ผู้เขียน หัวข้อ: Home Theater ระดับ World Class หนึ่งเดียวในสยาม ที่น่าศึกษา ออกแบบโดย IAV  (อ่าน 25523 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ IAV

สืบเนื่องจากทาง IAV ได้รับการโทรมาสอบถามจากหลายท่านเลยว่า ทาง IAV รับทำงานประเภทไหนบ้าง เลยมีความคิดที่จะนำห้อง HT ที่สุดๆ ในเมืองไทย มาให้ชมและศึกษากันเพื่อเป็นความรู้ในการออกแบบระบบ Home Theater ในระบบขนาดใหญ่คิดว่าน่าจะเป็นห้อง Home Theater ในฝันของหลายๆ ท่านเลยทีเดียว
ก่อนอื่นขอแจ้งให้ทราบว่าจริงๆ การทำงานของ IAV ครอบคลุมดังนี้ครับ

- การออกแบบระบบ Acoustic สำหรับห้องฟัง Stereo HiEnd และ ห้อง HT
- การติดตั้งระบบ Projector พร้อมทั้งปรับแต่งด้วยเครื่องมือทันสมัย
- การติดตั้งระบบ เสียง 2 Ch HiEnd พร้อมทั้งการจูนเสียงให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด
- การติดตั้งระบบ Home Theater 7.1 ด้วยเครื่องมือทันสมัย พร้อมทั้งการปรับแต่งแบบเต็มรูปแบบ
- การจุนอัพระบบ Subwoofer เพื่อให้เข้ากับระบบที่มีอยู่
- รับสร้างห้อง Home Theater แบบ Turn Key
- ติดตั้งระบบ Automation Intregated Control เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายสำหรับระบบขนาดใหญ่


ประวัติความเป็นมาสืบเนื่องมาจากทางเจ้าของห้อง (ไม่ประสงค์ออกนามนอกจากนี้ การออกแบบระบบ Acoustic ทั้งหมดทาง IAV เองได้เป็นคนออกแบบ โดยผมเองเป็น Head Designer ในการออกแบบรูปแบบห้อง วัสดุที่ใช้ในการ Treatment เสียง การเลือกตำแหน่งในการติดตั้ง การเลือกใช้อุปกรณ์ และการวางระบบทั้งหมด รวมทั้งเป็นคน Calibrate System ทั้งหมดเองด้วยครับ ) ต้องการสร้างบ้านใหม่พร้อมห้อง Home Theater ที่สมบูรณ์แบบ แบบไม่จำกัดงบประมาณ จึงได้มาปรึกษากับทาง IAV เมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ว่ามีความตั้งใจจะสร้างให้เป็นห้อง HT + ห้องฟังเพลงที่ดีที่สุด จึงสรุปได้ขนาดห้อง 5.3 x 8.5 m สูง 2.7 m เป็นห้องที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เพื่อจะได้รองรับการใช้งานได้หลายๆ คนในครอบครัว

ทาง IAV จึงได้ให้คำปรึกษาและออกแบบโครงสร้างห้อง HT นี้ โดยสร้างห้องนี้ให้เป็นโครงสร้างระบบ Double Wall โดยใช้อิฐมอญ 2 ชั้น และออกแบบระบบแอร์โดยใช้ระบบ Duct Silencer เพื่อให้มีเสียงที่รบกวนจาก Air น้อยที่สุด อีกทั้งการออกแบบระบบ Acoustic ในห้อง ได้ออกแบบเพื่อกำหนดให้ค่าเสียงสะท้อน RT60 อยู่ที่ประมาณ 350-400 mSec ตลอดย่านความถี่เสียง อีกทั้งประตูได้ออกแบบเป็น 2 ชั้นเพื่อกันเสียงออกไปห้องอื่น และ กันเสียงจากภายนอกด้วย

นอกจากนี้ การออกแบบระบบ Acoustic ทั้งหมดทาง IAV เองได้เป็นคนออกแบบ โดยผมเองเป็น Head Designer ในการออกแบบรูปแบบห้อง วัสดุที่ใช้ในการ Treatment เสียง การเลือกตำแหน่งในการติดตั้ง การเลือกใช้อุปกรณ์ และการวางระบบทั้งหมด รวมทั้งเป็นคน Calibrate System ทั้งหมดเองด้วยครับ

จะค่อยๆ อธิบายระบบให้เข้าใจโดยละเอียดแต่คงต้องแบ่งเป็นหลายๆ ส่วนเนื่องจากระบบซับซ้อนมาก ค่อยๆ ติดตามดูกันนะครับ
ก่อนอื่นลองดูอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบก่อนแล้วกันนะครับ

ระบบภาพ
1. Denon DVD-3300 with SDI output US$ 1,400
2. Pioneer Elite BDP-95FD US$ 1,200
3. Vantage HD2 Video Scaler US$ 3,300
4. JVC RS-20 HT Projector US$ 7,000
5. จอ Stewart Filmscreen แบบ Motor หร้อม Horizontal Masking ขนาด 105” US$ 5,500
6. สาย HDMI Natual Link 2 m, 10 m US$ 500
7. PS audio Powerplant 600 US$ 2,400
รวมระบบภาพ  US$21,300

ระบบเสียง
1. Emmlabs CDSD SE – SACD Transport US$ 11,000
2. Emmlabs DAC6e SE – 6 Ch SACD D to A US$ 13,000
3. Emmlabs Switchman III – 6Ch Preamp US$ 7,000
4. Esoteric G-03Rb – Rubidium Master Clock Generator US$ 13,000
5. Violalabs Sprito – Reference 2 Ch Preamp US$ 44,000
6. Violalabs Bravo – Reference 350W x 2 Ch Poweramp US$ 42,000
7. Violalabs Duet – Reference 2 Ch Crossover US$ 20,000
8. Custom Mono Poweramp 2 units – 500W x 1 Ch  US$ 1,250 x 2 = US$ 2,500
9. Theta Casablanca II with 6 Ch Digital output option – Surround Processor US$ 8,500
10. DBX 4800 – 4 in 8 out DSP with Digital in/out – US$ 3,500 x 2 = US$ 7,000
11. Mark Levinson No#33H Poweramp 3 units – 150W x 1 Ch – US$ 10,000 x 3 = US$ 30,000
12. Crown K2 Poweramp – 550W x 2 Ch – US$ 1,800
13. ACM M2800 Poweramp – 800W x 2 Ch US$ 800
14. Montana SPC I – Center speaker US$ 2,800
15. Quintessence STD Sig – Surround speaker US$ 20,000
16. Quintessence Stealth SV – Front speaker US$ 50,000
17. Quintessence Stealth Sub – 15” Sub Speaker US$ 15,000
18. JBL 4645C – 18” Subwoofer x 2 US$ 4,000
19. Virtual Dynamic Relevation XLR Interconnect - 2 m x 3 pairs US$ 2,000 x 3 = US$ 6,000
20. Virtual Dynamic Relevation XLR Interconnect - 9 m x 1 pairs US$ 5,000
21. Virtual Dynamic Relevation Speaker Cable - 10 Ft x 2 pairs US$ 4,400
22. Virtual Dynamic Testament Speaker Cable - 50 Ft x 5 units US$ 500 x 5 = US$2,500
23. Virtual Dynamic David XLR Interconnect – 2 m x 7 units US$ 500 x 7 = US$ 3,500
24. Virtual Dynamic David XLR Interconnect – 5 m x 7 units US$ 700 x 7 = US$ 4,900
25. Virtual Dynamic AC Power One  - 2 units US$ 450 x 2 = US$900
26. Virtual Dynamic AC Power Testament  - 1 unit US$ 350
27. Virtual Dynamic AC Power Three  - 1 unit US$ 250
28. Natural Link AC Power – 3 units US$ 300x3 = US$900
29. Natural Link Clock Link – 2 units US$ 300x2 = US$600
30. Kimber D-60 Digital Cable – 2 units US$350 x 2 = US$ 700
31. Kimber Orchid Digital Cable – 1 unit US$550
32. Acoustic Revive RR-77 – 1 unit US$ 350
33. Acoustic Revive Demagnetiser – 1 unit US$ 400
ระบบเสียงรวม US$ 323,700

ระบบ Automation System
- Cue Air Integrated Control System with 10” LCD – 1 sets US$5,000

รวมทั้งระบบ US$21,300 + US$323,700 + US$5,000 = US$ 350,000 คิดเป็นเงินบาท ก้อประมาณ 12,000,000 บาท! ครับ

ลองดูการต่อตาม Diagram นะครับ อาจจะยุ่งๆ หน่อยครับ แต่จะค่อยๆ อธิบายให้อ่านนะครับ เห็นไม๊ครับว่าชุดนี้มีระบบการทำงานที่ไม่ธรรมดานะครับ หาชมไม่ได้ง่ายนะครับ และถ้าเป็นคนติดตั้งที่ไม่ได้เป็นมืออาชีพจริงๆ เห็นระบบแล้วอย่าว่าแต่จะปรับให้ดีเลยครับ แค่เปิดเครื่องยังเปิดไม่ถูกเลยครับ เห็นแล้วมึนจริงๆครับ ขนาดผมเป็นคนวางระบบเอง เวลาไปไล่สายยังงงเองเลยครับ แต่เชื่อไม๊ครับ เห็นระบบยุ่งขนาดนี้ แต่ไม่มีเสียง Noise ออกมาจากระบบเลยครับ มันเงียบมากๆ เลย

อาจจะมีคำถามว่าเอ๊ะ แล้วเจ้าของจะเปิดเป็นไม๊นี่ จริงๆ การใช้งานจะควบคุมการเปิด-ปิด ทั้งหมดผ่านทางจอ Touch Screen ของ Cue Control System ครับ ทำให้เรื่องยาก เป็นเรื่องง่าย ขึ้นเยอะครับ แต่ตอนคนโปรแกรมนี่ใช้เวลาประมาณ 2 เดือนกว่าจะเขียน Software เสร็จครับ
เดี๋ยววันถัดไป จะค่อยๆ แกะ System ทีละ Shot ให้เข้าใจครับ

วันนี้ลองดู Diagram กับ รูปห้องก่อนนะครับ
(ขอแก้หน่อยครับ ใน Diagram เครื่องเล่น Bluray เป็น Elite BDP-95FD ไม่ใช้ 05FD ครับ ขอโทษด้วยครับ จำผิดจริงๆ)

ออฟไลน์ IAV


ออฟไลน์ IAV


ออฟไลน์ IAV


ออฟไลน์ IAV

Picture Cont.

เห็นสายที่ต่อแล้วมึน ไม๊ครับ  ;D

ออฟไลน์ dr.nop

  • Super Star.
  • **
  • กระทู้: 2,735
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • CIH club thailand
    • saensuk hifi.com
อย่างนี้ ถ้าจะให้ in trend ต้อง cinemascope แล้วครับคุณโก้ c) c)
อยากขอไปเปิดหูเปิดตาที่ห้องนี้บ้างจัง อลังการงานสร้าง :giveup :giveup :giveup
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 เมษายน, 2009, 12:52:03 AM โดย dr.nop »

ออฟไลน์ IAV

อย่างที่เรียนไปเบื้องต้นครับคุณหมอ ห้องนี้มีโปรเจคมาตั้งแต่สมัยเจ้าของยังใช้ Electrohome Marquee 9500 LC Ultra 9" CRT อยู่เลยครับ Anamorphic Lens ยังไม่เกิดเลยครับ

ถ้าเป็นสมัยนี้คงไม่รอดแน่ๆ ครับ แต่ในอนาคตก้อยังคิดอยู่ ติดครงที่ต้องใช้จอโค้งที่มันเก็บจอไม่ได้ครับ เคยแนะนำเจ้าของไปแล้วครับ แต่แกเป็นคนฟัง 2 Ch Stereo เยอะด้วยครับ เลยต้องใช้จอนี้ต่อไปครับ

ผมไปฟังห้องนี้ทีไร รู้สึกเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ จริงๆ นะครับ ไม่ใช่เพราะความเว่อร์หรือแพงนะครับ แต่เป็นความรู้สึกที่แตกต่าง กับระบบเสียงของห้อง HT อื่นๆ เยอะมากครับ

เคยพาคุณ Ice Berger ไปฟังคร่าวๆ แล้วครับ ลองถามแกดูได้ครับว่ามันส์สุดๆ หรือเปล่า  :yahoo

มีโอกาศผมจะพาคุณหมอไปเยื่ยมชมดูครับ เป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากครับ

ตอนนี้ผมมีโปรเจคอีกห้องนึงครับ จะเป็นห้อง Home Theater ที่สุดๆ อีกห้องนึง แต่คงไม่เท่าห้องนี้นะครับ อยู่แถวพระราม 2 รับรองห้องนี้ ไม่รอดแน่เจ้า Lens Anamorphic  :victory


Ko

ออฟไลน์ ช้าง

  • Welcome to my world, my way!
  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,505
  • Total likes: 0

เฮ้อ..... สุดยอดครับ

ซักวันคงจะมีบ้าง ... ตื่นดีกว่า :D

ออฟไลน์ ยง101

  :o    ฝ้าเพดาน...อุแม่เจ้า

ออฟไลน์ พี่เอ

หวัดดีคับคุณโก้ ถังเขียวนั่นถังดับเพลิงใช่ป่ะคับ .. K)
ห้องนี้ถ้าไม่เปิดแอร์ คงเตาอบดีๆนี่เอง เครืองทำความร้อนเพียบเลย อิอิอิ :bye1
ข้อมูลส่วนตั้วส่วนตัว
http://www.htg2.net/index.php?topic=52334.0

ออฟไลน์ ice_berger77

อ้างถึง
หวัดดีคับคุณโก้ ถังเขียวนั่นถังดับเพลิงใช่ป่ะคับ ..
ห้องนี้ถ้าไม่เปิดแอร์ คงเตาอบดีๆนี่เอง เครืองทำความร้อนเพียบเลย อิอิอิ

ขอตอบแทนพี่โก้ละกันครับว่า ห้องนี้มีแอร์ครับ แล้วก็ถังดับเพลิงครับพี่  ;D ;D ;D ;D

ต้องขอบคุณพี่โก้มากครับ ที่พาไปเปิดหูเปิดตา ได้ไปฟังเสียงจากชุดระดับนี้  O0 O0 O0 O0
เสียงดีจริงๆครับดูหนังแล้วไม่มีความรู้สึกว่าเครียดหรืออึดอัดเลยครับ
แม้จะมีซับ 18 นิ้ว 2ตัว แถมจากคู่หน้าเป็น 15 นิ้วอีก 2 ตัว
บรรยากาศเสียงสุดๆครับโอบล้อมและลึกมาก แถมได้ลองนั่งเก้าอี้สั่นด้วย
เป็นของเล่นที่น่าสนใจทีเดียว สำหรับพี่ๆที่มีDSP ในมืออยู่แล้ว
น่าจะลองหามาเล่นสักคู่นะครับ สำหรับผมขอเก็บตังค์ก่อน รับลองไม่พลาด

 d_d d_d d_d d_d d_d d_d d_d

ออฟไลน์ IAV

เรียน ท่านสมาชิก HTG2

ขอขอบคุณ คุณ ice berger ที่เข้ามาช่วยตอบให้นะครับ

จริงๆ ถ้ามีโอกาสอยากพาทุกท่านไปเยี่ยมชมห้องนี้จริงๆ นะครับ เผอิญไม่ใช่บ้านผม เพราะตัวเองก้อไม่มีปัญญาซื้อเหมือนกัน ได้แต่ไปทำให้คนอื่นครับ
เรามาเริ่มดูที่ระบบภาพก่อนแล้วกันนะครับ

