ผู้เขียน หัวข้อ: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ  (อ่าน 606755 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1219 เมื่อ: 05 เมษายน, 2018, 04:13:13 PM »
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาคุณฟ้า เพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนวิศวะตั้งใจบินมาเยี่ยมชมที่ห้อง เพื่อหาข้อมูลทำห้องhome theaterต่อไป ไม่น่าเชื่อลองกันไปลองกันมาสนุกมาก ดูหนังเรื่องWonder Womanแบบ4K HDRกันจนจบเรื่องเลย ตอนนี้อยากจะบอกว่าพอได้ดูภาพ4K HDRแบบcalibrateแล้วไม่อยากกลับไปดูหนังแบบ1080p SDRเลย







ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1218 เมื่อ: 25 มีนาคม, 2018, 04:37:30 PM »
เมื่อวันก่อนผมและเพื่อนสมาชิกHome Theater Proได้ไปเยี่ยมชมห้องHome Theaterของพี่หมออิ๊ด ซึ่งนับว่าเป็นห้องDedicated Home Theaterที่สมบูรณ์แบบมาก คร่าวๆนี่มีลำโพงมากถึง 22channelsกันเลยเลยเอาภาพมาให้ชมกันก่อนเป็นตัวอย่าง ส่วนรายละเอียดSystemทั้งหมด ตำแหน่งลำโพง เสียงที่ออกมาเป็นยังไงบ้าง ผมจะเล่าแบบละเอียดอีกทีในหนังสือAudiophile/Videophileนะครับ


สมาชิกที่ร่วมไปเปิดหู เปิดตาในวันนั้น


ห้องนี้ใช้ระบบลำโพงของMeyer Soundทั้งหมด ด้านหน้าจะมีลำโพงLCR และลำโพงsubwoofer2ตู้ แต่ละตู้ประกอบด้วยdriver ขนาด18นิ้วตู้ละสองดอก ทั้งหมดถูกฝังเอาไว้ในBaffle หลังจอAT screenขนาด 150นิ้ว


ด้านหลังในส่วนของลำโพงSurr และSurr Back พร้อมทั้งSubwoofer อีกสองตู้แขวนไว้ด้านบน....ขอย้ำว่าแขวนไว้ด้านบนครับ


ด้านหลังทำเป็นห้องนั่งเล่นซ่อนไว้ สามารถเปิดออกไปหาขนม น้ำดื่มได้ระหว่างดูหนัง


โฉมหน้าชัดๆของลำโพงใหม่ล่าสุดของMeyer Sound รุ่นAmie ที่ตอนนี้ได้เริ่มเข้าไปประจำการในPost Production Facilityชื่อดังระดับโลกหลายแห่งแล้ว


พี่อิ๊ดอธิบายถึงตำแหน่งการวางลำโพงต่างๆ ซึ่งห้องนี้ได้ให้ Arnaud Laborie เจ้าพ่อ 3D soundที่เป็นผู้ก่อตั้งและCEOของTrinnov Sound เป็นคนapprovedตำแหน่งลำโพงต่างๆให้ Projector modelล่าสุดของJVCคือรุ่น DLA-X7900


Ceiling Channels ที่มีทั้งDolby Atmos 8channels, Auro 3Dอีก 2channelsทำงานร่วมกันเพื่อให้รองรับทั้งระบบ Auro 3D, DTS-XและDolby Atmos


ลำโพงFront wide


มีซ่อนRackเก็บอุปกรณ์ต่างๆไว้ที่ผนัง


โล่งไปเยอะเลย เพราะลำโพงMeyer Soundเป็นลำโพงแบบActiveทุกChannels ไม่ได้ใช้Power Amplifierจากภายนอก ทำให้ประหยัดAmpไปได้เยอะ


ด้านข้างก็มีห้องเก็บแผ่นซ่อนไว้อีกเช่นกัน


ทำให้สามารถเข้าไปเปลี่ยสายต่างๆของระบบได้ง่ายมาก


รวมถึงใช้เก็บแผ่น เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆอีกด้วย


วันนั้นได้ลองระบบเสียงทุกระบบเสียงที่มี ทั้งจากภาพยนตร์ คอนเสิร์ต เพลง2ch


เสียงที่ออกมาเรียกได้ว่าสุดยอดมาก แนะนำเลยสำหรับห้องนี้ถ้าใครอยากรู้ว่าภาพที่สวยถูกต้องตามมาตรฐาน เสียงที่ดีเสียงที่ถูกต้องตามมาตรฐานเป็นยังไง ต้องไปสัมผัสห้องนี้ให้ได้ครับ แต่บอกไว้ก่อนว่าผมลองรวมมูลค่าของห้องนี้คร่าวๆ จากที่ผมพอทราบราคาอุปกรณ์เหล่านี้อยู่บ้างผมว่าทั้งห้องนี้อุปกรณ์ทั้งหมดมูลค่ามากกว่า 8หลักแน่นอนครับ


ต้องขอขอบคุณพี่หมออิ๊ดมากครับที่ให้โอกาสผมและสมาชิกได้สัมผัสประสบการณ์สุดยอดในครัั้งนี้ (อยากจะกระซิบบอกว่าเป็นบุญของตาและหูของผม จริง จริ๊งงงงงงง)



ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1217 เมื่อ: 30 มกราคม, 2018, 11:58:16 PM »

Phase Alignment PartII Comb Filters
ในตอนที่แล้วได้พูดถึงPhase Alignmentระหว่างลำโพงtweeterกับwooferว่าถ้ามีTime offsetจะเกิดอะไรขึ้น ในตอนที่สองนี้ก็จะพูดถึงถ้าลำโพงสองตัวเล่นสัญญาณเดียวกันแต่มีTime offsetจะเป็นยังไงบ้าง?
จากหลักPhysical Lawของเสียง ถ้าลำโพงตั้งแต่สองตัวขึ้นไปเล่นสัญญาณเสียงเดียวกันแต่มีเวลามาถึงจุดฟังไม่เท่ากัน phaseของเสียงที่ต่างกันทำให้เกิดการเสริมกันของความถี่บางความถี่และหักล้างกันของความถี่บางความถี่โดยเกิดขึ้นเป็นseriesหลายๆตำแหน่งต่อเนื่องกันทำให้กราฟของfrequency responseออกมาขึ้นลงคล้ายๆกับซี่ของหวีเขาจึงเรียกกว่าcomb filter
การเกิดcomb filterจะทำให้โทนของเสียงเปลี่ยนไปเนื่องจากมีหลายตำแหน่งมีความถี่หายไปหลายตำแหน่งมีความถี่สูงมากกว่าเดิม ทำให้ความสมจริงสมจังของเสียงหรือบางคนเรียกว่าความเป็นธรรมชาติของเสียงเสียไป โดยเฉพาะเสียงพูดถ้าเกิดcomb filtersขึ้นเสียงคนก็จะเปลี่ยนไปเพี้ยนไปบางครั้งก็เสียงก็อาจจะอู้อี้ บางทีเสียงก็อาจจะสดเกินแบบแปร่งๆ ยิ่งถ้าตำแหน่งdipไปตรงกับตำแหน่งที่เป็นพื้นฐานของเสียงพูดพอดีเสียงพูดที่ออกมาก็จะขาดน้ำหนักไม่สมจริง บางทีcomb filterก็จะทำให้รู้สึกได้ว่าสเกลเสียงพูดของลำโพงชุดนี้ทำไมเล็กว่าอีกห้องที่ใช้ชุดSystemเหมือนกันแต่กลับมีสเกลเสียงที่ใหญ่กว่า เหล่านี้ล้วนเป็นผลของเสียงที่เกิดcomb filterขึ้น ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าทำไมcomb filterถึงมีผลต่อน้ำเสียงของคนมาก อย่างเช่นเสียงของDarth Vaderในภาพยนตร์เรื่องStar Warsมันถูกสร้างขึ้นจากเสียงคนปกติรวมกับเสียงเดิมที่delay timeเข้าไป10ms แล้วทำให้เกิดcomb filteringขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าเสียงDarth Vaderที่ออกมาดูไม่เหมือนเสียงคนปกติในธรรมชาติเลย



Comb Filterที่มักพบในห้องhome theaterก็เช่น การที่แยกสัญญาณเสียงจากchannelหนึ่งให้ไปออกลำโพงสองตู้ที่เหมือนกันทำให้ลำโพงทั้งสองตู้มีเสียงออกมาเหมือนกันทุกอย่างเมื่อเวลาที่เสียงจากทั้งสองตู้มาถึงตำแหน่งนั่งฟังไม่พร้อมกันแม้เพียงนิดเดียวก็จะทำให้เกิดComb filterขึ้น และอีกอย่างที่พบบ่อยในห้องฟังก็คือการรวมกันของเสียงโดยตรงจากลำโพงกับเสียงสะท้อนจากผนัง พื้น เพดาน หรือจากวัตถุที่เกิดการสะท้อนของเสียงได้ ทำให้เสียงที่สะท้อนซึ่งก็คือเสียงเดียวกับเสียงที่มาถึงหูตรงๆมาถึงช้ากว่าเสียงตรงๆจากลำโพงรวมกันก็เกิดเป็นcomb filterขึ้น


คราวนี้ลองมาดูจริงๆกันว่าจะเกิดcomb filterตามPhysical Lawหรือไม่ เอาที่เห็นกันบ่อยๆคือแยกเสียงจากลำโพงmainแต่ละchannelมาออกลำโพงสองตัวเหมือนๆกัน เช่นแบบนี้ลองเอาลำโพงตัวเดียวเล่นเสียงpink noiseจากsignalเดียว แล้ววัดfrequency responseดู ก็ยังไม่พบลักษณะของcomb filter


แต่พอsplitสัญญาณจากแชลแนลเดียวกันให้ออกลำโพงสองตัวเหมือนกัน มาเลยครับทีนี้comb filter


ยิ่งขยับให้ไมค์ให้off axisมากขึ้น พบว่าcomb filterก็จะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นตามเพราะtime offsetของลำโพงทั้งสองตัวมีค่ามากขึ้น


ลองมาเทียบกับลำโพงCenterที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นลำโพงCenterเพียงตัวเดียว เมื่อวางไมค์ตรงกลางก็ไม่พบcomb filter


และถึงแม้ขยับออกนอกแนวoff axisไปมาก ก็ยังไม่พบลักษณะของcomb filter พบแต่การroll offของความถี่สูงเนื่องจากระยะทางที่ออกนอกแนวมากขึ้น


อีกแบบที่พบบ่อยในห้องhome theaterก็คือการวางอุปกรณ์เครื่องเสียงไว้หน้าลำโพงCenterไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่น แอมป์ AVRฯลฯ หรือแม้กระทั่งพวกcoffee tableต่างๆ พบว่าอุปกรณ์พวกนี้จะสะท้อนเสียงทำให้เกิดcomb filterขึ้นได้เช่นกัน


พอเอาของที่วางไว้หน้าลำโพงออก comb filterก็หายไปอย่างชัดเจน



ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1216 เมื่อ: 19 มกราคม, 2018, 05:26:43 PM »

ไม่ได้เข้าห้องLabที่บ้านมาหลายเดือน วันนี้มีโอกาสเลยมาวัดFrequency Responseของลำโพงให้ดูว่าPhase Alignmentมีความสำคัญอย่างไรต่อการวางลำโพงในห้องhome theaterบ้าง


วัดหน้าลำโพงให้ไมค์ห่างลำโพงประมาณสองสามฟุต พบว่าFrequency ResponseมีDipขนาดใหญ่เกิดขึ้นบริเวณที่ความถี่2K Hzกว่าๆ มันเกิดจากอะไร แล้วทำไมไปเกิดตรงนั้น


โดยปกติเมื่อลำโพงได้มีการทำTime Alignmentเรียบร้อยแล้ว เมื่อวางไมค์อยู่ระหว่างdriver 2ตัว เวลาที่เสียงจากdriverมาถึงไมค์จากทั้งWooferและTweeterก็จะถูกปรับแต่งให้เท่ากันหรือเกิดการalignกันขึ้น แต่เมื่อเราเลื่อนไมค์ขึ้นหรือลงก็จะทำให้เสียงจากDriverตัวใดตัวหนึ่งมาถึงก่อนอีกตัว ทำให้PhaseของDriverทั้งสองที่เคยตรงกันหรือเข้ากันบริเวณจุดCrossoverมีการไม่เข้ากัน cancellationกันเกิดเป็นdipขึ้นมา ทำให้Phase AlignmentของลำโพงเสียไปตรงบริเวณCrossover point ซึ่งลำโพงตัวนี้ทางบริษัทได้แจ้งไว้ว่ามีcrossoverอยู่ที่ 2.7kHz


ลองกลับไปเปลี่ยนตำแหน่งไมค์ให้อยู่ตรงกลางระหว่างDriverทั้งสอง Dipก็หายไป


เมื่อไมค์อยู่ด้านล่างก็จะเกิดDipบริเวณใกล้ๆกันแถวๆ Crossover Point


จะสังเกตุเห็นว่าตำแหน่งที่เป็นdipเวลาไมค์อยู่สูงหรือต่ำกว่าลำโพงจะไม่เท่ากันเป๊ะๆตรงจุดcrossover point เนื่องมาจากว่าLevelหรือMagnitudeที่เปลี่ยนไปของdriverทั้งสอง ลองนึกภาพกราฟlevelของลำโพงตรงจุดcrossover เมื่อเราเลื่อนลำโพงไปทางtweeterมากขึ้นระดับเสียงหรือlevelของเสียงจากtweeterก็จะมากขึ้นตำแหน่งcrossoverก็จะเปลี่ยนไปไม่เท่าเดิม หรือถ้าเลื่อนมาด้านล่างที่จะใกล้กับwooferเสียงlevelจากwooferก็จะดังขึ้นในขณะที่จากtweeterลดลง ดังนั้นตำแหน่งcrossoverจึงเปลี่ยนไปเช่นกัน ดังนั้นในระบบhome theaterที่เห็นบางคนseriousกับการตัดcrossoverระหว่างลำโพงsubwooferกับลำโพงmainว่าต้อง60Hz, 70Hz , 80Hz, 90Hz ฯลฯ เป๊ะๆเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วค่านี้ไม่คงที่แน่นอนเสมอไปเพราะตำแหน่งcrossoverมันขึ้นอยู่กับlevelของลำโพงsubwooferกับลำโพงmainด้วย ค่านี้เป็นเพียงการบอกคร่าวๆว่าอยู่ประมาณนี้เท่านั้น พอวัดออกมาจริงๆcrossoverอาจจะไม่ตรงกับค่าที่เราตั้งไว้ในAVRหรือPre Proก็ได้ แต่จุดสำคัญมันอยู่ที่การalign phaseต้องให้มันมีการin phaseและin timeในบริเวณcrossoverให้กว้างที่สุดไม่ใช่มีแค่ตรงcrossoverเพียงจุดเดียว


คราวนี้ลองเลื่อนไปออกไปด้านข้างมากขึ้นเรื่อยๆ เรากลับไม่พบDipเหมือนอยู่ด้านบนหรือด้านล่างของลำโพง จะมีก็แต่levelในความถี่สูงๆที่roll offลงเนื่องจากผลของระยะที่ห่างออกไปของไมค์จากoff axis


ที่ไม่มีdipตรงตำแหน่งCrossoverเนื่องจากระยะของtweeterกับwooferก็ยังห่างจากไมค์เท่าๆกัน phaseก็ยังคงalignกันอยู่ จึงไม่มีการcancellationของphaseขึ้นเหมือนไมค์อยู่ด้านบนหรือล่างของลำโพง


ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่าถ้าเทียบระหว่างการวางลำโพงในแนวตั้งและแนวนอน การวางลำโพงแนวตั้งจะให้การตอบสนองความถี่ได้ราบเรียบกว่าเนื่องจากtime offsetของลำโพงtweeterและwoofer มีphase alignmentที่ดีกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายถึงวางแบบนี้แล้วเสียงจะดีกว่านะครับ อันนี้เป็นเพียงการมองในแง่frequency responseตามหลักการทางPhysicsเท่านั้น เสียงจะดีไม่ดีคงขึ้นกับอีกหลายปัจจัยและมีความหลากหลายที่ยากจะตัดสินเพราะแค่คำว่า ”เสียงดี” ความหมายของแต่ละคนก็แตกต่างกันแล้วครับ

 :secret

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1215 เมื่อ: 16 มกราคม, 2018, 04:36:26 PM »
ใครสนใจเรื่องDolby Atmosต้องอ่านบทความเล่มนี้เลย คุณโอ๊ก วิศวกรของDolbyอธิบายไว้แบบเห็นภาพเลยครับ









