ผู้เขียน หัวข้อ: proud to be thai  (อ่าน 4120 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Help !!!

  • Guest (บุคคลทั่วไป)
  • Superstar...
  • *
  • กระทู้: 5,866
  • Total likes: 0
  • Please Help Thanks
proud to be thai
« เมื่อ: 03 มิถุนายน, 2007, 10:53:32 AM »
Proud to be Thai หรือ  ฉันภูมิใจที่เป็นคนไทย

                ฉันภูมิใจที่ฉันได้เป็นคนไทย ฉันเกิดที่ “อเมริกา” ฉันเรียนดนตรีไทยกับครูที่วัดไทยในลอสแองเจลิส  ครูสอนให้ฉันตีระนาดได้เก่งมาก  ฉันเรียนกับครูมาเกือบ ๗ ปี ทุกๆปีเราจะมี Concert  ครูจะแต่งเพลงให้พวกเราเล่นและมีบางเพลงในอัลบั้มนี้ฉันเป็นคนตีระราดเอง  มันสนุกมากๆเลย  เพลงที่ฉันชอบมากที่สุดคือเพลง Proud to be Thai เป็นเพลงที่เพราะมากๆ เนื้อหาก็ดี ฟังทีไรนะ ฉันจะคิดถึงเมืองไทยและคิดถึงครูทุกที ฉันอยากให้ตรูกลับมาสอนพวกเราอีก อยากให้ครูแต่งเพลงให้เราเล่นและสุดท้ายนี้ฉันอยากจะบอกครูว่าพวกเราทุกคน “รักครูที่สุด”

จากศิษย์ดนตรีไทยวัดไทยในลอสแองเจลิส

เยาวชนเหล่านี้ อยู่ในอเมริกา  แม้ว่าจะเกิดและมีสัญชาติอเมริกัน  แต่มีความเป็นไทย  รักที่จะบอกว่าฉันเป็นคนไทย  หากย้อนมาดูภายในประเทศไทย  บางส่วนของคนไทยมีความเชื่อว่าการแสดงออกให้เห็นความเป็นไทยนั้นเขาจะเชื่อว่าต้องปฏิบัติดังนี้

                ๑ ต้องไม่ใช้สินค้าไทยหรือที่ผลิตในเมืองไทย

                ๒ ต้องไม่ฟังเพลงไทย

                ๓ ต้องพูดไทยให้น้อยน้อยพูดไทยคำฝรั่งหลายหลายคำ  และสำเนียงไทยต้องไม่ชัด

สรุปง่ายง่ายคือ ไม่อยากเป็นคนไทย (Not Proud to be Thai /ไม่ปลื้มที่เป็นคนไทย)   แต่อยากเป็นฝรั่ง(ดู ไมเคิล  แจ็คสัน ยังไงยังงั้น  เด็กตัวดำปื๋อหัวหยิกหยองพอรวยตัวขาวผมเหยียดตรงเลย อายที่เป็นคนผิวสี  อายกำพืดของตัวเองไง)

เพลงที่บรรเลงในซีดีแผ่นนี้บางท่านอาจจะเรียกว่า World Music แม้ว่าจะมิใช่เพลงไทยเดิมแบบต้นตำหรับ แต่หากเป็นเพลงที่สามารถแสดงให้ผู้ที่มิได้มีพื้นฐานเพลงไทยสามารถรับรู้อรรถรสแห่งดนครีไทยได้  และเป็นการต่อยอดเพลงไทยอีกด้วยหากมิได้มีการต่อยอดต่อไปเราคงไม่มีวัฒนธรรมดนตรีเหลืออีกต่อไป อย่างเช่นมีบางคนไปฟ้องท่านครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร  ศิลปบรรเลง) ว่า ด็อกเตอร์ อุทิศ  นาคสวัสดิ์ เล่นเพลงไทยนอกครู   ท่านครูจึงตอบไปว่าหากไม่ต่อยอดแล้วต่อไปดนตรีไทยอาจจะสูญไปได้

รายชื่อของนักดนตรีนั้นของเขียนภาษาอังกฤษนะครับเพราะไม่แน่ใจตัวสะกด(ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงครับ  แต่ก็เป็นนักเรียนทุนนะครับ ได้ทุน “เรียนเลวแต่ยากจน  เรียนทนแต่ขาดทุนทรัพย์” โปรดอย่าถามเยอะตอบไม่ได้ครับ)