การต่อระบบภาพของห้องนี้ก้อไม่มีอะไรยุ่งยากครับ ลองขึ้นไปดูตาม Diagram นะครับ
เริ่มโดยนำสัญญาณภาพ 480i/576i ผ่านสาย SDI จาก Denon DVD 3300 และ 1080P60/1080P24 ผ่านสาย HDMI จาก Elite BDP-95FD ไปเข้า Vantage HD2 Scaler
จาก Scaler เราก้อต่อไปยัง Projector JVC-RS20 โดยใช้สาย HDMI เช่นกันครับ
ลูกเล่นของ System นี้อยู่ที่จอ Stewart ระบบ ElectricMask ที่สามารถเปลี่ยนขนาดจอจาก 16:9 ให้เป็น 2.35 ได้ โดยโปรแกรมผ่านระบบ Cue System ซึ่งเพียงกดปุ่มบนจอ Touch Screen จอก้อจะเปลี่ยนสัดส่วนให้พอดีโดยอัตโนมัติเองครับ และนอกจากนี้เมื่อปิดระบบ จอก้อจะม้วนเก็บเองทั้งหมด

ถัดจากระบบภาพ เราลองมาดูที่ระบบเสียง 2 Ch Stereo ก่อนครับเพื่อลดความซับซ้อนในการเข้าใจระบบ ลองขึ้นไปดูDiagram ตามด้วยนะครับ เพื่อเพิ่มความเข้าใจ
เริ่มจาก Emmlabs CDSD SE – CD Transport จะ Lock สัญญาณนาฬิกาความแม่นยำสูงในระดับ 0.0000001 ppm (เครื่อง CD/DVD HiEnd ทั่วไปจะใช้ Crystal Ossilator ที่มีความเที่ยงตรงประมาณ 3-15 ppm) จากเครื่องกำเนิดสัญญาณนาฬิกา Rubidium Clock Generator ของ Esoteric G-0Rb ในความถี่ 44.1 KHz เพื่อเป็นสัญญาณนาฬิกาหลักให้ข้อมูลที่อ่านจากแผ่น CD/SACD ขี่ไปบนสัญญาณนาฬิกานี้ เพื่อนำไปถอดระหัสให้เป็นสัญญาณอนาล็อกโดยผ่านเครื่อง D to A ของ Emmlabs รุ่น DAC6e SE ผ่านทางสาย ST Glass  1 คู่ โดย 1 เส้นเป็นสัญญาณข้อมูล อีกหนึ่งเส้นเป็นสัญญาณนาฬิกาที่ lock โดยตรงมาจาก Esoteric G-03Rb.

จากนั้นสัญญาณอนาล็อกจาก Emmlabs DAC6e SE จะถูกส่งผ่านสาย XLR - Virtual Dynamic รุ่น Relevation ไปยัง Preamp Viola Spirito ก่อนที่จะถูกส่งต่อไปยัง Active Crossover Viola Duet 2 way ผ่านสาย XLR - Virtual Dynamic รุ่น Relevation เช่นกัน ซึ่งที่ Crossover นี้สัญญาณจะถูกแบ่งที่จุดตัดความถี่ 50 Hz slope 18dB/octave โดยสัญญาณความถี่ย่านกลางแหลมที่สูงกว่า 50 Hz จะถูกส่งไปยัง Poweramp Viola Bravo ก่อนที่จะถูกส่งไปยังลำโพง Quintessence Acoustic  Stealth SV โดยผ่านสาย VD – Relevation ทั้งสายสัญญาณและสายลำโพง
สำหรับสัญญาณความถี่ต่ำที่ต่ำกว่า 50 Hz จะถูกส่งไปยัง Poweramp ACM M2500 Mono Custom Mod ก่อนที่จะถูกส่งไปยังลำโพง Quintessence Acoustic  Stealth Sub  โดยผ่านสาย VD – Relevation ทั้งสายสัญญาณและสายลำโพงอีกเช่นเดียวกันครับ

เดี๋ยวตอนหน้าจะบรรยายต่อในส่วนของ ระบบ Home Theater

สำหรับท่านที่อยากทราบรายละเอียดของลำโพง Quintessence Stealth ลองไป click ดูที่ www.quintessence-acoustics.com

ออฟไลน์ Santa

  • Super Star.
  • **
  • กระทู้: 2,861
  • Total likes: 0
  • I'm a Baby Bull
โอย เห็นแล้วจะเป็นลม เจ๋งมากๆครับ O0
Please visit our new website

www.LinnThailand.com

ออฟไลน์ mong

สุดยอดด...ครับท่าน
ลำโพงในฝัน
แอมป์ในฝัน
ฟร้อนท์เอ็นด์ในฝัน

สรุป..ต้องรีบตื่น อิอิ..  :cry2

เสียดายจอเล็กไป สงสัยคุณโก้ต้องยุให้เจ้าของเปลี่ยนจอแล้วมั้ง ผมจะได้ขอซื้อต่อเลย อิ..อิ.. ชอบเจงๆจอ electric mask เนี่ย

ถ้ามีไป อย่าลืมโทรชวนผมด้วยนะ อยากไปฟังมั่งเป็นบุญหู โดยเฉพาะ 2 แชนแนล   O0

ออฟไลน์ IAV

มาดูที่ระบบเสียง Home Theater กันต่อครับ

คราวที่แล้ว เราได้ดูระบบ 2 Ch Stereo กันแล้วนะครับ ในระบบเสียง HT จะนำระบบ 2 Ch Stereo มาใช้ร่วมกับระบบ HT ด้วยนะครับ

ลองดูตาม Diagram ไปด้วยนะครับ จะได้ไม่งง

เริ่มจากสัญญาณเสียง Digital ทั้ง Dolby Digital and DTS จากทั้ง Denon DV-3300 และ Elite BDP-95FDจะถูกส่งผ่านสาย Virtual Dynamic รุ่น Master ไปยัง Theta Casablanca โดยที่ Theta Casablanca เครื่องนี้จะสั่ง Option พิเศษให้มีช่องปล่อยสัญญาณเสียงเป็น Digital แทนที่จะเป็นระบบ Analog เหมือนเครื่องทั่วๆไป
ตรงนี้ผมขอขยายภาพเครื่อง Surround Processor ทั่วๆไป ให้เห็นก่อน

Digital Input -> Processor -> D to A -> ตัวควบคุมความดังรวมทุก Channel -> Output Analog 5.1 Ch or 7.1 Ch

ในส่วนของ Processor ที่ดีๆสมัยนี้จะทำหน้าที่ดังนี้
- Dolby Digital/DTS Decoder
- Speaker Type Selection
- Crossover Filter
- Ch Level setting
- Speaker Delay/Distance
- Room Correction Parametic EQ
- Tone Control EQ

สำหรับระบบห้องนี้จะแตกต่างกับทั่วๆไปคือ Theta Casablanca จะทำหน้าที่แค่นี้ครับ

Digital Input -> Processor -> Digital output

ในส่วนของ Processor จะทำหน้าที่ดังนี้
- Dolby Digital/DTS Decoder
- Speaker Type Selection
- Crossover Filter

อาจจะสงสัยว่า Processor ที่เหลือหายไปไหน เดี๋ยวจะเฉลยให้ฟังครับ อดใจรอหน่อยครับ

สัญญาณ Digital ที่ปล่อยออกมาจาก Digital Output ของ Theta Casablanca จะถูกแยกออกมาเป็นสัญญาณ Digital PCM 48KHz/16 bits 3 เส้น โดย
เส้นที่ 1 จะเป็นสัญญาณ Ch Left/Right
เส้นที่ 2 เป็น Ch Center/Sub
เส้นที่ 3 เป็น Ch Surround Left/Right

จากนั้นสัญญาณ Digital ทั้ง 3 เส้นจะถูกส่งไปยัง DBX 4820 2 เครื่อง โดยแต่ละเครื่องจะรับ Digital Input ได้ 2 เส้น (4 Ch) และปล่อย Digital Output ได้ 4 เส้น (8 Ch) หรือเลือกรับเป็น Analog Input 4 Ch และปล่อย เป็น Analog Input 8 Ch

ในกรณีนี้เราจะต่อสัญญาณ Digital เส้นที่ 1 และ เส้นที่ 2 โดยผ่านสาย Digital Illuminati DV60 และ Orchid ไปเข้าเครื่อง DBX 4820 เครื่องที่ 1 เพื่อประมวลผล Ch Left/Right และ Ch Surround Left/Right  ส่วนเส้นที่ 3 ไปเข้าเครื่อง DBX 4820 เครื่องที่ 2 เพื่อประมวลผล Ch Center/Sub
ในเครื่อง DBX4820 แต่ละเครื่องจะทำหน้าที่ดังนี้
- Speaker Level Setting (ความละเอียดระดับ 0.1 dB)
- Delay Setting (ความละเอียดขนาด 2 mm. หรือ 2 micro sec)
- Parametric EQ (9 band/Ch +/- 15dB) สำหรับแต่ละ Ch
- Graphic EQ (31 band/Ch+/-15dB) สำหรับแต่ละ Ch
- Crossover Filter (Type, Cutoff Freq, Slope)
- Sub Harmonic Syn
- Compressor/Limiter

โดยที่เราสามารถตั้งค่าเก็บใน Preset ได้ถึง 50 memory

นอกจากนี้เพื่อให้ได้ความเที่ยงตรงสูงสุดในการประมาลผล เครื่อง DBX 4820 ทั้ง 2 เครื่อง จะถูกต่อเข้ากับ Esoteric G-0Rb เพื่อที่จะรับสัญญาณนาฬิกาที่ 48 KHz ที่ความละเอียด 0.0000001 ppm ด้วย เพื่อเป็นการ Synchronize สัญญาณให้มีระเบียบมากที่สุด 

หลังจากที่ปรับจูน ใน DBX ทั้ง 2 เครื่องเสร็จ สัญญาณ Digital ที่ Process เรียบร้อยจะถูกส่งผ่านทางสาย Digital XLR VD David 3 เส้น ที่สัญญาณ PCM 48KHz/16 Bits ต่อไปยัง Emmlabs DAC6e SE ซึ่งเป็น D to A 6 Ch

เดินมาได้ครึ่งทางแล้วครับ พรุ่งนี้ติดตามต่อไปครับ……



ออฟไลน์ nutsaint

สัญญาณ Digital ที่ปล่อยออกมาจาก Digital Output ของ Theta Casablanca จะถูกแยกออกมาเป็นสัญญาณ Digital PCM 48KHz/16 bits 3 เส้น โดย
เส้นที่ 1 จะเป็นสัญญาณ Ch Left/Right
เส้นที่ 2 เป็น Ch Center/Sub
เส้นที่ 3 เป็น Ch Surround Left/Right

จากนั้นสัญญาณ Digital ทั้ง 3 เส้นจะถูกส่งไปยัง DBX 4820 2 เครื่อง โดยแต่ละเครื่องจะรับ Digital Input ได้ 2 เส้น (4 Ch) และปล่อย Digital Output ได้ 4 เส้น (8 Ch) หรือเลือกรับเป็น Analog Input 4 Ch และปล่อย เป็น Analog Input 8 Ch

ในกรณีนี้เราจะต่อสัญญาณ Digital เส้นที่ 1 และ เส้นที่ 2 โดยผ่านสาย Digital Illuminati DV60 และ Orchid ไปเข้าเครื่อง DBX 4820 เครื่องที่ 1 เพื่อประมวลผล Ch Left/Right และ Ch Surround Left/Right  ส่วนเส้นที่ 3 ไปเข้าเครื่อง DBX 4820 เครื่องที่ 2 เพื่อประมวลผล Ch Center/Sub
ในเครื่อง DBX4820 แต่ละเครื่องจะทำหน้าที่ดังนี้
- Speaker Level Setting (ความละเอียดระดับ 0.1 dB)
- Delay Setting (ความละเอียดขนาด 2 mm. หรือ 2 micro sec)
- Parametric EQ (9 band/Ch +/- 15dB) สำหรับแต่ละ Ch
- Graphic EQ (31 band/Ch+/-15dB) สำหรับแต่ละ Ch
- Crossover Filter (Type, Cutoff Freq, Slope)
- Sub Harmonic Syn
- Compressor/Limiter

โดยที่เราสามารถตั้งค่าเก็บใน Preset ได้ถึง 50 memory

นอกจากนี้เพื่อให้ได้ความเที่ยงตรงสูงสุดในการประมาลผล เครื่อง DBX 4820 ทั้ง 2 เครื่อง จะถูกต่อเข้ากับ Esoteric G-0Rb เพื่อที่จะรับสัญญาณนาฬิกาที่ 48 KHz ที่ความละเอียด 0.0000001 ppm ด้วย เพื่อเป็นการ Synchronize สัญญาณให้มีระเบียบมากที่สุด 

หลังจากที่ปรับจูน ใน DBX ทั้ง 2 เครื่องเสร็จ สัญญาณ Digital ที่ Process เรียบร้อยจะถูกส่งผ่านทางสาย Digital XLR VD David 3 เส้น ที่สัญญาณ PCM 48KHz/16 Bits ต่อไปยัง Emmlabs DAC6e SE ซึ่งเป็น D to A 6 Ch

สงสัยครับ ว่าทำไมถึงเป็น 48kHz/16 bits เพราะ DTS-HD Master Audio มันขึ้นไปถึง 192 kHz/24 bits แล้วไม่ใช่หรือครับ

ออฟไลน์ IAV

เรียนคุณ Nutsaint

อย่างที่บอกไปเบื้องต้นแล้วครับว่า ชุดนี้ออกแบบไว้ตั้งแต่ เมื่อ 5 ปีที่แล้วครับ สมัยนั้นยังใช้ DTS กับ Dolbly Digital เป็นหลักอยู่ครับ เพราะฉะนั้นจึงยังใช้สัญญาณใน Format หลักของ DVD อยู่คือ 48 KHz/16 bits ครับ

ตอนนี้ ชุดนี้กำลังรอ ให้ทาง Theta Upgrade เป็นระบบที่รองรับ HDMI ได้ก่อน ก้อจะ Upgrade ตามครับ

แต่ถ้าถามผมจริงๆนะ ชุดนี้แค่ Dolby Digital กับ DTS ธรรมดา ก้อดีมากแล้วครับ เพราะเอาเข้าจริงๆ คุณภาพเสียงจะไปอยู่ที่ ตัว D to A มากกว่าครับ และโดยเฉพาะชุดนี้ใช้ Emmlabs DAC6e SE ที่สามารถ Upsampling จาก 48 KHz/16 bits ไปเป็น สัญญาณ SACD หรือ DSD ที่ 5.76 MHz แล้วจึงนำไปถอดระหัสได้ด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่เลยครับ

เอาไว้ จะนำเรื่องเกี่ยวกับการ Set ระบบ และการเลือกซื้อเครื่องเสียง เพื่อรองรับระบบ HT ที่ถูกต้อง มาบรรยายให้อ่านครับ


โก้


ออฟไลน์ IAV

มาดูการต่อระบบตอนจบดีกว่าครับ ยังมีอะไรน่าสนใจอีกเยอะครับ ลองดูใน Diagram อีกทีนะครับ นำมาให้อยู่ใกล้ๆ จะได้ไม่งงครับ

ไปเริ่มกันต่อจากตอนที่แล้ว ที่จบตรงที่ DAC6e SE นะครับ สัญญาณ Analog 5.1 ที่ออกมาจาก DAC6e SE จะถูกส่งไปเข้า Preamp 6Ch ของ Emmlabs รุ่น Switchman III โดยผ่านสาย XLR VD รุ่น David หลายท่านอาจจะงงว่า เอ๊ะ เราได้ต่อสาย Output Left/Right ไปยัง Preamp Viola Spirito แล้วไม่ใช่เหรอ คำตอบคือถูกต้องครับ แต่ในชุดนี้เราได้ Modified ให้ output Analog คู่หน้า Left/Right มีออกมาได้ 2 ชุด โดยชุดที่ 2 ก้อคือสาย output Left/Right ที่นำไปต่อเข้า Preamp Emmlabs Switchman III