ออฟไลน์ Too' Ninja

  • Admin
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 5,786
  • เพศ: ชาย
  • ตู่ นินจา
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1214 เมื่อ: 12 มกราคม, 2018, 05:55:23 AM »
 like เดี๋ยวนี้เค๊าพัฒนากันไปไกลมากจริงๆ  :victory

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1213 เมื่อ: 11 มกราคม, 2018, 05:33:33 PM »

Chroma Subsamplingหรือที่เคยเห็นกันในรูป 4:4:4, 4:2:2 , 4:2:0 คืออะไรความสำคัญยังไง มีที่มาที่ไปเป็นยังไงบ้าง แล้วจะต้องตั้งค่าอะไรในทีวี หรือเครื่องเล่นลองมาดูกัน


ก่อนหน้าที่จะพูดลึกลงไป ลองดูรูปปราสาท2รูปดูก่อนเพราะสิ่งนี้แหละที่เป็นพื้นฐานของการใช้Chroma Subsampling รูปแรกจะเป็นรูปปราสาทที่มีสีฟ้า สีเหลืองเป็นปื้นๆ ให้เราลองจ้องที่ดาวตรงกลางซักห้าวินาที แล้วก็ให้แตะหรือกดเปลี่ยนรูปเป็นรูปที่สองที่เป็นรูปปราสาทขาวดำโดยที่สายตายังคงมองอยู่ที่ดาวตรงกลางอยู่ แต่คงต้องdownloadแล้วเอาไปเพ่งดูเพราะเวลาเปลี่ยนต้องให้ภาพเปลี่ยนทันที ใช้การปัดภาพแล้วภาพเลื่อนเปลี่ยนไปไม่ได้เพราะตาเราจะหลุดจากตัวดาวตรงกลางภาพ แล้วจะทำให้ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไร


ซึ่งถ้าใครทำถูกตามที่บอกจะเห็นได้ว่าภาพที่สองที่เป็นภาพปราสาทขาวดำในช่วงเสี้ยววินาทีแรกเราจะเห็นภาพนี้เป็นภาพสีที่มีท้องฟ้าเป็นสีฟ้า เมฆเป็นสีขาว ปราสาทเป็นสีน้ำตาลอย่างสวยงาม ก็น่าแปลกใจใช่ไหมครับว่าทั้งๆที่ภาพนี้เป็นภาพขาวดำแต่เราก็สามารถมองเห็นสีของภาพที่ถูกต้องในภาพนี้ได้


คำตอบก็เพราะว่าจากลักษณะทางชีววิทยา สายตาของมนุษย์จะตอบสองต่อภาพสีขาว สีดำ มากกว่าภาพสีเนื่องจาก rods cellที่อยู่ในตาทำหน้าที่แยกความสว่างของสีขาว สีดำ(contrastของภาพ)มีจำนวนrods cellถึง 120ล้านเซลล์ ในขณะที่cones cellทำหน้าที่รับสีนั้นมีอยู่แค่ 6-7ล้านเซลล์เท่านั้น ดังนั้นความสำคัญของความเข้มความสว่างของสีขาวสีดำ(contrast)จึงมีบทบาทที่สำคัญมากกว่าสีของภาพ อย่างในภาพปราสาทภาพแรกเมื่อเรามองที่ภาพสีนานๆcone cellก็จะเก็บข้อมูลสีแล้วส่งไปที่สมองแต่เนื่องด้วยcone cellมีจำนวนน้อยเมื่อมองนานเข้าก็จะเริ่มมีอาการขี้เกียจและเข้าสู่ภาวะหลับ การส่งข้อมูลไปยังสมองจึงลดความเร็วการตอบสนองลง ทำให้ข้อมูลสีเกิดการซ้อนกันกับภาพปราสาทภาพที่สองที่เป็นภาพขาวดำ ทำให้เกิดเป็นภาพปราสาทที่มีสีถูกต้องและไล่ระดับสีได้เหมือนภาพปกติ


จะเห็นได้ว่าค่าความสว่างความมืดของสีขาวดำ(Luma)เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการมองเห็นภาพของมนุษย์ส่วนสี(Chroma)นั้นเป็นสิ่งที่เติมเข้ามาให้ภาพนั้นมีความสมบูรณ์ เช่นถ้าเราตัดส่วนสีChromaออกจากภาพทั้งหมดภาพที่ออกมาก็จะกลายเป็นภาพขาวดำ แต่ถ้าเอาค่าความต่างระหว่างความสว่างและความมืดของภาพออกไปหรือที่เรียกกันง่ายๆว่าcontrastของภาพออกไปนั้นเราก็จะไม่เห็นอะไรในภาพเลย ตรงนี้เองจึงเรียกได้ว่าภาพที่มนุษย์เรามองเห็นอยู่นั้นคือcontrastของภาพไม่ใช่สีของภาพ ดังนั้นถ้าให้เรียงลำดับความสำคัญของสิ่งที่มีผลต่อคุณภาพของภาพมากที่สุด ที่หนึ่งก็คือcontrastของภาพ อันดับสองก็คือความเข้มของสี(Color saturation) อันดับสามคือความถูกต้องของสีในภาพ(Color Accuracy) และสิ่งที่มีความสำคัญน้อยที่สุดในสี่อย่างนี้ก็คือความละเอียดของภาพ(Resolution) ดังนั้นการมาถึงของภาพแบบHDRจึงให้ภาพที่ออกมาดูสวยงามสมจริงมากกว่าการที่จอภาพมีรายละเอียดมากขึ้นเป็น 4K เป็น 8K หรือเป็น 10Kเพราะคนเราเองจะมีข้อจำกัดในการแยกแยะรายละเอียดภาพ เช่นถ้านั่งดูทีวีระยะเกิน 3เท่าของความสูงของจอภาพเมื่อเพิ่มความละเอียดภาพเป็น 4K หรือมากกว่าเป็น 8K 10Kก็คงไม่มีผลกระทบอะไรมากมายต่อคุณภาพของภาพแล้ว เพราะไม่สามารถแยกแยะรายละเอียดที่เพิ่มขึ้นมาเหล่านั้นได้


จากหลักการทางชีววิทยาการมองเห็นนี้ วิศวกรก็ได้เอามาประยุกต์ให้สามารถลดข้อมูลด้านสีของภาพลง แต่ไม่ลดข้อมูลความสว่างของสีขาวและสีดำ ก็จะทำให้ภาพที่ออกมายังดีอยู่ไม่เสียหายมากและขนาดของข้อมูลก็มีขนาดลดลงด้วยทำให้สะดวกในการจัดเก็บ การส่งข้อมูล โดยได้เปลี่ยนข้อมูลการส่งภาพแบบ RGBที่ส่งข้อมูลสีแดง เขียว และน้ำเงินพร้อมความความเข้มแต่ละสี แล้วเอามารวมกันให้เกิดเป็นpixel กลายมาเป็นการส่งในรูปแบบY Cb Cr (บางที่ก็ใช้ตัวย่อเป็นYUV)โดยYจะส่งข้อมูลlumaหรือระดับความเข้มของแสงหรือความสว่างของภาพที่เป็นขาวดำอย่างเดียว(Brightness value) ส่วนCb(U)และCr(V)จะส่งข้อมูลchromaหรือข้อมูลสีเท่านั้น(Color value) ถ้ามีการส่งข้อมูลมาเต็มที่ไม่มีการย่อหรือลดข้อมูลลงจะใช้ตัวเลข4(จำนวนPixelที่เกี่ยวข้อง) ดังนั้นคิดคร่าวๆถ้าYCbCrส่งข้อมูลมาเต็มที่ไม่มีการบีบอัดข้อมูล เช่นเดียวกับRGBก็จะใช้รหัสเป็น 4:4:4 ซึ่งก็คือfull color sampling ส่วน4:2:2ก็จะลดขนาดของCbและCrลงจาก4ส่วนเป็น2ส่วนหรือเอาข้อมูลสีมาแค่ครึ่งเดียวส่วนข้อมูลความสว่างของสีขาวดำไม่ได้ลดข้อมูลลง หรือ4:2:0ก็หมายถึงเอาข้อมูลสีมาแค่1/4ของข้อมูลสีทั้งหมดและไม่ได้ลดข้อมูลของภาพขาวดำเช่นกัน


คราวนี้ลองมาดูDiagramsประกอบเพื่อจะได้เข้าใจมากขึ้น จากรูปจะเห็นเป็นช่องสี่เหลี่ยมสี่ช่องสองแถว ช่องสี่เหลี่ยมก็หมายถึงpixelที่เราเกี่ยวข้องด้วยที่มีอยู่4pixelแต่มีสองแถวก็เพราะเป็นการsamplingซ้อนกันของสองlayer ตัวเลข4ตัวแรกก็หมายถึงค่าYหรือค่าความสว่างของสีขาวสีดำทั้งสองlayerหรือทั้งสองแถว โดยเลข4ตัวที่สองหมายถึงข้อมูลค่าสีในแถวบนหรือชั้นสีCb ส่วนเลข4ตัวที่สามก็เป็นค่าสีของแถวล่างหรือชั้นของสีCr โดยถ้าไม่มีการลดข้อมูลใดๆใส่ข้อมูลมาเต็มทั้งหมดค่าก็จะเป็น 4:4:4


อย่างกับภาพปราสาทที่ให้ดูนั่นแหละครับเป็นการซ้อนกันของภาพขาวดำที่เป็นความเข้มความอ่อนของแสงสีขาวรวมกับภาพปราสาทที่เป็นสีปื้นๆดูไม่ออกว่าเป็นอะไรแค่รูปเดียวหรือชั้นเดียว เมื่อรวมกันออกมาก็ทำให้เห็นภาพท้องฟ้าสีฟ้า เมฆทีเทาสีขาว ปราสาทสีน้ำตาลโดยที่ไม่ต้องอาศัยข้อมูลRGBทั้งหมดที่เป็นสีแดง สีเขียว สีน้ำเงินร่วมกับรายละเอียดความมืดความสว่างของแต่ละสีอยู่ซึ่งจะใช้ไฟล์ขนาดใหญ่มาก แต่เราใช้ความรู้ที่ว่ามนุษย์ตอบสนองต่อความแตกต่างของความสว่าง(dynamic range)ได้ดีกว่าการตอบสนองต่อสีอย่างที่อธิบายไว้ข้างต้นก็ทำให้สามารถลดข้อมูลชั้นของสีที่เป็น Cb และ Cr โดยภาพก็ยังสามารถดูได้ไม่ส่งความเสียหายของภาพมากนัก อย่างเช่น 4:2:2ก็จะเป็นการลดขนาดไฟล์โดยลดข้อมูลของชั้นสีCb และCrลงอย่างละครึ่งโดยข้อมูลของสีที่ลดลงนั้นก็ไปเอาข้อมูลสีจากpixelข้างเคียงร่วมกับการใช้หลักการคำนวณทางคณิตศาสตร์จากค่าY(Brightness value)ที่มีอยู่ก็จะทำให้ภาพที่ออกมาจากเข้ารหัสแบบ 4:2:2 นั้นภาพใกล้เคียงกับ 4:4:4มาก โดยตั้งแต่มีการส่งข้อมูลผ่านสายHDMIออกมาการเข้ารหัส YCbCr 4:2:2 ก็ถูกสนับสนุนว่าเป็นUncompressed(ทั้งๆที่มีการcompressed) เพราะว่าภาพที่ออกมานั้นใกล้เคียงกับ 4:4:4มาก ในขณะที่ลดขนาดไฟล์ได้มาก ทำให้ความจำเป็นในการใช้Bandwidthสูงๆลดลง


เมื่อเปลี่ยนcolor spaceจากRGBเป็นYCbCr color spaceโดยลดขนาดข้อมูลทางด้านสีของภาพลงในขณะที่ยังคงข้อมูลความสว่างของสีดำสีขาวก็จะลดข้อมูลลงได้มากเช่น ในYCbCrแบบ 4:4:4 8bitที่ไม่มีการบีบอัดข้อมูลเลยเหมือนRGBก็ต้องมีการส่งข้อมูลในแต่ละpixelเป็น 24bpp(bits per pixel) คือจาก8ของY รวมกับ 8ของ Cb และ 8ของCr แต่ถ้าดูตารางด้านขวาที่เป็นsubsamplingแบบ 4:2:0 ในข้อมูลส่วนของภาพขาวดำก็จะใช้เต็มคือ 8bit แต่ข้อมูลสีจะลดลง CbกับCrจะเหลือเพียงแค่ 4bitเท่านั้น ดังนั้นรวมแล้วในแบบ 4:2:0สามารถลดข้อมูลลงได้กว่า 50% ซึ่งการบันทึกข้อมูลลงในแผ่นBlu-rayหรือแผ่น4K HDRก็จะใช้การsamplingแบบ 4:2:0นี่แหละครับแล้วเครื่องเล่นแผ่นถึงจะขยายข้อมูลเป็น 4:2:2 หรือ 4:4:4 เพื่อส่งออกต่อไปยังเครื่องโปรเจคเตอร์หรือทีวีอีกที


ตอนนี้พอระบบภาพกำลังเข้าไปสู่ความละเอียดระดับ4K HDRที่มีขนาดของไฟล์ภาพเพิ่มขึ้น เรื่องของChroma Subsamplingจึงเริ่มมีบทบาทขึ้นมา ลองสังเกตดูตอนนี้ทั้งเครื่องเล่น จอภาพ อุปกรณ์เกี่ยวกับภาพและเสียง เหล่านี้ต่างให้เราตั้งค่าChroma Subsamplingกันทั้งนั้น แม้กระทั่งApple TV4Kตัวใหม่ที่ออกมาก็ต้องให้ผู้ใช้ตั้งค่านี้ในการติดตั้งด้วย เพราะว่าเมื่อความละเอียดภาพเพิ่มขึ้น ข้อมูลHDRที่เพิ่มขึ้นจาก 8bit เป็น 10bitในHDR10,Hybrid Log Gamma หรือ12bitในDolby Vision HDRทำให้ข้อมูลมีปริมาณมากขึ้นมาก อุปกรณ์ที่ใช้ก็อาจจะยังไม่รองรับการส่งข้อมูลจำนวนมากในเวลาน้อยๆได้หรือมีbandwidthที่ไม่กว้างมากพอ การเข้ารหัสChroma Subsamplingจึงมีความสำคัญ ดังนั้นถ้าเราตั้งค่าChroma Subsamplingไม่เหมาะสมก็จะทำให้ภาพหายไป หรือแสดงภาพออกมาในคุณภาพที่ต่ำลงกว่าที่ควรจะเป็นได้




อย่างเช่นสายHDMIตอนนี้ส่วนมากที่ใช้ๆกันตั้งแต่สมัยภาพ1080p จะยังเป็นรุ่นHDMI 1.4รองรับbandwidthอยู่ที่ 10.2Gbps ซึ่งถ้าเอาไปใช้ดูหนัง 4K HDR 4:4:4 ก็ไม่ได้ดังที่แสดงตามตาราง ก็ต้องเปลี่ยนChroma Subsamplingให้ลดลงเป็น 4:2:2แต่อย่างไรก็ตามพอเจอหนังที่เป็น 4K HDR 4:2:2 ที่มีframe rateเป็น 50หรือ60frame per second ก็ไม่ได้อีก


อย่างเช่นในภาพยนตร์4K HDRเรื่องBilly Lynn’s Long Halftime Walkซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้Ang Leeผู้กำกับหนังระดับรางวัลออสการ์เลือกใช้การบันทึกภาพแบบ 4K HDR ที่60Frame per secondเพื่อให้ภาพออกมามีการเคลื่อนไหวที่smoothสมจริงเหมือนในธรรมชาติมากขึ้น ดังนั้นหนังแบบนี้ก็ต้องการสายอย่างน้อยเป็นHDMI 2.0ที่สามารถรองรับความเร็วได้ 18Gbps ถึงจะสามารถแสดงภาพแบบ 4K HDR 4:4:4 60pได้อย่างไม่มีปัญหา


แต่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของสายHDMIอย่างเดียวนะครับ เครื่องเล่นแผ่น, Projector, ทีวี,AVR,Pre-processor Scalerฯลฯ อุปกรณ์ที่ใช้อยู่ในระบบภาพก็ต้องรองรับการส่งความเร็วแบบ 18Gbpsด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดปัญหาขึ้นได้


