ผู้เขียน หัวข้อ: สึกมาแล้วครับ  (อ่าน 3802 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ngo

  • ***
  • กระทู้: 150
  • เพศ: ชาย
  • ผมไม่ใช่นัก diy แต่ที่ผ่านมาหมดไปเยอะ...ฮือ.ฮือ...
สึกมาแล้วครับ
« เมื่อ: 11 มิถุนายน, 2009, 08:09:11 PM »
ตอนแรกว่าจะบวชไม่สึก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 สิงหาคม, 2010, 01:19:24 AM โดย ngo »

ออฟไลน์ gai

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,318
  • เพศ: ชาย
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 11 มิถุนายน, 2009, 08:28:56 PM »
ยินดีด้วยครับ ที่มีบุญได้บวช  ผมมันกิเลสหนา ทำใจไม่ได้เสียที

ออฟไลน์ post-girl

  • *****
  • กระทู้: 659
  • ANTIQUE ART - UNIQUE MADE
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 12 มิถุนายน, 2009, 11:46:04 AM »
 :welcomeani  ยินดีด้วยค่ะ  ต้อนรับเข้าสู่มุมพักผ่อนเหมือนเดิม


ออฟไลน์ gai

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,318
  • เพศ: ชาย
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 17 มิถุนายน, 2009, 11:35:29 PM »
ไม่ต้องแปลกใจเลยครับ ผมเชื่อว่าคนไทยมีคนที่นับถือพุทธจริงๆ น้อยมากครับ  ในความเห็นของผมคนไทยส่วนใหญ่นับถือพราหมณ์ครับ  และตอนนี้พราหมณ์ก็ค่อยๆ กลืนพุทธไปเรื่อยๆ  คล้ายๆ ในอินเดียที่พุทธกลายเป็นส่วนหนึ่งของพราหมณ์ไปแล้วครับ

ขอขอบคุณคุณปลัดมากที่บอกบุญ  ถึงแม้ผมจะเชื่อว่าการบวชเรียนเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดยอด  แต่ถ้าจะให้ผมบวช ผมคงไม่แค่บวชเพื่อต้องการบุญ  ผมยึดถือแนวทางไม่โลภบุญครับ  ถ้าผมจะบวชผมจะต้องบวชเพื่อนิพพาน ซึ่งผมรู้ตัวว่าทำไม่ได้  ผมเลยตั้งใจว่าวันหนึ่งจะถือศีลแต่ไม่บวชครับ หรืออีกนัยหนึ่งผมคงแค่เดินตามแนววชิรญาณหรือตันตระครับ  คงตามแนวหินยานไม่ไหวครับ

เมื่อวานเพิ่งไปทำบุญวันเกิดมา ก็เสวนากับพระ แฟนผมชอบพูดว่าผมชอบสอนพระ  แต่ผมถือว่าเป็นการเสวนาแลกเปลี่ยนทัศนะคติธรรม  ซึ่งผมพบว่าพระส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เดินตามทางพุทธ สอนคนให้มีกิเลส ยึดมั่นถือมั่น แม้กระทั่งยึดถือพระวินัยจนเกินเหตุ แต่ไม่เข้าใจในวัตถุประสงค์ของศีล 2f  2f  2f  พระที่ผมไปเสวนาด้วยนอกจาก หลวงพ่อโกวินท์ วัดไผ่รื่นรมย์ที่กำแพงแสน ที่มีแนวคิดคล้ายๆ กันกับผมแล้ว  ก็มีพระในวัดที่สุพรรณบุรี ผมไปทำบุญท่านก็ให้พร แต่ผมไม่ขอรับ   เพราะท่านให้พรผมอายุมั่นขวัญยืน ร่ำรวยเงินทอง  ซึ่งผมไม่ต้องการอายุยืน 2f  2f   2f  แล้วก็ไม่ต้องการรวยด้วย  2f  2f  2f  ผมก็เลยเสวนายาวหน่อย เรื่อง "ตายแล้วเกิด" ที่คุณปลัดพูดถึง  ผมบอกท่านว่าผมไม่เชื่อในการมีอายุยีนยาว ทนอยู่กับของที่ค่อยหมดสภาพ ปัญหาเยอะ แต่เชี่อการตายแล้วไปเกิดใหม่ ได้ของใหม่ที่ดีกว่า  2f  2f  2f  ผมไม่ต้องการรวยเพราะการมีเงินทองมากเกินไปจะเป็นทุกข์ สู้พอมีพอกิน แต่สุขใจไม่ได้  แฟนผมก็เลยเห็นว่าผมชอบสอนพระอีกแล้ว  2f  2f  2f  ส่วนพระที่ผมประทับใจมากนอกจากอาจารย์โกวินท์ที่ผมนับถือแล้ว ก็มีพระวัดสวนโมกข์ครับ  เคยไปเที่ยว กะว่าจะแวะแป๊ปเดียว กลายเป็นยืนสนทนาธรรมกับพระรูปหนึ่งหลายชั่วโมง จนปวดขาเลย  2f  2f  2f  แต่ได้คติธรรมและแนวคิดที่ผมชอบมากเลยครับ  วันหนึ่งเมื่อผมหมดภาระแล้ว ผมก็คงจะไปใช้ชีวิตอยู่กับธรรมะ  แต่คิดว่ายังไงก็คงไม่ได้บวชครับ  :)

ออฟไลน์ ใหญ่

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,548
  • เลิกซื้อก่อนครับ..... กระเป๋าบางแร้ววว...ว
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 18 มิถุนายน, 2009, 12:38:56 AM »
ผมก็เคยบวชธรรมยุตครับ  ได้รู้แจ้งเห็นจริงอยู่หลายเรื่อง  เคร่งดีจริงๆ  ว่างๆคงขอคำแนะนำจากพี่ๆด้วยนะครับ  :kicking :kicking
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 มิถุนายน, 2009, 01:46:37 PM โดย kornkitj »