จากนั้นสัญญาณที่ออกมาจาก Preamp Emmlabs Switchman III Center/Surround Left/Surround Right จะถูกส่งผ่านสาย XLR David ไปยัง Poweramp Mark Levinson no 33H 3 เครื่อง โดย 3 เครื่อง แยกเป็น Poweramp ตัวแ รกจะขับลำโพง Montana SPC, ตัวที่ 2 และ 3 ขับลำโพง Quintessence STD Sig ในตำแหน่งลำโพง Surround Left/Right

ส่วนสัญญาณของ Front Left/Right ที่ออกมาจาก Switchman III จะถูกส่งกลับไปยัง Pre Viola Spirito โดยที่เมื่อใช้ในระบบ Surround จะสามารถให้เป็น Bypass ได้ หมายถึง จะเป็นช่องที่ใช้ต่อผ่านเฉยๆ โดยไม่มีการใช้ Volume Control ในตัว Spirito เลย จากนั้นระบบก้อจะตัดเข้าไปกับระบบที่เรากล่าวไว้เบื้องต้นตอนที่ต่อระบบ 2 Ch Stereo ครับ

ส่วนสัญญาณช่อง Sub out จาก Switchman III จะถูกส่งกลับไปยัง DBX4820 เพื่อนำไปแยกให้เป็นสัญญาณอีก 4 output โดยแยกเป็น Sub out 1, Sub out 2 นำไปต่อเข้ากับ Poweramp Crown K2 เพื่อขับ Sub JBL 4645C 2 ตัวที่วางอยู่ด้านหน้า อีกทั้งเรายังใช้ ความสามารถของ DBX4820 เพื่อปรับระบบ Delay, Parametric EQ, และ Subharmonic Syn ของ Sub JBL 4645C

สำหรับสัญญาณ Sub out 3, Sub out 4 นำไปต่อเข้ากับ Poweramp ACM M2800 เพื่อขับ Bass Shaker ที่วางไว้ใต้เก้าอี้เพื่อเพิ่มอรรถรสในการชมภาพยนตร์ และตรงนี้เป็นส่วนที่ผมขอขยายความเพิ่มเติมครับ เนื่องจากมีนักเล่นหลายคนซื้อ Bass Shaker มาเล่นแล้วประสบปัญหาว่า Bass Shaker ทำงานไม่ประสานกับเสียงลำโพงตัวอื่นๆ หรือบางทีก้อมาแบบไม่เป็นธรรมชาติเลย คือแต่เสียงเดินเก้าอี้ก้อเขย่าแล้ว

สำหรับสาเหตุที่เป็นเช่นนี้เกิดจากการที่เรานำ Bass Shaker ต่อตรงๆ ขนานเข้ากับ Output ของ Subwoofer โดยใช้ Y Adapter ที่ใช้กันทั่วๆไป ซึ่งการต่อแบบนี้มีเสียงแน่ แต่รับรองไม่กลืนแน่นอนครับ เพราะ เมื่อเรา Set Subwoofer Delay ให้เข้ากับลำโพงตัวอื่นในระบบ ระยะทางเดินของ Bass Shaker จะสั้นกว่าระยะทางเดินเสียงของ Subwoofer ที่เราวางไว้ด้านหน้าครับ เพราะฉะนั้น Bass Shaker จะสั่นก่อนที่ Subwoofer จะทำงาน จึงทำให้เสียงไม่เป็นธรรมชาติครับ

นอกจากนี้ในกรณีที่เราตัดความถี่ Crossover ของ Subwoofer output อยู่ที่ 80 Hz ตัว  Bass Shaker ก้อจะเริ่มทำงานตั้งแต่ 80 Hz ลงมา ซึ่งเมื่อนำมาใช้งานจริง จะรำคาญมาก เพราะมันจะมาตลอดเลย

ในระบบนี้เราจะใช้ DBX4820 มาจัด Delay Time ของ Sub out 3, Sub out 4 หน่วงเวลาให้เท่ากับระยะทางเดินเสียงจาก Sub JBL4645C มาถึงเก้าอี้ที่ติดตั้ง Bass Shaker ไว้ นอกจากนี้เพื่อให้ Bass Shaker ทำงานรับกับ Sub JBL4645C ได้กลืนมากที่สุด เราจะใช้ Crossover adjustment filter ใน DBX4820 เพื่อตัดความถี่ที่สูงกว่า 32 Hz ขึ้นไปออกไป เพื่อให้ Bass Shaker ทำงานที่ความถี่ต่ำกว่า 32 Hz เท่านั้น จากการทำเช่นนี้ เราก้อจะได้ Bass Shaker ทำงานพร้อมกับ Sub JBL4645C ดีที่สุด โดยที่เวลาทำงานเราแทบจะไม่รู้สึกเลยว่ากำลังใช้ Bass Shaker อยู่ครับ

นอกจากนี้ เรายังสามารถตั้ง Preset ไว้โดย ปรับเปลี่ยน Level หรือ Parametric EQ เพื่อนำมาปรับแต่งเสียงเป็น Movie Memory,  Concert Memory, Action Memory หรืออื่นๆ ได้อีก

มาถึงตรงนี้หลายท่านอาจจะเริ่มมึนแล้วใช่ไหมครับ แต่จริงๆ ในการใช้งานจริง ชุดนี้ใช้งานได้ง่ายมาก เนื่องจากเราได้ใช้ Cue Integrated Control System เพื่อทำการควบคุมเครื่องที่ใช้ในระบบทั้งหมด ทั้งการเปิดปิดเครื่อง การหรี่ไฟ การปรับเปลี่ยนจอ การควบคุมเครื่องเล่น Bluray DVD

คงจะได้ความรู้ในการเรียนรู้ระบบ Home Theater ที่ซับซ้อนกว่าปกติ ซึ่งบางสั้นอาจจะประยุกต์บางส่วนไปใช้ในระบบที่ท่านสมาชิกใช้อยู่ก้อได้นะครับ

ถ้ามีข้อสงสัย ประการใดเกี่ยวกับระบบนี้ ก้อสอบถามมาได้นะครับ ยินดีให้ความกระจ่างในการต่อระบบครับ  ;D

ออฟไลน์ IAV

การ Set up ระบบสำหรับชุดนี้ โดยละเอียด

มีหลายคนโทรมาคุยกับผม เรื่องวิธีการ Setup เสียงในระบบใหญ่ๆ อย่างนี้ ต้องทำอย่างไร และควรจะเริ่มต้นอย่างไร ผมเลยนำวิธีและหลักการในการ Set up มาอธิบายให้อ่านกันครับ ค่อยๆ อ่านไปเรื่อยๆ ครับ จะทยอยแบ่งเป็นตอนๆ ครับ ติดตามได้เรื่อยๆ นะครับ รับรองเป็นอะไรที่คนเล่นส่วนใหญ่ ไม่เคยรู้มาก่อนครับ

สำหรับระบบใหญ่ๆ อย่างนี้ หลังจากวางแผนการต่อระบบเสร็จ ขอเน้น เลยนะครับ ว่าให้วางแผนการต่อก่อนโดย การร่าง Diagram การต่อไว้ เพื่อป้องกันการสับสน ในเวลาต่อจริงๆ สำคัญมากนะครับ หลายๆ ท่านอาจจะประยุกต์การ Setup ในระบบนี้ไปใช้ในระบบที่ท่านสมาชิกใช้อยู่ได้นะครับ เพราะการ Set up แบบนี้เป็นการ Set up แบบมาตรฐานจริงๆ ครับ

เริ่มต้นคือเมื่อระบบได้ถูกติดตั้งอย่างสมบูรณ์ ขอเน้นนะครับ ว่าอย่าเพิ่งต่อสายลำโพงเข้ากับเพาเวอร์แอมป์ ง่ายๆ คือต่อให้หมดแต่เว้นการต่อสายลำโพงกับเพาเวอร์แอมป์ สาเหตุคือในระบบใหญ่ๆ ขนาดนี้ แอมป์ที่ใช้จะมีกระแสสูงมากบางครั้งเราไม่ทราบว่าเครื่องตัวไหนจะผิดปกติ หรือบางจุดเราต่อสายผิด เพราะฉะนั้น เราจะต้องเช็ค DC Offset ที่ออกมาจาก เพาเวอร์แอมป์เสียก่อน โดยเฉพาะเพาเวอร์แอมป์ Hi-End หลายตัว ชอบใช้การต่อแบบ DC Coupled หมายถึงแอมป์จะเริ่มทำงานตั้งแต่ 0 Hz เลยครับ ในบางครั้ง ถ้าแอมป์ทำงานไมปกติ หรือ การต่อระบบผิด จะทำให้มีเสียงออกที่ลำโพงดังตุ๊บ ดังมาก หลังจากนั้น จะไม่มีเสียงออกมาที่ลำโพงอีก นั่นหมายถึง มีสัญญาณ DC รั่วออกมาที่ ลำโพงเรียบร้อยแล้ว และ Voice ก้อไหม้ไปแล้วครับ

วิธีการที่เราควรทำคือ เราใช้ Digital Volt Meter (DVM) ตั้งค่าไปที่ Volt DC แล้วนำขั้ววัด + - ไปวัดที่ขั้วต่อลำโพงหลัง Poweramp หลังจากให้เปิดระบบให้หมด ทั้ง Source, Surround Pre, Poweramp หรืออื่นๆ แล้วดูว่า ที่ DVM อ่านค่าได้กี่ mV DC (milli Volt DC) ถ้าค่าที่อ่านได้อยู่ต่ำกว่า +,-70 mV ก้อถือว่าปลอดภัยครับ แต่ถ้าอ่านค่าได้เป็น  1 V, 2 V ขึ้นไป ให้ปิดเพาเวอร์แอมป์ ได้เลยครับ ปกติค่า Volt DC ในช่วงแรกหลังจากเปิด Poweramp ค่า DC อาจจะพุ่งขึ้นไปได้ถึง 0.5 VDC แต่หลังจากทิ้งไว้สัก 3 นาที ค่า VDC จะต้องค่อยๆ ลดลงมาอยู่ใน Range +,- 70mV ไม่ควรเกินนี้ครับ ถ้าเราวัดได้ว่าค่า VDC ต่ำพอ เราก้อสามารถต่อสายจากแอมป์เข้าลำโพงได้เลยครับ

ก่อนที่เราจะเริ่ม Set ระบบต่อไป ให้ทำการ Reset ค่าต่างๆ ทั้งหมดใน Pre Surround หรือ AV Receiver ให้กับไปเป็นค่าเริ่มต้นหรือ Default Setting ก่อน เดี๋ยวนี้ Pre Surround หรือ AV receiver จะมีปุ่มกดให้ Reset ได้ลองไปหาดูใน Manual ครับ

ในกรณีของระบบนี้ ผมได้เริ่มทำการ Set up Stereo 2 Ch ก่อน โดยเริ่มที่การตั้งลำโพง Quintessence Stealth SV กับ Stealth Sub คู่หน้า เนื่องจากระบบนี้เป็นระบบ Bi-amp คือมี Viola Duet Crossover ตัดความถี่ระหว่าง คู่  Main กับ คู่ Sub โดยเราใช้จุดตัดที่ความถี่ 50Hz 18dB/Octave ซึ่งเป็นจุดที่ทาง โรงงานแนะนำให้ใช้  และโดยที่ Viola Duet Crossover มีความพิเศษกว่า Crossover ตัวอื่นตรงที่สามารถปรับระดับเสียงได้ละเอียดในระดับ 0.01 dB ซึ่งตรงนี้เป็นจุดสำคัญมาเพราะเมื่อเราสามารถปรับได้ละเอียดขนาด 0.01 dB เราสามารถที่จะเปลี่ยน Tone ของระบบ ได้เหมือนกับเปลี่ยนสายเลยทีเดียว จากที่ผมได้ลองปรับระดับเสียงของลำโพง Stealth Sub 15” เพียงแค่ 0.04 dB จะมีผลทำให้เสียงชองทั้งระบบมีความสด หรือนุ่มไปเลยทีเดียว



โปรดติดตามต่อไปใน กระทู้หน้าครับ……..  ;)


Ko
IAV

ออฟไลน์ ช้าง

  • Welcome to my world, my way!
  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,505
  • Total likes: 0
รบกวนพี่โก้นิดหนึงครับ

เห็นรายการอุปกรณ์แล้ว โดยเฉพาะภาค Processor ผมกลับกลัวๆกล้าๆครับว่า เทคโนโลยี่พวก Hometheater นี่พุ่งขึ้นหน้าเร็วๆพอควร

ถ้ามี format ใหม่ๆ พวก TRUE HD อย่างตอนนี้ ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ไหนบ้างครับพี่โก้ ถ้าจะต้อง upgrade ให้ทันสมัยครับ?

ออฟไลน์ IAV

เรียนคุณ Krchang:

เนื่องจากระบบนี้ เราได้แยกการประมวลผลทุกอย่างไว้ในแต่ละเครื่อง เลยครับ การ Upgrade ชุดนี้ ก้อ Upgrade แต่ตัวเดียวครับคือ ที่เครื่อง Theta Casablanca โดยคงต้องรอให้ทาง Theta ออกชุด Upgrade HDMI Input ออกมา พร้อมชุด Software ถอดระหัสครับ

แต่ถ้าทาง Theta ออกชุด Upgrade ล่าช้ามาก ผมอาจจะเปลี่ยนไปใช้ Surround Processor ของญี่ปุ่น แล้วนำไปติดตั้ง Board ที่สามารถปล่อย Digital out 3 ชุดได้ จากนั้นนำมาใส่แทน Theta ก้อจบแล้วครับ เพราะว่าจริงๆ เราก้อแทบไม่ได้ใช้ความสามารถของ Surround Processor เท่าไหร่ครับ ใช้แค่การถอดระหัส Dolbly Digital, DTS, Dolby True HD, DTS-HR MA เท่านั้นเองครับ

จริงๆ ชุดนี้ผมออกแบบไว้ค่อนข้างเผื่ออนาคตไปไกลเลยครับ อุปกรณ์ที่ใช้นี่ เกรดเกินที่ทาง Dolby Labs, หรือ DTS Lab require ไปเยอะเลยครับ เช่น ตัวลำโพง Quintessence เองในแต่ละตัว สามารถตอบสนองได้ไกลถึง 40 KHz เลยทีเดียว ตัวแอมป์ แต่ละตัวเป็น Wide Bandwidth (5 Hz - 300 KHz, -3 dB) หมดเลยครับ


Ko

ออฟไลน์ IAV

การ Set up ระบบชุดนี้ (Cont.)