ต่อไปถ้าจะดูภาพ 4Kได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีปัญหาสายHDMIราคาแพงๆ ออกแบบสวยงาม ก็ไม่สำคัญเท่าสายเส้นนั้นรองรับBandwidthความเร็วระดับ 18Gbpsหรือไม่ และอีกอย่างที่จะเป็นตัววัดสำคัญของสายHDMIในห้องHome Theaterก็คือสายเส้นนั้นสามารถส่งผ่านความเร็วระดับ18Gbpsที่ความยาวเกินสิบเมตรได้หรือไม่เนื่องจากในความเป็นจริงของห้องHome theaterโดยทั่วไปเครื่องเล่นต้นทางมักจะอยู่ไกลกับเครื่องโปรเจคเตอร์ ต้องมีการลากสายHDMIยาวๆจากเครื่องเล่นมายังโปรเจคเตอร์ที่บางทีเพื่อความสวยงามจะต้องลากฝังเข้าไปในฝ้าหรือฝาผนังกว่าสิบห้าเมตร ดังนั้นผมมีคำแนะนำไว้ว่าใครที่กำลังทำห้องhome theater ก็ควรจะต้องเช็คให้แน่ใจก่อนว่าสายHDMIที่จะฝังเก็บสายให้สวยงามนั้นสามารถส่งผ่านข้อมูลBandwidth ตามความละเอียด ตามframe rate, Chroma Subsampling อย่างที่เราต้องการหรือไม่ เพราะภาพระดับ 4K HDR 10-12bit @60p,50p 4:4:4 ต้องการสายHDMIและเครื่องเล่นที่รองรับBandwidthอย่างน้อย 18Gbps ในโฆษณาอาจจะบอกว่ารองรับได้แต่ไม่ได้บอกละเอียดไว้ว่าได้ถึงความยาวเท่าไรเจอความยาวเกินสิบเมตรขึ้นไปอาจจะไม่ไหว


และล่าสุดความละเอียดระดับ 8Kกำลังเข้ามาในทีวีแล้ว อีกหน่อยถ้าต้องการดูภาพในระดับความละเอียด 8K หรือความละเอียดระดับ4320/60p 12bit HDR 4:4:4 ต้องใช้bit rateอยู่ที่ประมาณ 72Gbps สายHDMI รุ่นใหม่ล่าสุดแบบHDMI2.1ที่รองรับความเร็ว48Gbpsคงไม่พอแล้ว ก็คงต้องอาศัยการลดค่าChroma Subsamplingหรือเปลี่ยนสายHDMIอีกที และอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือต้องหาวิธีที่สามารถเปลี่ยนสายHDMIได้ในอนาคตได้ง่ายๆเผื่อเอาไว้ เพราะสายที่ตอนนี้รองรับเทคโนโลยีในขณะนี้ได้ แต่ในอนาคตเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ก็ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ต่างๆ อุปกรณ์ที่เคยใช้อยู่ก็อาจจะไม่รองรับแล้ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านภาพนั้นไปเร็วจริงๆครับ

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1212 เมื่อ: 19 ธันวาคม, 2017, 10:06:36 AM »

ออฟไลน์ Too' Ninja

  • Admin
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 5,786
  • เพศ: ชาย
  • ตู่ นินจา
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1211 เมื่อ: 19 ธันวาคม, 2017, 06:32:29 AM »
 like  :clap
ขอบคุณครับ

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1210 เมื่อ: 18 ธันวาคม, 2017, 09:30:55 PM »

การยกSubwooferเอาไว้สูงๆเขาทำไปเพื่ออะไรและมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้างลองตามไปอ่านกันครับ


สืบเนื่องมาจากในกลุ่มไลน์ที่ผมอยู่มีการพูดถึงคลิปหนึ่งที่ฝรั่งออกมาพูดว่าไม่ควรจะวางSubwooferบนพื้นให้ยกไว้สูงหน่อย และได้มีการdiscussกันว่าอย่างนี้เราน่าจะไปยกsubwooferที่ห้องhome theaterขึ้นเอาไปไว้บนหิ้งบ้างดีกว่า ซึ่งผมก็ได้เข้าไปดูคลิปนี้ผมก็ว่าบางอย่างที่แกพูดก็ถูกแต่บางอย่างก็ยังเป็นอะไรที่questionable


อย่างในเรื่องpressureของเสียงที่แกบอกให้กระจายทั้งห้อง ผมกลับคิดว่าในเมื่อเรานั่งอยู่ในส่วนล่างของห้อง ดังนั้นเราต้องการเสียงให้ดีมีpressureให้ดีทั้งห้องไปทำไม เทียบกับเราพยายามทำให้บริเวณตรงจุดนั่งฟังที่อยู่ส่วนล่างของห้องมีpressureของเสียงที่กระจายพอเพียงและsmoothก็น่าจะพอแล้ว คล้ายๆกับการออกแบบเครื่องปรับอากาศที่บางทีเขาไม่ได้ติดเพื่อให้ทั้งห้องเย็นเท่ากันทั้งพื้นจนถึงเพดาน แต่focusไปแค่ที่บริเวณด้านล่างที่มีคนอยู่เท่านั้นก็เพียงพอ ส่วนในเรื่องdecoupledระหว่างsubwooferกับพื้นห้อง อันนี้ผมเห็นด้วยกับแกครับว่าควรจะต้องแยกให้subwooferไม่ถ่ายทอดความถี่บางช่วงไปยังพื้น เห็นแกแนะนำใช้ชั้นวางที่ออกแบบมาพิเศษเพื่อช่วยก็ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่โดยปกติการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่นการใช้โฟม, Subdude, spike หรือแม้กระทั้งพวกยางรองsubwooferต่างๆ เหล่านี้ถ้าออกแบบดีๆก็จะช่วยลดความถี่จากลำโพงถ่ายทอดลงไปสู่พื้นได้ดีอยู่แล้ว อย่างในหนังสือคู่มือของCEDIAที่ผมใช้reference ก็แนะนำให้ใช้อุปกรณ์ประเภทนี้เพื่อให้เสียงจากSubwooferมีการตอบสนองที่smoothมากขึ้นไม่มีความถี่ใดความถี่หนึ่งหายไปกับพื้นห้อง


แต่สิ่งหนึ่งที่ฝรั่งในคลิปไม่ได้พูดถึงและเป็นประโยชน์มากในการยกsubwooferให้สูงขึ้นก็คือการแก้ไขเรื่องของroom modeหรือStanding Waveในด้านสูง ยังไงใครสนใจในเรื่องนี้ผมอยากให้ลองกลับไปอ่านเรื่องของroom modeที่ผมเคยเขียนไว้ในนิตยสารVideophileเมื่อสามสี่ปีก่อน














สำหรับการแก้ไขroom modeด้านสูง(height mode)ก็เช่นเดียวกับผนังด้านอื่นๆถ้าเจอmodeเดี่ยวๆเป็นพวกmode(0,0,1) mode(0,0,2)การยกsubwooferขึ้นไปยังตำแหน่งnullย่อมช่วยแน่นอน แต่ในความเป็นจริงส่วนมากroom modeที่เป็นตัวการของเสียงความถี่ต่ำboomyกับdipมักจะมีปัญหามากขึ้นถ้า axial modeมันซ้อนทับกับmodeอื่นๆ เช่นmode(2,0,0) mode(0,1,0)แสดงถึงพบปัญหาด้านheight modeร่วมกับปัญหาroom modeผนังด้านอื่นๆด้วยซึ่งการแก้ไขเราก็สามารถใช้การเลื่อนsubwooferไปยังตำแหน่งnullในผนังด้านกว้างหรือด้านยาวก็ได้ หรือก็อาจจะใช้วิธีวางsubwooferแบบvirtual subก็ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้การเลื่อนsubwooferในด้านheight modeให้ไปในตำแหน่งnullนั้นทำได้ยากที่จะยกขึ้นยกลงไปในตำแหน่งที่ต้องการ นอกจากจะใช้พวกเครนต่างๆช่วยยกขึ้นยกลงหาตำแหน่งเพราะเนื่องด้วยระยางทางด้านสูงที่มีน้อยกว่าด้านยาวและด้านกว้างดังนั้นตำแหน่งของnullก็จะแคบและใกล้เคียงกับตำแหน่งpeakกับdip ตามอัตราส่วนดังนั้นตำแหน่งที่จะยกขึ้นต้องเปะเวอร์พลาดนิดหน่อยไปเจอจุดpeakและdipแน่นอน


จุดด้อยอีกอย่างหนึ่งของการยกsubwooferขึ้นไปก็คือการวางให้ห่างจากพื้นทำให้ลดพลังงานของboundary ที่สะท้อนจากพื้นมา 6dB ตามหลักทางphysics ดังนั้นถ้าsubwooferเขาออกแบบมาให้วางบนพื้นก็ไม่ควรจะยกขึ้นไปเพราะจะลดพลังงานsubwooferลง อีกทั้งsubwooferบางตัวเขามีการtuningให้เสียงที่ดีเมื่อวางบนพื้นเช่นพวกยิงลงข้างล่าง, มีport, มีdriverหลายๆตัวยิงไปหลายๆด้านฯลฯ ยังไงคงต้องอ่านคู่มือก่อนว่าsubwooferที่จะยกสูงขึ้นไปนั้นมีข้อแนะนำในการวางอย่างไรบ้างไม่ใช่ว่าsubwooferทุกตัวจะสามารถยกขึ้นไปได้ สรุปผมว่าจุดหลักๆที่ไม่นิยมในการวางsubwooferด้านสูงก็คือความสะดวก และความแข็งแรงในการวางนั่นแหละครับว่าทำแล้วจะคุ้มกับที่ยกเอาไปวางหรือเปล่า หรือแค่วางบนพื้นก็สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องroom modeต่างๆได้แล้วก็ไม่ต้องลำบากยกขึ้นไป ดังนั้นจะเห็นว่าตำแหน่งวางsubwooferมีความเกี่ยวข้องและสำคัญมากกับเสียงความถี่ต่ำที่เกิดในห้องhome theater ถ้าวางSubwooferไปยังตำแหน่งที่ไม่ดีก็ยากที่จะทำให้เสียงออกมาดีถึงแม้จะใช้โปรแกรมroom correctionดีแค่ไหน มีelectronic filterขั้นเทพแค่ไหนก็ไม่สามารถแก้ให้ดีได้เพราะการใส่eqหรือphase delayเข้าไปในระบบที่มากเกินไปจะทำให้เสียงที่ออกมาแย่กว่าเดิม ผมถูกอาจารย์สอนมาเสมอว่าปัญหาของเสียงที่เกิดจากacousticsจะดีที่สุดต้องแก้ที่acousticsไม่ใช่แก้ที่electronics ใช้แค่electronicsอย่างเดียวแก้ไม่ได้ครับ

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1209 เมื่อ: 23 พฤศจิกายน, 2017, 06:45:44 PM »
อาทิตย์ที่ผ่านมา คุณนัทCinemania บินมาปรับภาพแถวอุดร ก่อนกลับเลยมีเวลาแวะมานั่งดูหนังฟังเพลงกัน


ทั้งภาพยนตร์ไทยที่พึ่งออกมาเป็นDVDเรื่อง ฉลาด เกมส์ โกง ซึ่งลงความเห็นกันว่าเป็นหนังไทยคุณภาพอีกเรื่องหนึ่งที่นอกจากเนื้อเรื่องจะสนุกสนานตื่นเต้นชวนติดตามแล้ว ในเรื่องคุณภาพของเสียงสำหรับเรื่องนี้ถือว่าทำได้ดีมากถึงแม้ว่าในแผ่นจะให้มาแค่Dolby Digitalธรรมดา แต่กลับให้เสียงที่ชัดเจน clarityของเสียงดี ความถี่ต่ำดีมากบางช่วงของScoreเพลงก็จะมีความถี่ต่ำแทรกเป็นระยะเพื่อส่งเสริมให้เนื้อหามีความสนุกมากขึ้นอีกมาก ยังไงช่วยกันอุดหนุนแผ่นแท้ของไทยด้วยนะครับ วงการหนังบ้านเราจะได้มีกำลังใจทำงานดีๆกันออกมาอีก


หลังจากนั้นก็ได้ลองคอนเสิร์ตบลูเรย์ Hans Zimmer Live in Prague เรื่องนี้แนะนำเลยครับเป็นคอนเสิร์ตที่ดูมัน สนุก เพลงก็เป็นเพลงสกอร์หนังที่คุ้นหูกันทั้งนั้นเพราะHan Zimmerเป็นเจ้าพ่อในด้านนี้อยู่แล้ว เริ่มเปิดมาเพลงจากDriving Miss Daisy ตามด้วยSherlock Holmesและบางส่วนจากเพลงในหนังเรื่องMadagascarแค่นี้ก็มันแล้ว แล้วก็ตามมาด้วยเพลงจากหนังเรื่องดังๆอีกหลายเรื่องเช่น Gladiator, The Liong King, Pirates of the Caribbean, The Dark Knight trilogyและแน่นอนที่สุด Inceptionต้องมา ทั้งระบบภาพและเสียงในเรื่องนี้ถือได้ว่าโดดเด่นมาก เสียงความถี่ต่ำบางช่วงลงได้ต่ำและลึกมาก อย่างในtrackที่28เวลาประมาณ 1:30 จะมีเสียงกลองที่มีความใหญ่และลึกดีมากยังไงแนะนำลองหามาฟังกัน แต่เสียดายอย่างเดียวแผ่นนี้ไม่มีSpecial Featuresเบื้องหลังต่างๆให้มาเลยเพราะบางทีผมก็ชอบดูเบื้องหลังการทำงานว่ากว่าจะมาเป็นคอนเสิร์ตระดับนี้เขามีการเตรียมตัวเตรียมงานกันอย่างไรบ้าง


และนอกจากนี้ในแผ่นนี้เราก็จะได้พบกับTina Guo(ทีน่า กัว) ศิลปินมือCellistระดับโลกที่เราเคยได้ยินแต่เสียงCelloของเธอเล่นสกอร์เพลงในหนังดังๆต่างๆมากมายเช่น Inception, X-Men, Iron Man, Batman v Superman, Dunkirkฯลฯ และก็ยังมีหนังอีกหลายเรื่องที่เราคุ้นหูท่อนHookของเพลงในหนังก็มาจากฝีมือของเธอถ้านึกไม่ออกลองนึกถึงเพลงเอกของหนังเรื่องWonder Womanอันนี้ก็เป็นเสียงelectric celloของเธอเอง นับได้ว่าแผ่นHans Zimmerนี้แค่ฟังเธอเล่นเธอแสดงก็คุ้มแล้วครับ

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1208 เมื่อ: 21 พฤศจิกายน, 2017, 04:59:35 PM »
เนื่องมาจากLumegen RadianceXE3Dตัวเก่าของผมไม่ได้ไปต่อละ mainboardเสีย เลยจำเป็นต้องจัดตัวใหม่มาแทน
รูปร่างหน้าตานี่เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือLogo


เปิดมาอุปกรณ์ข้างในก็ยังเหมือนเดิม แต่ไม่มีคู่มือมาให้


ด้านหน้า




ตัวนี้มีDarbee DVPฝังอยู่ในตัวเลย darbeeตัวเดิมคงต้องเก็บเข้ากรุ


แต่ด้านหลัง port analogต่างๆหายเกลี้ยงเหลือแค่HDMI


รุ่นนี้สั่งเอาแบบboard HMDI 18G ได้(เสียเงินเพิ่ม)


แต่ก็ไม่รู้สั่งมาทำไมProjectorยังตัวเก่า 1080p อยู่เลย


จัดเต็มFully Calibration แบบ LUT3D 17x17x17 ซึ่งก็เท่ากับ4,913จุด ใช้เวลาไปสองชั่วโมง


หลังCalibrationร่วมกับProjector รุ่นเก๋าJVC DLA-RS56 ค่าพื้นฐานต่างๆก็ยังพอได้อยู่


LUT 3D Cubeเข็นไปไกลสุดเท่านี้


เทียบกันให้เห็นจะจะ ระหว่างLUT3Dกับmode presetต่างๆติดมากับเครื่อง ที่บางคนคิดว่าไม่ต้องไปcalibrateอะไรเพิ่ม


ภาพเหล่านี้ถ่ายไม่ได้ปรับแต่งสีใดๆ เอาตรงๆแล้วย่อขนาดลงเท่านั้น ลองดูความแตกต่างครับ


ภาพที่presetส่วนมากจะไม่ค่อยตรง ไม่อมฟ้า ก็อมแดง นี่ขนาดเลือกpresetที่เขาแนะนำว่าใกล้เคียงกับD65ที่สุดแล้วละนะ


ดังนั้นCalibrationเถิดครับใครที่ใช้projector ไม่ว่าจะทำเอง autocal หรือจ้างคนมาทำ รับรองภาพดีกว่าที่มากับเครื่องแน่นอนครับ

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1207 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน, 2017, 05:01:34 PM »
อาทิตย์นี้มีพี่ๆน้องๆมาเยี่ยมเยือนดูหนังฟังเพลงที่ห้องhome theaterกันหลายคนครับ




