ผู้เขียน หัวข้อ: All audiophiles beware. C3 RED is coming !!!  (อ่าน 2882 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ batman

All audiophiles beware. C3 RED is coming !!!
« เมื่อ: 01 ธันวาคม, 2008, 04:17:44 PM »
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่าผมเป็นแค่ลูกค้าคนหนึ่งที่ซื้ออินทิเกรต CEC 3300R C3 R.E.D. ไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไรกับตัวแทนจำหน่ายหรือผู้ทดสอบเครื่องมากไปกว่านี้   แต่ที่จริงผมไม่ต้องออกตัวก็ได้ครับ   It’s the real deal.   ถ้ามันเป็นของจริง ก็ต้องเป็นของจริงอยู่วันยังค่ำ

หลังจากอ่าน review เกี่ยวกับแอมป์ที่ปรับปรุงแล้วตัวนี้ในนิตยสาร What HiFi (ไทย) และ Audiophile/Videophile ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา   ผมก็ได้โทรศัพท์ไปสนทนากับตัวแทนจำหน่าย C3 (คุณเจมส์) แล้วก็สั่งมา 1 เครื่อง   นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ซื้อเครื่องเสียงราคา 36,800 บาทโดยไม่ได้ลองฟัง   แต่ผมคิดว่าผู้ review ทั้งสองท่านที่ผมได้อ่านมานั้นเชื่อถือได้ และคงไม่ยอมเสียชื่อเป็นแน่  ส่วนคุณเจมส์บริการอย่างเป็นกันเองดีมาก ๆ   จากการสนทนาแลกความคิดเห็นกันก็พอจะบอกได้ว่าคงไม่ใช่พ่อค้าธรรมดา   แต่น่าจะเป็นนักเล่นฯ คนหนึ่งเหมือนกัน

ผมเคยฟังแอมป์ CEC 3300R รุ่นมาตรฐานต่อกับ CD player ยี่ห้อและรุ่นเดียวกันมาก่อนในงานเครื่องเสียง จำไม่ได้ว่าต่อกับลำโพงอะไร   จำได้เลา ๆ ว่ารู้สึกว่าแอมป์รุ่นนี้มีสุ้มเสียงที่ออกกะทัดรัด เนิบ ๆ เหมาะอย่างยิ่งกับเพลงพวก vocal และ Jazz แต่ผมไม่ได้ซื้อหาไว้   ซึ่งไม่ใช่ว่ามันไม่ดีหรอกครับ เพียงแต่ผมฟังเพลงทุกสไตล์รวมทั้ง rock, classic แถมลูกทุ่งไทยรุ่นเก่า ๆ เลยชอบแอมป์ที่มีเสียงออกกลาง ๆ (flat)  แต่แถมความสดนิด ๆ เสียงอิ่มหน่อย ๆ ที่ผมใช้อยู่ก็คืออินทิเกรต ABC รุ่น 8000 ปี 1996 ทำในอังกฤษ และเอวีแอมป์ XYZ รุ่น 763 (บอกเฉพาะชื่อรุ่นก็พอ คงนึกยี่ห้อกันออก ซึ่งสองตัวนี้ก็มีชื่อเสียงมากในเรื่อง musicality หรือความเป็นดนตรี ผมถึงซื้อมาใช้)

แกะกล่องออกมาแล้ว ยก ABC ออก แล้วเอา CEC เข้าแทน   ต่อกับลำโพง JBL82 ปี 1987, ดีวีดี Pioneer 533K ปี 2001, สายลำโพง Monitor PC6 (รุ่นขาวใหญ่) และสายสัญญาณ Audioquest Topaz ปี 1996 จะเห็นได้ว่าอุปกรณ์ที่ผมใช้ทดลองแอมป์ตัวนี้นั้นค่อนข้างโบราณ และก็เป็นระดับกลาง ๆ เท่านั้นเอง   ลองดูว่าถ้าแอมป์เจ๋งจริงอย่างที่อ่านในบททดสอบข้างต้น ใช้กับชุดระดับอย่างนี้แล้วจะทำให้เสียงโดยรวมเป็นอย่างไร