ตอนนี้เรายังอยู่ที่เครื่อง Viola Crossover Duet ครับ ลองสังเกตุที่ปุ่มหมุน ทั้ง 4 ปุ่ม บนหน้าเครื่อง Viola Duet จะเห็นว่าปุ่มปรับระดับเสียงของ Viola Duet จะเป็น Volume 2 ชั้น ซึ่งหมายถึงการหมุนครบ 1 รอบ (0.00 dB – 0.99dB) จะทำให้เลข แสดง dB ในช่องเล็กๆ เปลี่ยนเพิ่มขึ้น ทีละ 1 dB พร้อมทั้งมีตัวล็อคกันเลื่อนในตัว นั่นหมายถึงจะสามารถปรับระดับความดังได้ทั้งหมด (10x100 Step=10,000) 10,000 Steps แค่เห็นตัวเลข ก้ออาจจะงงว่า อ้าวแล้วเราจะเริ่มปรับยังไงดี

ก่อนจะปรับเราต้องมาดูก่อนว่า Block Diagram การทำงานของ Viola Duet ต่อ Channel เป็นยังไง

Input XLR-> Input Buffer -> Splitter 1 to 2 Ch ->2 way Crossover Circuit  -> 2 Ch Output Stage -> Volume Attenuate -> Output Buffer -> Output XLR (Hi gh and Low output)

จะเห็นว่าจาก  Block Diagram อันที่จริงแล้วเครื่อง Viola Duet เอง จริงๆ  ก้อคือ Preamp + Crossover network นั่นเองครับ
คราวนี้ความยากจะเริ่มที่ตรงนี้ ครับหลังจากที่เราต่อสัญญาณเสียงอนาล็อกมาจาก Viola Spirito Preamp เข้าที่ Viola Duet ปัญหาคือในเมื่อมีต่ำแหน่ง ในการปรับระดับเสียง 10,000 Steps เราควรจะ Set ไว้ที่ต่ำแหน่งไหนดีที่สุด งงไหมครับ

สำหรับผมๆ จะแก้ปัญหาโดยการหา Unity Gain ก่อนโดยใช้สัญญาณ Sinewave 1K Hz ซึ่งเป็นสัญญาณเสียงมาตรฐานเจอได้ในแผ่น Test แทบทุกแผ่นครับ แต่ผมใช้ My Disc ของ Sheffield Lab หรือเราอาจจะใช้ Test Tone Generator ก้อได้ครับ เราเอาสัญญาณ 1K Hz ป้อนที่ Preamp  Viola Spirito แล้วเพิ่ม Volume ไปที่ -15 dB แล้วลองวัดค่าดูที่ Output Preamp ของ Viola Spirito ว่าได้กี่ dB อ้อ! ผมลืมบอกไป ว่าผมใช้ตัวเครื่องวิเคราะห์เสียSpectrum Analyzer เป็นตัววัดครับ เราก้อจะได้ค่า Output ของ Viola Spirito ว่าเป็นกี่ dB หรือ กี่ mV AC ลองวัดดูทั้ง ซ้าย ขวา เลยนะครับ จะได้รู้ว่า Output matching ระหว่าง Channel ซ้าย ขวา ดีขนาดไหน ปกติถ้ามีความแตกต่างกันซัก 0.5 ก้อใช้ได้แล้วครับ

สมมติว่าที่ต่ำแน่ง Volume ของ Pre อยู่ที่ -15 dB อ่านค่า Output ที่ Pre ได้ -18 dB เราก้อนำสายสัญญาณจาก Pre มาต่อเข้าที่ Viola Duet จากนั้นต่อ Output จาก Viola Duet เข้าเครื่อง Spectrum Analyzer โดยวัดที่ละ Channel นะครับ จากนั้นค่อยๆ หมุนปุ่มปรับระดับเสียงด้านซ้ายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ค่า เท่ากับ -18dB เท่านี้เราก้อจะได้ต่ำแหน่ง Unity Gain แล้วครับ คราวนี้ลองย้ายมาวัดที่ด้านซ้ายดู แล้วก้อปรับให้ได้ -18dB เท่ากัน หลังจากปรับเสร็จจะเห็นว่าที่ต่ำแหน่ง Unity Gain Channel ซ้ายและขวา จะอยู่ในต่ำแหน่งที่ไม่เท่ากัน แต่ไม่ควรจะแตกต่างกันมากครับ ไม่ควรเกิน 1 dB ครับ ถ้าเกินต้องกลับไปเช็คระบบแล้วว่า ที่ Pre, Crossover, หรือสายต่อ มีปัญหาหรือเปล่าครับ

หลังจากที่เราได้ต่ำแหน่งระดับเสียงของ Channel High แล้ว เราก้อต่อ Output High และ Output Low ไปเข้าที่ Spectrum Analyzer โดยใช้สัญญาณ Pink Noise 20 Hz – 20 KHz ป้อนเข้าที่ Preamp โดยที่เรายังคง Volume Pre ไว้ที่ -15dB ครับ เมื่อเราเปิดดู Spectrum Analyzer เราก้อจะเห็นรูปกราฟได้ว่า Output ด้าน High จะมีการ Roll off ที่ 50Hz/18 dB จริงๆหรือเปล่า หลังจากนั้นมาดูที่ด้าน Output Low เราก้อจะเห็นว่าด้าน Low ก้อจะทำงานที่ 20 Hz – 50 Hz เท่านั้นครับ สมมติในกรณีนี้ เราได้สัญญาณ Output ด้าน High อยู่ที่ -21 dB (ที่ต่ำแหน่ง Volume เท่าเดิม สัญญาณ Pink Noise จะเบากว่า Sinewave ซึ่งเป็นปกติครับ) เราก้อค่อยๆ ปรับระดับเสียงที่ด้าน Low เพิ่มขึ้นจนกระทั่งเท่ากับ -21 dB เท่ากัน ทำซ้ำด้านขวาด้วย เท่านี้เราก้อได้ต่ำแหน่ง Unity Gain ของ Viola Crossover จากนั้นลองปรับระดับเสียงขึ้น-ลงดูแล้วสังเกตุว่าสัญญาณขาออกของ Crossover ยังเพิ่มขึ้นหรือลดลงในระดับที่เท่ากัน หรือเปล่า ถ้าเพิ่มชึ้นหรือลดลง ไม่เท่ากัน ก้องานเข้าแล้วครับ

แต่สำหรับ Viola Duet ไม่มีปัญหาครับ ผมลองหมุนขึ้นลง เท่ากันเป๊ะครับ  O0 วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ ติดตามคราวหน้าต่อนะครับ

ออฟไลน์ IAV

การ Setup ชุดนี้ (Cont.)

หลังจากที่ได้ลงการ Set up ต่อมีหลายท่านโทรมาสอบถามว่า Unity Gain คืออะไร Unity Gain ก้อคือต่ำแหน่งที่ Preamp ไม่มีเกนขยายทำงานนั่นหมายถึงว่า ณ ต่ำแหน่งนี้ ความแรงสัญญาณขาเข้าจะมีความแรงเท่ากับสัญญาณขาออกครับ นั่นคือ Gain=0 ครับ ลักษณะการใช้งานแบบนี้ มีประโยชน์มากครับ ในกรณีที่เรานำ Preamp Hi-End มาใช้ร่วมกับระบบ Home Theater มาต่อร่วมกัน โดยนำ Pre Out Front Left-Right จาก Surround Pre Output มาต่อเข้ากับ 2 Ch Analog Pre แล้วสมมติ Pre Analog ตัวนี้ไม่มีฟังค์ชั่น Bypass คือทำให้ตัวเองเป็น Unity Gain

เราก้อทำการหา Unity Gain เองโดยใช้วิธีที่ผมกล่าวไปในกระทู้ที่แล้วครับ คราวนี้อาจจะสงสัยว่าทำไมต้องหา Unity Gain ด้วย สาเหตุก้อคือถ้าเราไม่หา Unity Gain ก่อนเราจะมีปัญหาเกี่ยวกับระดับเสียงของลำโพงคู่หน้า ที่จะดังเบาไม่สม่ำเสมอกับลำโพงตัวอื่นในระบบ เช่นเมื่อเราเพิ่มความดังมากขึ้นที่ Surround Pre ปรากฎว่า เสียงที่ลำโพงคู่หน้าดังกว่าลำโพงตัวอื่นๆ ในระบบ

จริงๆ ผมไปบ้านคนเล่น Hi-End ที่เล่นแบบนี้เยอะครับ และส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องนี้เยอะ เพราะคน Set up โดยทั่วไปไม่ได้หาต่ำแหน่ง Unity Gain ใช่เพียงแค่หมุน Volume ที่ Pre 2 Ch ให้ดังใกล้เคียงลำโพงตัวอื่นในระบบ แล้วอย่างนี้เสียงมันจะดีได้ยังไงครับ ในเมื่อมันหาค่ามาตรฐานไม่ได้ เนื่องจากหูคนเราฟังได้ไม่เที่ยงตรง เมื่อเทียบกับการที่ใช้เครื่องมือวัด ที่จะได้ค่าที่เที่ยงตรงมากกว่า

โอเคครับ มาดูการ Set up ระบบกันต่อครับ หลังจากเรา Set up ระบบไว้พร้อมจะลองแล้ว ตรงนี้ผมมี Trick นิดนึงครับคือการเริ่มต้น Set up ระบบไม่ว่าจะชุดไหนๆ ผมแนะนำให้เอา Accessory ออกทั้งหมดก่อน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคุมไฟ กรองไฟ หัวปลั๊ก เต้าปลั๊ก สายต่างๆ ชั้นวาง หรืออื่นๆ คือให้ต่อมีเสียงแบบ Plain ธรรมดามากที่สุด แล้วค่อยนำมาลองใส่คืนที่ละชิ้น สาเหตุคืออุปกรณ์หรือ Accessory ที่เรานำเข้าไปใช้มีผลต่อระบบทั้งหมดครับ และ Accessory พวกนี้โดยปกติจะมี Effect อยู่ 2 อย่าง คือแบบ Boost และ แบบ Cut (คือ Accessory ทุกอย่าง มี Effect ทั้งหมดแหละครับ ถึงตรงนี้ต้องปล่อยวางและเลิกยึดติดกับประสบการณ์เก่าๆครับ ว่าอันนี้ดี อันนั้นไม่ดี ทุกชึ้นมีผลหมด แต่จะให้ผลอย่างไรกับ System ของเรานั่นแหละครับที่สำคัญกว่า และช่วยแต่งเติมสิ่งที่เราขาดไปได้หรือไม่ ถ้าเราไม่เปิดใจ เราจะพัฒนาการเรียนรู้การ Set up ได้ลำบากนะครับ) เพราะฉะนั้นเราต้องการที่จะใช้การ Set up ที่ Basic ที่สุดก่อน เพื่อที่จะดูว่าโดยเดิมๆ ของเครื่องที่เรามีให้เสียงเป็นยังไง แต่ก้อไม่ใช่ขนาดต้องไปขุดสายดำแดง ที่แถมมากับเครื่องมาใช้นะครับ ใช้แค่สายเกรดธรรมดาๆ ก่อนเช่นพวกสาย Canare รุ่นธรรมดา 100 กว่าบาท หรืออื่นๆ ก้อได้ที่ดูขนาดตัวนำใหญ่หน่อยครับ ก้อโอเคแล้วครับ

จากประสบการณ์การ Set up ที่ผมเจอมา มีหลายชุดที่ผมต้องไปนับหนึ่งเริ่มต้นระบบใหม่เลยครับ หลังจาก Set up เสร็จ บางทีอาจจมีของกองเหลือไว้ 1 กองเนื่องจาก Accessory ที่ใส่เข้าไปเต็มไปหมด ทำให้ดุลของเสียงเสียไป หรือบางทีก้อไม่ได้จำเป็น หลักการจริงๆ คือใส่ให้น้อยที่สุด เพื่อคงความบริสุทธิ์และลด การอั้นให้มากที่สุด แต่ให้เสียงใกล้เคียงของจริงที่สุด ผมเน้นเลยนะครับ ว่าไม่ใช่เสียงดีที่สุด เพราะคำว่าเสียงดีที่สุด ผมยังไม่รู้เลยว่านิยามมันคืออะไรครับ แล้วมันเป็น Subjective เกินไป เช่นคนที่ฟังชุดตัวเองที่มีแต่เสียงเบสจนชิน หรือมีแต่แหลมบาดหูจนชิน พอไปฟังอีกชุด ซึ่งตรงข้ามกับชุดตัวเอง ก้อไปตัดสินว่าชุดนี้ไม่ดีเพราะเบสน้อยไป ไม่มีเบส หรือพอแหลมน้อยไป ก้อบอกว่าขาดแหลม อย่างนี้เวลาไปนั่งฟังกันทะเลาะกันตาย ผมเจอมาแล้วครับ ช่วงหัวค่ำก้อเฮฮาคุยกันถูกคอเรื่องเครื่องเสียง แล้วชวนไปนั่งฟังกันต่อที่บ้านเพื่อน ฟังไปฟังมา อีกคนเริ่มวิจารณ์เจ้าของบ้านไม่พอใจ เพื่อนอีกคนช่วยเสริม สุดท้ายก้อทะเลาะกันเอาเป็นเอาตาย นี่ขนาดอายุอานามก้อไม่ใช้น้อยแล้วนะครับ ผมอึ้งเลย ผมเลยถามว่า สุดท้ายเอาอะไรมาเป็นเครื่องวัดครับ ว่าอันนี้ มันดี ไม่ดี พวกนี้ก้อบอกว่าเทียบกับชุดที่บ้านไง เสียงเบสมันสู้ที่บ้านไม่ได้ เอาเข้าจริงๆ พอยกพวกไปฟังที่บ้านคนวิจารณ์จริงๆ เข้ามันก้อใช้ไม่ได้เหมือนกัน ต้องเข้าใจนะครับว่า เราเล่นเครื่องเสียงเพื่อความสุข ความสนุกและผ่อนคลาย นะครับ ไม่ใช่เล่นเพื่อจะเอาข่มกันหรือเอาชนะกันนะครับ ผมฝากจุดนี้ไว้ด้วยครับ จะได้เล่นกันแบบมีความสุข พัฒนาให้ดีขึนและสร้างสรรค์ครับ จริงๆ พื้นฐานของคนรักเสียงดนตรีต้องมีจิตใจที่ดีก่อนครับ ไม่งั้นฟังเพลงไม่เพราะหรอกครับ

จริงๆ เวลาผมปรับ ผมจะพยายามเอาเสียงให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่ผมสัมผัสมาตอนที่ฟังของจริงมากที่สุดครับ เช่นเสียง Double Bass ได้ยินเสียงโน๊ตทุกตัวไหม หรือ เสียงกลองมีรายละเอียดหนังกลอง หรือรายละเอียดเสียงฉาบไหมเป็นต้น ผมอาจจะไปขยายความในกระทู้อื่นๆ ต่อนะครับ


วันนี้ยังไม่ได้ขยับไปไหนเท่าไหร่เลยครับ หมดเวลาแล้ว ต่อกระทู้น่านะครับ

ออฟไลน์ อูฐ

  • สมาชิกรุ่น Classic
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 4,631
  • Total likes: 0
สุดยอด   ชุดในฝันจิงๆ      ขอผมตื่นก่อนน่ะ      คุณ โก้ มีเวลามาให้ความรู้เพื่อน ๆ เยอะ  ขอบคุณ มาก    ว่าแต่  ผมอ่านนาน ๆ   ชักเหมือนอ่านหนังสือเตรียมสอบแล้วล่ะ     อ่านไปคิดตามไปเทคนิคทั้งนั้น   สนุกและได้ความรู้คับ

ออฟไลน์ IAV

ขอบคุณ พี่อูฐ มากนะครับ ที่ติดตามอ่านและติชมกระทู้นี้ครับ ถ้าท่านอื่น อยากให้อธิบายอะไรเพิ่มเติม แนะนำมาได้นะครับ ยินดีครับ

