ผู้เขียน หัวข้อ: ท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง  (อ่าน 11093 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Excel

ท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง
« เมื่อ: 10 มีนาคม, 2007, 05:08:08 PM »
พอดีเพิ่งไปญี่ปุ่นกลับมาครับ.  เลยมาเล่าให้ฟังเผื่อคนที่อยากไปเที่ยวเองจะได้ลองจัดโปรแกรมไปดูนะครับ.  ไปคราวนี้ผมลองใช้บริการสายการบินแอร์อินเดียดูครับ. (ปกติจะชอบใช้ของคาเธ่ย์ฯเพราะว่าอยากแวะฮ่องกงช้อปอีกนิดหน่อยในช่วงขากลับครับ)  ราคาตั๋วบวกภาษีเป็นเงิน 15,650บาทครับ.  เครื่องบินค่อนข้างเก่าแต่นักบินก็ขับดีนะครับ  เวลาเครื่องขึ้นหรือลงก็นิ่มดีไม่มีอะไร. (อาจจะมีรำคาญหน่อยตรงที่เสียงเครื่องยนต์จะดังหน่อยตอนช่วงเครื่องขึ้นจากรันเวย์ และไฟท์แอ็ทเทนแด๊นซ์หน้าตาบูดบึ้งและมีอายุมากๆกันหมดครับ (ตอนผมไปนิวซีแลนด์ปลายปีที่แล้วสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์มีแต่สาวๆสวยๆหุ่นดีๆยิ้มแย้มแจ่มใสทั้งลำครับ))  ส่วนผู้โดยสารจะเป็นคนญี่ปุ่นประมาณแปดสิบเปอร์เซ็นครับ.  คนอินเดียประมาณห้าเปอร์เซ็น.  ที่เหลือก็จะเป็นคนชาติต่างๆรวมทั้งคนไทยเราด้วยครับ.  พอดีว่าคราวนี้ผมไปเที่ยวแค่โตเกียวกับฮาโกเน่ก็เลยไม่ได้ซื้อตั๋วJapan Rail Pass เหมือนตอนที่ไปเกียวโตกับโอซาก้าสองปีก่อนครับ.  ส่วนเรื่องที่พักนี่พอดีว่าพี่สาวผมทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่น พี่ชายก็เรียนปริญญาเอกอยู่ด้วยอีกคน ก็เลยสบายเรื่องที่พักไปเยอะครับ สามารถเลือกที่จะพักกับพี่คนใดคนหนึ่งที่ว่างครับ. (เรื่องที่พักแนะนำว่าถ้าไม่มีญาติอยู่ก็หาจองได้จากเน็ตครับ แนะนำให้พักแถวอุเอะโน่ (สะดวกเรื่องการเดินทางและอาหารการกินเพราะมีร้านอาหารอร่อยอยู่เยอะ) หรือแถวอิเคะบุคุโร่ (ที่พักราคาค่อนข้างถูกและเป็นแหล่งช้อปปิ้ง))  ราคาที่พักโรงแรมทั่วไประดับสามดาวก็จะประมาณคืนละ3,000บาทห้องดับเบิ้ลครับ(ก็ประมาณคนละ1,500บาทต่อคืนครับ)  เรื่องที่พักแนะนำว่าควรจะใกล้สถานีรถไฟไว้ก่อนครับ จะได้เผื่อกลับมาวางของแล้วออกไปเที่ยวต่อได้ง่ายครับ.

