเล่นตรงกัน)

สำหรับคนที่แค่ฟังเพลง หรือ Rip เพลงจาก CD/DVD/BD Software พวกนี้ไม่มีความจำเป็นเลยครับ

แต่สำหรับคนไม่ฟัง อธิบายไปก็เท่านั้นจริงๆ  :help :help :help

Logic Pro X มันเป็น Mixer เพราะงั้นเวลา rip เพลงมันก็เลยต้องไปผ่าน Mixer อย่างใน Mac คือ CoreAudio แล้วก็ไม่รู้ว่าระหว่างทางในนั้นมันไปเจอ Audio API กับ Resampler อะไรบ้าง แถมพวก Realtime กับ Low-Latency Kernel มีปัญหาเรื่องเสียงบางอยู่แล้ว แล้วด้วยความที่ Realtime Kernel มีข้อจำกัดเรื่อง Deadline โอกาสที่ Audio API จะเลือกใช้ Resampler ที่เน้นความเร็วมากกว่าคุณภาพมีสูงมาก แต่บน Linux มันเลือกได้ว่าจะ Boot เข้า Kernel ตัวไหน ไม่ได้โดนหักคอให้ใช้ Realtime Kernel แบบ Mac

แล้ว Resampler มันก็หลายสิบตัว ไม่รวมค่าเซ็ตติ้งยิบย่อยอีก เคยลองเปิดให้ที่ร้านฟังแล้วเสียงก็ไม่เหมือนกัน เหมาะกับเพลงคนละแบบ ปัญหาคือมันวุ่นวายกับชีวิตมากเสียจน ฟังแบบไม่ oversampling จะดีกว่า ไม่งั้นต้องมาสลับ Resampler ตามเพลงที่ฟัง

แล้วที่มันชัดเจนมากแน่ๆ ว่า Logic Pro X ผ่าน Mixer ก็ตรง Rip เพลงยาว 5 นาที ต้องใช้ เวลา 5 นาที rip ยาวเท่าไรก็ต้องใช้เวลาเท่านั้น rip ซึ่งจริงๆ ตรงนี้ผมเดาได้ตั้งนานแล้ว เพราะสมัยเมื่อสิบกว่าปีก่อน Software ห้องอัดก็เคยเล่น เห็นหน้าจอ Logic Pro X ตอนเขาเปิด Rip ก็รู้แล้วว่ามันเป็น Mixer ไอ้ที่มาบอกว่า Logic Pro X ไม่เหมาะ Rip CD น่ะ เคยเห็นหน้าจอมาแล้ว ว่ามันใช้ไง ถึงบอกว่ามันไม่เหมาะ

แล้วการเล่นบน HTPC มันยังมีปัญหาอะไรอีกเยอะ สาเหตุที่ผมไม่เล่น Macbook เพราะมันแพง และแก้ไขอะไรมันไม่ได้เลย อย่างยกตัวอย่างเช่น Voltage ใน Register และ Cache ของ CPU รวมถึง Voltage ของ RAM Northbridge Southbridge ไม่นิ่ง ทำให้เกิด Jitter แล้วพอเป็นแบบนั้น เอาไฟล์ lossless เช่นพวก flac มาฟังแล้วเสียงสู้ Wav ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ ผลมันควรจะไม่ต่างกัน ซึ่งใน system ที่เป็น PC มันมีวิธีแก้ไขได้ แต่ใน Mac ทำไม่ได้เลย แถมบางบอร์ดรุ่นท็อปๆ ออกแบบภาคจ่ายไฟมาดี ปัญหาพวกนี้แทบไม่มี

เอาง่ายๆ คือ แค่เปลี่ยนค่า Voltage ที่จ่ายให้ RAM/CPU/Northbridge กับ Clock RAM/CPU แค่นี้เสียงก็เปลี่ยนแล้วครับ ไม่รวมเรื่องเปลี่ยนค่า Latency RAM กับ tRFC แต่ Macbook ทำไม่ได้
ยิ่งถ้าจะเพิ่มตัวกรองไฟแรม ยิ่งทำไม่ได้ อย่างในเครื่องที่ผมใช้อยู่จะเสียบตัวเก็บประจุสำหรับ RAM/CPU เพิ่มไปเป็นชิพของ NEC TOKIN Proadlizer Capacitors ซึ่งเมื่อก่อนจะมีการใส่ให้ในพวก Laptop แต่เดี๋ยวนี้มักจะตัดทิ้งเพื่อลดต้นทุน โดนส่วนใหญ่ชิพตัวนี้จะอยู่ใต้ PCB ข้างใต้ CPU พวก Laptop ดีหน่อยจะใส่มาให้ตัวนึงครับ แต่ส่วนใหญ่จะตัดตัวนี้ทิ้ง

และการปล่อยให้ OS เปลี่ยนตัวคูณ CPU on-the-fly ตอนเครื่องทำงานอยู่ นั่นก็มีผลกับเสียงครับ (ป.ล. แต่ในบาง OS เช่น Linux ปัญหาตัวนี้อาจจะไม่มีเพราะเขาพบมาหลายปีและมีการแก้ไขไปแล้ว)

แล้วอีกอย่างคือ Macbook ใช้ชิพ Core i ของ intel ซึ่งคล้ายๆ กับพวก AMD APU คือ built in GPU (หน่วยแสดงผลกราฟิก) เข้าไปใช้ CPU ในชิพพวกนี้มีปัญหาคือ มันแย่ง Bandwidth RAM ระบบไปใช้ในการแสดงผล
ผมเคยลองเล่นวีดีโอโหมด 4K ไปปรากฎว่าเสียงดรอปแบบฟังออก ตอนหลังเลยไปซื้อการ์ดจอแยก เปลี่ยนเป็น CPU แบบไม่มี GPU ในตัว ซึ่งตรงนี้สาย Audiophile หลายคน ใช้พวก Headless HTPC แต่มันจะฟังเพลงได้อย่างเดียว คือ ใช้สั่งการผ่านระบบ LAN หรือ Remote Desktop เข้าไปเล่นเพลง ตัว HTPC ไม่มีการ์ดจอ หรือ ไม่ได้เปิดใช้ GPU ใน CPU ไว้ (OS ที่เป็นแบบ Headless ก็เช่น Daphile) แต่ผมไม่เล่น Daphile เพราะผมใช้ดูหนังด้วย ไม่ใช่แค่ฟังเพลง บน Mac เองปัญหาตรงนี้ก็เยอะมากจนฟังออกได้โดยแทบไม่ต้องสังเกต ถึงขั้นตอน rip เพลง หรือ ฟังเพลง เปิดจอไว้ กับปิดจอ เสียงต่างกัน

ส่วนเรื่องปัญหาที่บอกๆ กันว่า USB ใช้ตัดต่อแล้วภาพมืด อันนั้นผมไม่แปลกใจนะ เพราะ USB มัน Latency สูง ถึง Bandwidth มันจะได้ ปัญหาคือ พวกนี้ใช้กับ Windows มันไม่มีปัญหาหรอก แต่ถ้าไปใช้กับ Mac มีปัญหาแน่ เพราะ Mac มันใช้ kernel realtime แล้วหลักการ kernel realtime คือ พยายามบีบให้ระบบทำงานได้ตรงตาม Deadline ที่ตั้งไว้ต่ำๆ ถ้าทำได้ไม่ทัน มันไม่รอ มันเป็นผู้รับเหมาทิ้งงานครับ แล้วภาพก็มืด นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมพวกระบบที่เป็น Kernel Realtime ต้องการอุปกรณ์ที่ทั้ง High bandwidth และ Low Latency