อย่าเอ่ยปากโทษโลก ...ถ้ายังไม่ลงมือทำ

ออฟไลน์ post-girl

  • *****
  • กระทู้: 659
  • ANTIQUE ART - UNIQUE MADE
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 18 มิถุนายน, 2009, 10:29:09 AM »
แปลกมากนะครับ เมืองพุทธแท้ๆพอเปิดหัวข้อเรื่องการบวช การเรียนธรรมะ
หลายคนรีบหนีไปหัวข้ออื่นเลย  มีคนสนใจน้อยมากๆ
ต้องขอบคุณ post-girl ที่เข้ามาโพสต์ตอบไว้ นี่ถ้าเป็นผู้ชาย ผมจะชวนไปบวชด้วย
คุณ gai นี่ยิ่งต้องรีบไปบวชด่วนเลยครับ เพราะบอกว่ามีบุญน้อย ต้องรีบหาบุญเพิ่ม
บุญน้อยก็ต้องเหนื่อยมาก บุญมากก็เหนื่อยน้อย นี่เป็นสัจจะธรรมเลยครับ
มีรุ่นพี่ๆผมหลายคน ไม่เชื่อเรื่อง "ตายแล้วเกิด" นี่อันตรายมากๆ
ผมบอกเขาว่า อยากทำอะไรก็ทำไปเลย ลุยไปได้เลย ไม่ต้องกล้วบุญ กลัวบาป
ก็ตายแล้วสูญ จะต้องไปสนใจอะไรเล่าครับ

พูดถึงเรื่องบวชแล้ว (ผู้หญิงคนเรียกว่า บวชชี)
เคยคิด เคยถามเพื่อน
เพื่อนบอกว่า ถ้าเราตัดกิเลสไม่ได้จริงๆ  เวลาอยู่ในผ้าขาวจะทรมานมาก
เพราะยังตัดทางโลกไม่ได้ ถ้าให้ดีจริง ต้องลองไปเป็นคอร์ส เป็นเวลา 3 ,10 วัน แล้วแต่เรา

มีเรื่องของเราเล่าให้ฟังเหมือนกัน เคยไปที่วัด(อะไรจำไม่ไ้ด้ )หลวงพ่อชื่อ(จำไม่ได้)เพื่อนพาไปอยู่บนเขา
ตอนนั้น  ไปอยู่อีกโลกนึงเลย (อาจจะเพราะเป็นเวลาสั้นๆ 5วันได้มั้ง)
ตื่นแต่ ตี 3 มาสวดมนต์นั่งสมาธิ เดินจงกรม กวาดลานวัด ล้างห้องน้ำ กินข้าวก้นบาตร
กลางวัน พระท่าน ให้ลองเดินป่าดู แล้วก็สอนพระธรรมไปด้วยกับธรรมชาติ ชี้โน่นชี้นี่ให้ดู
แล้วเปรียบเทียบ
เดินเที่ยวป่าทั้งวัน กลางคืนมานั่้งสนธนาแลกเปลี่ยน + สวดมนต์อีกรอบก่อนนอน

แต่ตอนนั้น เราถือศีลไม่ครบ 8 นะ เพราะหิวมาก
แต่ยอมรับว่า ประทับใจ มาก มีความสุขมาก แต่ตอนนี้ไปไม่ได้แล้วเพราะติดว่ามีครอบครัว+มีงาน

ในกทม.ก็จะมีแบบเป้นคอร์ส เราก็เคยไป แต่ไม่เหมือนที่นี่ เพราะจะวุ่นวายกว่า
เชื่อว่า คุณ ngo ก็คง มีความสุข ตอนที่อยู่ในรสพระธรรมเหมือนกันค่ะ










ออฟไลน์ gai

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,318
  • เพศ: ชาย
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 19 มิถุนายน, 2009, 12:20:02 AM »
ผมก็เลยเสวนายาวหน่อย เรื่อง "ตายแล้วเกิด" ที่คุณปลัดพูดถึง  ผมบอกท่านว่าผมไม่เชื่อในการมีอายุยีนยาว ทนอยู่กับของที่ค่อยหมดสภาพ ปัญหาเยอะ แต่เชี่อการตายแล้วไปเกิดใหม่ ได้ของใหม่ที่ดีกว่า        ผมไม่ต้องการรวยเพราะการมีเงินทองมากเกินไปจะเป็นทุกข์ สู้พอมีพอกิน แต่สุขใจไม่ได้  แฟนผมก็เลยเห็นว่าผมชอบสอนพระอีกแล้ว 

คุญ gai มีความคิดคล้ายๆผมอยู่ครับ ที่ผมไปบวชเพราะต้องการสร้างนิสัยที่จะออกจาก "กาม"
"กาม"ในที่นี้ไม่ใช่แค่เพียงการเสพเมถุน แต่เป็นการห่วง ห่วงสมบัติ ห่วงลูกห่วงเมีย ห่วงงาน ห่วงลาภ ห่วงยศ ฯลฯ
เป็นพระต้องละทิ้งทุกอย่าง ยิ่งปฎิบัติทางวิปัสสนายิ่งต้องทิ้ง ต้องละออก เพราะวิปัสสนาคือ "การละ"
สร้างนิสัยใว้เป็นทุนในชาติต่อๆไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้เกิดเป็นคนอีกหรือเปล่า? ผมเลยต้องรีบทำบุญมากๆ
ที่สำคัญต้องรักษาศีล 5 ให้ได้ เพราะศีลถึงแม้ไม่รักษาเมื่อทำผิดศีลก็เป็นบาปอยู่ดี ก็รักษาให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่า
เขาบอกว่า (ในพระไตรปิฎกฯ) ผู้รักษาศีลดีจะไม่ต้องตกอยู่ในอบายภูมื นั่นคือ ไม่ต้องเกิดเป็นสัตว์เดรัฌฉาน หรือสัตว์นรกฯ
ก็ต้องเชื่อเขา เพราะเรายังตรัสรูไม่ได้ครับ
     