ต่อจากเมื่อวานนะครับ หลังจากนอกเรื่องไปเยอะ ก้อกลับมานอกเรื่องต่ออีกหน่อยนะครับ คืออยากเล่าประสบการณ์ให้ฟังบ้างนะครับ หลังจากการ Set up ใหม่เราจึงเลือกใช้ Accessory ที่เหมาะสม เพียงบางส่วน ที่จำเป็นเพื่อนำมา Boost หรือ Cut อย่างที่กล่าวไป สิ่งจำเป็นในการเรียนรู้ที่จะ Set up ชุด Hi-End ให้ดี คือเราต้องหาเสียงที่เป็น Reference ให้ได้ก่อน ในที่นี้ตัวผมเองก้อได้ประสบการณ์มาจากการเรียนดนตรี (Piano) เล่นวงดนตรี มาก่อน และก้อจากที่ไปฟังเพลงตามที่แสดงสดในโรงแรมเช่นที่ Sheraton Grand สุขุมวิท (Very Recommend ครับ เนื่องจากที่นี่ใช้ไมค์น้อยมากเราจะได้ยินเสียงเครื่องดนตรีจริงๆเลยครับ), ศูนย์วัฒนธรรมไทยญี่ปุ่น, หรือที่ Brown Sugar หรืออื่นๆ เป็นต้น ที่ไม่ใช่ห้องใหญ่มาก และไม่แนะนำให้ไปจำเสียงที่ Indoor Stadium หัวหมากหรือที่ Impact เมืองทอง พวกนั้นใช้ไม่ได้ครับ สาเหตุเพราะ Hall ที่ใหญ่มากๆ เราจะไม่ได้ยินเสียง Direct จากชิ้นดนตรีเลย แต่จะได้ยินเสียงสะท้อนแทบจะ 60%-80% เลยทำให้จับอะไรไม่ได้ครับ Hall พวกนี้มีค่า RT-60 (ค่าความก้องสะท้อน) อยู่ที่ 3-10 sec ในขณะที่ห้องเรามีค่า RT-60 อยู่ที่ 400 ms ถึง 2 sec เองครับทำให้ห้องฟังในบ้านทั่วๆไป เราจะได้ยินเสียงจากลำโพงตรงๆ มากกว่าเสียงสะท้อนครับ

เพราะฉะนั้น การเลือกฟังเสียง reference นี่สำคัญมากๆ ครับ ผมแนะนำง่ายๆ นะครับ ถ้าไม่มีโอกาศไปฟังนอกบ้าน ให้หาโอกาศให้น้องๆที่บ้าน เล่น Piano ให้ฟัง (ต้องเป็น Piano ไม้นะครับ ไม่ใช่ Piano ไฟฟ้านะครับ) แล้วเราลองนั่งฟังที่ต่ำแหน่งระยะห่างต่างๆ เช่น  1 m, 2 m, 3 m แล้วพยายามจำโทนเสียงของ Piano ให้ได้ครับ ผมเน้นให้จำโทนเสียงและรายละเอียดของหัวกดคีย์ เสียงค้อนเคาะสาย เสียง Dynamic การกระแทกคีย์ โดยเฉพาะคีย์ต่ำๆ นะครับ ไม่ใช่ให้จำทำนองเพลง หลายคนอาจจะแย้งว่า อ้าว Piano แต่ละตัวมี โทนเสียง ไม่เหมือนกัน อันนี้ถูกต้องครับ แต่ Piano แต่ละยี่ห้อกัอยังจะให้เสียงเคาะที่เป็น Piano อยู่ดีครับ เว้นแต่ว่าแนวเสียง Piano Yamaha Grand อาจจะให้เสียงเล็กกว่า Piano ของ Steinway หรือของ Bosendorfer อาจจะนุ่ม ทุ้มกว่า เป็นต้น แต่เชื่อไหมครับว่าที่ชุดฟังเพลงของนักเล่น Hi-End หลายๆ ท่าน เปิด track Piano Solo ที่อัด ไม่ใกลมากเช่นในสตูดิโอระยะ 3-5 เมตร แต่เสียงกับกลายเป็นแหลมเหมือน Harpsichord เลยครับ คือแหลมเล็กและเร็วเสียง Piano ผิดจังหวะนั่นคือ Speed และ Timing ผิดไงครับ ทำให้หา Body ของ ตู้ไม้ Piano ไม่เจอ หรือบางทีเสียง Piano ก้อหา Details หัวค้อนไม่เจอเลย มีแต่เสียงหึ่งของ Piano แต่ ประกายแหลมไม่มี

สาเหตุคือนักเล่นเครื่องเสียงส่วนมาก บางทียัง Setup ไม่ได้ต่ำแหน่งที่ดีที่สุดและบวกกับการใช้ Accessory มากเกินไป ทำให้ไปบดบังเสียงหลักของระบบ จริงๆ อย่าดูถูก Effect ของสายและ Accessory พวกนี้นะครับ ยิ่งสายแพงๆ นี่ยิ่งมีผลมากเลยครับ มีมากกว่าที่คิดเยอะด้วยครับโดยเฉพาะชุดใหญ่ๆ ลำโพงหลายๆทาง ในระบบ Hi-End 2 Ch ที่ไม่มี EQ หรือ DSP ช่วย พวกนี้ไวมาก ปรับอะไรนิดเดียวเสียงก้อเปลี่ยนแล้ว ผมเจอมากับตัวเอง ใส่ปลั๊กผิดอันเดียวฟังไม่ได้เลย เสียงจะเร็วขึ้นเลย เสียงแหลมขึ้นและปรี๊ดเลยครับ เวลาเสียงดังขึ้น

เพราะฉะนั้น ผมถึงอยากให้นักเล่น อย่าเพิ่งไปยึดติดกับ Accessory มาก ใช้ของที่ Basic มากๆ ก่อนในการเริ่มต้น Set up หลังจากนั้นพยายามตั้งลำโพงให้ดีที่สุดและแก้ห้องฟังให้มีความเป็น Neutral ก่อน ต่อมา ลองนึกเทียบเสียงกับเครื่องดนตรีจริงดูว่าเป็นอย่างๆไร แล้วค่อยๆ เริ่มเรียนรู้การใช้อุปกรณ์เสริมต่างๆ ว่ามีผลอย่างไร ลองทีละตัวนะครับ เช่นใส่ปลั๊กตัวนี้ได้แหลม เสียงเร็วขึ้น เราก้อจดเป็นข้อมูลไว้ ใส่ Tiptoe ตัวนี้ เบสกระชับขึ้น แต่แหลมสั้นลง เราก้อจดไว้ ไม่ใช่ซื้อตามที่มีหนังสือ Review ว่าดีที่สุด หรือคนเชียร์ ใช้กันเยอะ แล้วต้องดีที่สุด ของที่ใช้ดีกับชุดเขาอาจจะไม่เหมาะหรือดี กับชุดเราก้อได้ครับ แต่การมี Accessory เยอะๆ ก้อได้เปรียบตรงที่ถ้าเรารู้ Character ของแต่ละชิ้นดี เราก้อจะมีอุปกรณ์ให้เลือกนำมาแต่งเสียงได้เยอะครับ สรุปคือมี Accessory เยอะ แต่ต้องใช้ให้ถูกตำแหน่งตามความจำเป็นด้วยครับ อย่าไปคิดว่าซื้อมาแล้วก้อใส่ๆ ไปให้หมด คิดแบบนี้ จบเห่นะครับ เละแน่ๆ ผมไปแก้ชุด Hi-End ให้นักฟังสุดๆ มาหลายบ้านแล้วครับ บอกได้เลยนะครับว่าส่วนใหญ่ที่เห็นในหนังสือว่าชุดนี้สุดๆ พอฟังของจริงแล้วไม่ได้ผลอย่างที่จินตนาการไว้ อันนี้เจอเยอะเลยครับ ผมต้องไปเริ่มต้นรื้อระบบ ทำใหม่เลยครับ จากประสบการณ์ที่เจอมา มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นเองครับที่ผมไปเจอแล้ว ไม่ต้องไปทำอะไรเลย อันนี้ ต้องยกนิ้วให้เลยว่าคนเล่นเก่งจริงๆ (เจ้าของห้องแบบว่ายิ้มแก้มปริเลย)

ยังเหลือเรื่องนี้อีกตอนครับ พรุ่งนี้ติดตามต่อนะครับ


ออฟไลน์ IAV

ต่อจากเมื่อวานนี้ครับ

ส่วนอันนี้เล่าแบบขำๆนะครับ การเล่นแบบ Hi-End แบบจินตนาการเองนี่ ผมก้อผ่านมาหมดแล้วครับ คือเมื่อประมาณ 13 ปีที่แล้ว ตอนนั้นคิดว่าเล่นมาเยอะทั้ง NAD, Bose, Yamaha, SABA, Grundig, Pioneer Laserdisc ก้อคิดว่า อื้อเราก้อไม่ธรรมดาแล้วนะนี่ (แต่จริงๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร รู้แค่หาอึ่ง แล้วก้อเลยจะจัดชุด Hi-End Home Theater ให้ตัวเองเป็นของขวัญกลับจากจบป. โท) วันๆ เอาแตนั่งดูหนังสือ St….. Class A เอา Marker ป้ายหมายหัวไว้เลย แล้วก้อไปตามร้าน Hi-End ที่ America ฟังชุดตามที่หนังสือเขียน ซึ่งจริงๆ ตอนนั้น ใจมันเชื่อว่าอันนี้ Class A เสียงต้องดีไปกว่า 50% แล้วครับ อันที่จริง ก้อเข้าไม่ถึงที่หนังสือเค้าบรรยายหรอกครับ เอาแต่ดูที่สรุปกับจัด Rating ไว้ ฟังก้อไม่เป็นหรอกครับ แล้วก้อซื้อเลย พอกลับมาฟังที่บ้านก้อปลื้มใจว่า โอ้โห นี่ไงเราเป็นนักเล่น Hi-End แล้ว ใช้ชุดที่ทาง St…..  rating ไว้ Class A ราคาล้านกว่าบาท (10 กว่าปีที่แล้วถือว่าก้อบ้าพอสมควรครับ) แรกๆ ก้อ โอเค ครับ แต่พอผมเริ่มเรียนรู้ฟังไปฟังมา มันตอบใจตัวเองไม่ได้เลยครับ สำหรับคำถามเอ๊ะทำไมไม่ได้อย่างนั้น ไม่ได้อย่างนี้ เกิดขึ้นตลอดว่าไม่เห็นเหมือนที่เราเล่นเครื่องดนตรีจริง หรือไปฟังดนตรีจริงๆ เลย สุดท้ายฟังไม่ได้อย่างที่หวัง ก้อเลยขายทิ้งหมด และเริ่มต้นกลับมาศึกษาใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น คือนับ 0 เลย แล้วเริ่มเรียนรู้เรื่องเสียงใหม่เลยครับ เสียเงินไปเยอะครับ กว่าจะเข้าใจเรื่องเสียงก้อต้องมาศึกษาอีกหลายปีเลยครับ

อันที่จริงคือไม่ใช่หนังสือเค้าไม่ดีหรอกครับ แต่เป็นเพราะว่าเราอ่าน Review ไม่เป็น ไม่เข้าใจมากกว่า เพราะเราไม่อ่านให้ละเอียด ไม่วิเคราะห์ และไม่ดูอุปกรณ์ที่คน Review เค้าเอาไปใช้ใน System เดียวกันว่ามันเข้ากันได้หรือคล้ายกับชุดเราหรือเปล่า ก้อเล่นดูแต่ตอนสรุปแล้วก้อซื้ออันที่เค้าบอกว่า Very Recommend, Best Buy, High Value, etc. ดูอยู่แค่เนี๊ยครับ แล้วยิ่งผนวกกับการ Set up ไม่เป็น, Matching ไม่เป็น สุดท้ายก้อ ออกทะเลไงครับ แล้วยังไม่พอไปเรียกเพื่อนมาฟังที่บ้านอีกว่านี่แหละเสียง Class A พูดแล้วมันน่าอายตัวเองจริงๆ ครับ Ha Ha Ha! นึกแล้วโอ้ไม่น่าเลยเรา ผมเลยไม่อยากให้สมาชิก HTG2 มีประสบการณ์ที่เสียเงินไปเปล่า และหน้าแตกเหมือนผมครับ อันนี้ผมต้องขอขอบคุณนักเล่นอาวุโสในวงการ Hi-End หลายๆ ท่านเช่น คุณ เกษม  บางบอน, คุณแดง เยาวราช, เฮียวีระ, ดร. สุ, คุณวรงค์, คุณนิตพินัย (ท่านนี้แหละครับเป็นคนจุดชนวนเรื่อง Passive Sub ให้กับผมครับ ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ) และอีกหลายๆ ท่านที่ช่วยสอนผมให้เข้าใจเรื่องการปรับแต่ง และการใช้ Accessory อย่างถูกวิธี

ถ้ามีประสบการณ์แบบผมก้อไม่ต้องตกใจครับ เพราะผมคุยกับเซียนหลายๆ คน ก้อผ่านมาแบบผมเหมือนกัน ทุกๆคนแทบจะสรุปเหมือนกันว่าจะเป็นเซียนได้ต้องเสียตังค์ไปหลายก่อน Ha Ha Ha! ผมว่าจริงๆ ตอนนี้นักเล่นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยเชื่อมั่นทักษะการฟังของตัวเองครับ แต่กลับไปเชื่อ เสียงเชียร์คนอื่นมากกว่า ซึ่งจริงๆก้อไม่ใช่สิ่งที่ผิดครับ เราสามารถนำคำแนะนำของนัก Review หรือคนแนะนำต่างๆ มาประกอบการตัดสินใจได้ แต่เราควรที่จะปรับปรุงความสามารถในการฟังของเราให้ดีขึ้นก่อน สร้างความเชื่อมั่นให้ตนเอง อันนี้สำคัญที่สุดครับ ฟังไม่เป็น ไม่รู้เสียงเครื่องดนตรีจริงๆ ว่าเป็นยังไง แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเครื่องไหนเสียงดี เสียงไม่ดี เทียบง่ายๆ เช่นคุณจะตีเส้นตรงให้ตรงเป๊ะได้ยังไง ถ้าคุณไม่มีไม้บรรทัดก่อน เราต้องสร้างไม้บรรทัดให้กับหูเราก่อนครับ ไม่ต้องไปเชื่อชุดไหน ที่เค้าโม้ว่า 5 ล้าน 10 ล้าน ให้ฟังจากของจริงๆ นี่แหละครับ เสียเงินน้อยที่สุดครับ ลองหาโอกาศไปฟังดูนะครับ ที่โรงแรม Sheraton Grand เล่นตอนประมาณ 21.00 – 24.00 น. Monday-Saturday 1 drink ประมาณ ไม่เกิน 400 บาทครับ พยายามนั่งให้อยู่กลางๆ ห้องหน่อยครับ ห่างจากนักดนตรีประมาณ 8-10 เมตร ห่างไปก้อไม่ดีครับและห่างจากผนังด้านหลังด้วยครับ แล้วลองกลับไปบ้านใช้แผ่น CD ที่อัดเป็น Far Field ดีๆ เช่น Chesky แผ่น The best of Ana Caram หรือ Eden Atwood ชุด Wave แล้วฟังดูว่าโทน Piano กลอง Double Bass เสียงคนร้อง ในชุดเราเสียงเป็นยังไงเทียบกับเสียงจากของจริง

มีจุดที่ผมอยากให้นักเล่นหัดฟัง ในการก้าวไปสู่นักเล่น Audiophile ที่ดีและสำคัญมากคือ
1. Bandwidth
2. Freq Response
3. Harmonic และ Ambient
4. Dynamic, Attack, Decay
5. Focus
6. Sound Stage
7.Timing, หรือ Pitch ของเสียง

ถึงตรงนี้อาจจะงงๆ ว่า ผมนอกเรื่องไปเยอะหรือเปล่า จริงๆ ที่กล่าวมาทั้งหมด ก้อเพื่อจะปูทางไปที่การ Set up 2 ch ที่ถูกต้องนี่ละครับ

หมดเวลาอีกแล้วครับ เจอกันใหม่ กระทู้หน้าครับ จะค่อยๆ ขยายความให้เข้าใจทีละหัวข้อนะครับ


ออฟไลน์ RAK

  • สมาชิกรุ่น Classic
  • Super Star
  • *****
  • กระทู้: 1,723
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
อ่านแล้วได้ความรู้เพิ่มเติมมากๆ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ  O0 :)

ออฟไลน์ ช้าง

  • Welcome to my world, my way!
  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,505
  • Total likes: 0

ขอบคุณพี่โก้ครับ ความรู้ทั้งนั้นเลย

รอห้องพี่โก้เสร็จแล้วรอพี่โก้จัด workshop นะครับ :D

ออฟไลน์ IAV

การ Set Up ชุดนี้ (Cont.)