ซีดีแผ่นนี้มีวางจำหน่ายที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ(ผมซื้อมาจากที่นั่น) และร้านซีดีชั้นนำทั่วไปยกเว้นร้านขายเครื่องเสียงชั้นนำ(เพราะเป็นเพลงไทยเดี๋ยวภาพพจน์ของร้านเสียหาย)  หากหาไม่ได้จริงจริงก็โทรศัพท์ ที่     

บริษัท T 2 NA (ทีทูน่า)

เบอร์ ๐๒ ๘๘๙๘๔๙๑  และ ๐๘๑ ๕๕๙๓๗๘๗           

tongchingchai@yahoo.com

นักดนตรีประกอบด้วย

กีตาร์                                       ติ๊ก  นรสิงห์, กิตติ  วิเศษพุทธิ, เจ

เบสส์                                      อคิฮิโร  อโตะ, ตู่ ทีทูน่า

กลอง                                      จิรพล  คูณทรัพย์อุดม,ตู่ ทีทูน่า

นักร้อง                                    สุภัทรา  เล็กนันท์(Proud to be Thai)

                                                        วันดี  สุขน้อม(ลาวกระทบไม้)

นักร้องประสานเสียง            คาโลริน  ซูตรอง,ตู่ทีทูน่า

ระนาดเอก                              ตู่, ฟอง, วัน

ระนาดทุ้ม                              ตู่

ซอด้วง                                   ก๊อล์ฟ, ดล, วัน

ซออู้                                        เต้, ดล

ฆ้องวงใหญ่                            ตู่, มิ้นท์

ขลุ่ย                                        ตู่, บุตร

ขิม                                           วัน

กลองแขก                               สุรพล  ฉัตรภา,ตู่

กลองยาว                                Matthew, Teddy, pete,               

โปรแกรม                                            เรืองศักดิ์  โพธิ์เส,นัฐวุฒิ  จันทร์ประสิทธิ์

๑ จุติ(Human Origin) ไม่มีข้อมูลเพลง

เป็นการผสมผสานระหว่างเครื่องดนตรีไทยกับsynthesizer ที่ลงตัวอย่างมากดวามหนักหน่วงของเครื่องตีโดยเฉพาะกลองทำเอาผมนึกถึง Yani หรือวง Yes เลยครับตื่นใจดีครับ เสียดายไม่มีสูจิบัตรที่อธิบายเกี่ยวกับเพลงนี้ ปี่ที่เป่ามีการเลี้ยงลมได้เท่ากับนักดนตรีไทยบ้านเราเลยครับ  เยาวชนเหล่านี้เก่งจริงจริงครับ  อย่าเพิ่งเร่งเสียงมากนะครับ เดี๋ยวจะตกใจ

๒ สายน้ำแห่งชีวิต(River of Existence) ไม่มีข้อมูลครับ
       เพลงนี้นำด้วยเปียโนไฟฟ้าน่าจะเป็นกล่าวเล่าเรื่องวิถีชีวิตชาวไทยมาแต่เก่าก่อนที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำลำคลองซึ่งอาจจะเป็นการได้รับคำบอกเล่าถึงวิถีชีวิตของคนไทยในเมืองไทยจากญาติผู้ใหญ่ของเด็กเหล่านี้แล้วพวกเขาจึงนำมาประพันธ์เป็นเพลงในลักษณะเป็นเพลงแบบ World music เพื่อให้คนต่างชาวได้รับการเล่าเรื่องเมืองไทยด้วยเสียงดนตรี

๓ รื่นรมย์(so happy) ไม่มีข้อมูลครับ

            เริ่มต้นเพลงก็เป็นแนวรำกลองยาวมีระนาดไม้แข็งเป็นลูกคู่สลับกับระนาดไม้นวม ตามด้วยฆ้องวง แล้วเอาเบสส์ไฟฟ้ามากระทุ้ง มีการการร้องสั้นสั้นในเพลงแม่งู  (ผู้ที่บ้าจี้ต้องตั้งสตินิดหนึ่งนะครับเดี๋ยวจะเผลอรำออกมา)

๔ ต้นวรเชษฐ์

            เป็นต้นวรเชษฐ์ที่มีการ Scratch แผ่นด้วย เพลงนี้มีจังหวะเร้าใจดีครับ  นึกถึงเพลงกินข้าวกับน้ำพริก