ก็ทำนองนั้นครับ แต่ว่า ผมรู้ตัวดีว่า บางอย่างยังละไม่ได้ พยายามทำใจ มันก็ยังไม่สามารถ เลยรู้ตัวว่ายังบวชไม่ได้
เรื่องกลับมาเกิดแล้วไม่รู้ว่าจะได้เกิดเป็นคนอีกหรือปล่าว ผมไม่เคยห่วงครับ  ในความคิดผมไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร มันก็มีสุขปนทุกข์ทั้งนั้นครับ
ส่วนการรักษาศีล เป็นแนวทางของหินยาน ซึ่งผมเห็นด้วยไม่ทั้งหมด  ผมออกจะเอนเอียงไปทางวชิรญาณมากกว่าครับ
ผมไม่เคยห่วงแม้กระทั่งว่า ตายแล้วจะไปนรกหรือสวรรค์  บางครั้งผมเองก็ไม่แน่ใจว่าผมอยากไปสวรรค์ ในความคิดผม นรกอาจจะน่าไปกว่า เพราะผมขี้เหงา สวรรค์ดูแล้วเพื่อนๆ ผมคงมีไปน้อย แต่นรกมีเพื่อนเยอะกว่า ผมคิดว่าความลำบากผมรับได้ แต่ทนความเหงาคงยากครับ  2f  2f  2f

ออฟไลน์ post-girl

  • *****
  • กระทู้: 659
  • ANTIQUE ART - UNIQUE MADE
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 20 มิถุนายน, 2009, 08:48:21 AM »
 FW: ปริญญาสองใบ...

ที่เมืองไทยปีที่แล้วมีข่าวเกรียวกราวมาก
คือมีดาราคนหนึ่งซึ่งมีชื่อดังมาก 
เป็นคนดำเนินรายการคนค้นคน 
ดร.อภิวัฒน์   วัฒนางกูร 
มาเรียนที่อเมริกา 
เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิส
ทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุดแม้กระทั้งล้างจาน
ล้างเสร็จแล้วแกต้องเอามาดมดู 
ว่าสะอาดจริงมั้ย   

กลับไปเมืองไทยก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
มีแฟนก็จีบดาวมหาวิทยาลัยเลย
ต้องให้ดีที่สุด 
เวลาแกไปเสนองานอะไรต่าง ๆ เขียนไว้สามแผน
แผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อ

แกเสนอแผนที่สอง 
แผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อแกเสนอแผนที่สาม

ใครไปดีลงานกับแกติดทุกราย   
แกมีบ้าน 
มีรถ มีลูก มีภรรยา   มี ธุรกิจ
มีชื่อเสียงทุกอย่าง   แกมีทุกอย่าง 

วันหนึ่งแกพักผ่อน
หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พักเลย   ลุกเมียไปขอพบ 
บอกไปเจอพ่อที่ออฟฟิต
วันหนึ่งแกไปพักที่ปากช่อง   ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลงไป 
ภรรยาพาเข้าโรงบาล   ตรวจพบมะเร็ง
พอพบปุ๊บเป็นระยะสุดท้ายเลย จริง ๆ 
เค้าก็เตือนตลอด
แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แก้ไม่ได้
แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล 

แล้วก็สารภาพให้รายการคนค้นคน   บันทึกชีวิตแก
ก่อนจะเสียชีวิต   แกก็ไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้อเช็ดตัว 
แกก็บอกว่าสังเวชตัวเองมากแทนที่ลูกจะได้ดูแลพ่อแม่
กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาดูแลลูก
ก่อนจะเสียชีวิตแกให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกบอกว่า
พ่อผมเคยบอกว่าเกิดเป็นคนต้องได้ปริญญาสองใบ
 
ปริญญาใบที่หนึ่ง   ' ปริญญาวิชาชีพ ' เราจะต้องทำมาหากินเป็น กินอิ่ม   นอนอุ่น
พูดง่าย ๆ 
ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใช้   อยากจะนอนมีบ้ านเป็นของตัวเอง
แค่นี้คือปริญญาวิชาชีพ   แต่ ' ปริญญาวิชาชีวิต ' 
ปริญญาใบที่สอง   ' ปริญญาวิชาชีวิต ' คือวิชาธรรมะ
สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง 

ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อแกบอกไว้
แกบอกว่าผมสอบตกโดยสิ้นเชิง 
ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพ 
แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตก  เพราะอะไร
เพราะทำงานจนป่วยตาย
ก่อนที่จะเสียชีวิตแกได้สารภาพว่าผมได้เตรียมทุกอย่าง 
บ้าน รถ     มอบมันให้กับลูกและภรรยา

"แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่าง
ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้กับลูกและภรรยา 
สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืมและทำให้ผมล้มเจ็บใหญ่ครั้งนี้ 
สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตัวเองเป็นของขวัญให้กับลูกและเมีย"
เพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่วยตาย

นี่คือปริญญาวิชาชีวิต
ธรรมะเราจะต้องมี ถ้าเราไม่มีธรรมะ 
เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นเอง

ที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้วสุขภาพไม่ดี
ดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแล้ว 
อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัวเองในแต่ละวันนะ 
แต่ละวันควรจะมี ให้ดูแลตัวเอง

ดูจิต ดูใจตัวเอง   ว่าเราเอ๊ะมันทุกข์ 
มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่า
แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้   เกินไปหรือเปล่า
เพื่อที่ว่าอะไร 
เพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาสองใบในชีวิต

หนึ่งปริญญาวิชาชีพ
เราทำมาหากินจนประสบความสำเร็จร่ำรวยมั่งคั่ง 
มีเงินมีทองใช้มีบ้านอยู่ 
แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอง
คือวิชาธรรมะ
สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง 
ไม่ทุกข์เกินไปไม่เดือนร้อนเกินไป 
ทำอะไรให้พอดี พอดีอยู ่ดีมีสุข
อยากเที่ยวให้ได้เที่ยว   อยากพักให้ได้พัก 
อยากทำบุญให้ได้ทำบุญ

ลูกหลานมาหาก็ให้ได้มีเวลากับลูกกับหลานบ้าง
อย่าวิ่งไปจนซ้ายสุด   ขวาสุด 
และมารู้สึกตัวอีกทำจนล้มเจ็บใหญ่ไม่ดี   เพราะอะไร
เพราะว่าสิ่งสูงค่าทีสุดในชีวิตของเรา
เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า 
ว่าอะไรคือสิ่งสูงค่าที่สุด   บางคนก็ตอบเงิน
บางคนก็ตอบเพชร   บางคนก็ตอบทอง
บางคนก็ตอบอำนาจ   บางคนก็ตอบราชบัลลังก์ 
พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่   สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของพวกเธอคือสุขภาพและชีวิต 
สุขภาพก็คือการที่เร าไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
คนที่สุขภาพดีดื่มน้ำธรรมดาก็อร่อยนะ
และก็ชีวิตของเรา

ออฟไลน์ gai

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,318
  • เพศ: ชาย
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 20 มิถุนายน, 2009, 10:33:25 AM »
ผมทิ้งเงินเดือนละแสนกว่าบาทก็เพราะปริญญาใบที่สองนี่แหละ  ยอมรับเงินน้อยลงอีกนิด แต่มีสุขภาพจิตและร่างกายดีกว่า ใช้ของก็ใช้ของที่พอควรแก่อัตตภาพ  ลดกิเลสของตัวเองลงบ้างเงินแค่ไหนก็พอใช้  แต่หาคนเข้าใจยาก คนรอบข้างหรือทั่วไป ไม่ค่อยเข้าใจ ยังโชคดีที่คนข้างกายพอเข้าใจบ้าง   ;D

ออฟไลน์ gai

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,318
  • เพศ: ชาย
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 20 มิถุนายน, 2009, 06:36:41 PM »
อ่านข้อความที่คุณ post-girl เขียนมา ก็นึกสงสาร ดร.คนนั้นมาก
เป็นอย่างที่โบราญเขาบอกว่า "มืดมา-แล้วก็มืดไป" เสียดายที่ได้เกิดเป็นคนแล้ว
แต่ ไม่ไขว่คว้าหาบุญติดตัวไป เกิดเป็นเทวดายังทำบุญไม่ได้เลยครับ ต้องมาอาศัย
คนนี่ละทำบุญไปให้  พระพุทธเจ้ายังต้องมาเกิดเป็นคนเพื่อตรัสรู้เลยครับ
ไม่เหมือนบางศาสนา เกิดเป็นเทวดาตลอดกาลเลย ส่งแต่พระบุตรมาเกิดเป็นคน
 เมื่อครั้งพุทธกาล มีนักบวช นักปราช์ญ มากมาย มีชลิฏคนหนึ่งอวดว่าตัวมีความรู้มาก
รู้ไปหมด ตอบปัญหาได้หมดทุกอย่างในโลกนี้ เคยไปท้าให้พุทธองค์ ถามปัญหาที่ตอบไม่ได้
พุทธองค์เลยถามว่า "ตรงไหนเป็นศูนย์กลางของจักรวาล"
ชลิฏรีบตอบเลยว่า "ยอดเขาหืมาลัย(หืมพานต์)นี่นไง"
พระพุทธองค์ทรงยิ้ม แล้วตรัสว่า "เธอยืนอยู่ตรงไหน ตรงนั้นแหละคือศูนย์กลางของจักรวาล"
"เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเธอ มันเกิดจาก ตัญหา-อุปทาน ของเธอทั้งสิ้น"
   
ทุกอย่างคือ อุปทาน จริงคือเท็จ เท็จคือจริง เยี่ยมเลยครับ  แต่เรื่องดร.อภิวัฒน์ ก็ใช่ว่าจะไร้บุญครับ  ในมุมมองผมดร.ก็ทำบุญไม่น้อย เพียงแต่บุญที่ทำทำกับใคร  กรรมของแต่ละคนมันกำหนดวิถีชีวิตต่างกัน กรรมมีทั้งกรรมดีและกรรมที่ไม่ดี  ดร.อภิวัฒน์ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมไม่น้อย เป็นการทำบุญกับคนทั่วไป แต่ไม่ได้ทำกับครอบครัวของตัวเองอย่างมากพอเท่านั้นครับ  ดร.ท่านก็มีบุญไม่น้อย เกิดมากินบุญเก่า แต่ก็มีกรรมเก่าตามมาเหมือนกัน  มันเป็นกฏของธรรมชาติที่พระพุทธองค์ท่านทรงเห็น และนำมาเผยแพร่ให้รู้เท่าทัน  คนจะหนีออกจากวัฏจักรนี้ได้ก็มีเพียงการนิพพานเท่านั้น  ซึ่งก็เป็นความเชี่อทางพุทธ  ส่วนของศาสนาอื่นก็มีแนวทางของเค้าเองครับ ทุกอย่างเป็นความเชือที่วิจารณ์กันได้ลำบาก  ใครอยากรู้ต้องสัมผัสด้วยตัวเอง  และก็ต้องเป็นสัมผัสที่ไร้อุปทาน ซึ่งก็ไม่มีใครบอกได้ว่าใครถูกหรือใครผิดครับ