ตามคำขออยากลองเสียงเบส คอนเสิร์ต justin bieber



ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1206 เมื่อ: 09 พฤศจิกายน, 2017, 05:34:34 PM »
บทความจากหนังสือ Audiophile Videophile เรื่องProjection Screens ใครสนใจเรื่องจอแบบต่างๆลองอ่านหาความรู้เพิ่มเติมได้ครับ









ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1205 เมื่อ: 06 พฤศจิกายน, 2017, 06:30:35 PM »
วันนี้มีโอกาสดีที่ได้ไปปรับภาพและเสียงให้กับเฮียตี๋ ญาติผู้ใหญ่ที่นับถือใน จ.อุดรธานี



ห้องนี้ผมเคยCalibrationเมื่อหลายปีมาแล้วและเคยนำเสนอลงในหนังสืAudiophile Videophileแล้วด้วย


มาตอนนี้ได้upgradeและเพิ่มอุปกรณ์ต่างๆอีกหลายอย่างเช่นProjector, Pre-proเปลี่ยนเป็นMarantz 8802a ที่สำคัญเพิ่มลำโพงSubwooferเป็น JL f-113สองตัว


รวมถึงUpgradeระบบเป็น Dolby Atmos 7.2.4


อุปกรณ์ที่ใช้ปรับเสียงก็ชุดเดิมคือHAA kitร่วมกับSmaart V8


ใช้ไมค์ในการวัดเสียงห้าตัว


ห้องนี้ลักษณะlayoutเป็นรูปตัวL ดังนั้นการคำนวณroom modeเพื่อหาตำแหน่งSubwooferของห้องก็จะยากกว่าปกติเพราะไม่สามารถใช้สูตรแบบห้องรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากทั่วๆไปได้


ต้องอาศัยการวัดหน้างานเป็นสำคัญ ดังนั้นงานนี้จึงต้องทำการยกSubwooferเพื่อหาตำแหน่งกันเยอะหน่อยเริ่มจากตำแหน่งแรกหน้าขวากับกลางห้องด้านขวามือ


ตำแหน่งที่สองหน้าขวากับกลางห้องด้านซ้าย


ตำแหน่งต่อมาหน้าห้องทั้งสองตัว


วางไว้หน้าห้องทั้งสองตัวก็ยังมีdipอยู่หลายจุด


เลยต้องหากันต่อไป


สรุปแล้วตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดในห้องนี้เป็นตำแหน่งกลางห้องทั้งสองข้าง


เรียกได้ว่าตำแหน่งนี้frequency responsไม่จำเป็นต้องใช้DSPหรือEQ ก็smoothแล้ว


ใช้โปรแกรมSmaart V8วัดค่าimpulse responseเพื่อหาdistanceของลำโพงทั้งหมดยกเว้นSubwoofer


ทำการalign phaseของ Subwooferทั้งสองตัวแบบParallel และระหว่างSubwooferกับลำโพงmainแบบ Serial


ปรับเสร็จเรียบร้อยเสียงออกมาตามมาตรฐาน โดยเฉพาะเสียงความถี่ต่ำจากลำโพงJL F113ทั้งสองตัวที่ทำงานเข้ากันกับลำโพงทั้งชุดเป็นอย่างดีหลังจากมีการทำalignmentแล้ว ใครที่เคยคิดว่าลำโพงJLเบสต้นไม่ดี ไม่มีimpact คงต้องตรวจสอบอีกทีในเรื่องของความsmoothของfrequency responseที่ผมมักจะพบว่าถ้ามีdipของความถี่ต่ำช่วง60-80Hz(อย่างที่ผมพบได้หลายตำแหน่งของการวางSubwooferในห้องนี้)ความรับรู้ถึงimpactจะหายไปอย่างมาก และที่สำคัญต้องทำphase alignment เพื่อให้เสียงความถี่ต่ำที่ออกมามีความคมชัด แน่น ฉับไวและมีความกลืนกันไปกับลำโพงในSystemจนไม่สามารถระบุตำแหน่งของSubwooferได้


มอบป้ายTHX Plaqueเพื่อเป็นที่ระลึก


ขอขอบคุณเฮียสมชายแห่งร้านขอนแก่นไฮไฟ และคุณเอจากร้านอุดรไฮไฟที่ได้ช่วยเหลือในการSet upครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างดี


ขอบคุณเฮียตี๋อีกครั้งสำหรับของขวัญสิ่งมงคลที่มอบให้ผมในครั้งนี้ครับ



ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1204 เมื่อ: 24 ตุลาคม, 2017, 05:25:06 PM »
บทความจากนิตยสารAudiophile/Videophile เป็นเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับสายHDMI







 :secret

ออฟไลน์ Too' Ninja

  • Admin
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 5,786
  • เพศ: ชาย
  • ตู่ นินจา
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1203 เมื่อ: 17 ตุลาคม, 2017, 06:28:46 AM »
 like  :groovy

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1202 เมื่อ: 16 ตุลาคม, 2017, 09:40:10 PM »
การวางและconfiguration subwooferห้องหมอเอก

หลังจากผมได้subwooferของMeyer Sound รุ่น X-400cใหม่มาอีก2ตัวรวมเป็นทั้งหมด 4ตัวในห้อง จึงต้องทำการsetupและติดตั้งใหม่ แต่จะติดตั้งแบบไหนวางแบบไหนก็ต้องมาดูและตัดสินใจถึงสภาพแวดล้อม สภาพอุปกรณ์ สภาพห้องต่างๆว่าแบบไหนถึงจะให้ผลลัพธ์ได้ดีที่สุด

โดยแบบแรกที่คิดไว้ก็คือการเอาลำโพงsubwooferเข้าไปรวมกับลำโพงหน้าLCRโดยใช้DSPของMeyer Soundรุ่นGalileo408เป็นตัวจัดการBass management ตัดHigh pass filter(HPF)ลำโพงmain และตัดLow Pass Filter(LPF)ลำโพงSubwooferแล้วก็นำเอาลำโพงทั้งสองมารวมเข้าด้วยกันหรือที่เรียกว่าalignกัน ก็จะทำให้ลำโพงหน้าทั้งสามตัวของผมกลายเป็นลำโพงแบบFull rangeและตอบสนองความถี่ได้ตั้งแต่ 20-20000Hz โดยที่ไม่มีความถี่หายไป หรือมีการบูทซ้อนทับกันมากเกินไปของความถี่ช่วงใดๆ

แล้วก็มาsetในส่วนของPre-processor Marantz AV8802ให้ลำโพงหน้าทั้งสามตัวเป็นLargeหรือความหมายก็คือเป็นFull Rangeนั่นเอง ส่วนลำโพงSurroundก็จะทำการBass managementที่pre-pro โดยsetให้ความถี่ต่ำเข้าไปรวมกับLFEแล้วส่งไปยังsubwooferอีกตัวหนึ่ง(ตัวที่สี่) ลักษณะแบบนี้ก็ใกล้เคียงกับที่ทางDolbyแนะนำใช้ในโรงภาพยนต์ทั่วไปหรือห้องDolby Approved Studio ที่ลำโพงด้านหน้า 3channelsต้องเป็นลำโพงFull rangeเท่านั้นส่วนลำโพงSurroundก็จะใช้Bass managementเพื่อนำเอาความถี่ต่ำของsurroundทั้งหมดรวมถึงลำโพงceiling channelsใส่ลงไปในSubwooferแยกต่างหาก2ตัว ด้านซ้ายหนึ่งตัวสำหรับSurr+ลำโพงเพดานด้านซ้าย ด้านขวาอีกตัวสำหรับSurr+ลำโพงเพดานด้านขวา ซึ่งSubwooferทั้งสองตัวนี้จะอยู่ด้านหลังหรือแขวนไว้อยู่บนเพดาน ด้านหลังซ้ายและขวา

มาถึงแบบที่สองที่ผมลองทดสอบเปรียบเทียบกันคือใช้Bass Managementทุกchannels โดยตัดความถี่ต่ำของลำโพงmainทุกตัวไม่ว่าจะเป็นลำโพงหน้าซ้าย กลาง ขวา,ลำโพงSurround, ลำโพงเพดานเข้าไปรวมกับ LFE channels แล้วส่งไปยังSubwooferทั้งสี่ตัว แบบนี้เป็นวิธีที่ THXแนะนำให้ใช้ในห้องขนาดเล็กหรือห้องhome theaterโดยทั่วไป ซึ่งความจริงแล้วทางdolbyเองก็ยืดหยุ่นให้ใช้วิธีนี้ได้ในห้องhome theaterถ้าลำโพงด้านหน้าไม่สามารถตอบสนองความถี่full rangeได้(สามารถอ่านได้จาก Dolby Home Theater Installation Guidelines)

ที่เอามาเปรียบเทียบกันนี้เนื่องจากว่าอุปกรณ์ในห้องที่ใช้อยู่ของผมสามารถsetได้ทั้งสองแบบ เลยดำเนินการsetกันทั้งสองแบบแล้วลองเอามาเทียบกันให้เห็นแบบชัดๆว่าในห้องนี้ติดตั้งแบบไหนจะดีกว่ากัน โดยในแบบแรกจะsetให้ 3channelsหน้าเป็นลำโพงfull rangeอย่างที่บอกมาแล้วยกเอาลำโพงหน้าซ้ายและขวาขึ้นไว้บนลำโพงSubwoofer ทำการbass managementตัดcrossover 80Hz ส่วนของลำโพงcenterก็วางSubwooferไว้ด้านหลังของลำโพงmainเนื่องจากจะบังจอถ้ายกขึ้นไปต่อกันเหมือนลำโพงซ้ายและขวาแล้วbass managementเช่นเดียวกับลำโพงหน้าซ้ายและขวา ส่วนลำโพงSurroundและลำโพงเพดานก็จะตัดความถี่ที่Pre-proให้ความถี่ต่ำกว่าcrossover point 80Hzแต่ละchannelไปรวมกันกับLFE แล้วส่งไปยังSubwooferอีกตัวหนึ่งแยกต่างหาก หลังจากวางลำโพงset configurationต่างๆเรียบร้อยแล้วก็ทำการFully Calibration ทั้งในส่วนของtime domainไม่ว่าจะเป็นการset phase,time delay ในส่วนของfrequency domainโดยการใช้parametric eqในdspจัดการ ซึ่งผมว่าการวางลำโพงแบบนี้ข้อดีอย่างหนึ่งก็คือการที่ลำโพงmainและลำโพงSubwooferอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน การset time/phase delay ก็จะทำได้ง่ายดีไม่ต้องใส่delayมาก phaseระหว่างลำโพงmainและSubwoofer ก็alignกันแล้ว

สำหรับการsetอีกแบบผมจะใช้configurationแบบ bass management ทุกแชลแนลผ่านทางpre proโดยsetให้ลำโพงเป็นsmallทุกchannelตัดความถี่ที่ 80Hz แล้วbypassค่าต่างๆบนpre-pro มาปรับทุกอย่างบนdsp Galileo408และBSS Blu-160แทน ตำแหน่งลำโพงSubwooferจะวางเป็นรูปกากบาทตรงกึ่งกลางผนังทั้งสี่ด้าน เพราะลองขยับหลายๆตำแหน่งในห้องผมแล้ว ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่มีfrequency responseดี่ที่สุด ถึงแม้จะมีdipและboomyบ้าง ก็ใช้dsp ทำการparametric eqน้อยที่สุด เพื่อให้การตอบสนองความถี่ราบเรียบมากที่สุด หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยก็ทำการวัดค่าต่างๆของการset ทั้งสองแบบเก็บไว้ แล้วมานั่งฟังจริงๆเก็บข้อมูลไว้ว่าเสียงที่ได้ยินเป็นอย่างไรบ้างเพื่อจะนำไปเปรียบเทียบกันระหว่างข้อดีข้อเสียของการsetทั้งสองแบบ ซึ่งขอแบ่งข้อดีข้อเสียของการใช้Bass Managementเป็นข้อๆเพื่อจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

คราวนี้ลองมาดูกราฟจากการsetทั้งสองแบบดูบ้าง จะเป็นกราฟfrequency response เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว.... อย่าพึ่งด่วนสรุปบอกว่ากราฟพวกนี้บอกว่าเสียงดีไม่ดีไม่ได้หรอก ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับที่ว่ากราฟfrequencyอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าเสียงแบบนี้ดีกว่าแบบนี้ เพราะถึงแม้กราฟfrequency responseจะราบเรียบก็ไม่ได้บอกถึงว่าเสียงที่ได้มีความสม่ำเสมอ เนื่องจากในความราบเรียบนั้นอาจจะแฝงการเกิดkeep ringingของเสียงเบสที่มียาวนานกว่าปกติ ที่สำคัญในเรื่องของเสียงนอกจากfrequency domainแล้วสิ่งที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพของเสียงอย่างน้อยก็เท่ากับหรือมากกว่าเรื่องของfrequency domainก็คือtime domain ซึ่งก็ได้แก่การวัดพวกimpulse respons, phase trace, Decay time and waterfall graphs, ETC ยังไงถ้ามีคนสนใจผมค่อยพูดถึงละเอียดในแต่ละตัวอีกทีครับ

นอกจากนี้เสียงดีเสียงไม่ดีก็ยังขึ้นอยู่กับอุปกรณ์เครื่องเสียงต่างๆที่ใช้เป็นสำคัญด้วย แต่สิ่งที่กราฟfrequency responseบอกเราได้คือ มีความถี่ไหนหายไปหรือดังผิดปกติบ้าง ซึ่งจากกราฟfrequency response ของลำโพงหน้าทั้งสามตัวที่ต่อแบบBass managementจะมีความสม่ำเสมอและราบเรียบของเสียงความถี่ต่ำที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนของfull rangeจะมีความถี่ช่วงประมาณ 30-50Hzหายไปเกือบทุกตัวเนื่องมาจากroom modeของห้องผมเอง และเนื่องจากไม่สามารถขยับลำโพงsubwooferที่วางอยู่บนลำโพงmainทั้งสามตัวหน้าไปในตำแหน่งที่จะลดroom modeของห้องได้ ถึงแม้จะพยายามใช้parametric EQช่วยอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม มันก็ได้แค่นี้ไม่สามารถเพิ่มความถี่ได้ตามที่ต้องการ

และเมื่อผมได้ฟังเสียงจากหนังและคอนเสิร์ตจะจับได้อย่างชัดเจนเลยอย่างเช่นคอนเสิร์ตออเคสตร้าเสียงกลองทิมปานีบางตัวเบาลง หรือหายไปเลย เนื่องจากถ้าเราเคยฟังเสียงในแบบfrequency responseที่สม่ำเสมอมาจนติดหูจำได้ เมื่อมาฟังเสียงที่มีความถี่ต่ำบางย่านหายไปหรือบางย่านบูมผิดปกติจะฟังออกได้ชัดเจนเลย ดังนั้นcalibratorปรับเสียงส่วนมากจะสอนให้ฟังเสียงจากการดีดเบส หรือเสียงการตีกลองว่ามีเสียงบางช่วงในการดีด หรือในการตีที่มีเสียงหายไปไหมเพื่อทดสอบความสม่ำเสมอของเสียง ไม่ได้ฟังแค่ว่าเสียงแบบนี้ดังกว่าแบบนี้เพราะบางทีเสียงที่ดังกว่าหรือมีเนื้อมีหนังมากกว่านั้นมันเป็นเสียงของbass boomหรือเสียงเบสที่keep ringing นอกจากนี้การSetแบบBass managementเสียงที่ออกมาจากลำโพงทุกตัวในระบบความถี่ต่ำจะใกล้เคียงกันมากเนื่องจากเสียงความถี่ต่ำของทั้งระบบมาจากลำโพงsubwooferชุดเดียวกันความต่อเนื่องของเสียง จากลำโพงต่อลำโพงจะกลมกลืนกันมากกว่า แต่แบบfull rangeเสียงจากลำโพง3ตัวหน้าจะไม่ค่อยเหมือนกันเพราะตำแหน่งsubwooferทั้งสามตัวอยู่คนละตำแหน่งกันการสะท้อนเสียงจากผนังต่างๆจึงให้ความแตกต่างของเสียงความถี่ต่ำมากกว่า

แค่นี้ก็รู้แล้วว่าห้องนี้และระบบนี้ควรจะต้องใช้configurationแบบBass managementของลำโพงทุกตัว ผมเลยสรุปข้อดีข้อเสียของBass managementที่รวบรวมมาจากทั้งในหนังสือ การบรรยายที่เคยฟังมา และประสบการณ์ที่ได้มาจากการsetในห้องของตัวเองมาเป็นข้อๆจะได้เห็นภาพชัดเจนและครอบคลุมมากขึ้น