ด้วยเหตุนี้พวก Kernel Realtime จึงไม่เหมาะอย่างมากในการเอามาทำ HTPC ที่ผู้ใช้เอาไว้แค่ฟังเพลงดูหนัง ยกเว้นเสียแต่ว่าเป็น Custom Kernel ที่แทบจะตัดอย่างอื่นทิ้งหมดเหลือเพียงส่วนที่รองรับเรื่อง Playback Audio (และ Video) เท่านั้น (มีคนทำ เช่น Audiophile Linux)

แล้วปัญหาเรื่อง Audio Interface อีกอย่าง คือ มันมีวงจร ADC มาด้วย ซึ่งเราไม่รู้ว่ามีสัญญาณอะไรจาก ADC มากวนภาค DAC ขนาดไหน เพราะงั้นแทนที่จะเสียเงินซื้อวงจรส่วนที่ไม่ได้ใช้ สู้มาทำเป็น DAC Standalone ไปเลยดีกว่า
เอาเงินที่เหลือไปอัพ clock เป็น TCXO 0.1ppm หรือ OCXO 0.01 ppm ดีกว่า

อย่าง TCXO ตัวนึงแถวๆ 7-800 บาท ถ้าเป็น TCXO ของ Crystek ตัวนึงราคาทะลุพันบาท ยิ่งถ้าเป็น OCXO ตัวนึงรวมบอร์ดแปลงก็ราคาแถวๆ 5,000-10,000 บาทแล้ว ใน DAC กับ USB Interface ใช้รวมๆ ประมาณ 4 ตัว เอาเข้าจริงๆ แค่ค่า clock ก็หลายตังค์ล่ะ

หลักๆ พวกเล่น HTPC ที่โมกันจริงๆ ก็เปลี่ยนเป็น OCXO กันเกือบหมด ทั้ง clock บน Motherboard PC (USB, LAN, Motherboard's main clock), Router แล้วก็ clock ใน DAC กับพวก Amanero หรือ XMOS พวก DIY พวกนี้ไม่ได้แปลว่าถูกกว่าพวกเล่น Interface ยี่ห้อดัง ดีไม่ดีแพงกว่าด้วย แต่พวกนี้มันไม่มียี่ห้อมาอวดเท่านั้นเอง

การโม Clock บน Motherboard เป็น OCXO




โดยส่วนตัวใน DAC ES9018 และ Amenero/XMOS XU208 ยังไม่เคยโมเป็น OCXO แต่เคยโมไปใช้ TCXO 0.1ppm กับ Crystek แล้ว เสียงดีขึ้นฟังออกได้โดยไม่ต้องสังเกต

ส่วนพวก Motherboard ที่จะเอามาใช้กับ HTPC เพื่อไปต่อ USB DAC ผมแนะนำของ Gigabyte มันมี feature ชื่อ USB DAC UP หรือ MSI ที่มี USB Audio Power ซึ่งไฟ USB จะนิ่งกว่า ซึ่งเป็นปัญหาว่าทำไมบน Mac ต้องไปใช้สาย USB แบบแยก หัว Data กับ Power แต่บน PC ไม่จำเป็น สำหรับบอร์ด Gigabyte รุ่นที่เป็น USB DAC UP 2 จะสามารถปรับ Voltage ได้ด้วย และในบอร์ด Gigabyte สามารถสั่งตัดไฟ USB ทิ้งได้ หาก USB I2S มีแหล่งจ่ายไฟในตัว ไม่ต้องใช้ไฟเลี้ยงจากคอม ทำให้เสียงดีขึ้นไปอีก เพราะไม่มีสัญญาณกวนจาก Power

USB DAC UP นี่เคยยกไปลองที่ร้าน Poem แล้วครับ คือ เสียงต่างกันค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวกับ Port USB ธรรมดา ผมใช้รุ่น G1 Sniper A88x







Transport: HTPC
OS: Antergos (Arch Linux) & Windows 10
Player: MPD SACD & Audacious & Foobar2k & Bug Head Emperor
Sound card: ESI Juli@
DAC: NPE 1541A + AK4113, ES9018K2M (XMOS), ES9038Pro (Combo384)

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #719 เมื่อ: 17 มิถุนายน, 2017, 10:54:35 PM »
มีหลังไมค์ให้โพสภาพกระบวนการใน Logic Pro X อันนี้คือ ครึ่งทางครับ

1 เซ็ทอัพก่อน



2 ตั้งค่าโปรเจค



3



4



5



6



ครบชั้นตอนสร้างโปรเจคครับ ต่อจากนี้เป็น Secret ทำตามนี้แล้วโทรมาครับ


ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #718 เมื่อ: 16 มิถุนายน, 2017, 08:34:39 AM »
ได้เวลากับเพลง "My Sharona" ที่ดังข้ามยุคข้ามสมัย



แผ่นก็จากร้านโดเรมีเช่นเคยครับ หลังจากทำไฟล์ 176.4/32 แล้วออกมาได้ WOW กับ Still Living You คราวนี้ก็ถึงตา The Knack
สำหรับเพลง  "My Sharona" ที่กระหน่ำกลอง และเสียงร้องซึ่งเต็มไปด้วยพลัง และกีตาโซโล่ที่สนุกสนาน และยังมีเสียงเบสที่ประสานทุกอย่างได้ยอดเยี่ยม
แต่นี่มันเพลงฆ่าเครื่องเสียงชัดๆเลยครับ แค่เครื่องไหนสปีดช้าหน่อย ก็เล่นเพลงนี้ได้ไม่สนุกแล้ว และถ้าเครื่องไหนแต่งเสียงมาจนเกินพอดี
เสียงดีตาก็ออกนอกลู่นอกทางแน่นอน ยังไม่รวมเสียงกลองและเบสที่สนุกและดุดัน
*ผมเป็นเด็กยกลำโพง(ช่วงมัธยม)ร้าน Bangkok HiFi ตั้งแต่สมัยร้านอยู่ถนนประดิพัฒน์ ก่อนยุครุ่งเรืองของ VCL ก็ไม่เคยเห็นเครือ่งแพงๆที่ไหนเปิดเพลงนี้เลย
(หรือผมไปไม่ถูกที่ถูกเวลาตลอดยี่สิบกว่าปี)

ตอนนี้มันช่างกินพื้นที่เหลือเกิน เพลงเดียวจะเต็มแผ่น CD อยู่แล้วครับ
ความยาวประมาณ 5 นาที กินไปสี่ร้อยกว่าเมก



และยังได้แผ่นนี้มาด้วยครับ 3 มหาเทพ



คุณป้าร้านโดเรมีอุตส่าหามือสองมาให้ ได้มาจากแดนหมีขาว ต้องขอบคุณมากๆครับ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 มิถุนายน, 2017, 08:38:51 AM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #717 เมื่อ: 15 มิถุนายน, 2017, 11:41:58 AM »
ถ่ายงานเสร็จอีกตัวด้วยพลังของ Macbook Pro 15" 2016 (ตกรุ่นเรียบร้อย)
วีดีโอตัวนี้ถ่ายด้วยเลนส์ Rodenstock 50mm ที่มีกำลังขยายสูงเป็นพิเศษ(ก็มันเป็นเลนส์เครื่องอัดภาพ) เหนือกว่าเลนยุคส์ดิจิตอลและเลนส์กล้องฟิล์มทั่วไป แถมมีชิ้นเลนส์ APO แก้ความคลาดสี ทำให้จบงานได้ง่ายดายครับ ไม่ว่าวงการไหนๆ ก็มีวิธีคิดนอกกรอบทั้งนั้น เพราะถ้ารู้ทฤษฎี แต่ไม่ลงมือปฏิบัติ เจ้าทฤษฏีก็กลายเป็นกรงขังความคิดเท่านั้นเอง