โปรแกรมการไปญี่ปุ่นคราวนี้ของผมจะประมาณนี้ครับ
28/02/07
0:40(เวลาไทย) ออกเดินทางด้วยสายการบินอินเดียแอร์ไลน์ลงสนามบินนาริตะครับ
9:00(เวลาญี่ปุ่น) ออกจากสนามบินนาริตะแล้วซื้อตั๋วรถไฟสกายไลน์เนอร์(1000เยน)มาลงที่สถานีอุเอะโน่ (ใช้เวลาประมาณหนึ่งชม.)แล้วต่อรถไฟใต้ดินไปที่สถานี Shintomicho (พอดีว่าที่พักพี่สาวผมอยู่ที่นี่ เดินจากสถานียี่สิบเมตรถึงเลยครับ ตรงนี้จะอยู่แถวกินซ่า (ถ้าเดินก็ใช้เวลาสิบนาทีครับ))  วางสัมภาระเสร็จก็กลับมาที่สถานีซื้อตั๋วPass Net ราคา 5000 เยนครับ. (ตั๋วนี้จะนั่งรถไฟใต้ดินได้ทุกบริษัทโดยจะตัดเงินไปเรื่อยๆ สะดวกดีครับ  ผมใช้จนวันสุดท้ายเหลือเงินประมาณพันกว่าเยนก็ยกให้พี่ชายไปใช้ต่อครับ)  ซื้อเสร็จก็ใช้ตั๋วกลับไปสถานีอุเอะโน่เพื่อไปดูซากุระครับ.  ผมค่อนข้างโชคดีหน่อยที่ปีนี้อากาศร้อนมาเร็ว  ซากุระเลยเริ่มบานที่อุเอะโน่บ้างแล้วครับ(ประมาณสิบต้น คาดว่าช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนมีนาคมคงจะบานเกือบทุกต้นครับ)  ผมอยากดูซากุระเพราะว่าปีหนึ่งจะบานแค่สองสามอาทิตย์ ก็ถือว่าถ้าเราได้มาดูตอนมันบานพอดีก็ถือว่าโชคดีครับ.  เดินชมซากุระไปอย่างสบายใจเพราะอากาศดีมากๆครับ (ประมาณสิบแปดองศา)  ถือโอกาสแวะไปถ่ายรูปกับอนุสาวรีย์ไซโก ซามุไรคนสุดท้ายของญี่ปุ่นซะด้วยเลยครับ. (ผมมาอุเอะโน่ตั้งหลายครั้งไม่เคยไปถ่ายรูปเลยครับ  พอดีว่าขี้เกียจเดินขึ้นบันได)  ถ่ายรูปเสร็จก็เดินไปที่วัดแถวนั้นล้างมือแล้วขึ้นไปโยนเหรียญไหว้พระครับ.  เดินเล่นไปจนถึงถ.อาเมโยโกะ(ระหว่างทางแวะร้านร้อยเยนซื้อของด้วยครับ)  ผมตรงไปซื้อเห็ดมัตสึทะเกะถุงใหญ่ตามคำสั่งคุณแม่ทันที  เจ้าของร้านจำหน้าได้อีกตะหาก (แบบว่าไปทีไรซื้อแต่ร้านนี้) เค้าเลยลดให้จาก 9800เยนเหลือ 6500เยนครับ (แหะๆ แบบนี้สงสัยต้องมาซื้อทุกครั้งที่มาแฮะ)  เดินซื้อถุงเท้าแปลกๆ (พอดีว่าครั้งนี้กะมาซื้อร้องเท้าสานและเกี๊ยะครับ เลยหาซื้อถุงเท้าแบบที่เอาไว้ใส่กับรองเท้าพวกนี้ไว้ด้วย.  ที่ผมว่าถุงเท้าเค้าแปลกๆเพราะมีทั้งแบบแบ่งช่องให้นิ้วเท้าทั้งห้านิ้วและแบบทั่วไปสำหรับใส่กับรองเท้าของเค้าที่แบ่งเฉพาะช่องใส่นิ้วโป้งกับนิ้วอีกสี่นิ้วครับ)  มาคราวนี้พอดีว่าผมกำลังจะย้ายบ้านใหม่ก็เลยมาหาซื้อของแต่งบ้านที่ไม่ซ้ำใครในเมืองไทยด้วยครับ. (ก็อะไรๆแนวJapanese Tradition นี่แหละครับ)  พอเที่ยงกว่าๆก็หิวพอดีก็เลยเดินไปหาร้านอาหารชื่อ Delhi (ดูจากในนิตยสารมาเค้าว่าเป็นร้านข้าวแกงกะหรี่ที่ดังมากและอร่อยมากครับ)  เดินมาถึงคนเต็มร้านเลยครับ.  ถ้าจะกิน ผมต้องนั่งแยกกับแฟนกินก็เลยไม่เอาครับ.  เลยเปลี่ยนไปกินร้านโอโตยะแทนเพราะนัดเพื่อนไว้ตอนบ่ายสองเดี๋ยวจะไม่ทันครับกันไว้ก่อน. (ร้านนี้มีสาขาในไทยด้วยครับที่สยามพารากอนก็มี)  พอบ่ายสองก็เดินทางมาที่สถานีอากิฮาบาร่าครับ(คราวนี้ไปนั่งJR Yamanote Line ครับ เห็นว่ามันใกล้ดีสถานีเดียวด้วยเลยยอมเสียเงิน 130เยนนั่งมาครับ)  ไปเดินซื้อของรอเพื่อนที่ร้าน Yamakiwa Soft  ก็ได้ดีวีดีคอนเสิร์ทวงDreams Come True และ ซิงเกิ้ล Mienai Hoshi ของมิกะ นากาชิม่าครับ. (เห็นโปสเตอร์ Leah Dizon ในร้านด้วยครับ กำลังดังเลยคนนี้)  รอเพื่อนจนบ่ายสามถึงจะได้เจอกัน (แบบว่าพอดีเพื่อนผมโชคร้ายเจอรถไฟที่บานประตูปิดไม่ได้ก็เลยต้องรอไปเกือบครึ่งชม.ในรถครับ เพื่อนคนนี้เค้ามาเรียนภาษาและเพิ่งเข้าเรียนคอมพิวเตอร์อะนิเมชั่นไปครับ)  เพื่อนผมก็พาเดินซอกซอนมาก คือแบบว่าเค้าชำนาญทางในอากิฮาบาร่ามากๆครับ.  พอดีผมอยากซื้อพวกกาจาปอง(ไข่หมุน) น่ารักๆแบบไม่ต้องหยอดสุ่มเอา.  เค้าก็พาไปร้านแบบที่เลือกได้เลยว่าจะซื้ออันไหนครับ. (ร้านลึกลับมาก ทางเดินเหมือนไปที่ร้านอาหาร หักเลี้ยวแล้วร้านอยู่ใต้บันได  ร้านเล็กๆแต่ของถูกมากครับ.  ด้านบนเป็นร้านอาหารแนวที่บริกรหญิงแต่งคอสเพลย์การ์ตูนซะด้วยครับ พอดีว่าเค้าเดินผ่านบันไดขึ้นไปก็เลยได้เห็นครับ. (เห็นเพื่อนผมบอกว่าอยากให้เค้าไปเปลี่ยนชุดเป็นตัวละครตัวไหนก็จ่ายพันเยนก็จะไปเปลี่ยนให้ ผมยังแซวเลยว่าเคยไปใช้บริการละซิเนี่ย)  ผมได้กระเป๋าตังค์โดเรมอนให้แฟน(แบบว่าร้อยเยนเองครับ ซื้อไม่ต้องคิดเท่าไร)  ก็ให้เพื่อนพาเดินซื้อโน่นซื้อนี้ไปเรื่อยๆจนสุดท้ายก็มาจบที่ร้าน Yodobashi ครับ.  ผมมาคราวนี้ก็กะซื้อเกมเพลย์สเตชั่นสามกับWii กลับมาไทยด้วยครับ.  เครื่องเกมWii วันนี้ไม่มีขาย ผมก็เลยซื้อแต่เครื่องเกมเพลย์สามและเกมอีกสี่ห้าเกมครับ (เครื่องเกมเพลย์สามหนักมากครับ ขอเตือนคนที่อยากจะไปซื้อไว้ก่อนเลย)  แบกของพะรุงพะรังไปที่ร้านข้าวหน้าหมูทอดเจ้าอร่อยที่เคยมากินคราวที่แล้ว พบว่าร้านมันเจ๊งไปแล้วครับ. (เศร้า)  เลยไปกินอาหารจีนเสฉวนแทน (ถือโอกาสเลี้ยงเพื่อนซะเลยครับ อาหารร้านนี้อร่อยมากเลยครับ  มาคราวนี้กะว่าจะเป็นทัวร์กินด้วยในตัว  ก็เลยกินแพงหน่อยตอนมื้อเย็นได้ครับ  อาหารที่สั่งก็ตับผัด, ข้าวผัดกิมจิ, สลัดไก่, หมูผัดเสฉวน, เอ็นเนื้อตุ๋น) กินเสร็จก็แยกกับเพื่อนครับ.  สองทุ่มก็ถึงที่พักอาบน้ำแล้วเดินไปร้านLawson (เหมือนเซเว่นอีเลเว่นบ้านเราครับ) ซื้อแซนวิชไว้เป็นอาหารเช้าครับ.  วันนี้ซื้อของไปทีเดียวหกสิบเปอร์เซ็นของลิสต์ที่ผมเขียนไว้ว่าจะมาซื้อเลยครับเนี่ย.