สวัสดีครับ ทุกๆท่าน หลังจากหายไปหลายวันเลย เนื่องจากผมติดงานเยอะมากๆ ครับ

วันนี้เรามาต่อกันในแต่ละหัวข้อที่ทิ้งท้ายไว้ตั้งแต่กระทู้ที่แล้ว กันเลยนะครับ อาจจะเป็นเชิงวิชาการหน่อย แต่จะพยายามให้เป็นภาษาชาวบ้านเข้าใจกันง่ายๆ หน่อยครับ
Bandwidth คือ ช่วงความกว้างของการตอบสนองความถี่เสียงจากต่ำสุดไปสูงสุด โดยปกติจะแสดงเป็น 10 Hz-100 KHz -3dB แบบนี้หมายถึงว่าที่ความถี่ 100 KHz จะมีการตอบสนองที่ต่ำลง 3 dB จากแนวแกนระดับอ้างอิงที่ 0 dB โดยปกติแล้ว ค่าของ Bandwidth ยิ่งกว้างมากจะยิ่งดี เช่น DC(0 Hz)-300 KHz -3 dB จะดีกว่า 10 Hz-100 KHz -3dB ลองสังเกตุดูได้นะครับ ว่าเครื่อง Hi-End ส่วนใหญ่ ยิ่งแพง Bandwidth จะยิ่งกว้าง เนื่องจาก Bandwidth ยิ่งกว้างเท่าไหร่ การ Design วงจรจะยิ่งยาก การเลือกใช้ อุปกรณ์ จะต้องคัดเกรดดีมาก ไม่เช่นนั้นจะยิ่งทำให้เครื่องนั้นๆ มีปัญหาเรื่อง Noise รบกวนที่ความถี่สูง และเมื่อ Bandwidth ยิ่งกว้างเท่าไหร่ เครื่องเสียงนั้นๆ จะยิ่ง Setup ยากขึ้นไปอีก เนื่องจากเครื่องที่มี Bandwidth กว้างจะให้รายละเอียดในความถี่ที่ต่ำมากๆ และที่สูงมากๆ ได้ดี เช่นถ่ายทอดสัญญาณ Harmonic Details ที่ถูกบันทึกอยู่ในแผ่น SACD ได้ไงครับ เคยได้ยินไหมครับที่นักเล่นหลายๆ ท่าน Anti แผ่น SACD มาก เนื่องจากให้เหตุผลว่าเล่นแผ่น SACD แล้วไม่เห็นเสียงจะดีกว่า แผ่น CD ธรรมดาเลย คำกล่าวอ้างนี้เป็นจริงครับ แต่อ่านต่อก่อนครับ จากการที่จะถ่ายทอดสัญญาณ SACD ได้เต็มรูปแบบคือสามารถถ่ายทอดได้สูงถึง 50 KHz ตามทฤษฎีให้ได้นั้น ทั้ง Pre amp, Power amp,  ลำโพง, และ สายสัญญาณ สายลำโพง จะต้องมี Bandwidth ของแต่ละอุปกรณ์กว้างพอที่จะรองรับ Bandwidth จากแผ่น SACD ได้ แต่ในความเป็นจริง คนเล่นทั่วๆไป ผมบอกได้เลยว่า อุปกรณ์ที่ใช้มี Bandwidth ของเสียงไม่กว้างพอที่จะได้ประโยชน์จาก SACD ครับ ยิ่งประเภทเครื่องเล่น DVD คุณภาพต่ำที่เล่น SACD ได้  ใช้กับลำโพง 2 ทาง ดอก 1” กับ 5.25” อันนี้ลืมไปได้เลยครับ เล่นแผ่นธรรมดากับ SACD แทบจะฟังไม่ออก ยกเว้นคนอัดแผ่นจงใจอัดให้เสียง Track CD ธรรมดา ให้ด้อยกว่า Track SACD ชุดที่จะได้ประโยชน์ จากแผ่น SACD เต็มที่ควรจะเป็น System ที่ใช้เครื่อง Solid State หรือ Transistor เป็นหลักครับ เนื่องจากเครื่องหลอดมี Bandwidth ที่กว้างไม่พอที่จะรองรับ Bandwidth ของแผ่น SACD อันนี้ไม่ได้ว่าเครื่องหลอดนะครับ แต่มันเป็นข้อเท็จจริงจากการวัดด้วยเครื่องทดสอบครับ และลำโพงจะต้องสามารถตอบสนอง Bandwidth ได้กว้างขั้นต่ำ 25-25 KHz +/-3 dB ซึ่งผมบอกได้เลยว่าลำโพงระดับกลางๆ ไม่มีทางให้ได้เลยครับ เลยทำให้ชุดที่จะได้ประโยชน์จาก SACD ต้อง Start กันที่ 1 ล้าน ขึ้นไปครับ แล้วไม่ใช่แค่มีเงินซื้อนะครับ ต้องบวกกับการ Setup ที่ถูกต้องด้วยครับ

แต่เป็นที่น่าแปลกนะครับ ที่คนส่วนใหญ่ฟัง Bandwidth กว้างๆ ไม่เป็น โดยเฉพาะคนที่เล่นหลอดหรือ Horn Speaker แล้วติดกับเสียงหลอดที่มี Bandwidth แคบๆ เนื่องจากฟังง่าย เคยลองนึกดูไหมครับว่าทำไมพวกแผ่น GMM Grammy, RS เอาไปฟังในวิทยุแถมติดรถมาไพเราะกว่านำมาฟังในเครื่อง Hi-End สาเหตุก้อคือเจ้า Bandwidth ที่แคบของวิทยุติดรถนี่ละครับ

นอกจากนี้ นักเล่นเครื่องเสียงส่วนใหญ่จะชอบฟังเสียงที่มักมี Bandwidth แคบๆ แล้วแต่กลับชอบที่จะไปเล่นเครื่องเสียง Hi-End โดยให้นิยามว่า เครื่องที่ Hi-End จะต้องฟังออกมาไพเราะ ฟังง่าย เสียงเนียน เปิดยังไงก้อไพเราะ ตรงนี้ผมต้องนิยามให้ใหม่นะครับ ว่าไม่ถูกต้องนะครับ ยิ่งเล่นเครื่องที่ Hi-End มากเท่าไหร่ ก้อจะยิ่งเล่นยากขึ้นเป็นเงาตามตัวเท่านั้นครับ สาเหตุเนื่องมาจากเรื่อง Bandwidth ล้วนๆ เลยครับ และตรงนี้นี่หละครับที่นักเล่นส่วนใหญ่จะ Control Bandwidth ที่กว้างมากของเครื่อง Transistor แพงๆ ไม่เป็น ทำให้นักเล่นพวกนี้เลยไปเล่นและติดกับเครื่องหลอดที่มี Bandwidth แคบและช่วง Details น้อย ซึ่งจัดการได้ง่ายกว่าและฟังได้ง่ายกว่า ฉะนั้นก่อนที่จะก้าวมาเล่นเครื่อง Hi-End แบบสุดๆ นักเล่นควรจะหัดฟังและจัดการเรื่อง Bandwidth ให้ได้ก่อนครับ ตรงนี้อาจจะสงสัยว่าอ้าวแล้วเสียงเครื่องดนตรีจริงมี Bandwidth เท่าไหร่กัน คำตอบก้อคือเสียงของเครื่องดนตรีจริงๆ มี Bandwidth ที่กว้างกว่าพวกเครื่องเสียงหลายเท่าครับ คือเป็น MHz เลยครับ

คราวหน้าเราจะดูต่อกันที่ Freq Response นะครับ วันนี้ไปนอนแล้วครับ มีความสุขทุกๆท่านนะครับ

Note: สำหรับการ Training การเล่น Stereo 2 Ch ที่ถูกวิธี เดี๋ยวพอทำ Project ที่ค้างอยู่เสร็จ คงจัดแน่ครับ เพราะมีหลายท่านอยากเล่นรู้กันเยอะครับ อาจจะแบ่งเป็นหลายๆ Session ครับ แล้วจะแจ้งให้ทราบครับ
 

ออฟไลน์ IAV

เริ่มกันต่อที่ Frequency Response นะครับ

Frequency Response คือความสามารถการตอบสนองความถี่ของเครื่องนั้นๆ โดยจะแสดงเป็น 20Hz-20KHz +/-2 dB หมายถึงเครื่องนี้สามารถตอบสนองความถี่ได้ตั้งแต่ 20Hz-20KHz โดยมีค่าเบี่ยงเบนในแนวระดับ 0 dB อยู่ที่ +/-2 dB ตรงนี้อย่าไปสับสนกับคำว่า Bandwidth นะครับ เพราะ Bandwidth เราจะโฟกัสไปที่การตอบสนองความถี่ที่สูงสุดและต่ำสุดเป็นหลัก เพื่อดูความกว้างของการตอบสนอง ในขณะที่ Freq Response จะโฟกัสไปที่การตอบสนองในแต่ละความถี่ว่ามีความเที่ยงตรงขนาดไหน ยิ่งเครื่องนั้นๆ มีค่า +/- dB น้อยเท่าไหร่หมายถึงเครื่องนั้นยิ่งมีการตอบสนองในแต่ละความถี่ได้เที่ยงตรงมากขึ้นเท่านั้นครับ

Freq Response มีความสำคัญมากในการ Set up ระบบทั้ง 2 Ch และ HT เนื่องจากว่าในการบันทึกใน Studio ทุกเครื่องจะมีการ Calibrate ให้มี Freq Response ในแต่เครื่องหรือขั้นตอนให้มีการตอบสนองที่เที่ยงตรงโดยมีค่าเบี่ยงเบน 20Hz-20KHz ต่ำที่สุด หรือแม้กระทั่งสถานที่อัดใน Studio ก้อจะต้องถูก Calibrate หรือปรับ Acoustic ให้มี Freq Responseที่เรียบที่สุด ซึ่งในบางกรณีอาจจะมีการใช้ EQ เข้าไปช่วยปรับแต่ง Freq Response ให้ราบเรียบที่สุด โดยปกติลำโพง Monitor ที่ใช้ในสตูดิโอดีๆ จะมีการตอบสนอง 20Hz-20KHz +/-1.5 dB

เช่นเดียวกัน เมื่อเราปรับแต่งระบบเครื่องเสียงและระบบ Acoustic ในห้องเรา เราก้อจำเป็นต้อง Calibrate Freq Response ให้ได้มาตรฐานตาม Studio เช่นเดียวกัน เพื่อที่เราจะได้ฟังเสียงแบบเดียวกับตอนที่ห้อง Studio บันทึกมา แต่โดยปกติห้องฟังของเราอาจจะยากมากในการที่จะปรับให้มีการตอบสนองราบเรียบเหมือนกับ Studio ปกติได้แค่20Hz-20KHz +/-3dB ก้อเยี่ยมแล้วครับ เนื่องจากแม้กระทั่งลำโพง Hi-End หลายๆ ตัวก้อสร้าง Character เฉพาะตัวออกมา เช่นอาจจะไป Boost เสียงกลางเพื่อให้เสียงร้องเปิดขึ้น หรือไป Boost เปิดขึ้นประมาณ 3 dB เพื่อให้เสียงอิ่มหนา Warm ขึ้น
ปกติการวัดเสียง ผมจะใช้เครื่องมือวัดเสียง วัดเสียงที่หน้าลำโพง 1 m เพื่อดูค่าความเบี่ฟังเบี่ยงเบนที่หน้าลำโพงก่อน และก้อมาเทียบที่ต่ำแหน่งนั่งฟังเพื่อดูว่า มีความเบี่ยงเบนที่ต่ำแหน่งนั่งฟังเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นในการ Evaluate ลำโพง ถ้าที่หน้าลำโพงมี Freq Response ไม่เรียบ แล้วจะพยายามไปแก้ที่ต่ำแหน่งนั่งฟังหรือต่ำแหน่งตั้งลำโพงก้อจะยากขึ้นมากในการปรับครับ เพราะฉะนั้นควรจะหาลำโพงที่ Flat ไว้ก่อนครับ

ติดตามต่อกระทู้หน้าครับ



ออฟไลน์ M.lex

  • M.Lex HTG (Home Theater GURU)
  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,154
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
ระบบแบบนี้ถ้าไม่มีความรู้ ระบบเสียงเชิงลึกรับรองว่าทำไม่ได้แน่นอน โก้เป็นคนกล้าทำบวกกับลูกค้าก็กล้าเล่น
ระบบแบบนี้จึงเกิดได้ ไม่ง่ายเลยที่จะเอาเครื่องบ้านผสมผสานกับเครื่องระดับมืออาชีพผสมกันแล้ว เกิดความลงตัว
เป็นอย่างดี หากจะบอกว่ามีไม่เกินคน3มั้งครับที่จะจัดระบบแบนี้ได้ โก้มีจินตนาการที่ดีเยี่ยม ขอคาระวะ  แม้แต่ฝาหรั่งเอง
ยังต้องถามว่า You crazy โก้ไม่ได้บ้า แต่ไครที่บอกว่าเก่ง ต้องดูนี่เป็นตัวอย่าง เก่งจริงครับ  :clap :clap :clap :clap :clap
จิตอาสาพาเราเจริญ

โหลดเพลง คลิปวีดีโอ นิยาย การ์ตูน" width="190" height="58" border="0

ออฟไลน์ IAV

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คุณ M Lex มากครับ ที่กรุณาให้คำชมมาครับ ก้อจะพยายามพัฒนาระบบที่จะทำในชุดต่อๆไปให้ดียิ่งๆ ขึ้นครับ จริงๆผมเองพยายามพัฒนาระบบการ Set up ต่างๆ ให้หลุดพ้นจากชุดทั่วๆ ไป เพื่อจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดครับ  O0

หายไปพักนึงเลยครับ มีงานเข้ามาเยอะครับ และต้องเข้าไปโรงงานเช็คความคืบหน้างานที่ค้างที่โรงงานเยอะด้วยครับ เลยกลับมาต่อช้าไปหน่อย แต่คงไม่สายไปนะครับ เริ่มกันต่อเลยครับ


Harmonic และ Ambience

Harmonic คือเสียงที่เกิดซ้อนขึ้นมากับเสียงหลัก เช่นเมื่อเราเปิด Test tone ที่ 1 KHz ปกติจะเกิดเสียงซ้อนขึ้นมาที่ 2 KHz(2nd Harmonic), 3 KHz(3rd Harmonic), 4 KHz(4th Harmonic), etc. ตรงนี้แหละครับที่เราเอาเครื่องวัดเสียงมาวัดดูค่าความดังที่ 2 KHz, และ 3 KHz แล้วนำมาเปรียบเทียบกับเสียงหลักที่ 1 KHz ก้อจะได้เป็นค่า Harmonic Distortion โดยปกติเครื่องหลอดจะมี Harmonic Distortion สูงกว่าเครื่อง Transistor ครับแต่เผอิญโชคดีว่า Harmonic Distortion ของเครื่องหลอดจะเป็นมิตรกับหูคนฟังมากกว่าเครื่อง Transistor ซึ่งตรงนี้ก้อเป็น color เสียงที่นักฟังเครื่องหลอดหลงใหลและติดใจกับเสียงของมัน แต่ตรงนี้ก้อมีข้อเสียตรงที่ เมื่อไหร่ก้อตามที่เรามีแหล่งสัญญาณที่ดีมากๆ เมื่อไหร่ เครื่องหลอดจะไม่สามารถถ่ายทอดรายละเอียดหางเสียงต่างๆ ที่ถูกบันทึกอยู่ในแผ่น CD หรือ Phono Record ได้เนื่องจากตัวเครื่องหลอดเองจะสร้างเสียง Color ในตัวมันเองออกมา ทำให้บดบังเสียงราบละเอียดสุดๆ หรือเสียงห้องจริงที่ถูกบันทึกในรูปสัญญาณที่เล็กมากๆ ได้ครับ ตรงนี้หลายอาจจะยังไม่ค่อยเชื่อหรือเข้าใจ เพราะหลายคนชอบหลอดมากๆ ไม่ได้พยายามเปลี่ยนความเชื่อนะครับ แต่อยากให้หาโอกาศลองฟังเปรียบเทียบชุดหลอดกับ Transistor ที่สุดๆดูเยอะๆนะครับ จะเข้าใจที่ผมบอกเองครับ ว่าพอเล่นเครื่องหลอดจะให้สนามเสียงของแต่ละแผ่นน้อยกว่าเครื่อง Transistor ยังไง แต่ถ้าเป็นชุดที่ราคาต่ำกว่า 300,000 บาท ผมถือหางทางเครื่องหลอดครับ