ที่ผ่องศรี  วรนุช  ขับร้อง  แต่เพลงนี้สนุกกว่าครับ

เพลงอัตราจังหวะสองชั้นและชั้นเดียว เป็นทำนองเก่าสมัยอยุธยาอยู่ในเพลงประเภทสองไม้ และเพลงเร็วเรื่องเต่ากินผักบุ้ง นายกล้อย ณ บางช้าง นักดนตรีจากจังหวัดสมุทรสงครามได้นำเพลงต้นบรเทศสองชั้นมาแต่งขยาย โดยดัดแปลงทำนองให้มีจังหวะทิ้งท้ายทั้งสามชั้นและสองชั้น เพลงนี้บางทีเรียกว่า เพลงต้นวรเชษฐ์

ต่อมามีนักดนตรีไม่ทราบนามได้แต่งตัดครบเป็นเพลงเถา นอกจากนี้หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้นำทำนองในอัตราจังหวะสามชั้นของนายกล้อย ณ บางช้าง ไปแต่งขึ้นอีกทางหนึ่งเรียกชื่อใหม่ว่า เพลงชมแสงจันทร์

เพลง "ชมแสงทอง ๓ ชั้น" มีประวัติคู่กันมากับเพลง "ชมแสงจันทร์ ๓ ชั้น" ดังนี้คือเดิมหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้นำเพลง "ต้นบรเทศ" อัตรา ๒ ชั้นมาแต่งขยายขึ้นเป็นอัตรา ๓ ชั้นโดยแต่งทำนองเพลงให้เป็นทางกรอเรียบๆมี ความเยือกเย็นเสมือนอยู่ในบรรยากาศยามค่ำคืนที่มีแสงจันทร์สุกสว่างและตั้งชื่อว่า เพลงชมแสงจันทร์

ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ท่านได้แต่งทำนองดนตรีของเพลงชมแสงจันทร์ ๓ ชั้นขึ้นใหม่ อีกทางหนึ่งโดยดำเนินทำนองและลีลาให้มีความอ่อนหวานและคึกคัก สดชื่นยิ่งขึ้นเปรียบเสมือนชีวิตที่กำลังจะเริ่มขึ้นในวันใหม่และตั้งชื่อเพลงนี้ว่า"ชมแสงทอง"

เพลงนี้ยังมีชื่อที่นิยมเรียกกันอีก ๒ ชื่อคือ "เพลงชมแสงจันทร์ (ทางเจ้าชู้)" เนื่องจากท่วงทำนองเพลงมีความอ่อนหวานและแฝงไปด้วยลีลาออดอ้อนหยอกเย้า อย่างมีความสุข ส่วนอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า "อรุณไขแสง" ซึ่งเรียกตามคำร้องที่ปรากฏ อยู่ในบทร้องวรรคแรก เนื้อร้องเพลงชมแสงทองบทนี้ คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง (บุตรีคนโตของหลวงประดิษฐไพเราะฯ) เป็นผู้นำมาใช้ขับร้องบรรเลงในงานฉลอง ครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดของหลวงประดิษฐไพเราะฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔

บทร้องเพลง ชมแสงทอง ๓ ชั้น           

ท่อน  ๑                   แลดูอรุณไขแสง                     เรื่อเรืองแสงแดงเวหา

ท่อน  ๒  ดูแฉล้มเหมือนแก้มกัญญา                     โสภาแรกรุ่นดรุณงาม

ท่อน ๓    ดาวเดือนเลื่อนลับเวหน                          สุริยนผ่องพื้นภูมิสาม

ท่อน ๔    แสงจับยอดไม้ใบงาม                             วามวามน้ำค้างเคลือบใบ

 
(พระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง ศกุนตลา ในรัชกาลที่ ๖)

                ต่อมา ครูเอื้อ สุนทรสนาน หัวหน้าวงดนตรีคณะสุนทราภรณ์ ได้นำทำนองเพลงต้นบรเทศ มาดัดแปลง และบรรจุคำร้องที่ครูแก้ว อัจฉริยกุล แต่งไว้ ให้ชื่อว่า”เพลงบรเทศ” เป็นที่นิยมมาจนปัจจุบันนี้