รูปประกอบเล็กน้อยครับ  (ไปคราวนี้ถ่ายรูปไปสามร้อยกว่ารูปเลยครับ)

เป็นซามุไรคนสุดท้ายที่ไม่ค่อยจะดูซามุไรเท่าไรนะครับ. (น่าจะใส่ชุดซามุไรถือดาบเท่ๆซักหน่อย) แต่ก็ดูใจดีและรักสัตว์นะครับ. 

วัดแถวๆอนุสาวรีย์ท่านไซโกนั่นแหละครับ.  ห้ามถ่ายรูปในวัดนะครับ.  ผมก็เลยได้แต่รูปด้านนอกครับ.  วิธีไหว้พระแบบญี่ปุ่นคือโยนเหรียญลงไปในกล่อง ตบมือสองทีแล้วก็ภาวนาครับ.

ป้ายที่มีคนเขียนความปรารถนาตัวเองเอาไว้ครับ.  เค้าจะเอาไปเผาในภายหลังครับ.

บ่อล้างมือที่มีอยู่ในหลายๆวัดครับ.  วิธีล้างคือถือกระบวยด้วยมือซ้ายตักน้ำล้างมือขวาก่อนแล้วก็เปลี่ยนข้างถือมาล้างมือซ้าย แล้วค่อยเอามือมาล้างปากอีกทีครับ.

รูปซากุระที่อุเอะโน่ครับ.  บานสวยงามดีครับ.  ผมเห็นคนญี่ปุ่นเค้าชอบมาถ่ายจากด้านล่างต้นแบบนี้  ก็เลยมาถ่ายบ้างครับ.

ช่วงที่ไปมีงานแสดงภาพเขียนเวนโก๊ะด้วยครับ.  ค่าเข้าชม 1500เยน.  (เค้าไม่ให้ถ่ายรูปนะครับ)  สุดท้ายก็ไม่มีเวลาไปจนได้เพราะมาอีกทีวันจันทร์ พิพิธภัณฑ์มักจะปิดวันจันทร์เนื่องจากเปิดทั้งเสาร์ อาทิตย์แล้ว.

01/03/07
10:00 นั่งรถไฟไปโยโกฮาม่า(ประมาณ60นาที) ห้องน้ำที่สถานี ชักโครกมีปุ่มกดให้มีเสียงเพื่อกันเราอายเวลาทำธุระด้วยนะครับ (ผมไปลองกดเล่นดูสนุกดีครับ).  ไปเดินเล่น Chinatown ไหว้พระที่ศาลเจ้า(สร้างโดยคนจีน) ซื้อซาลาเปาลูกใหญ่เดินไปกินไปครับ.  พอสิบเอ็ดโมงกว่าๆแซนวิชเมื่อเช้าเริ่มหมดพลังครับ เลยแวะกินราเมนแบบจีน สั่งฮะเก๋ามากินอร่อยมากเลยครับ.  กินเสร็จก็ไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะยามาชิตะ.  วันนี้มีเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษาเยอะแยะไปหมดเลยครับ.  นกนางนวล นกพิราบ และเหยี่ยวก็บินกันเต็มไปหมดเป็นฝูงๆเลยครับ. (ผมละเสียวเด็กอนุบาลที่นั่งกินข้าวกลางวันอยู่ว่าจะโดนเหยี่ยวโฉบมาแย่งอาหารไปครับ)  ไปเดินเล่นซื้อของที่ Bay Quarter ห้างเปิดใหม่ครับ.  ซื้อได้พวกผงกับก้อนสปาใส่อ่างอาบน้ำมาหลายยี่ห้อเลยครับ. (แบบว่าจะซื้อไปลองใช้ครับว่ายี่ห้อไหนดีสุด)  ซื้อของแต่งบ้านที่นี่ได้อีกสองสามชิ้นแล้วก็นั่งรถไฟกลับมาที่ชิบุย่าครับ. ไปลองเดินร้านฮัลโหลโปรเจ๊กซ์ที่ตึก 109-2 ดู ส่วนมากขายแต่รูปนะครับ.   เดินไปฮาราจูกุดูเสื้อผ้า(แพงมากเลยครับ ซื้อไม่ลงเลย ไว้เก็บไปซื้อที่ร้านมูจิดีกว่า) แวะนั่งกินทาโกะยากิอย่างสบายใจครับ (คนนั่งกินกันอยู่เยอะพอตัวครับ) เดินไปซื้อเสื้อผ้าที่ร้านGap (นั่งรอแฟนผมช้อปซะง่วงเลยครับ)  ก่อนกลับก็แวะไปร้าน Snoopy Shop หน้าสถานีอากิฮาบาระซื้อของอีกหน่อยแล้วก็กลับที่พักไปวางของครับ.  นั่งรถไปหนึ่งสถานีที่สถานี Tsukishima เดินขึ้นมาจากสถานีเจอแต่ร้านขายมอนจายากิเป็นสิบๆร้านครับ.  เข้าไปสั่งออเดิฟปลาหมึกผัดเนย.  แล้วตามด้วยมอนจาเมนไทโกะ(ไข่ปลา)และโอโคโนมิยากิครับ.  สนุกและอร่อยครับมื้อนี้. (ขากลับก็ขอขวดลามุเนะเจ้าของร้านเค้ามาด้วยครับ  ผมเห็นขวดมันรูปร่างแปลกดีกะจะมาใส่น้ำกินที่บ้านครับ. (ลามุเนะก็คือ น้ำมะนาวโซดาสไตล์ญี่ปุ่นครับ  ขวดจะเหมือนโดนบีบตรงกลางและมีลูกแก้วอยู่ภายในครับ  ถ้ากินเร็วๆลูกแก้วจะไปปิดรูไม่ให้น้ำไหลออกมาครับ.  นัยว่าเพื่อให้คนกินสุภาพหรือว่าเอาแปลก ผมก็ไม่รู้นะครับ))  กินเสร็จก็เดินไปร้านขายการ์ตูน.  ผมก็ซื้อสมุดภาพ Leah Dizon ซะเลย. (เห็นว่าสวยดีราคาแค่เก้าร้อยเยนเองด้วยครับ)  แล้วก็กลับที่พักครับ.