เอาแผ่นอะไรดี เหลือบไปเห็นแผ่น Living Stereo รวมเพลงจังหวะ Waltz ของ Johann Strauss Jr.  บรรเลงโดย Vienna Philharmonic บันทึกเมื่อปลายยุค Fifties ลองประเดิมดู   จากนั้นตามด้วย Abraxas ของ Santana, Live at the Pawnshop ของ Benny Waters, รวมเพลงฮิต The Beatles ซึ่งเป็นแผ่นที่พิมพ์ในญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยที่มีซีดีออกมาใหม่ ๆ, แผ่น DCC ชุด The Best of Doobie Brothers, แผ่นของ JVC บรรเลงกีตาร์คลาสสิคโดยนักกีตาร์ญี่ปุ่น ฯลฯ คือควานหาแผ่นไหนเจอก็เอาอันนั้น      วินาทีแรกที่ฟังก็ตกใจว่าทำไมเสียงมันแข็งเกร็งขนาดนี้ นึกขึ้นได้ว่าคุณเจมส์ให้ burn 200 ชั่วโมง   แต่เชื่อไหมครับว่าแค่ 10 วินาทีแรกผ่านไปผมก็ต้องตกตะลึงกับเสียงของมัน ท่ามกลางเสียงออกเกร็ง ๆ ในแทร็ค Blue Danube นั้น   ที่ผมได้ฟังนั้นราวกับว่าผมไม่เคยฟังแผ่นนี้มาก่อน เหมือนกับผมฟังซีดีคนละแผ่น ทั้ง ๆ ที่หลาย ๆ แผ่นเป็นแผ่นที่ผมฟังอยู่แทบทุกวันนั่นแหละ   และที่เหลือเชื่อคือเป็นอย่างนี้ทุกแผ่นทุกชุดที่หยิบมาฟัง   มันทำให้ผมได้รับประสบการณ์ใหม่ซึ่งไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนเลยตลอดการเล่นเครื่องเสียงเป็นเวลากว่า 25 ปี

ตอนแรกผมกะว่าจะเปิดทิ้งไว้ให้ burn ไปเรื่อยจนกว่าพอจะได้ที่แล้วค่อยมาฟังอย่างที่เคยทำกับเครื่องตัวก่อน ๆ แต่ครั้งนี้ผมนั่งฟังรวดเดียว 4 ชั่วโมงโดยไม่ได้ลุกไปไหนเลย   ฟังไปก็นั่งอ่านรีวิวทั้งสองฉบับที่กล่าวมาแล้วก็ค่อย ๆ เห็นภาพว่าผู้ทดสอบทั้งสองน่าจะประสบความยากลำบากอยู่เหมือนกันในการบรรยายสิ่งที่ทั้งสองท่านได้ฟัง   ซึ่งถ้าผมไม่ได้ฟังแอมป์รุ่นนี้แบบตัวเป็น ๆ ก็คงไม่มีทางเข้าใจได้ครบถ้วนอย่างที่ผู้ทดสอบทั้งสองต้องการสื่อให้เข้าใจ   ผมพอจะสรุปผลการฟัง (ไม่ใช่ทดสอบ คือผมไม่ได้มีฝีมือและห้องฟังที่ดีพอถึงขั้นนั้น) จากการฟังขั้นต้น 4 ชั่วโมงได้ว่า สิ่งที่แอมป์ตัวนี้ต่างจากที่ผมเคยฟังเคยใช้คือมันมีความสมจริงอย่างมากถึงมากที่สุด ทั้ง ๆ ที่ราคาค่าตัวแค่แอมป์ระดับ mid-end ตัวหนึ่งเท่านั้นเอง   ซึ่งน่าจะเกิดจากผลของการแก้ไขปรับปรุง phase ของสัญญาณ (รายละเอียดทางเทคนิคอยู่ในรายงานทดสอบ) ที่จริงมีประเด็นมากกว่านี้ แต่เอาเท่าที่ผมนึกออกว่าจะบรรยายอย่างไร (ที่พอจะฟังออกแต่บรรยายไม่เป็นก็ยังมีอีกหลายข้อ)