<a href="https://www.youtube.com/watch?v=D2vp26eHkHk&amp;feature=youtu.be" target="_blank" rel="noopener noreferrer" class="bbc_link bbc_flash_disabled new_win">https://www.youtube.com/watch?v=D2vp26eHkHk&amp;feature=youtu.be</a>


ผมเองก็ใช้ตั้งแต่ Mac mini Core solo, Mac mini 2010, Macbook Air 13" 2011, Macbook Pro 13" Retina Display 2014 และล่าสุดคือ Macbook Pro Touch Bar 2016
ซึ่งเครือ่งพวกนี้ทำให้ได้เห็นเสียงที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนมาก และสรุปได้คือ ตัว HDD หรือ SSD ที่มี macOS อยู่ ยิ่งสปีดเร็วเท่าไหร่ ก็ให้น้ำเสียงที่มีสปีดสมจริงมากขึ้นเท่านั้น
อย่าง Macbook Air 13" 2011 เทียบกับ Macbook Pro Retina 2014 แล้ว เรียกว่าเสียงยืดย้วยไปเลย ฟังร๊อคไม่รอดครับ แต่ที่เหนือขึ้นมาคือ
Macbook Pro Touch Bar 2016 ที่ใช้ SSD แบบ NVMe ที่สปีดเหนือชั้นมาก ทำให้ผมได้สัมผัสเสียงที่มีสปีดใกล้เคียงความจริงขึ้น เรียกว่าเอาเมโทรนอมมาเปิดเทียบได้สบาย

แต่ค่าตัวมันก็แพงเอาการ แต่ผมซื้อไว้ทำมาหากิน ฟังเพลงเป็นของแถม ก็พอไหวอยู่ อย่างวีดีโอการใส่ฟิล์มกล้องไลก้า ผมทำได้รวดเร็วกว่าเดิมมาก
เพราะการเรนเดอร์ พรีวิว บน Macbook Pro รุ่นนี้ลื่นไหลไม่มีสะดุด

และมีผลทดสอบแบบง่ายๆ ที่ทำให้ผมหายคาใจ เพราะทางเ่จี๊ยบ Poem แจ้งมาว่า สาย AudioQuest Thunderbolt ที่เคยใช้ใส่กับ Mac mini หรือ Macbook Air 2011
ก็ฟังดีอยู่ แต่ตอนนี้ฟังไม่ดีซะแล้ว เพราะ Poem ย้ายมาใช้ Macbook Pro 13" Retina Display 2012 กลับไม่เข้ากับสายตัวนี้เสียแล้ว ให้น้ำเสียงสู้สายของ Apple ไม่ได้ ( เกิดอาการเน้นเสียง ไม่น่าฟัง จริงๆผมก็ฟังออกก่อนหน้านี้นานแล้ว เพราะผมใช้ Macbook Pro แต่แน่นอน ไม่มีใครเชื่อ 55) ทำให้เข้าใจได้ว่าทำไมไม่มีสาย Thunderbolt แบบ HiFi Grade ออกมาเท่าไหร่ เป็นเพราะเทคโนโลยีของสายตัวนี้ ทำให้ไม่ต้องการสายแต่งที่มีการปรับแต่งใดๆมาเลย เรียกว่าผมก็หมดเวรหมดกรรมกับการแต่งสายไปได้เรื่องนึงด้วยเทคโนโลยี Thunderbolt ครับ


ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #716 เมื่อ: 10 มิถุนายน, 2017, 11:08:16 PM »
https://www.apple.com/mac/

มาใหม่กันทั้งขบวน สเปคเทพขึ้นอีก

ตกรุ่นซะแล้วเครือ่งผม แต่ก็ยังแรงให้ตัดวีดีโอได้เหลือเฟือครับ
ตอนนี้มี SSD ความจุด 512 ไม่ยากไร้แบบสมัยมี 128 ที่เวลาตัดวีดีโอต้องเอา Project ไว้ Ext HDD ตอนนี้วาง Project ไว้ในเครื่อง ซึ่ง SSD เป็น NVMe ซึ่งเห็นผลมากๆครับ
ใช้ FinalCut Pro X ได้ลื่นไหลมาก ไม่มีสะดุด ไม่มีดับ

เผอิญกำลังเมามันส์กับการถ่ายและตัดต่อ การใส่ฟิล์มลงในกล้อง LEICA M-P ครับ เลยยังไม่ได้เขียนเรื่องเครื่องเสียงต่อ





Macbook Pro Touch Bar 15" ซื้อมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ได้ราคาพิเศษแล้วเขายัดใส่มือมาเลย แต่ก็ทำให้ได้สัมผัสว่าเทคโนโลยีก้าวไกลไปขนาดไหน
งานตัดวีดีโอที่เคยน่าเบื่อ ต้องรอเรนเดอร์ ตอนนี้กลายเป็นงานสนุกไปเลย ส่วนเรื่องคุณภาพเสียงก็ไม่ต้องพูดถึงครับ ทิ้ง Macbook Pro 13" 2014 ไปไกลมาก
แถมเตรียมได้อัก macOS ใหม่ที่คราวนี้เปลี่ยนโครงสร้างการเซฟไฟล์ด้วย ยังไปได้อีกยาวๆครับ (แต่มันคงสนุกเฉพาะท่านที่ต้องการอะไรใหม่ๆเท่านั้นนะครับ
บางท่านคงเห็นว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ การมาอัพ macOS ใหม่ รอประมาณชั่วโมง แล้วพวก App ต่างๆก็ต้องอัพตามอีก)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10 มิถุนายน, 2017, 11:22:12 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ Valve art

  • ***
  • กระทู้: 182
  • Sweet tube
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #715 เมื่อ: 08 มิถุนายน, 2017, 08:18:11 PM »
https://www.apple.com/mac/

มาใหม่กันทั้งขบวน สเปคเทพขึ้นอีก
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #714 เมื่อ: 06 มิถุนายน, 2017, 09:20:42 PM »
ยุ่งนิดนึงครัยช่วงนี้ ต้องไปถ่ายวีดีโอการเดินถ่ายสตรีท เดินถ่ายยาวๆจากสะพานเหล็กไปเกือบถึงบางรัก หมดแรงแม้แต่จะฟังเพลง

กล่องที่ขนไปถ่ายสตรีทคราวนี้ รวมๆก็เกือบล้านได้ ที่วางบนโต๊ะนี้ จากเจ้าของกล้อง 5 ท่าน
(ไม่มีกล้องผมในนี้ เพราะรูปนี้ถ่ายด้วยกล้องผม A7R + Rodenstock APO 50mm)



*เลนส์ Leica ก็ราคาขึ้นได้ขึ้นดี และยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุด เนื่องจากการถ่ายภาพสตรีทช่วงนี้มาแรงมาก

ออฟไลน์ wirasak

  • *
  • กระทู้: 24
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #713 เมื่อ: 05 มิถุนายน, 2017, 10:53:32 AM »
ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ

ออฟไลน์ Sarawut

  • **
  • กระทู้: 98
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #712 เมื่อ: 02 มิถุนายน, 2017, 11:31:07 PM »
ทดสอบฟัง 176.4/32bit ซึ่งมันก็ใหญ่เสียเหลือเกิน แต่ก็แตกต่างจาก 88.2 อย่างชัดเจนมาก