รูปประกอบเล็กน้อยครับ

ชักโครกบ้านพี่สาวผมเองแหละครับ.  ที่เอามาให้ดูเพราะว่าผมชอบดีไซน์มันนะ.  เวลากดน้ำ น้ำที่ไหลเข้าถังเพื่อกดครั้งต่อไปจะถูกนำมาให้ล้างมือด้วย. (ฉลาดและประหยัดดีมากๆครับ)  พวกระบบฉีดน้ำล้างก้นสำหรับคนไทยคงใช้ที่ฉีดน้ำแทนได้.  ส่วนที่นั่งที่ทำให้อุ่นๆนี่เมืองไทยคงไม่ต้องการเท่าไรนะครับ.  ชักโครกแนวนี้เหมาะกับคนญี่ปุ่นเพราะเค้ามักจะแยกส่วนแห้งส่วนเปียกด้วยครับ.  ส่วนเมืองไทยเราส่วนมากชักโครกกับอ่างอาบน้ำก็มักจะอยู่ในห้องเดียวกันครับ.  เดี๋ยวนี้ที่ญี่ปุ่นก็ใช้ชักโครกแนวนี้กันเยอะทีเดียวครับ.

วัดที่คนจีนรวมเงินกันสร้างขึ้นมาในไชน่าทาวน์ที่โยโกฮาม่าครับ.  จะเข้าไปไหว้พระต้องเสียเงินด้วยนะครับ. (ผมเลยไหว้จากด้านนอกแทนครับ)

ตึกแลนมาร์คครับ.  เป็นตึกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นตอนนี้นะครับ.

ที่สวนสาธารณะยามาชิตะ.  เด็กๆมาปิ๊กนิ๊กกันอย่างสนุกสนานครับ.

สะพานแขวนที่รูปร่างเหมือนสะพานเรนโบว์บริทจ์ที่โอไดบะเลยครับเนี่ย.

เรือฮิคาว่ามารูครับ.  ใหญ่โตสวยงามดีครับ.

ที่บริเวณท่าเรือมีแต่นกนางนวล นกพิราบ และนกเหยี่ยวเยอะแยะไปหมดครับ.  นกนางนวลเวลาให้อาหารต้องระวังหน่อยนะครับ เพราะจะบินเข้ามากินจากมือเราเลยครับ.

เรือฮิคาว่ามารูระยะใกล้ครับ  สังเกตุว่าทั้งนก ทั้งเป็ดบินมาเกาะกลุ่มกันแถวเรือเต็มไปหมดครับ.

นกเกาะกันเป็นแถวสวยงามดีครับ.

ห้างBay Quarter ที่เดินมาไม่ไกลครับ.  เป็นห้างเปิดใหม่ที่มีร้านอาหารเยอะมากๆครับ.

ปลาหมึกผัดเนยที่ผัดกินกันเอง.  ปลาหมึกสดและหอมเนยมากๆครับ.

มอนจายากิหน้าเมนไทโกะก่อนลงมือทำครับ.

ทำเสร็จเตรียมกินครับ.

โอโคโนมิยากิเวอร์ชั่นเตรียมกินได้เช่นกันครับ.