ข้อดีของการใช้Bass Management
1.   มีอิสระในการวางตำแหน่งลำโพงหน้าซ้าย กลาง ขวา(More freedom in mains placement) เนื่องจากตำแหน่งการวางลำโพงmainจะได้ให้มุ่งเน้นความสนใจไปที่speaker imageหรือตำแหน่งfocusของเสียงที่ดี ไม่ต้องกังวลถึงถึงตำแหน่งที่bass responseดีที่สุดเพราะตำแหน่งดีสำหรับการตั้งsubwooferเพื่อลดความรุนแรงของstanding wave อาจจะไม่ใช่ตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสมของลำโพงmain channelsต่างๆเช่นตำแหน่งsubwooferของห้องนี้อาจจะเหมาะสมวางไว้มุมห้อง หรือกลางผนังจุดใดจุดหนึ่งในห้อง ซึ่งตำแหน่งนี้บางทีก็ไม่ใช่ตำแหน่งที่ถูกต้องในการวางลำโพงmainเพื่อให้ได้sound imageหรือfocusที่ดี แต่บางท่านอาจจะสงสัยว่าอ้าวแล้วทำไมในบางห้องที่เป็นapproved studioหรือโรงภาพยนต์เขาถึงสามารถsetลำโพงแบบFull rangeได้ อันนี้ต้องแยกเป็นสองประเด็น อย่างแรกคือเรื่องของขนาดของห้อง ที่ผมพูดอยู่เสมอว่าAcousticsในห้องขนาดใหญ่ จะไม่เหมือนกับAcousticsในห้องขนาดเล็กดังนั้นการจัดการกับเสียงในห้องที่มีAcousticsต่างกันเลยต้องมีวิธีที่ต่างกันเพื่อให้ได้ผลลัทธ์เหมือนกัน เมื่อขนาดของห้องใหญ่ขึ้นAcousticsของห้องจะเปลี่ยนไปทำให้ความสำคัญของStanding Waveหรือroom modeในความถี่ต่ำจะลดลง ดังนั้นความสำคัญของตำแหน่งการวางSubwooferจึงลดลง ไม่ได้หมายถึงห้องใหญ่ๆจะไม่มีroom modeแต่เนื่องจากขนาดห้องที่ใหญ่room modeที่อยู่ในห้องจึงเกิดการrandomizeต่อกันและทำให้พลังงานที่เกิดไม่ค่อยรุนแรงเหมือนในห้องขนาดเล็กที่ตำแหน่งการวางของลำโพงSubwooferจะมีบทบาทต่อเสียงความถี่ต่ำได้มากกว่า อีกเรื่องหนึ่งถึงแม้จะเป็นห้องที่มีขนาดไม่ใหญ่มากแต่ถ้ามีการวางแผนจัดการกับความถี่ต่ำภายในห้องอย่างดี มีประสิทธิภาพแล้ว การตอบสนองต่อความถี่ต่ำก็จะดีถึงแม้จะConfigurationลำโพงเป็นFull Range อย่างเช่นห้องที่เป็นห้องProfessional Studioต่างๆที่มีต้นทุนในการทำห้องสูงกว่าห้องhome theaterทั่วไปมาก มีการคำนวณขนาดห้อง รูปร่างห้องมาเป็นอย่างดีเพื่อห้องกันเรื่องของstanding wave ผนังห้องต่างๆมีการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อลดพลังงานของเสียงที่ออกมาจากผนังไม่ว่าจะเป็นการใช้Isolation Clip, การใช้ยางdampที่ผนัง, วัสดุBass treatmentต่างๆที่มีคุณภาพเป็นต้น เหล่านี้ล้วนทำให้เสียงที่สะท้อนกลับเข้ามาในห้องที่เป็นต้นกำเนิดstanding waveลดความรุนแรงลงทำให้การตอบสนองต่อเสียงต่ำภายในห้องดีมากขึ้นไปด้วย แต่สำหรับห้องผมเองไม่ได้เป็นแบบนี้เป็นห้องสี่เหลี่ยมธรรมดาที่ตอนทำก็ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนี้ซักเท่าไร ไม่ได้มีการtreatผนัง พื้น หรือเพดานเหมือนห้องระดับprofessional studio ก็ใช้แค่ผนังอิฐกับบุวัสดุกันเสียงแล้วยิงแผ่นยิปซัมติดตามธรรมดา ดังนั้นการตอบสนองต่อเสียงของห้องApproved Professional Studioย่อมดีมากกว่าทำให้การsetลำโพงเป็นFull rangeจึงมีปัญหาน้อยกว่า
2.   ลำโพงทุกตัวในระบบจะมีเสียงความถี่ต่ำที่ใกล้เคียงกัน(All speaker exhibit similar bass response)เนื่องจากเสียงความถี่ต่ำมาจากSubwooferเหมือนกัน เพราะว่าเราต้องการให้ลำโพงทุกchannelsมี bass responseที่เหมือนกันซึ่งจะทำให้ความต่อเนื่องของเสียงในchannelsต่างๆทำได้ดีกว่า
3.   ทำให้ลำโพงSurroundมีกำลังเพิ่มมากขึ้น(Add power for surrounds) จากเดิมที่ลำพังตัวลำโพงSurroundจะมีขนาดไม่ใหญ่เหมือนลำโพง LCR
4.   แบ่งเบาภาระอันหนักอึ้งของความถี่ต่ำจากลำโพงหลัก(Mains experience less woofer fatigue) ไปยังsubwooferที่มักจะมีกำลังในการขับเสียงต่ำดีกว่าลำโพงmain ทำให้wooferของลำโพงmainมีfatigueหรือความล้าจากการทำงานหนักลดลง เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับในห้องpost production facility, dub stage, composer roomฯลฯ ต่างๆที่บางทีต้องใช้งานกันมากกว่า 20ชั่วโมงต่อวันเป็นเดือนๆ อย่างห้องของBob Hodas คนที่ทำการtuning ห้องprofessional studioเหล่านี้เขาก็บอกว่าห้องpost productionขนาดเล็กที่เขาcalibratedมากกว่าร้อยละ 90ใช้configurationแบบBass management
ข้อเสียของการใช้Bass Management
1.   มีPhase cancellationที่ตำแหน่งcrossover pointเนื่องจากระยะทางที่แตกต่างกันของSubwooferกับลำโพงMain(Phase cancellation at X over point due to differing speaker distances from subwoofer) โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าในห้องมีsubwooferแค่ตัวเดียว เช่นในระบบไม่ว่าจะเป็น 7.1, 5.1, 7.1.4 หรือmulti channelsแบบไหนๆ arrival timeที่มาถึงของเสียงจากลำโพงต่างๆจะไม่เท่ากัน ซึ่งเมื่อมาเจอกับเสียงความถี่ต่ำก็อาจจะเกิดphase cancellationได้ถ้าลำโพงบางตัวมีphaseไม่เข้ากับsubwooferในตำแหน่งcrossover point
2.   เกิดphase delayระหว่างการรวมกันของลำโพงsubwooferและลำโพงmain(Additional crossover distortion and phase delay) ทำให้เกิดความเพี้ยนตรงบริเวณcrossover pointซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับการใช้bass management
3.   การแพนเสียงความความถี่ต่ำไม่สมจริง(Low frequency effects panning is ineffective in surrounds) เช่นเราวางsubwooferไว้ด้านหน้า แต่การแพนเสียงของSurroundไปอยู่ด้านหลังถ้ามีการตัดcrossoverที่สูงมากเกินไปก็จะทำให้imageของเสียงไปในทางที่ไม่ถูกต้อง แต่ในข้อนี้หลังจากผมได้ลองในห้องตัวเองโดยได้ทำการตัดcrossoverไม่ไห้สูงเกินไปในการsetแบบbass managementเพื่อป้องกันการฟ้องตำแหน่งของลำโพงSubwoofer และมีการทำphase alignmentระหว่างSubwooferและลำโพงmainให้มีทั้งการin phaseและ in timeในบริเวณcrossover point พบว่าระหว่างการsetแบบFull rangeและBass management แทบจะไม่เห็นความแตกต่างกันในเรื่องของเสียงเบสที่ไม่ไปตามการแพนเสียงของลำโพงหลักเลย
โดยสรุปแล้วในห้องของผมนี้เลยต้องวางลำโพงและconfigurationเป็นแบบBass Management แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าการSetแบบนี้จะเหมาะสมกับห้องทุกห้อง เพราะความแตกต่างในอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้ไม่เหมือนกัน อีกทั้งความแตกต่างในโครงสร้าง ขนาด รูปร่าง ของห้องต่างๆที่ไม่เท่ากันการตอบสนองต่อเสียงต่างๆก็ไม่เหมือนกัน เพียงแต่อยากจะแชร์ประสบการณ์ในการCalibrationว่าผมทำยังไง ผู้อ่านจะพอได้ideaว่ามีจุดไหนที่ต้องให้ความสำคัญ มีจุดไหนที่ควรระวังในการSet upและCalibrationห้องhome theater เผื่อวันหลังจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในห้องของเราบ้างครับ
 :secret

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1201 เมื่อ: 15 ตุลาคม, 2017, 10:45:51 AM »

Subwoofer Reference Levelเรื่องที่ผมมักจะถูกถามเข้ามาบ่อยมากว่าจะปรับVolumeของSubwoofer ไปที่เท่าไร่ดี? ผมไปฟังบ้านเพื่อนมาหลายบ้าน บางบ้านเบสเยอะมาก บางบ้านเบสน้อยมาก อันไหนคือความดังของความถี่ต่ำที่ถูกต้อง? เสียงเบสในห้องสตูดิโอมาตรฐานที่บอกว่าผู้กำกับอยากให้คนฟังได้ยินนี่มันดังเท่าไร? ต้องปรับความดังที่AVRเท่าไรเสียงจึงจะดังเท่าในห้องstudioที่เขาmixกัน? จะcalibrateเสียงในห้องhome theaterยังไงให้มีเสียงความถี่ต่ำดังตามมาตรฐาน? และอีกหลายๆคำถามที่เกี่ยวกับการปรับความดังของSubwoofer







ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1200 เมื่อ: 15 ตุลาคม, 2017, 09:47:32 AM »
มาดูกันครับว่าห้องเรียนปรับภาพTHX สอนการปรับภาพ4K HDRแบบไหนบ้าง












ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1199 เมื่อ: 15 ตุลาคม, 2017, 09:33:49 AM »

ออฟไลน์ Too' Ninja

  • Admin
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 5,786
  • เพศ: ชาย
  • ตู่ นินจา
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1198 เมื่อ: 14 ตุลาคม, 2017, 06:23:31 AM »
 :victory  like

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1197 เมื่อ: 13 ตุลาคม, 2017, 10:08:22 PM »
บทความในหนังสือ Audiophile/Videophile เรื่อง 9Interesting Home Theater Questions มาดูกันว่า 9คำถามยอดนิยมที่ผมถูกถามบ่อยที่สุดในเรื่อง Home theater มีอะไรกันบ้างครับ









ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1196 เมื่อ: 11 ตุลาคม, 2017, 06:39:29 PM »
Full-Range vs Bass-Management





































ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1195 เมื่อ: 11 ตุลาคม, 2017, 06:19:34 PM »
วันนี้ได้มีโอกาสต้อนรับคุณอุเทนและเพื่อนๆคอhome theaterที่เดินทางมาจากทั้งพยัคฆภูมิพิสัย มหาสารคาม หนองบัวลำภู นครพนมฯลฯ เพื่อมาทำธุระที่อุดรธานี เลยได้เข้ามาพูดคุยดูหนังฟังเพลงกันอย่างมัน ยังไงต้องขอบคุณสำหรับของฝาก ของดีจากท่าอุเทน นครพนมด้วยนะครับ วันหลังแวะมาเที่ยวอุดรกันอีกนะครับยินดีต้อนรับเสมอ





ออฟไลน์ Too' Ninja

  • Admin
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 5,786
  • เพศ: ชาย
  • ตู่ นินจา
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1194 เมื่อ: 19 กันยายน, 2017, 05:47:20 AM »
อลังค์มั่กๆครับ  0)]

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1193 เมื่อ: 18 กันยายน, 2017, 05:51:39 PM »
วันนี้พวกเราชาวกลุ่มHT Proที่เป็น Audio and Video Calibratorได้เข้าเยี่ยมชมOne Cool Productionที่มีผลงานpost productionระดับโลกอยู่มากมาย เลยขอเอาภาพบรรยากาศการเยี่ยมชมมาให้ดูกันก่อน ส่วนรายละเอียดแบบเจาะลึกที่เราอยากจะรู้เกี่ยวกับห้องpost productionโดยเฉพาะห้องแบบDolby Atmos เช่นแต่ละห้องใช้อุปกรณ์อะไรกันบ้าง setupกันแบบไหน เสียงและภาพที่ได้ออกมาเป็นยังไงเหมือนห้องhome theaterที่เราเห็นกันทั่วๆไปหรือเปล่า ผมจะเล่าให้ฟังอีกทีแบบเต็มๆในนิตยสารAudiophile Videophile คอยติดตามกันได้ครับ ก็ขอขอบคุณพี่ทิพย์ผู้บริหารOne Cool คุณโอทEngineerจากDolby คุณปั้นSound Mixer รวมถึงstaffของone coolทุกท่าน ลืมไม่ได้คือพี่ภิญโญที่ใจดีของน้องๆที่ช่วยประสานงานให้ได้เข้าเยี่ยมชมครั้งนี้ ขอบคุณครับทุกๆท่าน


บรรยากาศด้านหน้าของOne Cool Production


มาแล้วครับพี่ทิพย์ที่ให้ความเป็นกันเองกับพวกเรามาก


เล่าประวัติความเป็นมาก่อนเข้าไปชม




รางวัลต่างๆที่เคยได้รับ


Let's Go


ห้องMixเสียงแบบมาตรฐานของDolby Atmos


ประตูสองชั้น อย่างหนาเลย


คุณปั้นแนะนำอุปกรณ์ต่างๆ






แนะนำตัวว่าแต่ละคนที่มาเป็นใครและชำนาญในการcalibratorด้านไหนบ้าง






คุณโอ๊ท วิศวกรของDolby อธิบายเกี่ยวกับระบบDolby Atmos สำหรับtechnicianแบบละเอียด


พี่อิ๊ดร่วมแชร์ประสบการณ์เรื่องเสียงที่ได้มาจากการเข้าร่วมประชุม CEDIA2017ครั้งล่าสุด


คุณโอ๊ทอธิบายในเรื่องobject base และ channel base
















เสร็จจากห้องเสียง ก็ไปด้านภาพกันต่อ


ห้องนี้เป็นห้องที่Colorist ใช้ในการgradingภาพ


พี่ทิพย์อธิบายเกี่ยวกับห้องนี้






เยี่ยมชมเสร็จมาเสวนากันต่อ




โม้อะไรพี่ชวิน....ที่พี่คุยอยู่ด้วยนี่ทั้งEngineer ทั้งSound Mixer เลยนะครับพี่555


คุณปั้น Sound Mixer ระดับแนวหน้าของประเทศ และภูมิภาคนี้




คุณโอ๊ท EngineerของDolby


คนเรามักมีอะไรที่ชอบเหมือนๆกัน555


ได้ทั้งความรู้ ประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม สนุกสนานกันมากครับวันนี้


ขอขอบคุณทุกๆท่านด้วยครับ



ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1192 เมื่อ: 15 กันยายน, 2017, 09:24:49 PM »
วันนี้คุณวีและเพื่อนๆที่ติดตามบทความของผมในหนังสือกับในinternet เดินทางมาจากสุรินทร์และมหาสารคามเพื่อมาประชุมที่อุดรธานี เลยมีโอกาสแวะมาสวัสดี พบปะพูดคุย ดูหนังฟังเพลงกัน ขอบคุณสำหรับของฝากอีกครั้ง ยังไงคราวหน้าผมคงมีโอกาสไปเยี่ยมเยือนห้องhome theaterคุณวีที่สุรินทร์บ้างนะครับ










 d_d :drunk

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1191 เมื่อ: 15 กันยายน, 2017, 09:21:19 PM »
like  :victory
ช่วยแจ้งค่าตัว กับแหล่งจำหน่ายให้หน่อยนะครับ
ขอบคุณครับ

ที่ผมsearchมา ทั้งจากebay amazon lazada มีตั้งแต่ราคาประมาณหมื่นหนึ่ง จนถึงหมื่นกลางๆ แล้วแต่ร้านครับพี่
 :secret

ออฟไลน์ Too' Ninja

  • Admin
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 5,786
  • เพศ: ชาย
  • ตู่ นินจา
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1190 เมื่อ: 15 กันยายน, 2017, 06:21:50 AM »
 like  :victory
ช่วยแจ้งค่าตัว กับแหล่งจำหน่ายให้หน่อยนะครับ
ขอบคุณครับ