ฟังเพลงอะไรครับ เอามาจาก ไหน ? แปลงมาจาก Reel หรืออะไรครับ ?
ข้อมูลที่อยู่ครับ.  http://www.htg2.net/index.php?topic=32909.0

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #711 เมื่อ: 02 มิถุนายน, 2017, 01:10:58 PM »
ไดรฟ์ม้ามืด Slot in เข้าวินเฉือนไดรฟ์แบบถาดและตัวใหญ่ได้แบบคนเทสต์ยังงงๆว่าทำไมมันอ่านแผ่นแล้วเสียงต่างกันขนาดนี้
เอาเป็นว่าเข้าวินแล้ว ก็ใช้แต่ตัวนี้ล่ะครับ (ต่อยุ่งยากมาก ต้องแปลง SATA7 เป็น SATA แล้วจัมป์เข้ากล่อง HDD ที่มี Controller Firewire 400 ก็จะได้ไดรฟ์แบบ Firewire
สงสัยผมต้องเก็บเงินไปซื้อ Sonnet Echo 15+ จะ่ได้เป็นไดรฟ์แบบ Thunderbolt)



RAID 0 ที่ผมบังเอิญเทสต์ ด้วยความสงสัยว่า เสียงจะต่างกันมั้ยกับฟังแบบลูกเดียว ดันต่างซะงั้น ไม่ลองไม่รู้จริงๆ
ที่ Poem Audio ได้ฟังก็ติดใจ คราวนี้ก็ RAID 0 แบบ 3 ลูกที่ให้เสียงต่างจาก RAID 0 แบบ 2 ลูกขึ้นไปอีก
(HDD WD Raptor 10,000rpm 1TB ลูกละหมื่นนึง ใส่ไป 3 ลูก สรุปว่ากล่องนี้มูลค่า 5 หมื่นบาท แต่ไม่ใช่ของผมนะครับ ของ Poem Audio)



ชุดผมเวลายกมาเทสต์ แต่คราวหน้ายกมาแค่ Macbook Pro + Apogee + DI BOX ก็พอ ไม่ต้องเอา HDD มาด้วย เพราะ HDD ของผมโดนเจ้าห้าหมื่นแซงหน้าไปแล้ว



ลองฟังอีกครั้ง คราวนี้ชุดผมสมบูรณ์แบบด้วยหม้อแปลง 12V และ 15V สำหรับ DI BOX
และใช้สาย XLR ที่ใช้พ่วงระหว่าง Apogee กับ DI BOX เป็นยี่ห้อ Vandamn รุ่น Pro Grade Classic XKE Pro-patch cable ก็เป็นสายที่ซื่อตรงดีแท้
ทำให้เห็นเลยว่าชดผมไม่ต้องการสายแต่ง เพราะพอใส่สาย Vandamn เข้าไปแล้ว ไม่สามารถใช้ร่วมกับสาย Thunderbolt ของ AudioQuest ได้เลย



ทดสอบฟัง 176.4/32bit ซึ่งมันก็ใหญ่เสียเหลือเกิน แต่ก็แตกต่างจาก 88.2 อย่างชัดเจนมาก






ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 655
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #710 เมื่อ: 30 พฤษภาคม, 2017, 05:27:45 PM »
ผมมาขอสรุปอีกทีครับ

เรื่องฟังแล้วเพราะไม่เพราะ ชอบไม่ชอบ ผมไม่ขอกล่าวถึง เพราะเป็นเรื่องปัจเจก ผมเคยไปงานฟังเครื่องเสียง ห้องเดียวกันเวลาเดียวกัน ยืนข้างๆกัน ผมยังได้ยินไม่เหมือนกับ คนข้างๆเลยครับ แม้แต่เครีื่องเสียงเดียวกันฟังเพลงเดียวกันฟังกันต่างเวลายังไม่เหมือนกันได้

ถ้าชอบการปฏิบัติ แต่ไม่ชอบอ่านตำรา ลองทดสอบการฟัง แบบ double blind test ดูสิครับ ไม่ต้องลงทุนอะไรใช้เครื่องเสียงที่มีอยู่ก็ปฏิบัติได้ครับ

ที่ผมเขียนเล่าให้ฟังเพราะ ผมอ่านจากตำรา และเคยออกแบบและสร้าง DAC/ADC จาก chip specification ตัว wave file ก็เคยเขียนโปรแกรมอ่านมัน จึงมาเขียนให้ท่านอื่นๆ เข้าใจเรื่อง digital sound มากขึ้น จะได้ลงทุนกับอุปกรณ์เหมาะกับความต้องการครับ แน่นอนครับว่าไม่ต้องเชื่อผม ลองศึกษาดูได้เลยครับ ตรวจสอบข้อมูลดูว่า ตำรา มันเชื่อถืได้หรือไม่

เท่าผมเขียนมาผมเปิดคำถาม และให้คำอธิบายถึงเรื่องเหล่านี้ครับ
 - clock มีผลหรือไม่กับ digital transport protocol
 - อะไรคือ clock ซึ่งผมให้ข้อมูลว่าใน sound file มี sampling rate ไม่มี clock บอกความห่างของข้อมูล แล้ว ความแม่นยำของ transport clock จะมีผลต่อข้อมูล sound file ได้อย่างไร ในเมื่อ sound file ไม่ได้ใช้มัน
 - bandwidth requirement ของ audio listening ซึ่งผมสรุปให้ว่า ไม่ว่าจะเป็น usb 2.0 หรื่อ firewire ก็ตอบโจทย์ได้
 - ผมเสนอข้อแตกต่างระหว่าง audio listening equipment vs. sound engineering equipment
 - ผมให้ความเห็นว่า timestamp ต่างจาก word clock และ timestamp ในไฟล์เพลง ไม่มีส่วนในการ ฟังเพลง แบบ audio listening
 - ผมให้โจทย์ ต่อเนื่องมาจากความเห็นของ จขกท เรื่อง AIFF-C กับ Mac OSX (เรื่อง big endian) อยากให้ท่านอื่นลองไปค้นดูครับ


แต่ละท่านมีงบประมาณ และความต้องการ ใช้อุปกรณ์เครื่องเสียงไม่เหมือนกัน ศึกษาก่อนลงทุนซื้อครับ

ที่จริงถ้าไม่ชอบอ่านหนังสือ ก็ลองเช่าอุปกรณ์สำหรับ sound engineer มา ทดสอบฟังแบบ double blind test ก็ได้ครับ อุปกรณ์เหล่านี้มีให้เช่าง่ายกว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงบ้านครับ
 