02/03/07
10:10 ออกเดินทางไปโอไดบะครับ.  จริงๆนั่งรถไฟใต้ดินไปก็ได้ แต่ผมอยากเห็นวิวสะพานเรนโบว์บริทจ์ก็เลยยอมเสียเงินนิดหน่อยนั่งสายยูริคาโมเมะมาครับ. (วิวสวยมากครับ เห็นตึกและทะเลสวยงามมาก  สถานีก็สวยและใหญ่โตทันสมัยครับ.  แต่ขากลับนั่งรถไฟใต้ดินครับ)  เข้าห้างDecks ไปเดินเล่นซื้อเสื้อยืดลายที่เป็นตัวอักษรญี่ปุ่น ไปหลายตัวครับ. (ยิ่งซื้อเยอะยิ่งได้ลดราคาเยอะครับ ก็เลยซื้อไปสี่ห้าตัวเลย  ถูกกว่าที่อากิฮาบาระเยอะเลยที่นี่)  เดินไปถ่ายรูปสะพานและเทพีสันติภาพจำลองแล้วค่อยมาหาอะไรกินครับ.  ไปเจอบุฟเฟ่อาหารอินเดีย. (ราคาเก้าร้อยแปดสิบเยนต่อคน) ก็เลยไปนั่งกินซะเลยครับ  นัยว่าไม่เคยกินอาหารอินเดียมาก่อนด้วย.  ก็ได้กินแกงกะหรี่แบบอินเดียแท้ๆครับ มีหลายแบบให้เลือกกิน ผมเลือกกินแกงกะหรี่ไก่พบว่าอร่อยมากมายครับ ต้องไปตักเบิ้ลอีกชามเลยทีเดียว.  เดินเล่นอยู่สักพักก็ไปซื้อของเล่นให้คุณลูกที่ร้านToy’r us ใหญ่กว่าของไทยมากมายครับ.  ของเล่นก็หลากหลายกว่าเป็นหลายเท่าตัว.  เดินอยู่สองชม.กว่าๆก็ได้ของเล่นมาเยอะพอตัวเลยครับ. (อยากซื้อชุดนินจาให้ลูกครับ แต่ดันไม่มีไซซ์ซะได้)  ผมมาซื้อเครื่องเกมWii ได้ที่นี่เองแหละครับ(25000เยน) เพิ่งมาส่งวันนี้เลย. (ผมได้ซื้อคนแรกเลยครับ แล้วหลังจากผมก็มีคนฮ่องกงอีกหลายคนมาซื้อเหมือนกันครับ)   เดินทางกลับมาทิ่อิเคะบุคุโระมาซื้อของที่ร้านSanrio ร้านที่แวะมาซื้อทุกครั้งที่มาเช่นกัน.  ปล่อยให้แฟนผมซื้อของอยู่ที่นี่ ผมก็เดินไปซื้อเครปหน้าดับเบิ้ลเบอร์รี่มานั่งกินรอแฟนไปครับ.  หลังจากกินเสร็จก็ไปซื้อของที่ Tokyu Hands ได้จิ๊กซอร์ไม้รูปทะเลญี่ปุ่น และ ที่ใส่อ่างอาบน้ำเพื่อสุขภาพอีกหลายยี่ห้อเช่นเคยครับ.  เดินทางต่อไปชินจูกุแล้วผมก็ทิ้งแฟนไว้ที่ร้านมูจิ ตัวเองก็เดินไปร้านหนังสือคิโนะคุนิยะหาซื้อของฝากให้เจ้าน้องชายครับ. (ได้สมุดภาพมาซามิ(นางเอกเรื่องนาดะโซโซ)และซายุมิน(มอร์นิ่งมุซุเมะ)มาครับ)  หลังจากซื้อเสร็จก็เดินไปกินร้านข้าวหน้าหมูทอด (ทดแทนที่ร้านที่อยากกินมันเจ๊งไปแล้ว)  ร้านนี้หรูและแพงพอตัวเลยครับ. (จานละสองพันสองร้อยเยน)  อร่อยมากๆเลยครับ.  สั่งกันคนละอย่างแล้วก็แบ่งกันกินครับ.  กินเสร็จก็กลับที่พักมาเริ่มจัดของนิดหน่อยล่ะครับ.

รูปประกอบเล็กน้อยครับ

ห้างDecks.  มีร้านอาหารเยอะ มีเซก้าจอยโปลิสเอาไว้ให้เข้าไปเล่นด้วยนะครับ. (แบบว่าผมเห็นมีแต่วัยรุ่นสาวๆเข้าไปเล่นกันเยอะ  เขินๆครับ ไม่ได้เข้าไปเล่น)

อนุสาวรีย์เทพีสันติภาพจำลองครับ.  เข้ากับวิวสะพานเรนโบว์บริทจ์ได้ดีนะครับ.

ตึกฟูจิทีวีที่รูปร่างประหลาดแปลกตาดีครับ.

ชิงช้าสวรรค์ที่ดูไกลๆเท่มาก.  พอมาดูใกล้ๆสีหวานแหววจริงๆครับ.  คงกะให้สีดูเป็นสายรุ้งเหมือนสะพานเรนโบว์บริทจ์.

03/03/07
10:30 เดินไปร้านสะดวกซื้อที่มีสินค้าปลอดสารเคมีขายอยู่เพียบครับ.  ก็ไปหาซื้อพวกยาสระผมและโลชั่นนิดหน่อย แล้วกลับมารอพี่ชายตามมาสมทบครับ.  นั่งชินคันเซ็นตอนเที่ยงเดินทางไปฮาโกเน่กันครับ.  ในรถไฟชินคันเซ็นก็สั่งเบนโตะมากินกันเฮฮาครับ. (เหมือนเดิมเลยครับ สั่งคนละแบบแล้วแบ่งๆกันกิน)  ถึงสถานีOdawara ก็ต่อรถไฟไปฮาโกเน่ครับ. (รถไฟแล่นขึ้นเขา ตื่นเต้นเร้าใจครับ)  นั่งบัสไปที่พักวางของครับ เป็นเรียวคังที่มีทั้งห้องอาบน้ำในตัวห้องเรา (คือแฟนผมเค้าอายที่จะไปแช่น้ำแร่ร่วมกับคนอื่นครับ.  พี่ชายผมก็ขอตัวไปแช่น้ำแร่ทันทีที่มาถึง (คือเค้ากะแช่วันละสามรอบเพื่อผิวสวยสดใสครับ หึหึ)  นั่งดูทีวี กินขนม ไปจนพี่ชายผมกลับมาก็ออกไปเดินเล่นในตัวเมืองกันครับ.  ซื้อได้ถ้วยลายญี่ปุ่น ผ้าปูโต๊ะ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าปิดที่ประตู ได้หลายชิ้นเลยครับ.  เดินชิมอาหารไปตลอดทางด้วยอีกตะหากครับ. (เค้าวางไว้ให้ลองชิมครับ)  พอใกล้หกโมงเย็นก็กลับที่พักไปกินอาหารญี่ปุ่นแบบFull Course ครับ เยอะมากๆ และอาหารก็สวยงามซะไม่อยากจะกินเลยครับ.  กินเสร็จพี่ชายผมก็แยกไปแช่น้ำแร่เช่นเคย.  ผมก็มานั่งดูทีวีจนดึกแล้วก็นอนครับ. (ห้องเป็นห้องรวมนอนสี่คน ที่นอนก็เป็นแบบฟูตอง(ผ้านวมญี่ปุ่น) เค้าจะมาปูให้เราช่วงที่เราไปกินข้าวเย็นนะแหละครับ.   