1.   รายละเอียดที่ซ้อนอยู่ในรายละเอียด (ยืมวลีนี้มาจากบททดสอบใน What HiFi ครับ แต่น่าจะเป็นคำที่ตรงที่สุด)   เป็นเรื่องของ harmonic (เสียงประสานหรือเสียงสูงคู่แปดตามภาษาดนตรี) และ timbre (เสียงจากความถี่ที่ซ้อนกันอยู่จากเครื่องดนตรีต่างชนิดกัน) คือแอมป์ชั้นดีหน่อยหลาย ๆ ตัวก็ให้ได้ แม้แต่แอมป์ ABC และ XYZ ที่ผมใช้อยู่ก็พอจะทำได้   แต่นี่ผมว่าเจ้า C3R ทำได้เหมือนจริงมากเสียจนเห็นภาพได้ชัดเจนแบบไม่ต้องตั้งสมาธิแล้วหลับตาฟัง   ฟังไปทำอย่างอื่นไปด้วยก็รู้ว่ามันแตกต่างจากที่เราเคยฟังอยู่ทุกวัน อาทิ เสียงกลอง bongo มันไม่ใช่เสียงป๊อง ๆ ที่พอจะทำให้เรารู้ว่าเป็นกลองชนิดนี้ แต่มันทำให้เรารู้สึกได้ถึงเวลาที่หนังกลองถูกมือนักดนตรีตีกระทบดัง บล้อบ-บล้อบ ไม่ใช่กลองแตกนะครับ (ฮา) แต่มันเป็นเสียงที่เกิดจากใช้มือตีกลอง ไม่ใช่ใช้ไม้ตี   หรือจากการฟังได้ว่า อ้อ ! จริง ๆ แล้วเพลงนี้ท่อนนี้มันมีเสียงกีตาร์อีกตัวเล่น line ประกบคลออยู่เบา ๆ กับเสียงร้องหรือท่อนโซโลของกีตาร์อีกตัวหนึ่งอยู่ (เพลง Listen to the Music ของ Doobie Brothers) ทั้ง ๆ ที่ผมก็ฟังเพลงนี้มาหลายร้อยรอบแล้วแต่ได้ยินไม่ชัดขนาดนี้   มันให้เสียงตีคอร์ดบนกีตาร์ Ovation (น่าจะเป็นรุ่น Legend หรือ Custom Balladeer) ที่วงนี้ใช้เล่นได้เหมือนกีตาร์ของจริงที่ผมเคยเล่นอย่างที่สุด   เหมือนเรานั่งฟังตัวเองเล่นอย่างไรอย่างนั้น   เสียงฮาร์โมนิคที่ดังออกมาจาก sound hole ของกีตาร์คลาสสิคหลังจากที่จบเพลง (แผ่น JVC และแผ่นอื่น ๆ) ยืดยาวอยู่นานและมีหลายเสียงประสานกันออกมาเหมือนฟังกีตาร์จริงแทบไม่มีผิดเพี้ยน   และที่เด็ดดวงจริง ๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือเสียงเครื่องเป่าทองเหลืองครับ ใครชอบ Jazz ต้องฟังเสียงทรัมเปตกับแซกโซโฟนจากแอมป์ตัวนี้ครับ อย่างกับอยู่ในคลับแล้วนั่งติดกับเวทีฟังของจริงแบบไม่ผ่านเครื่องขยายเสียงยังไงยังงั้นเลย   กล่าวได้ว่าเครื่องดนตรีประเภทไหนก็เหมือนจริงไปหมด   Hi Fidelity จริง ๆ

2.   ไทม์มิ่ง (timing) นี่เป็นความเด็ดขาดอีกข้อหนึ่งของแอมป์รุ่นนี้ คือมันให้จังหวะ (rhythm) ของดนตรีแต่ละชิ้นได้อย่างถูกต้องแม่นยำเป๊ะ ๆ ไม่สับสนปนเปกัน อย่างเพลงบรรเลงกีตาร์คลาสสิคหลาย ๆ เพลง โน้ตเบสตัวที่ถูกหยุดไว้ด้วยการยกนิ้วมือซ้ายที่กดสายอยู่บน fingerboard ขึ้นเพื่อหยุดเสียงนั้นฟังออกได้ชัดเจนและแม่นยำ ไม่มีการเหลื่อมของเสียง หยุดเป็นหยุด   หรือบางครั้งบางท่อนที่นักดนตรีเล่นนั้น ฟังออกได้ว่าบางครั้งก็ไม่ได้เล่นตรงตามที่ score เขียนไว้ตลอด อาจช้าหรือเร็วกว่าเป็นเสี้ยวของเสี้ยววินาที   มันอธิบายยากเหมือนกันครับ แต่ผมไม่ได้เมาหรือเพี้ยนไปเองอย่างแน่นอน   และผมก็ไม่ได้อุปาทานหรือจินตนาการไปเองตามบททดสอบในนิตยสาร เนื่องจากแผ่นที่ใช้ฟังก็ต่างกัน