ออฟไลน์ Coconut

  • **
  • กระทู้: 80
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #709 เมื่อ: 30 พฤษภาคม, 2017, 12:24:53 PM »
ผมคิดว่า จขกท ระบุชัดว่า การเชื่อมต่อมีความวุ่นวายหลายชั้น เหมาะสำหรับมืออาชีพหรือคนที่ชอบ  ไม่เหมาะกับผู้แสวงหาความสะดวกสบาย
และยังมีอุปกรณ์ทดลอง // ได้โชว์อุปกรณ์ที่ทดลองจริง // ไม่ได้อ่านใน paper  ก็เป็นสิ่งที่พอรับฟัง ไม่ต้องทำตามหรือทำตามที่คิดว่าใช่ ไม่ได้บังคับ
ยกตัวอย่างที่ผมเห็นด้วยบางเรื่องละกันครับเช่นเรื่องสัญญาณนาฬิกา เพราะการส่งผ่านข้อมูลต้องใช้ค่าสัญญาณมีความแน่นอนมาก
เรียกว่าค่า accuracy (ระดับไม่ต้องการ best อาจไม่จำเป็นที่สำคัญไม่คุ้มค่าการลงทุนนอกจากเอามัน)
ผมยังอยากมีเครื่อง DSD ที่ใช้ External Clock สักตัวเลย เพราะผมมี ตัว Clock ระดับ -12 ผลิตมาจาก สาร Cesium คงสนุกน่าดู
โดยที่ผมใช้แค่ Mac สักตัว ส่งผ่าน HD หลากหลายตามของที่มี pre สักหน่อยเหมือนไว้ใส่น้ำปลาให้มีรสสำหรับบางเวลาที่ตัองการ และ amp แจ่มๆ ต่อด้วยลำโพงที่ใช่ 
ที่อยู่สำหรับส่งของ
http://www.htg2.net/index.php?topic=78815.msg991431#msg991431

ออฟไลน์ Valve art

  • ***
  • กระทู้: 182
  • Sweet tube
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #708 เมื่อ: 30 พฤษภาคม, 2017, 08:30:09 AM »

อยากให้ทดลองทำแบบคุณ GUNTAM ดูครับ ทดลองในภาคปฏิบัติจริงๆลงทุนทางด้านฮาร์ดแวร์ และใช้ความรู้เขียนรีวิว วิจารณ์ และสรุป ให้กับหมู่เพื่อนสมาชิกครับ จะได้ช่วยให้มีความกระจ่างได้มากขึ้น.
ผมไม่ได้ว่าทุกท่านทำผิดนะครับ และไม่ได้ว่าทฤษฎีมันผิดเพี้ยน แต่ เครื่องมือ และ วิธีการทดลองและสังเคราะห์ข้อมูล อาจทำให้เราเข้าใกล้ความจริงของทฤษฎีที่ตั้งขั้นมา


5555

ในที่สุด ผมก็สงสัยยอมแพ้ กับการที่ต้องคอย กระแซะ ๆ จขกท เค้าบ่อย  ในเรื่องข้อมูลต่างๆ ที่มาเขียน บางเรื่องอ่านแล้วเฮ้อ แต่ไม่สำเร็จ สงสัย คงต้องปล่อยให้กระทู้นี้ยาวไป

ที่ทำเช่นนี้ ก็แค่ ไม่อยากให้คนอื่นๆ มาอ่านแล้ว หลงไหลไปกับอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นสำหรับการ audio listening  มันไม่ได้มีความจำเป็นอะไรอย่าง จขกท เขียนสักกระนิด (ยกเว้นใช้ทำงาน ในการผลิตสื่อ)  แม้ว่า คุณน้า Malako, คุณน้า Goda จะมาช่วยชี้แจ้งอะไรต่างๆ  แต่ จขกท เค้าไม่รับรู้รับทราบ สิ่งที่คนเค้าพยายามสื่อสารเลย เอาแต่จะบอกว่า อุปกรณ์ที่ตัวเองใช้งาน แนวทางที่ตัวเองใช้งาน ให้เสียงที่สุดยอดดดดดดดดดดดด

ผมเข้าใจความรู้สึก น้า Freedom แล้วละครับ ๕๕๕ (ท่านใดเพิ่งมาอ่าน ลองย้อนกลับขึ้นไปอ่านหน้าที่ผ่าน ๆ มานะครับ)

ผมหมดสนุก กับ การอ่านกระทู้นี้ และคอยกระทุ้งบางอย่างที่คิดว่า จะช่วยให้ผู้ที่มาอ่านที่เป็นมือใหม่ มือเก่า มือกลาง ไม่ให้หลงทาง ขอให้ จขกท พัฒนาไปให้สุด ๆ นะครับ เอาใจช่วย   :giveup :giveup :giveup :giveup :giveup
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #707 เมื่อ: 30 พฤษภาคม, 2017, 12:02:43 AM »
ซิสเต็มแบบไม่อิงตลาด ปราศจากความเชื่อ



การเชื่อมต่อมีความวุ่นวายหลายชั้น รวมถึงการใช้ Logic Pro X ที่ต้องได้คำแนะนำจากมืออาชีพ ไม่เหมาะกับผู้แสวงหาความสะดวกสบาย





ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #706 เมื่อ: 28 พฤษภาคม, 2017, 08:56:47 AM »
เสร็จเรียบร้อย PSU 12V 10A (Input หม้อแปลง 5A สองลูกรวมกัน แล้วมาแยกเอาท์พุทเป็น 5A สองชุด) สำหรับอุปกรณ์ 3 ชิ้น
- Apogee Element 24
- Caldigit Thunderbolt Station 2
ใช้ภาคจ่ายไฟร่วมกัน 5A

- Caldigit mini VR เป็น HDD 2.5" 7200rpm เลยแยกจ่ายไฟ 5A ให้ไปเลยต่างหาก







ลูกนี้จ[ เงินไม่ต้องจ่ายครับ 55 ผมไม่มีเงินให้ถลุง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 มิถุนายน, 2017, 10:35:17 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #705 เมื่อ: 28 พฤษภาคม, 2017, 08:54:30 AM »
ขออนุญาต นำบทความเกี่ยวกับ DSD มาลงเพื่อเป็นทางเลือกในการเสพย์ข้อมูล ส่วนจะเชื่อหรือไม่เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล


DSD ไฟล์เสพติดรูปแบบใหม่
โดย Andreas Koch

บทกล่าวนำ
   
ในช่วงเวลานี้ได้มี Audio Format แบบใหม่เกิดขึ้นมา คุณภาพเสียงของมัน
จัดว่าอยู่ในระดับที่พูดได้ว่า “ไม่สามารถฟังเพลง โดยไม่ใช้ไม่ได้แล้ว”
นั่นคือไฟล์รูปแบบ DSD ซึ่งจริงๆไฟล์รูปแบบนี้มีมาระยะหนึ่งแล้ว
แต่ว่ามันถูกผูกติดเข้ากับ SACD จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจในหมู่นักฟังสักเท่าไร
จนเมื่อมาถึงช่วงที่เริ่มมีการเปิดให้ download ไฟล์เพลงความละเอียดสูง
ไฟล์ชนิด DSD จึงเริ่มเป็นที่สนใจในฐานะไฟล์ชนิดใหม่
จากข้อจำกัดที่เคยอยู่แต่บนแผ่น SACD แต่ตอนนี้มันสามารถมาอยู่บนโลกอินเตอร์เนทได้แล้ว
บทความนี้จะอธิบายถึงภูมิหลังและการทำงานของ DSD และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

อะไรคือ DSD?
   