รูปประกอบเล็กน้อยครับ

อาหารFull Course ที่เรียวคังจัดให้พร้อมห้องส่วนตัวครับ.  นี่ยังมีโซบะร้อน ซุปมิโซะ และเทมปุระอีกนะครับเนี่ย  แบบว่าโต๊ะวางไม่พออ่ะครับ.

04/03/07
7:00 ตื่นมาแล้วพบว่าพี่ชายผมหนีไปอาบน้ำตั้งแต่หกโมงเช้าอีกรอบแล้วครับ.  ลงไปกินข้าวเช้าแบบบุฟเฟ่ฝรั่งครับ. (ไส้กรอก เบคอน แต่แอบมีปลาดิบให้กินด้วยครับ)  กินเสร็จก็ขึ้นมาเก็บลงไปเช็คเอาส์แล้วฝากกระเป๋าไว้ที่ที่พักก่อนครับ.  นั่งรถไฟไปต่อเคเบิ้ลคาร์ (เคเบิ้ลคาร์ราคา 400กว่าเยน) แล้วก็ไปต่อ Rope Way อีกทีครับ (Rope Way ราคา1200เยน แพงพอตัวเลยครับ)  แล้วก็ต่อรถบัสเพื่อลงไปที่ทะเลสาบอะชิครับ. (จริงๆเค้ามีป้ายครับว่าอีกแปดสิบแปดวันหลังจากนี้ Rope Way จะลงไปถึงทะเลสาบได้เลย ไม่ต้องต่อรถบัสครับ)  แวะกินข้าวกลางวันที่ร้านอาหารข้างทางครับ. (ผมสั่งเทนซารุโซบะ ส่วนแฟนผมสั่งคาเรอุด้งครับ)  กินเสร็จก็ไปนั่งเรือข้ามฟาก (ค่าเรือราคา 900กว่าเยน)  วิวสวยงามมากๆครับ.  นั่งจนถึงปลายทางก็ลงเดินไปที่วิหารHagone (ตรงประตูโทริอิกลางน้ำนะแหละครับ) ก็ไปไหว้พระ เสี่ยงเซียมซี รู้สึกพี่สาวผมจะได้ไม่ค่อยดีก็เลยผูกไว้ที่วัดเค้าแหละครับไม่ได้เอากลับมา.  ขากลับก็นั่งรถบัสกลับมาที่พักครับ (รถบัสราคา 900กว่าเยน) ก็นั่งหลับไปตลอดทางครับ คือนั่งหลับกันทั้งครอบครัวเลยครับ หึหึ.  ไปเอาสัมภาระแล้วเดินทางไปสถานีโอดะวาระหาข้าวเย็นกิน.  คราวนี้เลือกแบบหยอดเหรียญที่สถานีนั่นแหละครับ.  ผมกินมิโซะชาชูเมน (อร่อยสุดในราเมนที่เคยกินมาเลยครับ) แฟนผมกินยากิโซบะ.  แวะซื้อของใต้สถานีได้ขนมอร่อยไปกินบนรถไฟหลายอย่างเลยครับ. (พวกมองบลัง, สตอเบอร์รี่ทาร์ต, เค๊กชาเขียว, พุดดิ้ง)  นั่งชินคันเซ็นกลับมาที่สถานีโตเกียวแล้วนั่งแท๊กซี่กลับมาที่พักครับ (คือนั่งแท๊กซี่ไปสถานีโตเกียวจากที่พักพี่สาวผมใกล้มากครับ เสียเงินแค่หกร้อยหกสิบเยนเอง  ถ้าไปกันเกินสองคนก็นั่งแท๊กซี่คุ้มกว่าครับ)

รูปประกอบเล็กน้อยครับ

เคเบิ้ลคาร์ครับ.  ได้นั่งแป๊บเดียวก็ถึงแล้วอ่ะครับ.

Rope Way ซึ่งราคาแพงพอตัวเลยนะครับ.  แต่ก็ได้เห็นทัศนียภาพรอบๆได้ดีครับ. 

ได้เห็นฟูจิซังแล้วครับ.  วันนี้พอดีอากาศดีก็เลยได้เห็นภูเขาไฟฟูจิจนได้ครับ.

พอลงจากRope Way รีบถ่ายภูเขาไฟฟูจิไว้ด้วยความรวดเร็วครับ.  ไม่รู้อากาศจะเปลี่ยนแปลงหรือเปล่าครับ.

มาถึงทะเลสาบอะชิแล้วครับ.  เห็นเรือสวยงามอยู่ใกล้ๆเลย.

ผมไม่ได้นั่งเรือสวยๆเพราะว่าเดินมากินข้าวกลางวันซะก่อนครับ.  ก็เลยเลือกเรือที่อยู่ใกล้ๆกับร้านอาหารแทน.  แต่ก็เป็นเรือลำแรกที่แล่นอยู่ในทะเลสาบอะชิเลยนะครับ. (ตามที่เค้าประกาศออกมา ระหว่างแล่นเรือ)

วิวสวยงามตระการตาครับ.  เห็นหนุ่มสาวเช่าเรือถีบออกไปกันเยอะทีเดียวครับ.  ส่วนผมนั้นคิดว่าเสียเงินค่าเช่าแล้วยังต้องเหนี่อยถีบอีกก็เลยไม่คิดจะเล่นอ่ะครับ.

โทริอิกลางน้ำสวยงามครับ.  พอดีว่าฤดูนี้เค้าให้จับปลาครับ ก็เลยมีคนมาจับปลากันเต็มทะเลสาบเลยครับ.

อีกโทริอิหนึ่งครับ. 

อีกจุดพักเรือที่สามารถไปเสียเงินขึ้นRope Way ไปยอดเขาเพื่อถ่ายรูปได้นะครับ.  ผมกลัวจะเสียเวลามากเกินไปก็เลยไม่ได้แวะลงไปครับ.

ด้านบนโทริอิอันนี้มีวัดอยู่ครับ.  พอถึงฝั่ง ผม แฟน และ พี่ทั้งสองก็เดินขึ้นไปนมัสการตามระเบียบครับ. 