สำหรับคำว่า Ambience ก้อคือเสียงของสภาพแวดล้อมที่ถูกบันทึกพร้อมกับการอัดเสียงดนตรีหลัก เพื่อให้เกิดบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไปในแต่ละแผ่นที่ถูกบันทึก ซึ่ง Ambience โดยปกติจะมี 2 แบบคือ แบบที่บันทึกมาพร้อมกับการบันทึกการแสดง หรืออีกแบบก้อคือแบบที่เกิดจากการใช้เครื่องสังเคราะห์เสียงขึ้นเช่น Digital Reverb, 3D Spatializer, 3D Imaging Processor, and etc. แต่เดี๋ยวนี้หาแผ่นที่บันทึก Ambience ตอนที่เล่นสดหายากมากครับ เนื่องจากการอัดแบบสดจะต้องมีการปรับตั้ง Microphone เพื่ออัด Ambience ปรับตั้ง Acoustic Treatment เพื่อเพิ่มหรือลด Ambience ให้เป็นไปตามที่ต้องการ และให้ Freq Response ที่ราบเรียบที่สุด

แผ่นที่บันทึก Ambience ดีมากๆ แนะนำให้ลองไปฟังดู จะเป็นแผ่นสังกัด Chesky Record, OPUS record, Groove Note, และพวก Concord ตอนนี้ผมเพิ่งได้ลองอีกแผ่นที่อยากแนะนำคือ แผ่น Fim หน้าปกสีทอง บันทึกในระบบ HD Master สำหรับแผ่น Sheffield ก้ออัดดีมากครับ แต่ส่วนใหญ่เป็นการอัดแบบโบราณไปหน่อยครับ คืออัดเสียงทุกอย่างดีหมด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการอัดในสตูดิโอ ครับ สนามเสียงจะสู้พวกแผ่นที่ผมบอกก่อนหน้าไม่ได้ครับ คือฟังทุกแทร็ค สนามเสียงจะคงที่ครับ คือ Ambience จะคงที่ไม่เปลี่ยน ในขณะที่แผ่น Chesky หรือ Groove Note พวกนี้ Ambience จะเปลี่ยนไปตามแต่ละแทร็คเลยครับ ลองซื้อหาไปฟังดูครับ ถ้าชุดที่เล่นอยู่ฟังไม่เพราะเลย แสดงว่าชุดยังปรับแต่งไม่ดีครับ หรือถ้าให้ความแตกต่างของ Ambience ในแต่ละ Track ไม่ได้ คือฟังแล้วเหมือนกันหมด แสดงว่าชุดนั้นยังไม่สามารถถ่ายทอดรายละเอียดสุดๆ ไม่ได้ครับ

แผ่น Chesky Record
Best of Ana Caram – Best Collection
Paquito D’Rivera – Havana Café – แผ่นนี้ปราบเซียนครับ ชุดทั่วๆไป อาจจะเปิดแล้ว ปิดเลยครับ ต้องชุดสุดๆ จริงๆครับ ถ้าชุดที่สมบูรณ์ จะให้ความรู้สึกเหมือนเรานั่งดู หน้าเวทีคอนเสริท์ในห้องโถงใหญ่ๆ เลยครับ
Best of Chesky – Jazz and Classic Audiophile Test disc Volume 3
Ultimate Demonstration Disc แผ่นหูทองที่มีบรรยายแต่ละ Track

แผ่น Groove Note หาที่เป็น SACD ได้ยิ่งดีครับ
Eden Atwood – Wave
Jacintha – Bossa Nova

Opus Record
Test 3 และ Test 4  ดีทั้ง 2 แผ่นเลยครับ  หาที่เป็น SACD นะครับ
Eric Bibb

แผ่นประหลาดที่แนะนำคือ แผ่น Bitter Sweet ของ Tan Dun เป็นแผ่นปราบเซียนครับ มี Bandwidth ที่กว้างมากๆ มีเสียงกลองต่ำๆให้ Test เสียงเคาะ Cow Bell ที่ชัดมากๆ รวมทั้ง พวก Dynamic Range ที่สูงมากๆ ครับ ต้องหาโอกาศไปฟังในชุดสุดๆ ดูครับ แต่ผมบอกได้เลยว่าชุดนี้ เล่นชุดทั่วไป มากกว่า 85% เล่นไม่ผ่านครับ คือเล่นได้ไม่ครบในสิ่งที่แผ่นนี้มีครับ ถ้าได้สุดๆ ต้องได้โถงที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในศูนย์วัฒนธรรมไทย ญี่ปุ่น ยังไงยังงั้นเลยครับ ตั้งแต่ผม Set มาเจอแค่ 2 ชุดเท่านั้นเองครับที่ให้ความรู้สึกนี้ได้

นอกจากนี้ ยังมีแผ่นจาก Three Blind Mice, Fim, DMP, และอื่นๆอีกครับ จะนำมาแนะนำทีหลังครับ

กับแผ่นเพลงไทย Grammy หรือ RS ฟังยังไง ก้อคงเอามา Test พวก สนามเสียง Ambience ไม่ได้ครับ เพราะการอัดแผ่นเพลงไทยเดี๋ยวนี้ใช้ Computer เล่นทั้งหมด ที่เหลือพวกกีตาร์ เบส จะอัดเป็นชิ้นๆ แยกไปตาม Track แล้วนำ Mix รวมกัน เสร็จแล้วนำมาปรุงแต่งโดยการใช้ Digital Reverb อีกทีหนึ่ง แต่ปัญหาคือ Sound Engineer ไม่ได้เน้น คุณภาพเสียง สนามเสียงเลย ขอให้ดังฟังชัด Okay แล้ว แผ่นพวกนี้จึงเหมาะไปฟังในรถครับ และจริงๆ ถ้าเป็นคนชอบฟังแผ่นเพลงไทยพวกนี้มากๆ ผมแนะนำให้เล่นเครื่องหลอดครับ เพราะหลอดจะมี Slew Rate ที่ไม่สูงมากทำให้เสียงออกมาลดความคมของแผ่นพวกนี้ได้เยอะครับ ฟังแล้วไม่ต้องไป serious อะไรมาก คือฟังเป็น light music นี่โอเคครับ เล่นหลอดดีกว่าเพราะเล่นง่าย ฟังง่ายครับ

เจอกันกระทู้หน้าต่อนะครับ วันนี้เล่ามายาวแล้วครับ ขอไปพักก่อนครับ

ออฟไลน์ champ143

  • Superstar...
  • ****
  • กระทู้: 14,377
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • COMPLETED HT ROOM

เจอกันกระทู้หน้าต่อนะครับ วันนี้เล่ามายาวแล้วครับ ขอไปพักก่อนครับ
[/quote]
เยียมยอดเลยครับ ได้ความรู้ดีจริงๆ ต้องขอยกนิ้วให้เลยครับ เทพทั้งหลายคงต้องหลบไปเลียแผลแล้วละครับ มีห้องอื่นๆ ช่วยลงเพิ่มด้วยซิครับ สุดยอดดดดดดดด  O0 O0 O0

ออฟไลน์ B&K

ขอบคุณคุณ โก้ ครับ ที่ให้ความรู้

อยากไปเวิร์คชอป บ้างจัง

ทุกวันนี้ชุดที่ห้องยังปรับแล้วไม่ลงตัวซักทีจนขี้เกียจจะปรับแล้ว ทนๆฟังเอา

ออฟไลน์ Lucifer

เยี่ยมมากเลยครับคุณโก้ ทำให้ได้เปิดหูเปิดตา กับระบบเสียงที่สุดยอดจริงๆๆ  javascript:void(0);javascript:void(0);javascript:void(0);

ออฟไลน์ robyrd

  • ****
  • กระทู้: 365
  • Total likes: 0
  • OmG! อัพมากไปแล้ว _"!
    • What's Up Bangkok
อ่านแล้วมึนไปเลยครับ

เจอ diagram เข้าไปตัวเดียวก็จอดแล้ว ระดับผมนี่ต้องไปต่อท้ายแถวเลย

ขอบคุณครับ สุดยอดจริงๆ พึ่งเคยเห็น system ระดับสิบล้านก็วันนี้ แม้จะเป็นเพียงภาพก็ตาม ...

ออฟไลน์ INDY

รออยู่นานแล้วเมื่อไหร่คุณ iav จะมาอัพขอมูลใหม่ ๆ ซะที

ออฟไลน์ IAV

เรียน เพื่อนๆ สมาชิกทุกท่าน

ต้องขอประทานโทษทุกท่านด้วยที่ไม่ได้ Update ต่อเนื่อง เพราะกำลังยุ่งมากๆ กับงาน Project ใหม่ๆ อยู่ครับ แต่ไม่ลืมนะครับ คือบางทีพอมี Project มาเยอะ เลยพอจะตั้งต้นเขียนต่อก้อมีอันจะต้องไปทำงาน แต่สัญญาครับ ว่าจะมา Update ให้ใน 2-3 วันนี้ครับ

ดีใจนะครับ ที่บรรยายให้อ่านแล้ว มีคนติดตาม เป็นกำลังใจที่ดีครับ จะตั้งใจทำต่อไปครับ ขอเวลาอีกนิดครับ
Ko

 :victory :victory :victory

ออฟไลน์ IAV

Dynamic, Attack, and Decay

คำว่า Dynamic ที่หลายคนมักใช้พูดกัน แต่จริงๆ อาจจะยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า Dynamic เลย ค่า Dynamic หมายถึงค่าอัตราส่วนความแตกต่างระหว่างเสียงที่เบาที่สุดสวิงขึ้นไปจุดที่เสียงดังที่สุด เราเรียกช่วงความกว้างของการสวิงว่า Dynamic Range ในเครื่องดนตรีจริงๆ จะมี Dynamic Range เป็น Infinity คือไม่มีการจำกัด เสียงที่มี Dynamic Range กว้างมากที่สุดก้อคือเสียงธรรมชาติ เช่น ฟ้าร้อง แผ่นดินไหว ถ้าเป็นเสียงที่มนุษย์ทำขึ้นก้อคือพวกระเบิดต่างๆ เสียงรถแข่ง เสียงปืนใหญ่ สำหรับเครื่องดนตรี ที่มี Dynamic Range กว้างก้อคือพวกกลอง, Percussion Trumpet, Grand Piano, และ Organ ในโบสถ์

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Dynamic Range คือเมื่อมีการบันทึกหรือการเล่นกลับจะเกิดอาการ Peaking หรือเสียงแตกขึ้น สาเหตุเกิดมาจากการที่ Microphone มี Dynamic Range ไม่สูงพอที่จะบันทึกเสียงได้โดยมี Dynamic Range เต็มที่เหมือนกับ Source หรือแหล่งสัญญาณจริงๆ เพราะฉะนั้นเค้าจึงบันทึกโดยผ่านเครื่อง Compression เพื่อที่จะทำให้บันทึกเสียงเครื่องดนตรีอันนั้นได้โดยที่ไม่มีอาการเสียงแตกหรือ Peaking เกิดขึ้น

ในระบบของเครื่องเสียงเรา อุปกรณ์ที่มีปัญหาในเรื่อง Dynamic Compress มากที่สุดคือ ลำโพงนั่นเองครับ จริงๆ ตอนบันทึกเราอาจจะได้ Dynamic Range สูงสุดถึง 140 dB พอนำมาบันทึกเป็นแผ่น SACD เราอาจจะได้ Dynamic Range สูงถึง 120 dB แต่พอมาถึงลำโพงอาจจะเหลือแค่ 100 dB เองครับในชุดที่สุดๆ ยิ่งชุดเล็กๆ ใช้แอมป์หลอดบวกลำโพงเล็ก Dynamic Range อาจจะเหลือแค่ 75-80 dB เองก้อได้ครับ

ตรงนี้ลองง่ายๆ ที่บ้านดูได้ครับ หาแผ่นที่มีเสียงอัดกลองดีๆ เช่นแผ่น Sheffield Lab Drum Track Test CD แล้วลองเปิดเบาๆ ลองฟังเสียงกลองที่โดนหวด Snare ต่อจากเสียงที่เงียบ หลังจากนั้นลองฟังเสียงกลองท่อนเดิมโดยเปิดให้ดังขึ้นมากๆ แล้วลองจับดูว่าช่วงที่เสียงเงียบกับที่มีเสียงหวดกลอง ยังมีช่วงการสวิงที่มีค่าความต่างเท่าเดิมหรือเปล่า ถ้าได้ยินเสียงที่เริ่มมีการบีบหรือ Compress หรือเสียงแตกออกมา แสดงว่านั่นเกินจุดที่ชุดที่เราเล่นรับ Dynamic Range ได้แล้วครับ

ส่วนค่า Attack กับ Decay จะเกิดขึ้น ตอนที่มีเสียงจากช่วงเงียบไปจนมีเสียงหวดกลองลง ตอนที่มีเสียงหวดกลองลงไปนั่นแหละครับที่เป็นช่วง Attack หลังจากที่เสียงหวดหายไป แต่ยังมีหายเสียงค่อยจางไป ช่วงนั้นแหละครับเป็นช่วง Decay  สำหรับชุดเครื่องเสียงที่ดี จะต้องมี Dynamic Range สูงๆ และให้ Attack รุนแรงเหมือนของจริง มากๆ แต่ในขณะเดียวกันจะต้องให้รายละเอียดของช่วง Decay ได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งชุดที่เป็นแบบนี้หาได้ยากมากๆ ครับ เพราะอุปกรณ์ทุกอย่างต้องสุดๆ เลย  Source ต้องดี แอมป์ต้องมี Power Supply ใหญ่ ลำโพงต้องมีดอกที่ทำงานครบทุกความถี่จริงๆ

แต่ส่วนใหญ่ ผมแปลกใจ คนซื้อเครื่อง Hi-End แพงๆ มามักเอามาฟังแต่เพลงร้องที่ฟังง่ายๆ ไม่ต้องการ Dynamic range สูงมาก ผมเห็นแล้วเสียดายประสิทธิภาพของเครื่องจริงๆ ครับ ฝากเอาไว้ให้หลายๆ ท่านลองฝึกฟังดูครับ จะได้พัฒนาทักษะการฟังให้สูงยิ่งขึ้นได้ครับ เวลาไปฟังตามร้านจะได้รู้ว่าประสิทธิภาพของชุดนั้นๆ เป็นยังไง

 ??? ??? ???