ออฟไลน์ papaone

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,936
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 21 มิถุนายน, 2009, 03:56:38 AM »
อูย...วันนี้เมา ขอโม้หน่อย ขอดูนิดนึง ตอนนี้ประเด็นมาถึงไหนหว่า....เออๆๆ คุยเรื่องปริญญาใบที่สอง

ผมว่าไม่ใช่นา... เราเริ่มต้น จากตรงที่เราคิดว่าเป็นใบที่สองนะ ผมว่าเอง เราไปคิดกันว่าไอ้ใบแรกเป็นจุดเริ่มต้น (หรือเปล่า) ต้องคิดดู

ผมเชื่อเรื่องกรรม ความหมายของผมหมายถึง กรรมะ กรรมคือการกระทำมากกว่ามั๊ง

ผมมองว่า ปริญญาใบที่สองที่กล่าวมาสำคัญกว่าใบแรกเสืยอีก

มีคนรู้จัก (เอ้อ...ญาติผมเองิ) ได้ปริญญามาสองใบ แต่ไม่ดูแลแม่ จนกระทั่งแม่ตาย เอ...แต่ที่ผ่านมามันก็เจริญก้าวหน้าแฮะ

....

ผ่านไปหลายปี มันเริ่มแย่ เออๆๆๆ มันไม่รู้คุณคน (หมายถึงแม่มันเอ๊ยเขา) อันนี้ประสบการณืจากที่ผมเจอมาครับ

ผมว่าปริญญาใบที่สองน่าจะดีกว่า ใบแรกแฮะ เรียนแทบตายแต่ไม่รู้คุณค่าของการมีชีวิตน่าจะป่วยการที่จะเรียน

อูยๆๆๆๆวันนี้เมา อย่าว่าเค้านะ เค้าเมา พรุ่งนี้จะยอมรับคำด่า

ว้า...พี่ปลัด...ไม่รีแล็กซ์แล้ว...ขอน้าตู่เปิดห้องคนแก่ เอ๊ย ห้องธรรมะดีกว่าไหมครับ จะได้เอาตาตุ้ยมาแจมด้วย  2f ;D 2f ;D 2f ;D
...........................................

ออฟไลน์ post-girl

  • *****
  • กระทู้: 659
  • ANTIQUE ART - UNIQUE MADE
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 22 มิถุนายน, 2009, 12:41:34 AM »
5555
กระ้ทู้นี้เลยคุยกันเรื่องธรรมะเลย

ตอนเป็นสาวๆ  มีคนบอกว่า(แต่ตอนนี้ยังไม่แก่นะยะ)

--เกิดเป็นผู้ชาย น่ะ มีบุญกว่า ผู้หญิง 

ไอ้เราก็เถียงว่า เป็นเพราะอะไร เกิดมา มันก็คนเหมือนกัน มีมือเท้าเท่ากัน  ทำงานได้เหมือนกัน

คนบอกก็ตอบไม่ได้ พอนานๆ ไป เริ่มเข้าใจว่า เป็นเพราะว่า

ผู้ชายน่ะ บวชเป็นพระได้  แต่ ผู้หญิงน่ะ บวชได้แค่ชี  มันก็เลย ทำให้เค้าบอกว่า ผู้ชายน่ะ มีบุญมากกว่า
แต่ว่า เมื่อเกิดมาเป็นผู้ชายแล้ว จะบวชหรือเปล่า หรือจะปล่อยให้เวลาผ่านไป แล้วไปทำกรรม 

หรือบางคนก็บอกว่า
คน เทวดา สัตว์  ถ้าให้เลือก เกิดเป็นอะไร (หรืออะไรมีบุญมากกว่ากัน)
เค้าตอบว่า 
เลือกเกิดเป็นคน เพราะว่า คนมีโอกาส สร้างกุศล ชาติหน้าจะได้ดียิ่งๆไปอีก
เทวดา ใช้บุญเก่า , สัตว์ใช้ กรรมเก่า   ไม่มีโอกาสทำบุญ

กระทู้นี้ เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง  .....   :)

ออฟไลน์ gai

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,318
  • เพศ: ชาย
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 22 มิถุนายน, 2009, 02:31:49 AM »
5555
กระ้ทู้นี้เลยคุยกันเรื่องธรรมะเลย

ตอนเป็นสาวๆ  มีคนบอกว่า(แต่ตอนนี้ยังไม่แก่นะยะ)

--เกิดเป็นผู้ชาย น่ะ มีบุญกว่า ผู้หญิง 

ไอ้เราก็เถียงว่า เป็นเพราะอะไร เกิดมา มันก็คนเหมือนกัน มีมือเท้าเท่ากัน  ทำงานได้เหมือนกัน

คนบอกก็ตอบไม่ได้ พอนานๆ ไป เริ่มเข้าใจว่า เป็นเพราะว่า

ผู้ชายน่ะ บวชเป็นพระได้  แต่ ผู้หญิงน่ะ บวชได้แค่ชี  มันก็เลย ทำให้เค้าบอกว่า ผู้ชายน่ะ มีบุญมากกว่า
แต่ว่า เมื่อเกิดมาเป็นผู้ชายแล้ว จะบวชหรือเปล่า หรือจะปล่อยให้เวลาผ่านไป แล้วไปทำกรรม 

หรือบางคนก็บอกว่า
คน เทวดา สัตว์  ถ้าให้เลือก เกิดเป็นอะไร (หรืออะไรมีบุญมากกว่ากัน)
เค้าตอบว่า 
เลือกเกิดเป็นคน เพราะว่า คนมีโอกาส สร้างกุศล ชาติหน้าจะได้ดียิ่งๆไปอีก
เทวดา ใช้บุญเก่า , สัตว์ใช้ กรรมเก่า   ไม่มีโอกาสทำบุญ