05/03/07
9:00 ออกไปเดินเล่นที่ตลาดปลาซึคิจิครับ.  ตอนแรกว่าจะไปกินปลาดิบแต่สุดท้ายก็เดินดูปลาจนเกินเวลา(นัดพี่ชายไว้สิบโมงครับ)ต้องรีบไปหาข้าวเช้ากิน ก็เลยกินที่ร้านYoshinoya ก็สั่งข้าวหน้าหมูมากิน ถูกดีครับ (ราคา 430เยน)  กินเสร็จก็รีบกลับที่พักมาเจอพี่ชายครับ.  พอดีวันนี้พี่ชายผมต้องไปทำธุระที่มหาลัยเค้าครับ ก็เลยไปอุเอะโน่อีกรอบ.  ระหว่างรอพี่ชายทำธุระก็ไปที่ไปรษณีย์ส่งโปสการ์ดกลับมาให้ตัวเองที่เมืองไทยครับ. (ค่าส่ง70เยน)  ไปเดินซื้อของที่ร้านGapและมูจิ  ได้หมวกสำหรับเจ้าลูกชายมาอีกใบครับ.  เดินทางไปอาซาคุซะเพื่อไปไหว้พระที่วัดเซนโซจิครับ.   ซื้อของแต่งบ้านได้จากที่นี่มากมายครับ.  เข้าวัดไปไหว้พระแล้วก็ซื้อเครื่องลางครับ. (เครื่องลางสวยงามน่าซื้อครับ แนะนำให้ซื้อเครื่องลางสมหวังในทุกสิ่งครับ ง่ายดี)  แวะซื้อซอฟครีมตอนเดินออกจากวัดแล้วนั่งรถต่อไปอากิฮาบาระเพื่อไปซื้อของเก็บครั้งสุดท้าย.  ช้อปปิ้งแหลกครับ  ซื้อโน่นซื้อนี่จนมาจบที่ร้านYodabashi เช่นเคยครับ. (สาขาที่อากิฮาบาร่าร้านใหญ่มากครับ)  ก็ได้ของเล่นคุณลูกเพิ่มมาอีกครับ.  แล้วก็แบกของพะรุงพะรังกลับที่พักเช่นเคยครับ.  ตอนเย็นก็ออกไปกินอาหารอิตาเลี่ยนแถวๆที่พักนะแหละครับ. กินเสร็จก็แวะร้านAM/PM ซื้อข้าวปั้นเป็นอาหารเช้าครับ.

รูปประกอบเล็กน้อยครับ

ซากุระสวยงามน่าถ่ายรูปมากๆครับวันนี้.

ป้ายเตรียมงานฮานะมัตสึริ(เทศกาลชมดอกไม้)  ปีนี้ได้ชมซากุระกันเร็วหน่อยครับ.

ซากุระอีกหนึ่งต้นครับ.  งดงามเกินห้ามใจไม่ให้กดชัตเตอร์ครับ.

เริ่มบานกันเป็นระลอกๆแล้วครับ.

ถ่ายเก็บจากระยะใกล้เช่นเคยครับ.

มหาวิทยาลัยโตเกียวเกไดที่พี่ชายผมเรียนอยู่ นั่นเองครับ. (พอดีปิดเทอม ยามไม่ให้เข้าครับ ผมเลยต้องยืนรออยู่หน้ามหาลัยตามระเบียบ)  เข้ายากมากนะครับเนี่ย รับคลาสละไม่เกินสิบห้าคน.  โยชิกิวงเอ็กซ์เจแปนก็เคยเรียนอยู่ที่นี่ครับ. (แต่เรียนไม่จบไปเป็นนักร้องก่อน)  เป็นมหาวิทยาลัยทางด้านอาร์ตครับ.  ผลิตนักดนตรีชั้นนำให้ญี่ปุ่นมากมายครับ.  แต่พี่ผมไปเรียนปริญญาเอกด้านสถาปนิกนะครับ.

มาเดินซื้อของแต่งบ้านสไตล์ญี่ปุ่นได้จากที่นี่มากมายครับ.  เสียดายคือผมอยากได้ชุดนร.อนุบาลญี่ปุ่นมาให้คุณลูกที่ใกล้จะเข้าเรียนเตรียมอนุบาลที่ไทย แต่หาไม่ได้อ่ะครับ.

วัดเซนโซจิครับ. (มาครั้งที่สี่แล้วมั๊งครับเนี่ยผมอ่ะ)

ตึกอาซาฮีครับ.  บางคนดูเป็นก้อนอึ บางคนดูเป็นสเปิร์มครับ.