เวลา 4 ชั่วโมงที่ผมฟังอยู่นั้น รู้สึกเหมือนกับแผ่นทุกแผ่นที่ฟังเหมือนถูกจับไป remaster ใหม่ทุกแผ่น ไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมเลย   รายละเอียดออกมาหมดแบบฟังผ่าน ๆ ก็รู้   มันบอกหมดว่าแต่ละแผ่นนั้นเป็นอย่างไร มีความอัปลักษณ์ตรงไหน แม้แต่แผ่น (ที่ผมเคยคิดว่าเป็น) ประเภทไฮเอ็นด์หรือออดิโอฟิลบางแผ่นนั้นก็แสดงธาตุแท้ออกมาว่ามีข้อบกพร่องหรือแต่งเติมเสริมต่ออย่างไร   คิดดูว่านี่ขนาดผมใช้อุปกรณ์ร่วมฟังแบบพื้น ๆ ยังฟังออก   ถ้าหากเป็นอุปกรณ์ระดับ monitor ได้ห้องฟังหรือ setup ดี ๆ จะแสดงผลได้ขนาดไหน?   ถึงตอนนี้ท่านอาจบอกว่า แล้วจะซื้อมาทำไมล่ะ ฉันจะซื้อแอมป์มาฟังดนตรี ไม่ได้มาจับผิดอุปกรณ์   ต้องการความสุขไม่ใช่ความเครียด   เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของแอมป์ตัวนี้หรอกครับ แต่เป็นข้อดีของมันต่างหาก   ผมว่าน่าจะเป็นการดีด้วยซ้ำไปที่เราไม่ต้องจ่ายเงินหลักแสนแล้วได้แอมป์ที่พูดความจริงกับเราได้ถึงขนาดนี้   ไม่ใช่ว่าจะโอ้โลมปฏิโลมใช้มารยากับเราอยู่เรื่อยไป

ผมมีซีดีเพลงไทย วงชาตรี ชุด “แฟนฉัน” ฉบับดั้งเดิมที่มีหน้าปกเป็นรูปโมนาลิซ่า ก็นึกสนุกเอามาลองฟัง   แผ่นนี้เป็น version แรก ๆ ก่อนที่ต้นสังกัดจะปรับปรุงใหม่ให้เสียงดีขึ้น   มี pop, crack คือเสียงคั่วข้าวโพดและเสียงครืดคราดดังแทรกอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากคงจะทำ master มาจากแผ่นไวนิลที่ใช้งานแล้วจนทรุดโทรมร่องเสียงสึก   ฟังแล้วก็อดขำไม่ได้ว่าผมคงจะสามารถพิสูจน์ความเป็น analog ของแอมป์ตัวนี้ได้อีกวิธีหนึ่ง คือตอนที่ฟังแผ่นนี้อยู่นั้น   รายละเอียดของเสียงป๊อปเสียงครืดคราดที่ดังอยู่นั้นเหมือนกับที่ฟังจากแผ่น LP อย่างไม่ผิดเพี้ยน ชนิดที่ถ้าเอาผ้าคลุมไว้ก็คงนึกว่าฟังจาก turntable ไม่ใช่ DVD player แน่นอน