กระทู้นี้ เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง  .....   :)
ผมไม่ค่อยเชื่อความเชื่อนี้ครับ  พระพุทธเจ้าองค์นี้ เป็นสมณโคดม  เริ่มต้นถือกำเนิดเป็น โค ครับ  พระพุทธเจ้าองค์หน้า พระศรีอริยเมตตรัย ถึงจะมีกำเนิดจากคน  ส่วนที่บอกว่าเกิดเป็นชายมีบุญกว่าเป็นหญิง ผมก็ไม่เชื่อเหมือนกันครับ   เป็นความเชื่อโบราณที่ให้ความสำคัญชายมากกว่าหญิง  ความเชื่อเหล่านี้เกิดจากความเห็นแก่ตัว ยึดมั่นถือมั่น ตัวกูของกู ที่เกิดในสังคมโบราณครับ  เทวดาผมก็ไม่นิยม เทวดาในตำนานส่วนใหญ่ กิเลสหนา เห็นแก่ตัว แถมขี้โกงก็มาก  ความเชื่อเรื่องเทวดา เกิดจากสังคมทุนนิยมโบราณ ที่เอาตัวคนมีอำนาจ มีทรัพย์สินเป็นหลักครับ   ส่วนที่ว่าสัตว์มีกรรมนั้น ผมก็ไม่เห็นด้วย เทียบกันแล้ว คนกับสัตว์ต่างก็มีสุข-ทุกข์เหมือนกัน  แต่คนเอาตัวกูของกูเป็นที่ตั้ง มองสัตว์ต่ำกว่า ก็มองว่าสัตว์มีกรรม  ผมไม่เห็นด้วยครับ

ออฟไลน์ lekkung

  • ***
  • กระทู้: 231
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: 22 มิถุนายน, 2009, 04:09:46 PM »
ชายหญิงความสำคัญ เท่าเทียมกันครับ ขาดเพศใดเพศนึงไม่ได้หรอก

ออฟไลน์ papaone

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,936
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: 22 มิถุนายน, 2009, 08:49:54 PM »
5555
กระ้ทู้นี้เลยคุยกันเรื่องธรรมะเลย

ตอนเป็นสาวๆ  มีคนบอกว่า(แต่ตอนนี้ยังไม่แก่นะยะ)

--เกิดเป็นผู้ชาย น่ะ มีบุญกว่า ผู้หญิง 

ไอ้เราก็เถียงว่า เป็นเพราะอะไร เกิดมา มันก็คนเหมือนกัน มีมือเท้าเท่ากัน  ทำงานได้เหมือนกัน

คนบอกก็ตอบไม่ได้ พอนานๆ ไป เริ่มเข้าใจว่า เป็นเพราะว่า

ผู้ชายน่ะ บวชเป็นพระได้  แต่ ผู้หญิงน่ะ บวชได้แค่ชี  มันก็เลย ทำให้เค้าบอกว่า ผู้ชายน่ะ มีบุญมากกว่า
แต่ว่า เมื่อเกิดมาเป็นผู้ชายแล้ว จะบวชหรือเปล่า หรือจะปล่อยให้เวลาผ่านไป แล้วไปทำกรรม 

หรือบางคนก็บอกว่า
คน เทวดา สัตว์  ถ้าให้เลือก เกิดเป็นอะไร (หรืออะไรมีบุญมากกว่ากัน)
เค้าตอบว่า 
เลือกเกิดเป็นคน เพราะว่า คนมีโอกาส สร้างกุศล ชาติหน้าจะได้ดียิ่งๆไปอีก
เทวดา ใช้บุญเก่า , สัตว์ใช้ กรรมเก่า   ไม่มีโอกาสทำบุญ

กระทู้นี้ เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง  .....   :)

ไม่เชื่อครับ ถ้าไม่มีผู้หญิง โลกนี้คงไม่มีผู้ชาย (เพราะผู้ชายคลอดลูกไม่ได้ มีปัญญาแค่ทำ  2f 2f 2f)
ผู้หญิงมีความอดทนสูงกว่าผู้ชายด้วยนะ
เออ...แฮะ ผู้ชายมีบุญกว่าจริงๆ ไม่ต้องทรมาณตอนคลอดลูก แค่คิดตอนนี้ก็สยอง  :cold :cold :cold

ตอนเป็นสาวๆ  มีคนบอกว่า(แต่ตอนนี้ยังไม่แก่นะยะ)

อ้าว...ผมนึกว่า คุณป้ารุ่นเดียวกับเจ้าของกระทู้เลยนะเนี่ย  ;D 2f ;D 2f ;D 2f ;D
...........................................

ออฟไลน์ pisit

  • ผู้สนับสนุน web ......
  • ******
  • กระทู้: 715
  • เพศ: ชาย
    • www.audio-hobby.com
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: 22 มิถุนายน, 2009, 10:19:51 PM »
ตอนแรกว่าจะบวชไม่สึก แต่สีกาที่บ้านไปงอนง้ออยู่ เลยต้องตามใจเขา
ขอโทษทีที่ไม่ได้ร่ำลาใคร พออยากบวชมันก็อยู่ไม่ได้ต้องไปทันทีเลย
วัดที่ผมไปบวช อยู่ที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เป็นวัดธรรมยุตต์ เคร่งมากๆ
ศีล 227 ข้อครบเปรี๊ยะไม่มีขาด ไม่มีเกิน ไม่มีอนุโลมอ่อนไหวตามโลก
45 วันที่บวช ได้ฝึกปฎิบัติธรรมทั้ง กรรมฐานและวิปัสสนา ควบคู่กันไป ทำให้เราเข้าใจชีวิต
เข้าใจคำสอนของพระพุทธองค์ดีขึ้น ดีกว่าเอาแต่อ่านเอาแต่ท่องจำ อย่างพวกสอบเปรียญ
หลายเท่านัก อยากชวนเพื่อนๆไปลองดูมั่ง