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1189 เมื่อ: 14 กันยายน, 2017, 05:56:02 PM »
ได้Universal Remoteตัวใหม่มาเป็นของLogitec Harmony รุ่น Elite เลยจะมาเล่าประสบการณ์การใช้งานให้ฟังว่าเป็นยังไงบ้าง


เริ่มต้นก่อนว่าทำไมต้องมีUniversal remote นึกออกไหมครับเวลาจะดูหนังฟังเพลงที ต้องกดremoteทั้งหมดไม่ต่ำกว่าสิบครั้งกว่าจะเปิดเครื่องได้ ไหนจะต้องเปิดเครื่องเล่น เปิดโปรเจคเตอร์ เปิดpre-pro เปิดแอมป์ และต้องเปิดเครื่องเคราต่างๆอีกหลายอย่าง แถมเปิดแล้วยังไม่พอต้องมาเลือกช่องของเสียง ช่องของภาพ functionต่างๆที่ต้องใช้ วันไหนเบลอๆมานั่งคิดตั้งนานว่าวันนี้จะดูดาวเทียม แล้วเราต่อช่องไหนหว่า อันนี้เป็นสภาพจริงๆที่ผมพบกับตัวเองก่อนที่จะมาใช้Universal remote


ตัวนี้เป็นUniversal Remoteตัวเก่าของผมเป็นของLogitechรุ่นHarmony One ผมใช้อยู่มาร่วมหกเจ็ดปี สั่งถ่านจากebayมาเปลี่ยนแล้วหนึ่งรอบเนื่องจากถ่านเดิมชาร์จไม่ค่อยเข้าและบวม สภาพตอนนี้ก็ยังใช้งานได้อยู่แต่motion sensorเริ่มเสื่อม บางทีจับขึ้นมาไฟไม่ติดเอง ต้องคอยเขย่าแรงๆ ทำให้คิดว่าควรหาตัวใหม่มาแทนได้แล้วเพราะตอนนี้ติดนิสัยความสบาย จะให้กลับไปยุ่งยากใช้remoteแบบเดิมๆไม่เอาแล้ว


เข้าไปหาข้อมูลในinternetเลยคิดว่าคงจะเล่นตัวlogitechแบบเดิมเพราะพื้นฐานการใช้งานคล้ายๆเดิมและข้อมูลอุปกรณ์(devices), คำสั่งการเล่นต่างๆ(activities)ได้เก็บไว้ในaccountของlogitechแล้วทำให้เวลาซื้อremoteตัวใหม่มาก็แค่loginเข้าไปaccountเดิมแล้วtransferข้อมูลเก่าทั้งหมดลงมาใส่ในremote ตัวใหม่ได้เลยทำให้ไม่ต้องเสียเวลามาตั้งใหม่ทั้งหมดนับว่าสะดวกดีมาก ในที่สุดก็เลยสั่งซื้อเป็นตัวLogitech Harmony Elite จากinternetผมไม่ขอบอกร้านละกันเพื่อนๆลองsearchหาได้จากnetเลยมีหลายร้านทั้งในประเทศ ต่างประเทศ ราคาก็จะประมาณเกือบๆหมื่นถึงหมื่นกว่าบาท ความจริงของLogitech Harmonyยังมีอีกหลายรุ่นที่ถูกกว่านี้ แต่funtionการใช้งานบางอย่างก็ถูกตัดออกไป ใครสนใจก็ลองไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมได้เลือกเอาคุณสมบัติตามที่เราต้องการ แต่หลักการใช้งานทุกๆตัวก็จะคล้ายๆกัน


มาดูภายในกล่องเปิดขึ้นมาก็จะเจอตัวremoteกับแท่นชาร์จตามปกติ แต่ที่มีเพิ่มเติมมาจากremoteตัวเดิมที่ผมเคยใช้คือเจ้าตัวHarmony Hub ซึ่งตอนแรกก็งง เหมือนกันว่ามันคืออะไรและมีหน้าที่อะไร ทำไมต้องมีด้วยฯลฯ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังครับ


ยกถาดชั้นแรกขึ้น ก็จะเจอกับชั้นที่สองที่มีพวกadapter สายไฟ สายสัญญาณต่างๆ ร่วมกับคู่มือการใช้งานอย่างคร่าวๆ


มาดูตัวremoteจริงๆก็จะมีขนาดเล็กกว่าตัวเดิมHarmony Oneที่ผมเคยใช้ ปุ่มต่างๆก็น้อยลงกว่าเดิม


ด้านหลังเป็นพื้นผิวที่สากๆทำให้จับแล้วรู้สึกถึงความมั่นคงดี ดูๆไปวัสดุน่าจะไม่เหมือนremoteบางตัวที่เป็นยางซึ่งเมื่อให้ไปนานๆแล้วเหนียวไม่น่าใช้


ตัวนี้แหละคือHarmony Hub ที่ในตัวremoteเดิมผมใช้จะไม่มีแค่ใส่ข้อมูลลงคอมพิวเตอร์แล้วถ่ายลงไปยังตัวremoteก็เสร็จสามารถใช้remoteยิงสัญญาณIR(infrared)ไปยังอุปกรณ์ต่างๆได้เลยเหมือนremoteทั่วไป แต่สำหรับตัวHarmony Eliteจะใช้ Harmony Hubเป็นศูนย์กลางรับข้อมูลจากตัวuniversal remoteเองที่มีทั้งสัญญาณIR หรือ สัญญาณคลื่นวิทยุ(RF) และก็ยังสามารถรับสัญญาณจากmobile appที่อยู่ในมือถือ หรือiPad ผ่านทางWi-FiวงlanเดียวกันหรือBluetoothก็ได้ หลังจากนั้นตัวHarmony Hubก็จะส่งสัญญาณคลื่นIR จากตัวเองพร้อมทั้งจากตัว IR mini blasters ที่พ่วงออกมาจากHubได้อีก2ตัว เพื่อควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ


ด้านหลังของHarmony Hubจะมีปุ่ม Pair/Resetใช้เพื่อเชื่อมต่อสัญญาณWiFiจากRouter จะมีport USBเชื่มกับPCหรือMacเพื่อทำการติดตั้ง setupค่าต่างๆของremote ซึ่งความจริงแล้วเราก็สามารถsetup ติดตั้งremote ผ่านทางมือถือหรือmobile deviceได้เช่นกันถ้าเราเชื่อมHubกับWiFiวงเดียวกับmobile device โดยผ่านทางapp ส่วน1กับ2จะเป็นjackสำหรับต่อพ่วงIR mini blastersเพื่อขยายสัญญาณIRให้คลอบคลุมพื้นที่ ที่มีอุปกรณ์เครื่องเสียงอยู่


ตัวHarmony Hubก็จะวางไว้แถวอุปกรณ์ต่างๆเพื่อเป็นตัวส่งสัญญาณIRควบคุมอุปกรณ์เหล่านี้


ส่วนตัวขยายสัญญาณIRหรือ IRก็วางไว้ตำแหน่งต่างๆที่คิดว่าคลื่นIRอาจไปไม่ถึงเนื่องจากมีวัตถุกีดขวางสัญญาณIR


ผมวางIR mini blasterอีกตัวไว้คนละชั้นกับกล่องดาวเทียมที่คิดว่าอาจจะเปลี่ยนช่องต่างๆยาก แต่พอลองใช้ดูสัญญาณIRเวลากดควบคุมกล่องดาวเทียมก็สามารถทำได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร


ที่สะดวกมากอีกอย่างคือ เราสามารถบังคับอุปกรณ์ต่างๆผ่านทางHarmony appบนมือถือ, mobie devices, iPad, iPhoneได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวuniversal remoteที่มาในกล่องเลย แถมเวลากดบนmobie devicesเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องเล็งมือถือไปยังHarmony Hubหรืออุปกรณ์เพราะมือถือเชื่อมต่อกับhubผ่านทางสัญญาณWiFi, Bluetooth(เลือกได้)อยู่แล้ว หรือแม้กระทั่งถ้าจะใช้ตัวuniversal remoteเองก็ไม่จำเป็นต้องเล็งตัวremoteไปยังเครื่องหรือHubเนื่องจากตัวuniversal remoteจะเชื่อมต่อกับHubผ่านทางคลื่นRFหรือคลื่นวิทยุ จะอยุ่จุดอับแบบไหนก็กดได้ไม่ต้องกังวลว่าคลื่นIRจะไม่ถึงเครื่องเสียงเหมือนremoteที่ใช้กันทั่วไป


หน้าตาของHarmony Appของผมหลังจากติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆแล้ว ด้านซ้ายจะเป็นActivitiesต่างๆที่เราตั้งไว้ อยากดูหนังก็แค่กดปุ่มactivityที่ต้องการเพียงปุ่มเดียวอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นต้องเปิดจำเป็นต้องใช้ในactivityนั้นก็จะถูกเปิดและเปลี่ยนไปยังmodeไปยังfunctionต่างๆตามที่setเอาไว้ เวลาปิดก็กดปุ่มปิดแค่ปุ่มเดียวเครื่องทั้งหมดที่เปิดไว้ก็จะถูกปิดพร้อมกันโดยอัตโนมัติ ส่วนด้านขวามือจะเป็นเครื่องเสียงต่างๆที่เราตั้งเอาไว้ว่าในห้องฟังมีอุปกรณ์ตัวไหนบ้างที่ใช้ต่อผ่านHarmony Hubตัวนี้ ความจริงมันสามารถควบคุมได้แม้กระทั่งระบบไฟ ระบบม่าน ระบบต่างๆที่ต้องใช้remote เพราะตัวUniversal Remoteสามารถlearnตัวremoteทุกตัวที่เราใช้อยู่ภายในบ้านได้


ที่แนะนำมาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าแนะนำให้ซื้อLogitechกันหมดนะครับ ความจริงuniversal remoteในท้องตลาดก็มีหลายตัว ถึงแม้จะไม่ได้มีหลายยี่ห้อให้เลือกใช้นัก แต่ถ้าสนใจคงต้องเลือกดูเอาตามงบประมาณกับfunctionที่จะได้ใช้จริงๆ ผมเห็นบางตัวfunctionที่ไม่ค่อยได้ใช้เยอะมากราคาก็แพงด้วยก็อาจจะเกินความจำเป็นไป แต่ที่อยากจะแชร์ก็คือเรื่องของความสะดวกสบายของremoteเหล่านี้ที่กดเพียงแค่ปุ่มเดียว เวลาเปิด ปิดเครื่อง ตอนดูหนังฟังเพลงทุกอย่างก็ใช้remoteแค่ตัวเดียว หรืออาจจะไม่ต้องใช้เลย ใช้แค่มีมือถือ หรือiPadก็ทำได้ละ เพราะเมื่อก่อนผมก็สงสัยเหมือนกันว่าบางห้องใช้iPadตัวเดียววางไว้ควบคุมทุกอย่าง ดูดี ดูทันสมัยมาก เขาทำได้ยังไงพอลองได้มาใช้remoteตัวนี้เลยเข้าใจหลักการการทำงาน เลยอยากจะเอาประสบการณ์มาแชร์เล่าสู่กันฟังครับ


ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1188 เมื่อ: 04 กันยายน, 2017, 05:56:05 PM »
วันนี้คุณนัท Cinemania มาทำไหว้พระทำบุญแถวอุดรเลยมีโอกาสแวะเยี่ยมเยือน พูดคุย ดูหนังฟังเพลงที่ห้องhome theaterกันอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณสำหรับเสื้อTHXสวยๆ กับแผ่นCDจากงานแสดงเครื่องเสียงที่ฮ่องกงด้วยนะครับนัท







 d_d

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1187 เมื่อ: 28 สิงหาคม, 2017, 05:01:51 PM »
วันนี้ได้มีโอกาสต้อนรับพี่เกษม กับคุณแอ๊ด นักเล่นรุ่นใหญ่ที่เข้ามาเยี่ยมชมที่ห้องพร้อมกับปรึกษาหารือเกี่ยวกับการทำห้องhome theaterใหม่ ต้องขอขอบคุณสำหรับไมตรีจิตที่มอบให้พร้อมทั้งหนังสือล้ำค่าที่นำมาให้ในวันนี้ด้วยครับพี่













ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1186 เมื่อ: 22 สิงหาคม, 2017, 05:06:15 PM »