ถ้าจะหาเรื่องตำหนิแอมป์ตัวนี้กันจริง ๆ ผมก็คิดออกอยู่สองข้อ ซึ่งไม่ใช่ข้อเสียหรือข้อบกพร่องของอุปกรณ์ C3 แต่อย่างใด แต่เป็นพื้นฐานของแอมป์รุ่นนี้   ข้อแรกคือถ้าจะเล่น turntable ต้องหา pre-phono มาเอง   และไม่มี pre-out / main-in อาจจะขยายระบบไม่ได้มากไปกว่านี้   อย่างไรก็ดี กำลังสำรองมันพอครับ   เชื่อว่าถ้าท่านฟังในห้องธรรมดาขนาด 5 x 7 เมตรแล้วล่ะก็ ผมรับประกันว่าแก้วหูท่านจะต้องร้าวก่อนแอมป์จะแสดงอาการ clip แน่นอน แม้นว่าจะใช้กับลำโพงที่มีความไวไม่มากนัก (เอาสักไม่ต่ำกว่า 86 db ซึ่งลำโพงสมัยใหม่เดี๋ยวนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คงมีน้อยมากที่ขับยากกว่านี้) ข้อต่อมาก็คือผู้ที่ชอบเสียงกลมกล่อมหวานหูอาจจะทำใจไม่ได้ว่า แผ่นซีดีส่วนใหญ่ที่เรา ๆ ท่าน ๆ มีอยู่นั้นให้เสียงแย่โดยที่เราไม่ทราบมาก่อน   เนื่องจากแอมป์ตัวนี้เป็นพวกพูดความจริง ไม่ใช่พวก sweet-talking ประเล้าประโลมหวานหู   แต่ก็ไม่ใช่พวกขวานผ่าซากยันเตเอาแต่ฟ้องตะบันราดเสียทีเดียว   ท่ามกลางความจริงที่แอมป์ตัวนี้มันพูดออกมาให้ผมฟังนั้น ยังมีเสน่ห์ (charisma) และความเป็นดนตรี (musicality) อยู่เต็มเปี่ยมเลยทีเดียว   บุคลิกส่วนตัวของแอมป์ก็น้อยกว่าที่คิด   ส่วนพวก image / soundstage ผมอ่านเอาจากรายงานทดสอบครับ   เนื่องจากผมวางอุปกรณ์ทุกชิ้นไว้บนโต๊ะกึ่งตู้เก็บของแบบตามมีตามเกิด ไม่มี setup ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้ toe-in ลำโพงด้วยซ้ำไป   คงเอานิยงนิยายอะไรไม่ได้   แต่ถ้าแอมป์มันให้ ambience ได้ถึงขนาดนี้ คงไม่มีปัญหาเรื่องมิติทั้งทางกว้างและทางลึกอย่างแน่นอน   

มีเกร็ดอยู่อย่างหนึ่งคือ ต้องให้แอมป์รุ่นนี้ได้อุ่นเครื่องสัก 10-15 นาที ก่อนจะฟังจริงจัง ไม่อย่างนั้นตอนแรกที่เปิดเครื่องแล้วฟังเลยจะรู้สึกว่ามันอั้น ๆ หน่อย   ความร้อนไม่สูงมากถึงขนาดเป็นเตารีดอย่างแอมป์คลาสเอสมัยก่อน ๆ ฟังโดยไม่เปิดแอร์ก็ไม่ออกอาการแต่อย่างใด           