สาธุ

 :bye1
นอกจากทำเครื่องเสียงเป็นงานอดิเรก ผมยังเป็นพ่อค้าขายของซึ่งมีกำไรเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นข้อความที่ผมโพสต์ขอให้ผู้อ่านโปรดพิจารณาอย่างรอบด้านด้วยครับ
ชื่อ ที่อยู่

ออฟไลน์ papaone

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,936
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: 23 มิถุนายน, 2009, 09:53:22 AM »
ตอนเป็นสาวๆ  มีคนบอกว่า(แต่ตอนนี้ยังไม่แก่นะยะ)

อ้าว...ผมนึกว่า คุณป้ารุ่นเดียวกับเจ้าของกระทู้เลยนะเนี่ย       


ว่าเข้านั่น.....ทีหลังเจอกัน ให้เรียกผมว่าคุณลุงนะครับคุณ papaone






แหม...ก็ผมยังเด็กอยู่เลยครับพี่เอ๊ย...คุณลุง  :sorry :sorry :sorry
...........................................

ออฟไลน์ post-girl

  • *****
  • กระทู้: 659
  • ANTIQUE ART - UNIQUE MADE
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: 24 มิถุนายน, 2009, 11:18:36 AM »
ตอนเป็นสาวๆ  มีคนบอกว่า(แต่ตอนนี้ยังไม่แก่นะยะ)

อ้าว...ผมนึกว่า คุณป้ารุ่นเดียวกับเจ้าของกระทู้เลยนะเนี่ย       


ว่าเข้านั่น.....ทีหลังเจอกัน ให้เรียกผมว่าคุณลุงนะครับคุณ papaone






แหม...ก็ผมยังเด็กอยู่เลยครับพี่เอ๊ย...คุณลุง  :sorry :sorry :sorry


หนอย... >:(  >:(  >:(

ถ้ามีโอกาสเจอกันเนี่ย
คงต้องเรียกคุณป้าคนนี้ว่า
....น้อง post-girl ย่ะ....

ออฟไลน์ papaone

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,936
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: 24 มิถุนายน, 2009, 08:48:37 PM »
กะอยู่แล้วเชียว ว่าต้องโดน แต่ทำไม๊ ทำไม ดันทะเล้นพิมพ์หนอเรา  K] K] K] K] K]
...........................................

ออฟไลน์ jojosang

  • **
  • กระทู้: 91
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: 26 มิถุนายน, 2009, 09:35:28 AM »
ผมก็เลยเสวนายาวหน่อย เรื่อง "ตายแล้วเกิด" ที่คุณปลัดพูดถึง  ผมบอกท่านว่าผมไม่เชื่อในการมีอายุยีนยาว ทนอยู่กับของที่ค่อยหมดสภาพ ปัญหาเยอะ แต่เชี่อการตายแล้วไปเกิดใหม่ ได้ของใหม่ที่ดีกว่า        ผมไม่ต้องการรวยเพราะการมีเงินทองมากเกินไปจะเป็นทุกข์ สู้พอมีพอกิน แต่สุขใจไม่ได้  แฟนผมก็เลยเห็นว่าผมชอบสอนพระอีกแล้ว 

คุญ gai มีความคิดคล้ายๆผมอยู่ครับ ที่ผมไปบวชเพราะต้องการสร้างนิสัยที่จะออกจาก "กาม"
"กาม"ในที่นี้ไม่ใช่แค่เพียงการเสพเมถุน แต่เป็นการห่วง ห่วงสมบัติ ห่วงลูกห่วงเมีย ห่วงงาน ห่วงลาภ ห่วงยศ ฯลฯ
เป็นพระต้องละทิ้งทุกอย่าง ยิ่งปฎิบัติทางวิปัสสนายิ่งต้องทิ้ง ต้องละออก เพราะวิปัสสนาคือ "การละ"
สร้างนิสัยใว้เป็นทุนในชาติต่อๆไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้เกิดเป็นคนอีกหรือเปล่า? ผมเลยต้องรีบทำบุญมากๆ
ที่สำคัญต้องรักษาศีล 5 ให้ได้ เพราะศีลถึงแม้ไม่รักษาเมื่อทำผิดศีลก็เป็นบาปอยู่ดี ก็รักษาให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่า
เขาบอกว่า (ในพระไตรปิฎกฯ) ผู้รักษาศีลดีจะไม่ต้องตกอยู่ในอบายภูมื นั่นคือ ไม่ต้องเกิดเป็นสัตว์เดรัฌฉาน หรือสัตว์นรกฯ
ก็ต้องเชื่อเขา เพราะเรายังตรัสรูไม่ได้ครับ
     
ก็ทำนองนั้นครับ แต่ว่า ผมรู้ตัวดีว่า บางอย่างยังละไม่ได้ พยายามทำใจ มันก็ยังไม่สามารถ เลยรู้ตัวว่ายังบวชไม่ได้
เรื่องกลับมาเกิดแล้วไม่รู้ว่าจะได้เกิดเป็นคนอีกหรือปล่าว ผมไม่เคยห่วงครับ  ในความคิดผมไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร มันก็มีสุขปนทุกข์ทั้งนั้นครับ
ส่วนการรักษาศีล เป็นแนวทางของหินยาน ซึ่งผมเห็นด้วยไม่ทั้งหมด  ผมออกจะเอนเอียงไปทางวชิรญาณมากกว่าครับ
ผมไม่เคยห่วงแม้กระทั่งว่า ตายแล้วจะไปนรกหรือสวรรค์  บางครั้งผมเองก็ไม่แน่ใจว่าผมอยากไปสวรรค์ ในความคิดผม นรกอาจจะน่าไปกว่า เพราะผมขี้เหงา สวรรค์ดูแล้วเพื่อนๆ ผมคงมีไปน้อย แต่นรกมีเพื่อนเยอะกว่า ผมคิดว่าความลำบากผมรับได้ แต่ทนความเหงาคงยากครับ  2f  2f  2f
:clap :clap :clap