ออฟไลน์ พายุ

Dynamic, Attack, and Decay

คำว่า Dynamic ที่หลายคนมักใช้พูดกัน แต่จริงๆ อาจจะยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า Dynamic เลย ค่า Dynamic หมายถึงค่าอัตราส่วนความแตกต่างระหว่างเสียงที่เบาที่สุดสวิงขึ้นไปจุดที่เสียงดังที่สุด เราเรียกช่วงความกว้างของการสวิงว่า Dynamic Range ในเครื่องดนตรีจริงๆ จะมี Dynamic Range เป็น Infinity คือไม่มีการจำกัด เสียงที่มี Dynamic Range กว้างมากที่สุดก้อคือเสียงธรรมชาติ เช่น ฟ้าร้อง แผ่นดินไหว ถ้าเป็นเสียงที่มนุษย์ทำขึ้นก้อคือพวกระเบิดต่างๆ เสียงรถแข่ง เสียงปืนใหญ่ สำหรับเครื่องดนตรี ที่มี Dynamic Range กว้างก้อคือพวกกลอง, Percussion Trumpet, Grand Piano, และ Organ ในโบสถ์

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Dynamic Range คือเมื่อมีการบันทึกหรือการเล่นกลับจะเกิดอาการ Peaking หรือเสียงแตกขึ้น สาเหตุเกิดมาจากการที่ Microphone มี Dynamic Range ไม่สูงพอที่จะบันทึกเสียงได้โดยมี Dynamic Range เต็มที่เหมือนกับ Source หรือแหล่งสัญญาณจริงๆ เพราะฉะนั้นเค้าจึงบันทึกโดยผ่านเครื่อง Compression เพื่อที่จะทำให้บันทึกเสียงเครื่องดนตรีอันนั้นได้โดยที่ไม่มีอาการเสียงแตกหรือ Peaking เกิดขึ้น

ในระบบของเครื่องเสียงเรา อุปกรณ์ที่มีปัญหาในเรื่อง Dynamic Compress มากที่สุดคือ ลำโพงนั่นเองครับ จริงๆ ตอนบันทึกเราอาจจะได้ Dynamic Range สูงสุดถึง 140 dB พอนำมาบันทึกเป็นแผ่น SACD เราอาจจะได้ Dynamic Range สูงถึง 120 dB แต่พอมาถึงลำโพงอาจจะเหลือแค่ 100 dB เองครับในชุดที่สุดๆ ยิ่งชุดเล็กๆ ใช้แอมป์หลอดบวกลำโพงเล็ก Dynamic Range อาจจะเหลือแค่ 75-80 dB เองก้อได้ครับ

ตรงนี้ลองง่ายๆ ที่บ้านดูได้ครับ หาแผ่นที่มีเสียงอัดกลองดีๆ เช่นแผ่น Sheffield Lab Drum Track Test CD แล้วลองเปิดเบาๆ ลองฟังเสียงกลองที่โดนหวด Snare ต่อจากเสียงที่เงียบ หลังจากนั้นลองฟังเสียงกลองท่อนเดิมโดยเปิดให้ดังขึ้นมากๆ แล้วลองจับดูว่าช่วงที่เสียงเงียบกับที่มีเสียงหวดกลอง ยังมีช่วงการสวิงที่มีค่าความต่างเท่าเดิมหรือเปล่า ถ้าได้ยินเสียงที่เริ่มมีการบีบหรือ Compress หรือเสียงแตกออกมา แสดงว่านั่นเกินจุดที่ชุดที่เราเล่นรับ Dynamic Range ได้แล้วครับ

ส่วนค่า Attack กับ Decay จะเกิดขึ้น ตอนที่มีเสียงจากช่วงเงียบไปจนมีเสียงหวดกลองลง ตอนที่มีเสียงหวดกลองลงไปนั่นแหละครับที่เป็นช่วง Attack หลังจากที่เสียงหวดหายไป แต่ยังมีหายเสียงค่อยจางไป ช่วงนั้นแหละครับเป็นช่วง Decay  สำหรับชุดเครื่องเสียงที่ดี จะต้องมี Dynamic Range สูงๆ และให้ Attack รุนแรงเหมือนของจริง มากๆ แต่ในขณะเดียวกันจะต้องให้รายละเอียดของช่วง Decay ได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งชุดที่เป็นแบบนี้หาได้ยากมากๆ ครับ เพราะอุปกรณ์ทุกอย่างต้องสุดๆ เลย  Source ต้องดี แอมป์ต้องมี Power Supply ใหญ่ ลำโพงต้องมีดอกที่ทำงานครบทุกความถี่จริงๆ

แต่ส่วนใหญ่ ผมแปลกใจ คนซื้อเครื่อง Hi-End แพงๆ มามักเอามาฟังแต่เพลงร้องที่ฟังง่ายๆ ไม่ต้องการ Dynamic range สูงมาก ผมเห็นแล้วเสียดายประสิทธิภาพของเครื่องจริงๆ ครับ ฝากเอาไว้ให้หลายๆ ท่านลองฝึกฟังดูครับ จะได้พัฒนาทักษะการฟังให้สูงยิ่งขึ้นได้ครับ เวลาไปฟังตามร้านจะได้รู้ว่าประสิทธิภาพของชุดนั้นๆ เป็นยังไง

 ??? ??? ???


มา Update ข้อมูล...เรีบยบร้อย อิอิ ;)  ขอบคุณมากครับคุณโก้  เยี่ยม O0 O0

ออฟไลน์ nutsaint

ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ ยังแน่นไปด้วยสาระเหมือนเดิม O0

ถ้าพูดถึงเรื่อง Dynamic น่าจะพูดถึง Transient ไปด้วยนะครับ เพราะสองอย่างนี้มันของคู่กัน และคนมักจะสับสนกัน

ออฟไลน์ pee1323

สุดยอดทั้งระบบ O0 O0 O0
สุดยอดทั้งความรู้ O0 O0 O0

แอบมาตามล่าความฝัน และแอบมาเก็บความรู้คราบบบ :yahoo :yahoo :yahoo :yahoo

ออฟไลน์ 1080p

เยี่ยมมากครับ ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆที่นำมาแบ่งปันครับบ O0

ออฟไลน์ KS_1976

สุดยอดครับ O0  ทั้งความพยายามในการ set up และโดยเฉพาะความพยายามในการถ่ายทอดความรู้ให้เพื่อนๆ :clap  ขนาดแค่อ่านอย่างเดียวยังอ่านไม่หมดเลยครับ  :D

ออฟไลน์ Oh Jezus

อยากได้ห้องแบบนี้จัง

ขอบตุณสำหรับความรู้ครับ

ได้กลับมาอ่านกระทู้เก่าๆของ คุณโก้ แล้วสุดยอดจริงๆครับ.....ซับซ้อนมากๆเกินกว่าคนธรรมดาแบบผมจะเข้าใจ
ขออภัยนะครับที่ขุดกระทู้เก่าขึ้นมา แต่อดใจกับความสุดยอดไม่ได้จริงๆ ไม่รู้ว่าปัจจุบันชุดนี้ไปถึงไหนแล้ว อบากไปฟังจริงๆเลยครับผม

ออฟไลน์ IAV

 :) :) :)

โอ้โห เผลอแป๊ปเดียว นี่ผ่านไป 3 ปี แล้วหรือเนี่ย วันเวลา ช่างผ่านไปไวจริงๆ ครับ

ขอบคุณมากครับ ที่ยังมีคนเข้ามา comment ในกระทู้นี้ได้ ไว้ว่างๆ จะมาเขียนบรรยายต่อให้ครับ ถ้ายังมีผู้สนใจอยากติดตามกันอยู่

 O0 O0 O0


ถึงตอนนี้ ชุดนี้ปรับไปหลายกระบวนท่า เหมือนกันครับ ไว้จะมา Update System ให้นะครับ

พอดี ช่วงหลังๆ งานเยอะครับ เลยไม่ค่อยได้มา Update ในนี้เลยครับ

ล่าสุด เพิ่งจะออก Accuris Sub รุ่นใหม่ มาด้วยครับ เป็นรุ่น Grates-13S, Grates-13T, Muses-13S, DSP-1 และ DSP-2

คงจะได้มาแนะนำ ไม่นานจากนี้ครับ


Ko

ออฟไลน์ หมูอ่อนนุช

ดีครับ..กระทู้ดีๆอย่างนี้น่าขุด..หลักการที่ถูกต้องจะไม่ค่อยเปลี่ยนไปตามเวลา
แนวการเล่นเครื่องเสียง ก็มีได้หลายแนว  แต่ต้องอิงความเป็นดนตรีอยู่เสมอ

ข้อสำคัญ หูของแต่ละคนตอบสนองความถี่เสียงได้ไม่เท่าหรือเหมือนกันหรอกครับ
ดังนั้นบางคนหิวเบส  บางคนชอบแหลมจัด  เพราะการรับความถี่ในบางย่านไม่ราบเรียบ สูงหรือต่ำกว่าคนอื่นนั่นเอง
แต่ถ้าไม่เคยฟังดนตรีจริงๆ ก็ลำบากหน่อย...มันหาจุดอ้างอิงไม่เจอ..

อ่านกระทู้ดีๆอย่างนี้ทีไร..ต้องขอบคุณคนเขียนจากใจจริง อย่างคุณโก้ที่ช่วยถ่ายทอดออกมาให้พวกเราเป็นวิทยาทาน คนที่จะเขียนอย่างนี้ออกมาได้จะต้องผ่านประสพการณ์โชกโชนอย่างที่น้อยคนจะมีโอกาส
สรุปออกมาให้ได้อ่านกันอย่างนี้ ไม่ง่ายจริงๆ O0 O0 O0 O0 O0
My twitter.........wo_ofm

ออฟไลน์ jimmm

ห้องนี้ ปัจจุบันนี้ up ไปอีกมากมาย    up ครั้งล่าสุด อยากไปฟังมากๆ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปฟังเลย. เมื่อไหร่เสี่ยโก้จะพาไปฟังสะที  ( ลำโพงคู่หน้า จากในรูป ก็เปลี่ยนไปเป็น rockport Altair I และล่าสุดก็ up ไปเป็น Altair II คู่แรกในเมืองไทย ) center อันนี้ล่าสุดอัพไปสุดๆเลย rockport center แบบมีซับด้วย ลำโพงcenter วางบนพื้นก็สูงเกือบเอว มีตัวเดียวในเมืองไทย ตัวนี้อยากได้มากแต่คงเกินเอื้อม  แอมป์ก็เปลี่ยนเป็น Karan 900  ,   CD ก็เปลี่ยนเป็น P01+ ล่าสุด D02   (P01 นี่ก็น่าจะหนึ่งเดียวในเมืองไทยนะ)     
Theater Solution By Calpo

b3344

  • บุคคลทั่วไป
:) :) :)

โอ้โห เผลอแป๊ปเดียว นี่ผ่านไป 3 ปี แล้วหรือเนี่ย วันเวลา ช่างผ่านไปไวจริงๆ ครับ

ขอบคุณมากครับ ที่ยังมีคนเข้ามา comment ในกระทู้นี้ได้ ไว้ว่างๆ จะมาเขียนบรรยายต่อให้ครับ ถ้ายังมีผู้สนใจอยากติดตามกันอยู่

 O0 O0 O0


ถึงตอนนี้ ชุดนี้ปรับไปหลายกระบวนท่า เหมือนกันครับ ไว้จะมา Update System ให้นะครับ

พอดี ช่วงหลังๆ งานเยอะครับ เลยไม่ค่อยได้มา Update ในนี้เลยครับ

ล่าสุด เพิ่งจะออก Accuris Sub รุ่นใหม่ มาด้วยครับ เป็นรุ่น Grates-13S, Grates-13T, Muses-13S, DSP-1 และ DSP-2

คงจะได้มาแนะนำ ไม่นานจากนี้ครับ


Ko

ถ่ายมาลง

ออฟไลน์ อูฐ

  • สมาชิกรุ่น Classic
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 4,631
  • Total likes: 0
ท่าน โก้   มาอัพเดท  ชุดนี้ล่าสุดให้ดูหน่อยซิ     เผื่อผมจะขายโรงงานผมไปซื้อบ้างอ่ะ   

ออฟไลน์ หมอทีเจ

  • สมาชิกรุ่น Classic
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 5,369
  • Total likes: 0
ฮู้ยยย ระดับเสี่ยอูฐ  แค่เศษตังค์ในกระเป๋าก็ทำได้สองสามโรงแล้ว  ชอบมาถล่มตัวอยู่เรื่อย  อิ อิ แวะมาแซว

ออฟไลน์ IAV

เรียน พี่ๆ ที่เคารพ

ได้เลยครับ ขอพ้นจากช่วงวุ่นวาย งานเข้า ช่วงนี้ไปก่อน สักแป๊ปนะครับ จะกลับมา Update ความคืบหน้าชุดนี้ให้นะครับ


โก้

ออฟไลน์ akeshipping

รอชมครับพี่ สงสัยช่วงนี้ขายดีจัด d_d d_d

ออฟไลน์ ตั้งไข่

  • Superstar....
  • *****
  • กระทู้: 20,033
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • Keane and Ken's Daddy
    • FotoCoffeeS.com
 :drunk :drunk :drunk รอชมด้วยครับ
ไม่อยากหมดตรูด ต้องยึดนโยบาย "น้ำเต็มแก้ว" กับ "กบในกะลา"

"ไฟบางทีก็ดับด้วยน้ำไม่ได้ ต้องใช้ระเบิดโยน" by pop2000

ของพี่ๆเขา เพราะลำโพงคู่เดียว ส่วนของผม เพราะแอมป์ตัวเดียว :black_eye


ออฟไลน์ akeshipping

ขอชมภาพความเคลือ่นไหวหน่อยครับเสี่ยโก้
อยากเห็นเซอร์ราวด์โคตรเทพครับ c) c) c)

ออฟไลน์ harts

ยัอนกลับมาอ่านวันนี้เพิ่งจะกระจ่างในหลายๆ เรื่อง ขอบคุณพี่โก้ที่แชร์ข้อมูลที่มีประโยชน์มหาศาล ในกระทู้นี้ครับพี่ ขอบคุณครับ

ออฟไลน์ หมี

  • สมาชิกรุ่น Classic .
  • Superstar...
  • *
  • กระทู้: 11,828
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
ยัอนกลับมาอ่านวันนี้เพิ่งจะกระจ่างในหลายๆ เรื่อง ขอบคุณพี่โก้ที่แชร์ข้อมูลที่มีประโยชน์มหาศาล ในกระทู้นี้ครับพี่ ขอบคุณครับ

 Y] 

เมื่อก่อนเจอกระทู้นี้อ่านผ่านๆ ครับ ยาว งง สับสน   K]  มาอ่านตอนนี้เข้าใจสิ่งที่ผ่านๆ มาทั้งหมด ไอ้นั้นก็ถูก ไอ้นี้ก็จริง
สุดยอด ควรปักหมุดไว้เลย


 like like like like like like like like like like like like

ออฟไลน์ AgentMolder

มาขุดด้วย 4 ปีแว้วว

ออฟไลน์ dr.nop

  • Super Star.
  • **
  • กระทู้: 2,735
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • CIH club thailand
    • saensuk hifi.com
การที่จะมี ชุดที่สุดๆ แบบนี้ ได้ คงต้องมี องค์ประกอบหลายอย่างคือ
1 กำลังทรัพย์ บางคนมีตังค์เยอะ แต่ไม่เน้น ไม่เล่น เครื่องเสียง เพราะโชว์ไม่ได้ อยู่ในบ้าน เล่นคนเดียว
2 ใจ รัก ถ้าใจมันรักแล้วก็ ถึงไหนถึงกัน ขขให้ได้ในสิ่งที่ถูกใจ และถูกต้องด้วย
3 ได้ ที่ปรึกษาที่ รู้จริง อันนี้สำคัญ บางคน มีข้อ1,2 ครบ แต่หาข้อ3 ยังไม่เจอ ก็ไปไม่ถึงซักที ใครมี่ ข้อ1,2 แล้ว ก็ขอให้เจอ ข้อ3  ที่ ถูกใจ นะครับ
แต่สำหรับiav บอกไว้ก่อนเลย ไม่เหมาะกับ วัยรุ่นใจร้อนครับ ต้องใจเย็นๆ มาก ๆ เลยครับ