จอโปรเจคเตอร์ที่มีขายกันหลายๆแบบแต่ละแบบแตกต่างกันยังไงบ้าง?
เมื่อห้องhome theaterใช้โปรเจคเตอร์และจอเป็นแหล่งกำเนิดภาพ ดังนั้นทั้งจอภาพและเครื่องโปรเจคเตอร์ก็จะมีความสำคัญ เราจึงต้องมีความเข้าใจอุปกรณ์ต่างๆ จะได้เลือกใช้ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับห้อง มีการติดตั้งที่ดี รวมถึงมีprofessional calibrationเพื่อให้แน่ใจว่าภาพที่ออกมาบนจอมีความถูกต้อง เหมาะสม ตามที่ผู้กำกับ หรือคนทำหนังต้องการให้เราได้ดู เมื่อเราดูหนังก็จะได้เสพอรรถรสตามที่เขาต้องการสื่อให้เราได้รับรู้ เข้าถึงอารมณ์ของภาพยนต์นั้นๆได้ง่ายขึ้น
ดังนั้นวันนี้จึงขอพูดถึงเรื่องของจอภาพที่บางคนอาจจะยังสับสนอยู่บ้าง เพราะไม่ว่าจะเข้าไปอ่านโฆษณาของบริษัทไหนก็บอกดีทั้งนั้น ซึ่งในที่นี้ขอแบ่งเป็นจอแต่ละประเภทตามที่ได้ยินกันบ่อยๆจะได้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
- Matte White screensลักษณะจอเป็นสีขาวด้านที่เราเห็นบ่อยๆในท้องตลาด จอประเภทนี้จะมีการสะท้อนแสงจากโปรเจคเตอร์เป็นบริเวณกว้าง จึงเหมาะสำหรับห้องที่มีตำแหน่งนั่งดูหนังหลายๆตำแหน่งจากด้านข้างหนึ่งของจอจนถึงอีกข้างหนึ่งของจอ ซึ่งส่วนมากจอพวกนี้จะมีเกรนของจออยู่ที่ประมาณ 1.0 ซึ่งความหมายคร่าวๆก็คือมีแสงเข้าไปหนึ่งส่วนก็สะท้อนออกมาหนึ่งส่วนตลอดบริเวณนั่งชมตามองศาความครอบคลุมที่จอระบุเอาไว้ ไม่มีการดูดแสงหรือรวมแสงไปยังจุดกึ่งกลางcenter axisแต่อย่างไร
- High Gain screens เป็นจอที่ออกแบบมาให้มีการสะท้อนแสงออกนอกแนวกึ่งกลางจอให้น้อยที่สุด จึงทำให้แสงบริเวณตำแหน่งนั่งกลางจอมีความเข้มมากจึงทำให้เป็นจอที่มีgainของจอสูงกว่า1.0 เหมาะสมกับห้องดูหนังที่มีตำแหน่งนั่งดูตรงกลางไม่กี่ตำแหน่ง(narrower viewing angle)เพราะแสงจากจอภาพจะกระจายออกด้านข้างไม่มากเท่าไร และข้อดีอีกอย่างของจอประเภทนี้ที่นอกเหนือจากจะทำให้brightnessบริเวณนั่งดูมากขึ้นก็คือเมื่อมีการfocusของแสงเน้นไปอยู่ตรงกลางจอ มันก็จึงทำให้แสงสะท้อนจากผนังน้อยลงด้วยทำให้แสงที่สะท้อนจากสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบๆจอภาพมีผลต่อภาพบนจอลดลง
- Gray screens เป็นจอสีเทาที่ทำให้ภาพออกมาจากจอมีcontrastของภาพมากขึ้น เหมาะกับโปรเจคเตอร์ที่มีความสว่างสูงแต่ให้ความดำของภาพไม่ดีนัก เพราะgainของจอประเภทนี้ส่วนมากจะมีค่าต่ำกินแสง แต่ที่ได้มาคือภาพที่มีความดำมากขึ้นความสวยงามของภาพก็จะมากกว่าภาพที่มีcontrastของภาพต่ำๆ ดังนั้นจอประเภทนี้จึงเหมาะสมกับเครื่องโปรเจคเตอร์ประเภทDLP ที่ส่วนมากจะมีความสว่างสูงแต่มีcontrastหรือความดำของภาพไม่ค่อยดีนักเมื่อเทียบกับโปรเจคเตอร์ประเภทอื่น
- Acoustically Transparent Front Projection screens ที่เรียกกันบ่อยๆว่าจอรู จอพวกนี้จะมีรูเล็กๆทำให้เสียงลอดผ่านออกมาได้ทำให้สามารถวางลำโพงโดยเฉพาะลำโพงcenterไว้หลังจอได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นตำแหน่งในอุดมคติของลำโพงcenterที่จะทำให้มีเสียงออกมาจากกลางจอ เสียงพูด เสียงเหตุการณ์ต่างๆก็จะออกจากจอภาพ มองไม่เห็นลำโพงด้านหน้าที่จะดึงดูดความสนใจไป ทำให้เพิ่มความสมจริงของภาพยนต์ที่กำลังดูมากขึ้น แต่ถึงแม้ว่าจอประเภทนี้จะทำให้เสียงผ่านได้แต่บางทีก็อาจจะต้องมีการEQ เพิ่มเติมเพื่อทำให้ความถี่full spectrumของเสียงสามารถออกมาได้เท่าๆกันเมื่อเสียงผ่านออกมาจากจอภาพแล้ว นอกจากนี้แล้วข้อเสียหลักๆของจอรูพวกนี้คือถ้ารูมีขนาดใหญ่ก็สามารถมองเห็นรูได้ง่ายเวลาดูหนัง หน้าของดาราก็อาจจะมีสิวเกิดขึ้นเต็มไปหมด ซึ่งส่วนมากแล้วรูพวกนี้จะเห็นได้ง่ายมากในฉากที่สว่างๆหน่อย วิธีแก้ก็อาจจะต้องนั่งห่างจอภาพให้มากขึ้น หรือใช้จอที่มีรูมีขนาดเล็กลงพวกจอถักต่างๆแต่อย่าลืมว่ายิ่งรูเล็กลงเสียงก็ผ่านออกมาได้ยากมากขึ้นก็ต้องวัดspectrumของเสียงและทำการEQเสียงเพื่อให้แน่ใจว่าเสียงที่ออกมาจากจอไม่มีความถี่บางย่างความถี่หายไป อีกอย่างหนึ่งจอรูจะมีแสงหลุดลอดออกไปด้านหลังได้มากกว่าจอปกติจึงเหมาะกับโปรเจคเตอร์ที่สว่างซักหน่อย อีกทั้งแสงที่หลุดออกไปหลังจออาจจะสะท้อนออกมาได้ง่ายถ้าด้านหลังของจอมีสีขาว ดังนั้นด้านหลังของจอควรเป็นสีดำด้านที่ไม่สะท้อนแสง รวมถึงลำโพงหรือวัสดุacousticsต่างๆก็ไม่ควรจะเป็นอะไรที่สะท้อนแสงจะดีกว่า
ส่วนจอรับภาพโปรเจคเตอร์ที่บอกว่าเป็นวัสดุจอภาพแบบ 4K Ready, 4K Approveหรือ 8K Ready ความจริงแล้วน่าจะสื่อถึงว่าจอเหล่านี้มีความเรียบเพียงพอเมื่อฉายภาพความละเอียดระดับ4Kไม่ทำให้รู้สึกถึงความผิดปกติของภาพ เพราะในความเป็นจริงแล้วจอภาพจะไม่ทำให้ความละเอียดของภาพเปลี่ยนไป ดังนั้นเมื่อฉายภาพระดับ4Kเข้าไปจอไม่ว่าจะเป็นฝาผนังไหนก็ตามภาพที่ออกมาก็ยังเป็น4Kอยู่ หรือฉายลงบนเสื้อสีขาวภาพที่ออกมาก็ยังเป็นภาพที่ความละเอียด4Kอยู่ดี เพียงแต่มีความเนียนความsmoothของภาพก็ตามวัสดุที่ถูกฉายลงไป ดังนั้นอย่าเข้าใจผิดว่าจอนี้เป็นจอ1080p ถ้าฉายภาพ4Kเข้าไปภาพจะกลายเป็น1080p ความจริงแล้วภาพที่ออกมาก็เป็นภาพ4K หรือแม้กระทั่งฉายภาพ8K เข้าไปภาพที่ออกมาก็มีความละเอียดของpixelเป็น8Kอยู่ดีครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือว่าจอโปรเจคเตอร์ เป็นหนึ่งในสามส่วนที่มีอิทธิพลต่อภาพของห้องhome theater อีกสองส่วนที่สำคัญคือเครื่องโปรเจคเตอร์เอง และส่วนที่สามคือสิ่งแวดล้อมของห้องที่เปิดภาพอยู่ professional calibrationจะทำการcalibrationทั้งสามส่วนให้สอดคล้องกับเพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์ของภาพที่ถูกต้องเหมาะสมตามมาตรฐานในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน องค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งดีอย่างเดียวแต่ส่วนอื่นๆไม่ดีก็จะทำให้คุณภาพของภาพที่ได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นprofessional calibrationจึงมีความจำเป็นถ้าเราต้องการให้ภาพออกมาดีที่สุด เพื่อทำให้ทั้งสามส่วนหลักที่มีผลต่อภาพทำงานเข้ากัน เพราะบางทีถึงแม้ว่าบริษัททำโปรเจคเตอร์จะมีค่าpresetต่างๆมากมายอยู่ในเครื่อง แต่ยังไงก็ตามตัวโปรเจคเตอร์ไม่มีทางรู้ว่าถูกเอาไปใช้ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน จอชนิดไหนบ้าง เขาก็จะตั้งค่าเฉลี่ยกลางๆเอาไว้แต่ยังไงก็ตามก็ไม่ใช่ค่าที่เหมาะสมที่สุดในสิ่งแวดล้อมเฉพาะหนึ่งๆ ดังนั้นถ้าเรามีจอภาพดี เครื่องโปรเจคเตอร์คุณภาพสูง ห้องที่มีสิ่งแวดล้อมเหมาะสมสำหรับโปรเจคเตอร์และต้องการให้ได้ภาพออกมามีคุณภาพดีที่สุด อย่าลืมทำการปรับภาพแบบprofessional calibrationด้วย แต่ถ้าไม่มีความรู้ในด้านนี้ก็สามารถเรียกช่างปรับภาพที่ได้มาตรฐานมาปรับภาพให้ ก็จะช่วยทำให้ภาพในห้องhome theaterของเรามีความสวยงามถูกต้องเหมาะสม ดูหนังสนุก และดูได้นานอย่างไม่ล้าสายตา นานวันเข้าก็จะทำให้รู้ว่ามันดีกว่าภาพที่เขาpresetจากโรงงานเป็นไหนๆครับ
ความจริงแล้วยังมีเรื่องของจอภาพอีกหลายส่วนที่ยังไม่ได้พูดถึงทั้งเรื่องของจอแบบติดแน่นกับแบบมือดึง จอแบบCurve Screenฯลฯ ยังไงเอาไว้ถ้ามีเวลาผมค่อยจะอธิบายในแต่ละส่วนแบบละเอียดอีกทีครับ
 c) c) c)

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1185 เมื่อ: 22 สิงหาคม, 2017, 04:57:12 PM »
วันนี้คุณFirst มาธุระแถวอุดรเลยมีโอกาสเข้ามาเยี่ยมชมที่ห้องhome theaterกัน ได้มีเวลาพูดคุยสนทนากันหลายเรื่อง ทั้งเรื่องพื้นฐานของการปรับเสียง เรื่องห้อง อุปกรณ์ต่างๆ เสียงที่ถูกต้องเหมาะสมควรเป็นเช่นไร ฯลฯ เสร็จแล้วก็ดูหนัง ฟังเพลงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้กันไปตามประสาคนชอบhome theaterเหมือนกัน หวังว่าคุณFirstคงได้รับประสบการณ์ใหม่ๆเกี่ยวกับเสียงของลำโพงMeyer Soundบ้างนะครับ ยังไงต้องขอบคุณสำหรับของฝากอีกทีวันไหนได้มาแถวนี้ก็อย่าลืมแวะทักทายกันอีกนะครับผม








 d_d

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1184 เมื่อ: 12 สิงหาคม, 2017, 06:20:43 PM »
วันนี้คุณเอ กลับมาเยี่ยมบ้านช่วงวันหยุดเลยแวะมาพูดคุย สอบถามกับความรู้เรื่องHome theater calibration เสียดายตอบคำถามกันเยอะไปหน่อยได้ดูหนังนิดเดียวเองผมก็ติดคนไข้พอดี ขออภัยด้วยนะครับ เดี๋ยวคราวหน้าแก้ตัวใหม่ค่อยดูหนังกันยาวไป





ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1183 เมื่อ: 12 สิงหาคม, 2017, 03:30:14 PM »
วันนี้คุณเซียมขับรถจากกรุงเทพมาเที่ยวอุดรธานีช่วงวันหยุดยาว เลยแวะมาพบปะพูดคุยกันประสาคนคอhome theaterเหมือนกันครับ ขอบคุณสำหรับของฝากอีกครั้ง ยังไงหวังว่าคงได้ประสบการณ์ดีๆกับลำโพงMeyer Soundไปบ้างนะครับ









ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1182 เมื่อ: 12 สิงหาคม, 2017, 03:29:04 PM »
ชัดเจนเห็นภาพเลยครับ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีดี

like ขอบคุณครับ

ยินดีครับ เดี๋ยวมีอะไรน่าสนใจก็จะเอามาแชร์เรื่อยๆครับผม
 :secret

ออฟไลน์ Too' Ninja

  • Admin
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 5,786
  • เพศ: ชาย
  • ตู่ นินจา
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1181 เมื่อ: 11 สิงหาคม, 2017, 10:36:46 AM »
 like ขอบคุณครับ

ออฟไลน์ Sound Soft

  • ****
  • กระทู้: 387
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1180 เมื่อ: 11 สิงหาคม, 2017, 07:39:48 AM »
ชัดเจนเห็นภาพเลยครับ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีดี

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1179 เมื่อ: 03 สิงหาคม, 2017, 09:42:22 PM »
Speaker Large or Small (again)....
เนื่องจากมีการพูดคุยกันในกลุ่มไลน์ที่ผมเป็นสมาชิกเกี่ยวกับเรื่องของการตั้งลำโพงเป็นlarge หรือsmall เลยขอนำบทความเก่าๆที่ผมเคยเขียนไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อนมาให้อ่านกันอีกครั้งหนึ่ง และก็มีส่วนเพิ่มเติมบ้างอีกเล็กน้อยครับ










นอกจากนี้ก็มีอีกบางประการที่บางคนอาจจะงงๆ ว่าการใช้bass managementแล้วทำให้ความถี่ของLFEที่อยู่สูงกว่าcrossover pointจะหายไปด้วย อันนี้คงต้องอธิบายเพิ่มเติมว่าLFEเป็นช่องเสียง ข้อมูลความถี่ต่ำอย่างเดียว(<120Hz) แยกchannelsต่างหากเสริมเข้าไปในchannelsหลักอื่นๆ เมื่อนำหนังมาลงแผ่นสำหรับใช้ในบ้านช่องนี้ก็ใส่ลงมาเป็นช่องแยกต่างหากเหมือนในโรงภาพยนตร์ทำให้สะดวกในการนำข้อมูลลงแผ่นด้วย ส่วนในpost productionช่องเสียงนี้ก็จะใส่เสียงความถี่ต่ำมากๆเช่นเสียงฮัม เสียงก้องในระเบิด ในเพลงก็อาจจะเป็นเสียงความถี่ต่ำมากๆของkick drums หรือเบส หรือบางทีอาจจะไม่มีเลยก็ได้ และเมื่อมีการใช้bass management หรือปรับspeaker configurationเป็นsmall ก็จะมีการตัดHigh pass filterความถี่ที่สูงกว่าcrossoverpointไปยังลำโพงmain ส่วนLow pass filterส่งความถี่ที่ต่ำกว่าcrossover point ไปรวมกับLFEส่งไปยังSubwoofer ซึ่งจากรูปdiagramก็จะเห็นได้ว่าLFEจะไม่ได้รับการตัดความถี่ใดๆ สัญญาณLFEมาเต็มๆ(ถ้าเราใส่LPFลงไปในLFE เป็น120Hz)


ซึ่งการที่จะใส่LPFเข้าไปยังLFEก็สามารถทำได้ เช่นในPre ProของMarantzที่ผมใช้อยู่ก็จะมีเมนู LPF for LFE ในที่นี้แนะนำให้ใส่ไว้เลยครับที่ 120Hz


ที่ให้ใส่ไว้ที่ 120Hzก็เพราะว่า ในอดีตไม่ว่าเราจะตั้งไว้ที่ 80Hz 90 Hz… หรือเท่าไรก็ตาม มักจะไม่มีผลเพราะเสียงจากLFEส่วนมากจะมีแต่เสียงต่ำมากๆ ไม่ค่อยถึง70-80Hzกันซักเท่าไร่ แต่ถ้าเราสังเกตดูภาพยนตร์ในปัจจุบันการบันทึกเสียงลงมาเป็นพวกImmersive sound เสียงความถี่ต่ำส่วนมากจะมีมากกว่าหนังในอดีต เราไม่รู้ว่าหนังเรื่องไหนบ้างที่จะจัดมาเต็มๆ120Hz ดังนั้นเพื่อความแน่นอนให้ใส่ไว้ที่ 120Hzเลยครับ ยิ่งมาเจอหนังเสด็จพ่อChristopher Nolanด้วยแล้วยิ่งต้องระวัง ยังจำหนังเรื่องInterstellarกันได้ไหมครับ เชื่อไหมครับเสด็จพ่อได้mixเสียงพูดเข้าไปในช่องsound effectเลย ซึ่งในหนังHollywoodฟอร์มใหญ่เขาจะไม่ค่อยทำกัน มันก็ทำให้เสียงพูดในหนังเรื่องนี้ถ้าสังเกตดีๆบางตอนจะไม่ค่อยชัดเจน จมไปกับเสียงsound effectต่างๆ โดยNolan ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นความตั้งใจของเขาเอง เพราะเขาต้องการสร้างเนื้อเรื่องที่ชัดเจน อารมณ์ของหนังที่ชัดเจน ไม่ใช่เสียงพูดที่ชัดเจน และเสียงพูดสำหรับเขาก็ถือว่าเป็นsound effectอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องชัดเจนตลอดเวลา แหมเสด็จพ่อChristopher Nolanพูดเสียขนาดนี้ผมก็ไม่รู้ว่าวันดีคืนดีพี่จะเอาเสียงอะไรเข้ามาใส่ในช่องLFEอีกบ้าง ดังนั้นตั้งLFEไว้ที่ 120Hzเลยชัวร์สุด


และมีอีกจุดหนึ่งที่ต้องระวังไว้ด้วยเวลาเราปรับค่า Low pass filterที่หน้าSubwoofer เพราะโดยปกติทางTHX HAA หรือCEDIAเองก็แนะนำให้ทำการตัดความถี่ หรือจัดการBass managementที่AVRหรือProcessor ที่เดียวไม่จำเป็นต้องมาปรับที่หน้าSubwooferอีก ให้ปรับเป็นความถี่สูงสุดหรือbypassตรงนี้เลย นอกจากเหตุผลเรื่องเป็นการใส่filterซ้อนกันที่บางทีอาจจะทำให้เกิดdistorsionของเสียงแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งก็คือถ้าเราไปปรับหน้าตู้ Subwooferบางตัวก็จะตัดความถี่ที่สูงกว่าLPFออก ดังนั้นถ้าเราหมุนปรับปุ่มLPFหน้าตู้ไปที่ความถี่ต่ำๆก็จะทำให้ความถี่ของLFEที่หนังบางเรื่องอาจจะmixมาสูงๆหายไปด้วยตรงนี้ก็เป็นจุดที่ต้องระวังอีกจุดหนึ่งยังไงลองเช็คดูว่าsubwooferของเรามีการตัดcrossoverลักษณะไหนแต่ให้ดีเพื่อความแน่นอนก็ปรับที่Pre-ProหรือAVRแล้วbypassที่ตัวSubwooferก็จะแน่นอนกว่า สรุป....ผมขอย้ำอีกทีนะครับว่า ในที่สุดจะปรับแบบไหน ปรับอย่างไรก็ขึ้นคงอยู่กับรสนิยม ความชอบของแต่ละท่าน ไม่ใช่ว่าการปรับลำโพงเป็นlargeหรือsmallอันใดอันหนึ่งจะผิดทั้งหมด หรือถูกทั้งหมด แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียต่างๆกันไปดีที่สุดเราต้องเข้าใจว่าปรับแบบไหนจะเกิดอะไรขึ้น แล้วค่อยเอามาพิจารณาปรับให้เหมาะสมกับชุดของเรา ห้องของเราอีกทีครับ