06/03/07
9:00 เดินทางไปดิสนีแลนด์ครับ.  ใกล้ที่พักผมมากเลยครับ ใช้เวลายี่สิบนาทีก็ถึงเลย. (นั่งไปสี่สถานีแล้วเปลี่ยนสายไปอีกหนึ่งสถานีเองครับ สะดวกจริงๆ)  ตอนซื้อตั๋วคนไม่เยอะนะครับ แต่ตอนเข้าคิวเข้าไปนี่แถวยาวพอตัวเลยครับ. (ราคาตั๋วOne Day Pass 5800เยน)  ผมก็ตรงไปต่อแถวเล่นเครื่องเล่นทันทีครับ.  ตอนแรกว่าจะต่อแถวเอาFast Pass แต่จากการคำนวณของผมเดี๋ยวพอมีพาเหรด คนก็จะแห่กันไปดูแล้วผมก็จะรอเล่นเครื่องเล่นได้สบายก็เลยไม่ได้เอา.  เล่นไปสองเครื่องเล่นแล้วก็แวะมากินแฮมเบอร์เกอร์รูปมิกกี้เมาส์เป็นข้าวกลางวันครับ. (ราคา600กว่าเยน)  พอบ่ายสองก็มีพาเหรด ผมก็รีบเดินไปเล่นเครื่องเล่นทันทีครับ.  ก็ใช้เวลารอแค่สิบนาทีก็ได้เล่นแล้วครับ ก็เลยเล่นทีเดียวสามเครื่องเล่นภายในเวลาชม.ครึ่งเลยครับ. (จากที่ตอนเช้าไปต่อแถวรอเครื่องเล่นละเกือบชม.)  พอบ่ายสี่โมงก็มีพาเหรดอีกรอบครับ.  ผมก็ปล่อยให้แฟนผมไปเดินซื้อของ  ผมก็นั่งรอดูโน่นดูนี่ไปครับ.  ก่อนกลับก็พาแฟนไปเล่นม้าหมุนรอบหนึ่งแล้วฝนก็เริ่มตกพอดี ก็เลยกลับที่พักมาวางของเปลี่ยนเสื้อหนาวให้เป็นแบบผ้าร่ม. (กะลุยฝนครับ แต่พอเดินออกไปอีกที ฝนก็ไม่ค่อยตกล่ะครับ)  นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานี Yurakucho  ไปเดินที่ร้านมูจิสาขาใหญ่เลยครับ.  ติดๆกันก็เป็นร้านบิ๊กคาเมร่าสาขาใหญ่ด้วยครับ. (ร้านบิ๊กคาเมร่าสาขานี้ใหญ่สุดเท่าที่ผมเคยเข้ามาเลยนะครับเนี่ย)  เดินซื้อของจนสองทุ่มกว่าๆก็กลับที่พักวางของ แล้วค่อยเดินไปกินร้านอาหารแบบหยอดเหรียญแถวที่พักนั่นแหละครับ. (ตรงข้ามกับร้านอิตาเลี่ยนเมื่อวานนี้เลยครับ) ผมกินข้าวหน้าเนื้อ แฟนกินข้าวหน้าหมูทอด แล้วก็สั่งเทมปุระอุด้งมาเป็นน้ำแกงแบ่งกันกินครับ.  กินเสร็จก็แวะร้านAM/PM ซื้อแซนวิชกับข้าวห่อสาหร่ายไว้กินเป็นข้าวเช้าวันพรุ่งนี้ครับ.  กลับที่พักก็รีบจัดของจนดึกเลยครับ. (น้ำหนักรวมสองกระเป๋าปาเข้าไปห้าสิบกว่ากิโล ยังไม่นับลูกกระเป๋าและเป้อีกคนละเป้นะครับเนี่ย)

รูปประกอบเล็กน้อยครับ

โชว์ตระการตาหน้าปราสาทที่ดึงดูดทุกผู้คนให้วิ่งเข้าไปหาครับ. 

ปราสาทดิสนีย์ที่ดูใหม่กว่าที่ผมเคยเห็น (เพราะคราวที่แล้วผมไปดิสนีย์ซี)

เหล่าคนแคระทั้งเจ็ดที่คนเดินตามถ่ายยังกะดาราดังครับ.

07/03/07
9:00 นั่งแท๊กซี่ไปสถานีโตเกียวแล้วพบว่ารถไฟสายนาริตะเอ็กเพรซออกไปแล้วครับ มีอีกทีตอนสิบโมงซึ่งเครื่องบินผมขึ้นตอนเที่ยงตรง.  ก็เลยนั่งรถไฟไปสถานีอุเอะโน่เพื่อนั่งรถไฟสายSkyliner ซึ่งออกเวลา 9:45.  ระหว่างรอก็เริ่มเปิดกระเป๋าใหญ่แบ่งของเข้าลูกกระเป๋าและเป้เพราะรู้สึกว่าน้ำหนักจะเกินไปหน่อย.  รถไฟมาถึงสนามบินนาริตะตอน 10:55 ก็รีบไปที่เคาเตอร์ทันทีครับ.  น้ำหนักสองกระเป๋าใหญ่ของผมและแฟนปาไป 41.6 กก. (ดีที่แบ่งของมาที่ลูกกระเป๋าและเป้นะครับเนี่ย)  พนักงานที่เคาเตอร์เค้าก็ใจดีครับไม่ได้ว่าอะไร คงเห็นว่าน้ำหนักเกินนิดหน่อย. (ที่แปลกคือผมพูดภาษาอ.กับเค้าไป เค้าก็ตอบกลับมาเป็นภาษาญี่ปุ่น.  ผมก็ตอบกลับภาษาอ. เค้าก็ตอบมาภาษาญี่ปุ่นอีก.  แต่ยังงัยคือคุยกันรู้เรื่องครับ ว่าผมไม่มีพวกLiquid ในกระเป๋าให้ต้องสำแดงครับ)  เช็คกระเป๋าโหลดขึ้นเครื่องเสร็จ ผมก็ถือลูกกระเป๋า(น้ำหนักกว่าสิบกิโลกรัม) พร้อมเป้(น้ำหนักกว่าสิบกิโลกรัมเช่นกัน) เดินเข้าไปตรวจด้านในครับ.  มาคราวนี้ตรวจละเอียดและเยอะมากนะครับ.  สุดท้ายก็ได้ขึ้นเครื่องเดินทางกลับมาถึงไทยโดยสวัสดิภาพครับ... 

09/09/07 Haru At Home
Photo by Excel, Haru's Daddy

ออฟไลน์ Excel

Re: ท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 12 มีนาคม, 2007, 10:10:33 AM »
ปรับภาพให้เล็กลงแล้วครับ.  โพสท์แล้วลืมดูว่าภาพใหญ่ไป ขอโทษทีนะครับ.

09/09/07 Haru At Home
Photo by Excel, Haru's Daddy

ออฟไลน์ หมี

  • สมาชิกรุ่น Classic .
  • Superstar...
  • *
  • กระทู้: 11,828
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
Re: ท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 14 มีนาคม, 2007, 08:30:14 PM »
ยังอ่านไม่จบยาวมาก หลังๆเลยดูแต่ภาพ แต่ชอบภาพนี้อ่ะครับ
เดี๋ยวมาอ่านต่อครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 มีนาคม, 2007, 08:35:10 PM โดย Tigger's Daddy »