บรเทศ

วันนี้วันดีศรีสวัสดิ์พิพัฒน์มงคล                             สุขาเทวามาดลขอให้ทุกคนสมใจ
สุขสันต์บันเทิงเริงร่าสถาพรชัย                                              รำร้องอวยพรวอนไหว้ขอให้ฤทัยภิรมย์
หนุ่มเข้าคู่สายรำฟ้อนสวยอรชรร่อนรำ                                  เหล่าลูกคู่ร้องลำนำสาวเจ้าก็รำขำคม
ต่างสนุกกันวันนี้เร้าเริงฤดีเขยชม                                          ร่วมความสุขสันต์เริงรมย์สังคมนิยมทุกวัน
เรายิ้มกันและกันมิ่งขวัญตัวเอง                                              เริงภิรมย์ด้วยเพลงครื้นเครงในหัวใจ
เราทุกคนร่าเริงเถลิงฤทัย                                                        ความภิรมย์ตรมใจนิราศไปทุกคน
รำกันไปเบิกบานเสียงเพลงกังวาน สัญญาณความดี              รำกันไปสุขศรี ทิวาราตรี ทวีพิมล

รำกันไปให้พรขอความบวร สวมพรทุกคน            ความเจริญจุ่งดล รับความมงคล พูนผลนิรันดร์

เพลงต้นบรเทศ นั้นชาวล้านนานิยมมาประกอบการชกมวย  โดยบรรเลงในอัตรา ๒ ชั้น  ขณะที่นักมวยไหว้ครูและบรรเลงในอัตราชั้นเดียวขณะที่นักมวยชกกัน  นอกจากนี้ยังนิยมบรรเลงประกอบการฟ้อนเชิง ฟ้อนดาบ และฟ้อนหอกอีกด้วย

๕ ลาวกระทบไม้

ขับร้องโดย วันดี  สุขุม(ขับร้องได้ไพเราะครับ ทำให้นึกถึงคุณ ดวงพร  ผาสุข  เสียงใสใสเหมือนกันเลย)

เป็นลาวกระทบไม้ที่กลองเป็นตัวนำเพลง

                การรำลาวกระทบไม้เป็นการเล่นพื้นเมืองของชาวไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งต่อมา ครู มนตรี ตราโมท ได้ปรับปรุงทำนองขึ้นมาใหม่และแต่งบทร้องขึ้นและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเนื้อร้องเดิมหาดูได้จาก หนังสือ บทเพลงแห่งความหลัง ของ ศาสตราจารย์(พิเศษ) เรืองอุไร  กุศลาสัย  หน้า ๗๓-๗๔ หรือ ในเพลงลูกทุ่งชื่อ “รักน้องพร” โดย คุณ สดใส รุ่งโพธิ์ทอง

๖ ลาวตำ(Papaya Salad) ส้มตำไงครับ แหม ! ตั้งชื่อซะ(ไม่มีข้อมูลครับ)

                เสียงกลองที่นำขึ้นมาแทนเสียงสากที่ตำลงในครกส้มตำ  จังหวะเริ่มเร่งเร้าแสดงให้เห็นว่า ปาปาย่าป๊อกป๊อก  กำลังได้ที่เตรียมตักใส่จาน แล้วเริ่มปั้นจิ้มได้ เพลงนี้ประกอบด้วยเต้ย  ม่วนหลายครับ กีต้าร์ไฟฟ้าออกมาโซโล ตามด้วยออแกนร์ไฟฟ้า ตบท้ายด้วยระนาด

 

๗ ภูมิใจที่เป็นคนไทย(ขับร้อง) ขับร้องโดย สุภัทรา  เล็กนันท์

            เอาหล่ะครับเยาวชนเหล่านี้กำลังบอกเล่าถึงความภูมิใจในความความเป็นไทยของพวกเขา

ที่บางคนก็ไม่เคยได้เหยียบย่างมามาตุภูมิของบิดามารดาของพวกเขา  เป็นบทเพลงที่กลั่นกรองมาจากใจของพวกเขา และเขาใช้คำว่า “Pride” ครับ เธอร้องว่า I proud to be Thai ย้ำครับว่า I proud to be Thai