DSD นั้นย่อมาจาก Direct Stream Digital ซึ่งถูกตั้งขึ้นโดย Sony และ Philips
เมื่อทั้งสองบริษัทได้ร่วมมือกันเปิดตัวมาตรฐานแผ่น SACD
มันไม่มีอะไรเลยนอกจากการแปลงค่า Delta-Sigma ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยบริษัท Philips เมื่อปี 1970
และเทคโนโลยีนี้ได้ออกสู่ตลาดเมื่อปี 1980 สำหรับใช้ในการแปลงค่า A/D และ D/A ในชิป DAC





ตัวอย่างที่ 1
   
จากในรูป จะแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่สัญญาณ Analog นั้นถูกแปลงไปเป็น Digital PCM ผ่าน A/D converter
และแปลงกลับเป็น analog อีกครั้งผ่าน D/A converter ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กระบวนการด้วยกัน

1. Delta-Sigma modulation: สัญญาณ analog จะถูกแปลงไปเป็น DSD โดยตรงและมีค่า Sampling rate ที่สูงมาก
ขั้นตอนการแปลงนั้นจะขึ้นอยู่กับความละเอียดของไฟล์ที่ต้องการ
โดยสามารถสร้างเป็น 1-bit DSD หรือ Multibit DSD oversampled ที่ 64x หรือ 128x เมื่อเปรียบเทียบกับแผ่น CD ทั่วไป
   
2. Decimation filter: สัญญาณ DSD จากขั้นตอนแรกจะถูก Down sample และแปลงกลับมาเป็น PCM
ในขั้นตอนนี้ word length นั้นจะมากขึ้น (16 หรือ 24bit) และ Sample rate จะถูกลดลงมาเท่ากับ CD
หรือลดตัวคูณลงเพื่อเป็นไฟล์ PCM ความละเอียดสูง

ขั้นตอนการแปลง D/A นั้นเหมือนกันตรงที่
   
1. สัญญาณ PCM จะถูกเพิ่ม Sample rate สูงมาก
   
2. จากนั้นจะถูกแปลงเป็น DSD ผ่าน Delta-Sigma modulator (เพื่อลดค่า word length)
   
3. จากนั้นแปลงกลับมาเป็น analog


ที่มา ซึ่งน่าจะแปลมาอีกทีครับ

http://magazine.munkonggadget.com/review-article/73/dsd-ไฟล์เพลงเสพติดรูปแบบใหม่

เรียบเรียงจากนี่กระมัง

http://dsd-guide.com/dsd-new-addiction-andreas-koch#.WSi64caB2V4


และอีกแห่งหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจสำหรับการเสพย์เสียงเพลงตามถนัดครับ


http://rev.at1987.com/articles/direct-stream-digital/


จะใช้แบบไหนก็เล่นได้หมดครับ เพราะเครื่องเสียงบ้านนี่ ถึงจะสเปคมหาเทพแค่ไหนก็ตาม ก็ชี้วัดคุณภาพเสียงไม่ได้ครับ เพราะต่างคนต่างหู ไม่มีถูกมีผิด
เรียกว่าเป็นงานอดิเรกถลุงเงินครับ



ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #704 เมื่อ: 27 พฤษภาคม, 2017, 04:06:43 PM »
5555

ในที่สุด ผมก็สงสัยยอมแพ้ กับการที่ต้องคอย กระแซะ ๆ จขกท เค้าบ่อย  ในเรื่องข้อมูลต่างๆ ที่มาเขียน บางเรื่องอ่านแล้วเฮ้อ แต่ไม่สำเร็จ สงสัย คงต้องปล่อยให้กระทู้นี้ยาวไป

ที่ทำเช่นนี้ ก็แค่ ไม่อยากให้คนอื่นๆ มาอ่านแล้ว หลงไหลไปกับอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นสำหรับการ audio listening  มันไม่ได้มีความจำเป็นอะไรอย่าง จขกท เขียนสักกระนิด (ยกเว้นใช้ทำงาน ในการผลิตสื่อ)  แม้ว่า คุณน้า Malako, คุณน้า Goda จะมาช่วยชี้แจ้งอะไรต่างๆ  แต่ จขกท เค้าไม่รับรู้รับทราบ สิ่งที่คนเค้าพยายามสื่อสารเลย เอาแต่จะบอกว่า อุปกรณ์ที่ตัวเองใช้งาน แนวทางที่ตัวเองใช้งาน ให้เสียงที่สุดยอดดดดดดดดดดดด

ผมเข้าใจความรู้สึก น้า Freedom แล้วละครับ ๕๕๕ (ท่านใดเพิ่งมาอ่าน ลองย้อนกลับขึ้นไปอ่านหน้าที่ผ่าน ๆ มานะครับ)

ผมหมดสนุก กับ การอ่านกระทู้นี้ และคอยกระทุ้งบางอย่างที่คิดว่า จะช่วยให้ผู้ที่มาอ่านที่เป็นมือใหม่ มือเก่า มือกลาง ไม่ให้หลงทาง ขอให้ จขกท พัฒนาไปให้สุด ๆ นะครับ เอาใจช่วย   :giveup :giveup :giveup :giveup :giveup
Simple is my Way

ออนไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,459
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #703 เมื่อ: 27 พฤษภาคม, 2017, 09:41:22 AM »


Ultimate Sound Test @ 192kHz 24bit FLAC + DSD 2.8MHz 1bit DSF 1


สำหรับท่านที่มี DSD DAC


ลองพิมพ์ที่กูเกิ้ล แล้วโหลดมาฟังดูครับ มีอย่างละ 3 เพลงทั้งสองฟอร์แม็ท
ฟังเปรียบเทียบไปมา  ค่อยตัดสินคดี



ออนไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,459
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #702 เมื่อ: 27 พฤษภาคม, 2017, 06:06:54 AM »
ขออนุญาต นำบทความเกี่ยวกับ DSD มาลงเพื่อเป็นทางเลือกในการเสพย์ข้อมูล ส่วนจะเชื่อหรือไม่เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล


DSD ไฟล์เสพติดรูปแบบใหม่
โดย Andreas Koch

บทกล่าวนำ
   
ในช่วงเวลานี้ได้มี Audio Format แบบใหม่เกิดขึ้นมา คุณภาพเสียงของมัน
จัดว่าอยู่ในระดับที่พูดได้ว่า “ไม่สามารถฟังเพลง โดยไม่ใช้ไม่ได้แล้ว”
นั่นคือไฟล์รูปแบบ DSD ซึ่งจริงๆไฟล์รูปแบบนี้มีมาระยะหนึ่งแล้ว
แต่ว่ามันถูกผูกติดเข้ากับ SACD จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจในหมู่นักฟังสักเท่าไร
จนเมื่อมาถึงช่วงที่เริ่มมีการเปิดให้ download ไฟล์เพลงความละเอียดสูง
ไฟล์ชนิด DSD จึงเริ่มเป็นที่สนใจในฐานะไฟล์ชนิดใหม่
จากข้อจำกัดที่เคยอยู่แต่บนแผ่น SACD แต่ตอนนี้มันสามารถมาอยู่บนโลกอินเตอร์เนทได้แล้ว
บทความนี้จะอธิบายถึงภูมิหลังและการทำงานของ DSD และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

อะไรคือ DSD?
   