สรุป   ออกจะรวดเร็วไปหน่อยสำหรับการฟังช่วงสั้น ๆ แล้วแสดงความเห็น   เพียงแต่ผมกำลังจะรีบบอกว่า หากท่านกำลังคิดจะหาซื้ออินทิเกรตแอมป์สักตัวในราคาไม่เกิน 40,000 บาท โดยเฉพาะท่านที่คิดจะซื้อ CEC 3300R รุ่นพื้นฐานตัวละ 22,000 บาท   ผมแนะนำอย่างยิ่งว่าถ้าพอเพิ่มงบได้ ให้เอาตัว C3R ดีกว่า   สงสัยอยู่เหมือนกันว่าเอเยนต์หรือดีลเลอร์จะขายตัวพื้นฐานได้น้อยลง เนื่องจากผมเชื่อว่ารุ่น C3 RED มันคุ้มค่ากับที่จ่ายเพิ่มจริง ๆ   จะลองฟังได้ที่ไหนลงทุนซื้อนิตยสารที่ผมเกริ่นไว้อ่านหาข้อมูลได้เลยครับ โทรไปคุยกับ C3 Exclusive ซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายก่อนก็ยังได้   ตอนนี้ก็อดที่จะนึกขำตัวเองไม่ได้ว่า   หะแรกที่อ่านบททดสอบนั้นผมอดที่จะดูถูกดูแคลนสำนัก C3 ซึ่งเป็นผู้ปรับปรุงแอมป์ตัวนี้ไม่ได้ว่า   กะอีแค่ปรับปรุงเพิ่มอุปกรณ์ภาคจ่ายไฟสามสี่ชิ้น มีน้อตที่ผ่าน cryogenic อีกสิบกว่าตัว แล้วมันจะกลายเป็นแอมป์ขั้นเทพถึงขนาดนั้นได้อย่างไร แถมตั้งราคาเพิ่มอีกร่วม ๆ 70% แล้วจะขายใครได้ (วะ)   แต่สุดท้ายก็ผมนี่แหละที่ซื้อมาจนได้ และจะไม่ขายมันอย่างเด็ดขาด   ถ้าไม่ได้ตัวอื่นที่ทั้งดีกว่าและคุ้มกว่านี้ ซึ่งผมว่าคงไม่มีมาอีกง่าย ๆ หรอกครับยกเว้นจะเป็นเจ้านี้ (C3) เป็นคนทำเอง   แอมป์ระดับหลักแสนถึงหลาย ๆ แสนทำให้เสียงดีได้น่ะเป็นเรื่องธรรมดาครับ   แต่แอมป์สี่หมื่นทำได้อย่างนี้สิผมถึงจะยอมรับว่าเก่งจริง   อย่างน้อยก็ได้บาลานซ์แอมป์คลาสเอมาตัวหนึ่ง ซึ่งปกติราคาต้องว่ากันอย่างต่ำเฉียดหกหลักขึ้นไปเท่านั้น   นี่แค่สี่หมื่นมีทอนอีกต่างหาก ยังมีเงินเหลือไปเล่น CD player ดี ๆ อีก   สุดท้ายแล้วยังช่วยชาติลดผลขาดดุลการค้าไปได้อีกโสตหนึ่งด้วย

ออฟไลน์ san

Re: All audiophiles beware. C3 RED is coming !!!
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 01 ธันวาคม, 2008, 04:57:03 PM »
ไม่ทราบว่าเคยฟัง exposure 2010s ไหมครับ ราคาใกล้เคียงกัน ถ้าเคยรบกวนช่วย แนะนำหน่อย ขอบคุณครับ

ออฟไลน์ หมี

  • สมาชิกรุ่น Classic .
  • Superstar...
  • *
  • กระทู้: 11,828
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
Re: All audiophiles beware. C3 RED is coming !!!
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 01 ธันวาคม, 2008, 05:08:15 PM »
ผมเชื่อว่าดีขึ้น 

เหมือนที่ทำๆ กันมานานแล้ว โมท้าย เปลี่ยนสายไฟ เปลี่ยน C R ใส่กระบอกฟิวส์ เปลี่ยนฟิวส์  เปลี่ยน RCA Socket  ฯลฯ 
ทำแล้วดีขึ้นว่าเดิมๆ มาก  เพียงแต่ไม่ได้ลงนิตยสารแค่นั้นเอง   และอันนี้ทำออกมาแล้วยังมีประกัน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 ธันวาคม, 2008, 05:11:09 PM โดย W!! »

ออฟไลน์ batman

Re: All audiophiles beware. C3 RED is coming !!!
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 02 ธันวาคม, 2008, 09:38:38 AM »
ผมไม่เคยฟัง Exposure 2010s จริงๆ จังๆ เลยครับ เคยฟังแต่รุ่นก่อน ถ้าจำไม่ผิดก็เป็นรุ่น XV (รุ่น 15) อะไรทำนองนี้ล่ะครับ   เท่าที่จำได้ Exposure ก็เป็นแอมป์ที่ดีมากตัวหนึ่งครับ   ท่านใดเคยฟังรุ่น 2010 ช่วยให้ข้อมูลด้วยครับ   ส่วนการปรับปรุงของ CEC 3300 ให้เป็น C3R version นั้น มีข้อมูลทางเทคนิคในรายงานทดสอบในนิตยสารทั้งสองครับ เข้าใจว่ามีการเพิ่มอุปกรณ์บางอย่างนอกเหนือจากการเปลี่ยนอุปกรณ์ให้ดีขึ้น