ออฟไลน์ papaone

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,936
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: 26 มิถุนายน, 2009, 11:15:56 PM »
ทุกคนคงไม่กล้วความลำบากหรอกครับ แต่คงทนความทุกข์ไม่ได้ ถึงไม่อยากเกิด อยากไปนิพพานกันหมด
ในนรกมีแต่ความทุกข์หาความสุขไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว ถึงมีเพื่อนมากก็คงไม่มีเวลาคุยหรอกครับ
อย่าลืมว่าสวรรค์มีแต่ความสุขหาความทุกข็ไม่ได้เลยเหมือนกัน (พระไตรปิฎกว่าไว้)มีนางฟ้าด้วยนะครับ
หนทางดับทุกคือมรรค มรรคมีองค์แปด ข้อแรกสัมมาทิฐิ คือต้องทำความเห็นให้ถูก
ถ้าความเห็นถูก ข้ออื่นๆก็ง่ายแล้วครับ ถ้ามีความเห็นผิดก็เป็นมิจฉาทิฐิ หลงทาง
เวียนว่ายตายเกิดในวัฎฎสงสารไปอีกนานแสนนานละครับ ยิ่งเห็นผิดแล้วไปชักนำให้คนอื่นหลงผิดไปด้วย
ยิ่งลงลึกครับเพราะต้องไปชดใช้ให้เขา ยิ่งมากคนยิ่งต้องใช้กรรมมาก
เรื่องนี้ละเอียดอ่อนครับ ถึงไม่เชื่อ แต่ทำผิดก็ต้องขดใข้อยู่ดีต้องระวังครับ เถียงกันไป เถียงกันมา ต่างคนต่างไม่รู้จริง
ต้องเอาพระไตรปิฎกเป็นบรรทัดฐาน ไม่ใช่เอาใจตัวเองตัดสิน เพราะใจเรามีทิฐิมานะมากเหลือเกินครับ
   

คุณลุงลืมเรื่องอัตตาครับ ไม่มีนังนี่ ข้อสองเบาไปได้เยอะ

ว่าแต่ว่า...ถ้าไปนิพพาน ก้อ อดไปสวรรค์ ไม่ได้เจอนางฟ้าสิ

เอาน่า..คุณลุง กัมมุนา วัตตะตี โลโก (กุ๊ก..กุ๊ก)

แปลว่า สัตว์โลก (ไก่) ย่อมเป็นไปตามกาม เอ๊ย กรรม เฮ้อ อมิตะพุทธ
...........................................

ออฟไลน์ gai

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,318
  • เพศ: ชาย
Re: สึกมาแล้วครับ
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: 27 มิถุนายน, 2009, 09:10:43 AM »
ทุกคนคงไม่กล้วความลำบากหรอกครับ แต่คงทนความทุกข์ไม่ได้ ถึงไม่อยากเกิด อยากไปนิพพานกันหมด
ในนรกมีแต่ความทุกข์หาความสุขไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว ถึงมีเพื่อนมากก็คงไม่มีเวลาคุยหรอกครับ
อย่าลืมว่าสวรรค์มีแต่ความสุขหาความทุกข็ไม่ได้เลยเหมือนกัน (พระไตรปิฎกว่าไว้)มีนางฟ้าด้วยนะครับ
หนทางดับทุกคือมรรค มรรคมีองค์แปด ข้อแรกสัมมาทิฐิ คือต้องทำความเห็นให้ถูก
ถ้าความเห็นถูก ข้ออื่นๆก็ง่ายแล้วครับ ถ้ามีความเห็นผิดก็เป็นมิจฉาทิฐิ หลงทาง
เวียนว่ายตายเกิดในวัฎฎสงสารไปอีกนานแสนนานละครับ ยิ่งเห็นผิดแล้วไปชักนำให้คนอื่นหลงผิดไปด้วย
ยิ่งลงลึกครับเพราะต้องไปชดใช้ให้เขา ยิ่งมากคนยิ่งต้องใช้กรรมมาก
เรื่องนี้ละเอียดอ่อนครับ ถึงไม่เชื่อ แต่ทำผิดก็ต้องขดใข้อยู่ดีต้องระวังครับ เถียงกันไป เถียงกันมา ต่างคนต่างไม่รู้จริง
ต้องเอาพระไตรปิฎกเป็นบรรทัดฐาน ไม่ใช่เอาใจตัวเองตัดสิน เพราะใจเรามีทิฐิมานะมากเหลือเกินครับ
   
ขอบคุณคุณปลัดมากครับ ที่แนะนำ  ผมยอมรับครับว่าแนวคิดทางพุทธนี่จะเหมือนกัน  แต่ส่วนแนวทางเทวนิยมต่างกันครับ  ที่ผมเขียนเพราะความเชื่อของผมรับกับแนวทางสวรรค์ไม่ได้  ซึ่งที่เคยรับรู้จากเรื่องเล่าต่างๆ เหล่าเทวดา นางฟ้าล้วนเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้กับมาร  ผมเห็นว่าเป็นแนวทางของพราหมณ์ ซึ่งผมไม่เชื่อ ผมถึงไม่อยากไปสวรรค์   แต่ผมเชื่อในเรื่องกรรม และสวรรค์ก็คือเวลาที่เรามีความสุข ส่วนนรกก็คือเวลาที่เรามีทุกข์  ผมตัดกิเลสไม่ได้ ผมก็ต้องยอมรับกรรมที่ก่อ ผมไม่โกหกตัวเอง อะไรที่ต้องเกิดก็ต้องเกิด มีเกิดก็มีดับ  ผมใช้วิธีของตันตระในการดับ ไม่สกัดกั้นการเกิด แต่หาหนทางดับมันครับ  มันก็คงเป็นกรรมของผม ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดไปอีกหลายๆ ชาติครับ  ;D  ;D  ;D