DSD นั้นย่อมาจาก Direct Stream Digital ซึ่งถูกตั้งขึ้นโดย Sony และ Philips
เมื่อทั้งสองบริษัทได้ร่วมมือกันเปิดตัวมาตรฐานแผ่น SACD
มันไม่มีอะไรเลยนอกจากการแปลงค่า Delta-Sigma ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยบริษัท Philips เมื่อปี 1970
และเทคโนโลยีนี้ได้ออกสู่ตลาดเมื่อปี 1980 สำหรับใช้ในการแปลงค่า A/D และ D/A ในชิป DAC





ตัวอย่างที่ 1
   
จากในรูป จะแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่สัญญาณ Analog นั้นถูกแปลงไปเป็น Digital PCM ผ่าน A/D converter
และแปลงกลับเป็น analog อีกครั้งผ่าน D/A converter ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กระบวนการด้วยกัน

1. Delta-Sigma modulation: สัญญาณ analog จะถูกแปลงไปเป็น DSD โดยตรงและมีค่า Sampling rate ที่สูงมาก
ขั้นตอนการแปลงนั้นจะขึ้นอยู่กับความละเอียดของไฟล์ที่ต้องการ
โดยสามารถสร้างเป็น 1-bit DSD หรือ Multibit DSD oversampled ที่ 64x หรือ 128x เมื่อเปรียบเทียบกับแผ่น CD ทั่วไป
   
2. Decimation filter: สัญญาณ DSD จากขั้นตอนแรกจะถูก Down sample และแปลงกลับมาเป็น PCM
ในขั้นตอนนี้ word length นั้นจะมากขึ้น (16 หรือ 24bit) และ Sample rate จะถูกลดลงมาเท่ากับ CD
หรือลดตัวคูณลงเพื่อเป็นไฟล์ PCM ความละเอียดสูง

ขั้นตอนการแปลง D/A นั้นเหมือนกันตรงที่
   
1. สัญญาณ PCM จะถูกเพิ่ม Sample rate สูงมาก
   
2. จากนั้นจะถูกแปลงเป็น DSD ผ่าน Delta-Sigma modulator (เพื่อลดค่า word length)
   
3. จากนั้นแปลงกลับมาเป็น analog


ที่มา ซึ่งน่าจะแปลมาอีกทีครับ

http://magazine.munkonggadget.com/review-article/73/dsd-ไฟล์เพลงเสพติดรูปแบบใหม่

เรียบเรียงจากนี่กระมัง

http://dsd-guide.com/dsd-new-addiction-andreas-koch#.WSi64caB2V4


และอีกแห่งหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจสำหรับการเสพย์เสียงเพลงตามถนัดครับ


http://rev.at1987.com/articles/direct-stream-digital/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 พฤษภาคม, 2017, 06:31:43 AM โดย Malako »

ออนไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,459
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #701 เมื่อ: 27 พฤษภาคม, 2017, 05:40:26 AM »
DSD

ที่มาที่ไปของ DSD และเหตุผลที่ผมไม่ได้เล่น DSD และน่าจะหายข้องใจได้ครับ
ในเมื่อ Apogee Element 24 ของผมเป็นเครือ่งจากสตูดิโอ ทำไมไม่่เล่นไฟล์ DSD
อ่านจาก helios.nl ในนี้เลยครับ

https://www.helios.nl/weblog/audio-myth-dsd-a-direct-stream-from-a-d-to-d-a

ส่วนผม PCM ล้วนครับ ตอนนี้ทดสอบฟัวหลายๆแผ่น หลายๆแบบ เจ้า Apogee Element 24 เล่นได้แบบผ่านฉลุย (176.4/32 + Bounce)


อ่านแล้วซาบซึ้งจัง

อยากรู้จริงๆ ว่า DSD เกิดก่อน PCM

หรือ PCM เกิดก่อน DSD ครับ


อันนี้ก็เหมือนกัน


DVD-Audio/SACD

สมัยที่มีแต่แผ่น CD ให้ฟัง ก็ได้ที่ 44.1/16 ซึ่งชัดเจนว่ามันถูกหั่นออกจากต้นฉบับที่มักเป็น 48,96,192 อันเนื่องมาจากความจุแผ่น CD ที่โซนี่ต้องการให้บันทึกเสียงได้ 74 นาที
ก็หั่น ซอย จนเป็น 44.1 (จะใส่ให้เป็น 48 ซึ่งเป็นครึ่งนึงของ 96 ก็ไม่ได้ เพราะที่ไม่พอ) จนมีฟอร์แมท DVD ที่มีพื้นที่เหลือเฟือ คราวนี้ก็ยกเสียงจากสตูดิโอมาได้เลยแบบ 24/96
หรือแบบ 1 bit จากโซนี่



ขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติม


คงต้องกลับไปถาม ฟิลิปส์ กับ โซนี่ ที่ร่วมมือกันพัฒนา ซีดีออดิโอ ครับ อาจตอบโจทย์เรื่องไฟล์ต้นฉบับที่แท้จริง

24 bit / 48KHz ใช้ในดีวีดีหนังนะครับ เพื่อให้ต่างจากออดิโอ นัยว่าเป็นการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ป้องกันการก๊อป


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 พฤษภาคม, 2017, 05:57:14 AM โดย Malako »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #700 เมื่อ: 26 พฤษภาคม, 2017, 11:43:27 PM »
"XLR
พอร์ทนี้ก็ใช้ต่อเครื่องดนตรี ใช้ในสตูดิโอ งานคอนเสิร์ต เดินสายได้ยาว ก็ถูกเอามาใส่เครื่องเสียงบ้านซะอย่างนั้น ซึ่งเครื่องเสียงบ้านก็ไม่ได้เดินสายยาวๆเท่าไหร่"


เค้ามีเหตุผลที่เอามาใส่ ลองดูห้องที่เค้าจัดเซ็ต ด้านหน้าห้องมีแต่ลำโพงดูสิครับ นั่นคือ คำตอบหนึ่ง  กับอีกเรื่อง วงจร แบบ ture balanced และน้ำเสียงที่ได้ ลองหาฟังดูนะครับ

Apogee Element 24 ของผมเป็นเครื่องสตูดิโอ เป็น XLR อยู่แล้วครับ ผมก็เขียนวิธีต่อไว้ใน Info Graphic ไว้นานมากแล้วครับ
หรือว่าดูกระทู้ผมแล้วภาพไม่ขึ้นครับ

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #699 เมื่อ: 26 พฤษภาคม, 2017, 11:40:08 PM »
เรื่อง ...
~ดนตรีประกอบด้วย (แบบคร่าวๆ)
เสียง (Tone)
จังหวะ (Rhythm)
ทำนอง (Melody)
เสียงประสาน (Harmony)

อุปกรณ์ audio listening อ่านข้อมูลของไฟล์ห้องอัดได้ครับ พวกนั้นไม่ขาดหรอกครับ เท่าทีผมทราบ กลุ่ม sound engineer มักจะแซว audiophile equipment ว่าให้มาเกินซะด้วยซ้ำ (colored)

ผมยังแนะนำเหมือนเดิมครับว่า clock ของ audio interface ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับ audio listen เพราะ chip digital receiver ใน dac ปัจจุบัน จัดการมันได้ อีกทั้งการฟังเพลงแบบ audio listening มาจาก source แหล่งเดียว (ยกเว้นบางท่านที่ mix เสียง เช่น karaoke) ครับ

เครื่องเสียงบ้าน จัดเป็น งานอดิเรกครับ ไม่มีตัวชี้วัดคุณภาพสินค้าได้ จะฟังแบบไหนก็ได้ตามแต่ใจคนซื้อครับ

แต่จริงๆที่สำคัญคือ ได้มีเครื่องไว้ฟังเทียบหรือเปล่าครับ ระหว่างเครื่องที่ส่ง ISO กับ ASY เสียงมันไม่เหมือนกันหรอกครับ
แต่จะสำคัญหรือไม่ อยู่กับทักษะคนฟังครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 พฤษภาคม, 2017, 11:45:37 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 655
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #698 เมื่อ: 26 พฤษภาคม, 2017, 05:23:25 PM »
เรื่อง ...
~ดนตรีประกอบด้วย (แบบคร่าวๆ)
เสียง (Tone)
จังหวะ (Rhythm)
ทำนอง (Melody)
เสียงประสาน (Harmony)