ช่างแตกต่างกันมากเลยนะครับ  กับบางคนที่ลืมอะไรบางอย่าง อาทิ เช่น กำพืด(Ancestry)ของตัวเอง  ทำตัวเป็นคนที่ฟังเพลงไทยไม่ได้ ลองถามเขาซิครับเพลงฝรั่งที่ฟังอยู่นะทั้งเพลงแปลว่าอะไร?  ช่วยแปลให้ด้วย

๘ Proud to be Thai(only Music) บรรเลง

Thai Classical Music from Los Angeles
Two Thai music albums, "Proud To Be Thai" & "Thai Classical & Contemporary

Music" were created by the local Thai music producers, Ruangsag Posae & Nattavut Chanprasit in Los Angeles , CA . With the help from Wat Thai Los Angeles,

Wat Thai music students and special guest musicians, they were able to create

wonderful Thai classical music using traditional Thai instruments (ranard, sor duang,

sor ooh, kim, klui) and also combined it with western instruments such as drums,

bass, guitar and keyboard.

1. Sepa  2. The North 3. The North East 4. The Central 5. The South

6. Proud To Be Thai 1 7. Proud To Be Thai 2

จาก http://www.geocities.com/thethaimusic/thai4.htm

ความดิตเห็นของทั้งคนไทยและไม่ใช่คนไทยเกี่ยวกับ ความภูมใจที่เป็นคนไทย(อ่านเอาเองผมอ่านไม่ออก)

Friday, May 06, 2005

~ProuD tO B Thai~

Interesting articles I read yesterday. I have been told by the youngsters of Thai and Non-thai through one campaign that rises by International group, Dublin (How ironic is that? I asked myself), about this land, my home country. After read this, my heart is filled with gold pure feeling. This is how much I can say …

I love this land so much.

...What matters is that we are all capable of it, regardless of gender, nationality, religion or political belief. A SMILE might not go ever far in stopping bullet, or bringing money into a desperately poor country, but it is a start. We can all do our part, no matter how infinitesimally insignificant if may seem compared to other events. Being the Land of Smiles, we have an obligation to set an example to the rest of the world. If smiles really are infectious, then we might as well start an epidemic...
Ella, 17.
Non-Thai


...The modern Thailand has a long way to go before becoming my dream Thailand, but I am still proud of my home country as it is. Though this country’s scenic beauty is well known throughout the world, it is the people of Thailand that I feel proud of. Thais, for the most part are friendly and helpful. The word nam jai describes the courtesy, politeness, and charismatic warmth of the Thai people...
Patreeya, 14.

Thai

...Thailand is a very strong nation, with fierce pride due to its great history. Many have fought and died to secure the freedom of Thailand, the Land of the Free. A folk tale tells of a time when Thailand was under the control of Burma. A Thai man challenged a Burmese man to a contest: If the Thai man could stay under water longer, then Thais could regain control of their own country. While under water the Thai man tied a rock to his feet so that he had no way of coming up, sacrificing his life for the freedom of the people. The story shows how valuable freedom is to Thailand, yet even today many people live oppressed within its borders.

HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn said
...Development is not only measured by economic growth. Development also means good public health, appropriate education, wise use of natural resources, conservation of the environment and culture, equitable income distribution, job opportunities, and the freedom to choose one’s own way of living… every citizen must cooperate and participate in both preventing and solving these problems before they become even more severe...The Kingdom of Thailand has stood strong in the face of many wars, diseases and changes for hundreds of years, and its people will continue to stand, side by side to face future problems...
Beth, 16.

Non-Thai

...Thai culture is evident everywhere you go, whether you are standing in a rural village in the middle of nowhere or going up an elevator in the middle of a fast-paced modern city. The colors and patterns of our country surround us everywhere. That is because our culture is so alive and such a part of us. From the simple WAI to a complex Thai wedding ceremony, Thai culture and tradition is intertwined in the fabric of our everyday lives. All nations must be given a chance to become the best they can be; they must make use of all their resources and unique cultures. It is important to remember that culture must be maintained throughout and within development. One can’t be without the other...
Chawissa, 16.

Thai

chavapan piriyapong
กระทู้นี้เป็นกระทู้ที่เพื่อนๆที่ยังไม่ได้สมัครสมาชิกฝากถามมา ก็ขอความอนุเคราะห์จากเพื่อนๆสมาชิก ช่วยตอบให้ด้วยนะคร๊าบผม...ขอบคุณมั่กๆครับ...