อุปกรณ์ audio listening อ่านข้อมูลของไฟล์ห้องอัดได้ครับ พวกนั้นไม่ขาดหรอกครับ เท่าทีผมทราบ กลุ่ม sound engineer มักจะแซว audiophile equipment ว่าให้มาเกินซะด้วยซ้ำ (colored)

ผมยังแนะนำเหมือนเดิมครับว่า clock ของ audio interface ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับ audio listen เพราะ chip digital receiver ใน dac ปัจจุบัน จัดการมันได้ อีกทั้งการฟังเพลงแบบ audio listening มาจาก source แหล่งเดียว (ยกเว้นบางท่านที่ mix เสียง เช่น karaoke) ครับ
 

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #697 เมื่อ: 26 พฤษภาคม, 2017, 03:44:47 PM »
"XLR
พอร์ทนี้ก็ใช้ต่อเครื่องดนตรี ใช้ในสตูดิโอ งานคอนเสิร์ต เดินสายได้ยาว ก็ถูกเอามาใส่เครื่องเสียงบ้านซะอย่างนั้น ซึ่งเครื่องเสียงบ้านก็ไม่ได้เดินสายยาวๆเท่าไหร่"


เค้ามีเหตุผลที่เอามาใส่ ลองดูห้องที่เค้าจัดเซ็ต ด้านหน้าห้องมีแต่ลำโพงดูสิครับ นั่นคือ คำตอบหนึ่ง  กับอีกเรื่อง วงจร แบบ ture balanced และน้ำเสียงที่ได้ ลองหาฟังดูนะครับ


Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #696 เมื่อ: 26 พฤษภาคม, 2017, 10:36:45 AM »
สรุปว่า สตูดิโอของ Foo Fighters ก็เลือกใช้เสียงกว้างๆของ Apogee และอัพเกรดใช้ Thunderbolt ตามในวีดีโอด้านล้างเรียบร้อย
ซึ่งน้ำเสียงของ Apogee’s Symphony I/O Mk II audio interface นั้น

“It just sounded f****** good,”

จากบทความ Recording drums with Taylor Hawkins at Foo Fighters Studio 606
จากในข่าวของ Apogee http://www.apogeedigital.com/blog/recording-drums-taylor-hawkins-foo-fighters-studio-606
แบบนี้ล่ะ เหมาะกับชาวร๊อคอย่างผมเลย

<a href="https://www.youtube.com/watch?v=8xZ9Iv2HW7E" target="_blank" rel="noopener noreferrer" class="bbc_link bbc_flash_disabled new_win">https://www.youtube.com/watch?v=8xZ9Iv2HW7E</a>


ปกติการบันทึกเสียงวงร๊อค ก็เริ่มจากกลองก่อนครับ เพราะกลองคือตัวให้จังหวะ จะเร็วจะช้า จะได้อารมณ์หรือไม่ ก็จากกลองมาก่อน เรียกว่า

Drum is GOD!!

มือกีตาร์จะแน่แค่ไหน ก็ต้องตามกลอง เพราะกลองมีหน้าที่ให้จังหวะ เปรียบเสมือนเมโทรนอมของวงก็ว่าได้
DRUM is GOD ดูเพลงนี้ของวง GODSMACK ครับ (อีหนึ่งวงโปรดของผม) MV แบบไม่ต้องมีเนื่องเรื่องอะไรให้วุ่นวาย แค่ลีลานักดนตรีก็สุดขีดแล้ว

<a href="http://youtu.be/z9FmOc0ofGc" target="_blank" rel="noopener noreferrer" class="bbc_link bbc_flash_disabled new_win">http://youtu.be/z9FmOc0ofGc</a>


ปกติเมื่อบันทึกเสียงแล้ว ก็ต้องนำมาเปิดเปรียบเทียบกับเมโทรนอมจริงว่าได้จังหวะถูกต้องหรือไม่
ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมเลือก Audio Interface ระดับห้องอัดมาใช้ฟัง เพราะให้สัญญาณนาฬิกาได้แม่นยำมาก
แต่มันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือเปล่า ก็ในเมื่อดนตรีประกอบด้วย (แบบคร่าวๆ)
เสียง (Tone)
จังหวะ (Rhythm)
ทำนอง (Melody)
เสียงประสาน (Harmony)
อย่างน้อยๆเครื่องระดับ Studio ก็ให้พวกนี้ได้ครบแน่นอน ทำได้ครบ อารมณ์เพลงก็มา
ซึ่งเครื่องเสียงบ้านก็พยายามจะให้เสียงได้ระดับสตูดิโอมาตลอด เริ่มจาก

XLR
พอร์ทนี้ก็ใช้ต่อเครื่องดนตรี ใช้ในสตูดิโอ งานคอนเสิร์ต เดินสายได้ยาว ก็ถูกเอามาใส่เครื่องเสียงบ้านซะอย่างนั้น ซึ่งเครื่องเสียงบ้านก็ไม่ได้เดินสายยาวๆเท่าไหร่

DVD-Audio/SACD
สมัยที่มีแต่แผ่น CD ให้ฟัง ก็ได้ที่ 44.1/16 ซึ่งชัดเจนว่ามันถูกหั่นออกจากต้นฉบับที่มักเป็น 48,96,192 อันเนื่องมาจากความจุแผ่น CD ที่โซนี่ต้องการให้บันทึกเสียงได้ 74 นาที
ก็หั่น ซอย จนเป็น 44.1 (จะใส่ให้เป็น 48 ซึ่งเป็นครึ่งนึงของ 96 ก็ไม่ได้ เพราะที่ไม่พอ) จนมีฟอร์แมท DVD ที่มีพื้นที่เหลือเฟือ คราวนี้ก็ยกเสียงจากสตูดิโอมาได้เลยแบบ 24/96
หรือแบบ 1 bit จากโซนี่

DSD
ที่มาที่ไปของ DSD และเหตุผลที่ผมไม่ได้เล่น DSD และน่าจะหายข้องใจได้ครับ
ในเมื่อ Apogee Element 24 ของผมเป็นเครือ่งจากสตูดิโอ ทำไมไม่่เล่นไฟล์ DSD
อ่านจาก helios.nl ในนี้เลยครับ
https://www.helios.nl/weblog/audio-myth-dsd-a-direct-stream-from-a-d-to-d-a

ส่วนผม PCM ล้วนครับ ตอนนี้ทดสอบฟัวหลายๆแผ่น หลายๆแบบ เจ้า Apogee Element 24 เล่นได้แบบผ่านฉลุย (176.4/32 + Bounce)




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 พฤษภาคม, 2017, 12:06:14 AM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #695 เมื่อ: 22 พฤษภาคม, 2017, 09:10:51 AM »
ทดสอบทำ Dither ลงลนไฟล์เพลง ด้วย Logic Pro X ซึ่งเมื่อได้ MacBook Pro 2016 + Apogee Element 24 ได้ผลลัพท์ที่น่าทึ่งมาก



และการทดสอบอีกหลายๆอย่าง ตั้งแต่ 9.30 ~ 21.00 น. โดยมีสมาชิกใดนบอร์ดนี้ไปรวมทดสอบ 1 ท่าน



มีอะไรให้เขียนมากมาย แต่ไว้ก่อนครับ ขอฟังเพลง Holiday จากแผ่น Still Loving You ที่ทำการ Dither แล้ว ออกมาเป็น 176.4/32 ที่ได้น้ำเสียงได้ฟินสุดๆครับ
หลังจากต้องฟันแผ่นนี้มาแบบ นัวๆ ช้าๆ ไม่ได้อารมณ์เพลง แต่คราวนี้คือสุดขีดจริงๆ สมเป็นวงระดับโลก