 :secret

ออฟไลน์ Too' Ninja

  • Admin
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 5,786
  • เพศ: ชาย
  • ตู่ นินจา
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1178 เมื่อ: 03 สิงหาคม, 2017, 08:43:21 PM »
ได้หนังสือมาใหม่ของBobKatz ที่เขาเป็นเจ้าพ่อในเรื่องmixing and mastering engineer เคยได้ 3Grammy award ประวัติเคยทำงานร่วมกับChesky Recordsและห้องอัดดังๆมากมาย ตอนแรกกะซื้อมาอ่านเรื่องพื้นฐานในห้องอัด ปรากฏข้างในมีเทคนิคการtuningห้องmonitorเล็กๆแบบmulti ch.ด้วย เนื้อหาทำออกมาได้ดีเลยผมว่า ไม่ได้มีสูตรคณิตศาสตร์ยากๆ หรือมีกราฟมากมายเกินไปแต่เน้นที่การปฏิบัติจริงๆ เทคนิคเล็กๆน้อยที่ใช้งานได้จริงๆ เดี๋ยวมีเวลาผมค่อยมาเล่าให้ฟังว่า BobKatz มีเทคนิคอะไรน่าสนใจบ้างเพื่อที่เราจะสามารถเอาไปประยุกต์ในการcalibrationห้องhome theaterได้
 :secret

 like  :victory  ขอบคุณมากครับ

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1177 เมื่อ: 02 สิงหาคม, 2017, 05:13:56 PM »
ได้หนังสือมาใหม่ของBobKatz ที่เขาเป็นเจ้าพ่อในเรื่องmixing and mastering engineer เคยได้ 3Grammy award ประวัติเคยทำงานร่วมกับChesky Recordsและห้องอัดดังๆมากมาย ตอนแรกกะซื้อมาอ่านเรื่องพื้นฐานในห้องอัด ปรากฏข้างในมีเทคนิคการtuningห้องmonitorเล็กๆแบบmulti ch.ด้วย เนื้อหาทำออกมาได้ดีเลยผมว่า ไม่ได้มีสูตรคณิตศาสตร์ยากๆ หรือมีกราฟมากมายเกินไปแต่เน้นที่การปฏิบัติจริงๆ เทคนิคเล็กๆน้อยที่ใช้งานได้จริงๆ เดี๋ยวมีเวลาผมค่อยมาเล่าให้ฟังว่า BobKatz มีเทคนิคอะไรน่าสนใจบ้างเพื่อที่เราจะสามารถเอาไปประยุกต์ในการcalibrationห้องhome theaterได้










 :secret

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1176 เมื่อ: 24 กรกฎาคม, 2017, 06:56:31 PM »
ตัวอย่างบทความบางส่วน ในหนังสือAudiophile/Videophile ฉบับประจำเดือนสิงหาคม 2560 ฉบับนี้น่าสนใจมากครับ เป็นเรื่องSubwoofer Reference Levelเรื่องที่ผมมักจะถูกถามเข้ามาบ่อยมากว่าจะปรับVolumeของSubwoofer ไปที่เท่าไร่ดี? ผมไปฟังบ้านเพื่อนมาหลายบ้าน บางบ้านเบสเยอะมาก บางบ้านเบสน้อยมาก อันไหนคือความดังของความถี่ต่ำที่ถูกต้อง? เสียงเบสในห้องสตูดิโอมาตรฐานที่บอกว่าผู้กำกับอยากให้คนฟังได้ยินนี่มันดังเท่าไร? ต้องปรับความดังที่AVRเท่าไรเสียงจึงจะดังเท่าในห้องstudioที่เขาmixกัน? จะcalibrateเสียงในห้องhome theaterยังไงให้มีเสียงความถี่ต่ำดังตามมาตรฐาน? และอีกหลายๆคำถามที่เกี่ยวกับการปรับความดังของSubwoofer  พลาดไม่ได้กับเนื้อหาฉบับนี้ สนใจติดตามอ่านได้ตามแผงหนังสือหรือonline magazinesกลางเดือนส.ค.นี้ครับ



 :secret

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1175 เมื่อ: 18 กรกฎาคม, 2017, 04:06:32 PM »

ออฟไลน์ Too' Ninja

  • Admin
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 5,786
  • เพศ: ชาย
  • ตู่ นินจา
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1174 เมื่อ: 15 กรกฎาคม, 2017, 07:30:00 PM »

 like  :thumb ขอบคุณมากครับ

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1173 เมื่อ: 15 กรกฎาคม, 2017, 11:44:33 AM »
บทความในหนังสือ Audiophile/Videophile เดือนพฤษภาคม2560 เรื่องTop Ten Home Theater Mistakes มาดูกันว่า10ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยๆในห้องhome theaterมีอะไรกันบ้างครับ










ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1172 เมื่อ: 15 กรกฎาคม, 2017, 11:12:04 AM »
บทความในหนังสือ Audiophile/Videophile เดือนเมษายน 2560 เรื่อง Center channel speakers ใครที่มีความสงสัยในเรื่องลำโพงcenterว่าควรจะใช้แบบไหนดี แต่ละชนิดที่เขาออกแบบมามีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไรติดตามอ่านแบบละเอียดได้เลยครับ










ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1171 เมื่อ: 12 กรกฎาคม, 2017, 06:22:03 PM »
มีคำถามในกลุ่มไลน์ที่ผมเป็นสมาชิกอยู่และผมได้ตอบไป เลยขออนุญาตเอามาแชร์กันต่อเผื่อใครสงสัยเหมือนๆกันครับ

FFT แบบ Flat, A-weighted และC-weighted คืออะไรครับ มีใครรู้ไหมครับ?
Weighted ต่างๆเหล่านี้เป็นการใส่filterเพื่อกรองเสียงที่ได้มาจากไมค์ให้ได้ใกล้เคียงกับที่มนุษย์ได้รับรู้มากที่สุด อย่างที่ผมเคยบอกไว้ว่าในโลกของPhysicsเสียงที่มีอยู่จะต่างจากเสียงที่มนุษย์เรารับรู้ เนื่องจากเมื่อหูมนุษย์ได้รับคลื่นเสียงเข้าไปและไปแปลผลที่สมอง การรับรู้จะไม่เป็นแบบlinearเหมือนเสียงที่อยู่จริงๆตามธรรมชาติ แต่การรับรู้ของมนุษย์จะเป็นลักษณะของlogarithmic scaleหรือความสัมพันธ์เป็นเท่าตัว มันเลยทำให้การรับรู้ของมนุษย์เราไม่ใช่การรับรู้เสียงที่มีอยู่จริงๆ ดังนั้นจึงมีการใส่filterเหล่านี้เพื่อเลียนแบบการตอบสนองของเสียงที่มนุษย์ได้ยินจริงๆ และปัจจัยอีกอย่างหนึ่งก็คือเมื่อความดังของเสียงต่างกัน การรับรู้ของเสียงก็ต่างกันอีกมันจึงเป็นที่มาของA-weightedและ C-weighted มาว่ากันทีละตัว

-Flat ความจริงมีหลายชื่อครับ ทั้งLinear, Unweighted, Z weighted ตัวนี้ก็ตรงไปตรงมาคือไม่ได้ใส่filterอะไรเข้าไป ให้มันเป็นเส้นตรงตั้งแต่frequency response 10Hz -20kHz(+/- 1.5dB) ความดังที่วัดได้จะเรียกว่า dBZ หรือ dB(Z)

-A Weightingหรือถ้าเป็นความดังก็คือdBA ใช้ในการวัดเสียงรบกวนหรือnoiseในสภาพแวดล้อมที่เสียงไม่ได้ดังมาก โดยจะมีลดเสียงความถี่ต่ำลงมากหน่อยเนื่องจากเมื่อระดับเสียงทั้งหมดโดยรวมไม่ได้ดังมาก การรับรู้เสียงเบสก็ไม่ได้สูงมากนัก สังเกตดูเวลาห้องเงียบๆแล้วมีเสียงความถี่ต่ำมาเบาๆ บางทีเราก็แทบจะไม่ค่อยรู้สึกอะไร การใช้A-weighted เลยนิยมใช้ในการวัดความเงียบของห้อง หรือวัดnoiseภายในห้อง


-C Weighting(dBC)ในขณะที่เมื่อเสียงดังมากขึ้นถึงระดับเกิน 90- 100dB การตอบสนองของหูก็จะต่างไปดัง คนเราจะรับรู้เสียงเบสได้มากขึ้นจนเกือบเป็นflat ดังนั้นการใส่weightedแบบนี้จึงเหมาะสมใช้ในการวัดสภาพแวดล้อมที่ดังเช่นในโรงภาพยนต์, night club, pub barที่มีเสียงดังๆ ซึ่งในการวัดห้องhome theaterเพื่อcalibrationก็แนะนำให้ใช้แบบC-weightedครับ


แต่อย่าพึ่งแปลกใจนะครับถ้าเห็นคนเข้าไปวัดสภาพแวดล้อมในโรงงานอุตสาหกรรม หรือโรงภาพยนตร์โดยใช้A-weighted เนื่องจากหลักการที่ว่าความถี่ที่สูงเป็นอันตรายต่อหูของมนุษย์มากกว่าความถี่ต่ำ ดังนั้นในการวัดความเป็นอันตรายของเสียงต่อหูเลยต้องใช้A-weightedเพื่อเน้นความสำคัญไปที่ความถี่สูงมากกว่าความถี่ต่ำ อย่างผมเป็นทันตแพทย์ต้องทำงานอยู่กับเครื่องมือที่มีความถี่สูงอยู่เกือบตลอดเวลา จึงต้องมีการวัดสมรรถภาพการได้ยินทุกปี เพราะเสียงความถี่สูงเหล่านี้ทำลายcellรับเสียงในหู และcellพวกนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นมาใหม่ได้ เสียแล้วเสียเลยคนเราเมื่อสูงวัยมากขึ้นจึงรับรู้ความถี่สูงๆไม่ดี ก็ต้องระวังกันไว้นะครับถ้าเราต้องดูหนังหรือฟังเพลงที่มีความดังมากและยิ่งความถี่ที่สูงมากๆเพราะในระยะยาวจะทำให้cellในหูของเราได้รับการกระทบกระเทือนครับ

 :secret

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1170 เมื่อ: 12 กรกฎาคม, 2017, 04:26:10 PM »
มาขอชื่นชม ยินดี และขอบคุณที่มาแบ่งปันกันครับ

ขอบคุณครับพี่ Too Ninja
 d_d :drunk :drunk

ออฟไลน์ Too' Ninja

  • Admin
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 5,786
  • เพศ: ชาย
  • ตู่ นินจา
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1169 เมื่อ: 12 กรกฎาคม, 2017, 08:03:00 AM »
มาขอชื่นชม ยินดี และขอบคุณที่มาแบ่งปันกันครับ

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1168 เมื่อ: 10 กรกฎาคม, 2017, 10:57:06 PM »
ปรับเสียงห้องพี่ยุทธนา
เมื่อวานไปทำธุระที่กรุงเทพ มีเวลาเหลือครึ่งวันเลยมีโอกาสเข้าไปปรับเสียงที่ห้องพี่ยุทธนา ห้องที่ผมเคยนำเสนอลงในหนังสือAudiophile/Videophile เมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมา ใครอยากทราบรายละเอียดห้องเข้าไปอ่านที่หนังสือฉบับเก่าๆได้ คราวนี้มีสมาชิกวนเวียนเข้ามาช่วยกันปรับ ช่วยกันดูหลายคน ที่พิเศษหน่อยมีพี่ช่างภาพฝีมือรางวัลระดับประเทศหลายรางวัลมาช่วยถ่ายภาพให้ด้วยทำให้ได้ภาพสวยๆ มุมมองดีๆ มาฝากกันครับ
ก่อนปรับเฮียสมชายจากขอนแก่นไฮไฟ ขอฟังเสียง 2แชลแนลก่อน เพราะดูจากเครื่องเคราต่างๆแสดงถึงว่าเจ้าของห้องมีความรู้ ประสบการณ์การเล่นมานาน


อุปกรณ์ของhome theaterจะอยู่ทางด้านข้าง รายละเอียดเคยนำเสนอไปแล้วหาอ่านได้จากบทความเดิมนะครับ


มาคราวนี้พี่ยุทธนาเพิ่มSubwoofer SVS PB12plus ที่เป็นตู้แบบเปิดอีกตัว และได้หาตำแหน่งSubไว้คร่าวๆก่อนหน้านี้แล้วโดยตำแหน่งตัวหนึ่งวางไว้ด้านหน้า ส่วนอีกตัววางไว้ด้านข้าง


ผู้ร่วมขบวนการอีกสองคน พี่ชวินก็ปลอกสายไป เฮียสมชายก็บรรยายเรื่องราววงการเครื่องเสียงแบบเจาะลึกให้ฟังไป มันมากครับ


พอมีSubwooferเพิ่มขึ้นมาเป็นสองตัว เลยต้องใช้ตัวนี้mini dspในการควบคุมและปรับSubwooferทั้งสองตัวให้เข้ากับระบบลำโพงหลักทั้งหมดของSystem


ได้เวลากางขาไมค์ ตั้งเครื่องมือกันแล้ว เครื่องมือจะมีอยู่สองชุดหลักๆ ชุดด้านขวามือจะเป็นHAA kitที่ใช้ปรับพื้นฐานทั่วไป ส่วนด้านซ้ายมือเป็นเครื่องมือSmaart8ที่ใช้ปรับในเรื่องของtimeและphaseโดยเฉพาะ

งานนี้ใช้ไมค์ห้าตัว คอมสองเครื่อง ipad1ตัว แค่ตั้งเครื่องมือก็เหนื่อยละครับ555


สวยดีครับ สมกับเป็นฝีมือรางวัลระดับประเทศจริงจริง


นี่ขนาดว่าเอากล้องเล็กๆของผมเองให้ถ่าย ยังไม่คุ้นมือนะครับ


พี่ยุทธนาคุมอย่างใกล้ชิด ดูว่าผมจะมั่วไปแนวไหน 5555


พี่ชวินวัดpolarityของDriverทุกตัวกันพลาด


มาดูการ align phase ตามวิธีที่เรียนมาของJamie Anderson เจ้าของprogram Smaart8


จากพื้นฐานห้องที่ดีและการวางตำแหน่งsubwooferที่เหมาะสม สังเกตดูจะมีความถี่ที่โด่งแค่จุดเดียวคือ 22Hz ถือว่าเยี่ยมมากครับห้องนี้


frequency responseดีขนาดนี้ใส่EQแค่ค่าเดียวก็ได้เลย ไม่ต้องใส่มากมายให้เสียงเพี้ยน


ทำการalign phase ให้Subwooferและmain มีทั้งIn time และ In phaseกันที่Crossover point ซึ่งถ้าดูดีๆผมทำให้alignกันตั้งแต่40Hz จนถึงเป็น100Hzเลย


การอ่านกราฟ phase trackจะมีความสำคัญ เพราะเราจะได้รู้ว่าลำโพงแต่ละตัวมีความสัมพันธ์กันแบบไหน ที่สำคัญคือต้องอ่านให้ได้ว่าลำโพงตัวไหนเสียงถึงก่อนจะได้ใส่ค่าdelayได้ถูกตัว พอปรับเสร็จแล้วฟังเสียงจากหนังหลายๆเรื่องเสียงเบสมีความคม เร็ว ดุดัน คลุมทั่วทั้งห้องที่มีขนาดใหญ่ได้สบายนี่ขนาดว่าใช้Sub 12นิ้วแค่สองตัวเอง จุดเด่นอีกจุดคือเสียงSurroundที่ห้องนี้มีการdesign layoutเป็นSlopeตามหลักการของStudioที่พี่ยุทธนาเคยเรียนมาทำให้เสียงenvelopementดีมากๆ ฟังดูไม่น่าเชื่อเลยว่าห้องนี้มีระบบเสียงแค่ 5.1เอง


ศิษย์เก่า HAA & THX ทั้งหมดเลยนี่


ต้องขอขอบคุณพี่ยุทธนาอีกครั้งที่ให้โอกาสผมได้เข้าไปเล่นซนที่ชุดของพี่ ยังไงวันหลังเรียนเชิญพี่ยุทธนามาซนที่ชุดของผมที่อุดรบ้างนะครับ


ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1167 เมื่อ: 05 กรกฎาคม, 2017, 08:45:50 PM »

ตัวอย่างบทความบางส่วน ในหนังสือAudiophile/Videophile ฉบับประจำเดือนกรกฎาคม 2560 ฉบับนี้พูดถึงเรื่องเทคนิคการปรับภาพ4K HDR ตามวิธีของTHX แล้วพาไปเยี่ยมชมห้อง Dedicated Home Theaterของคุณแก๊ป สนใจติดตามอ่านได้ตามแผงหนังสือหรือonline magazinesกลางเดือนกรกฎาคมนี้ครับ



 :secret

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1166 เมื่อ: 01 กรกฎาคม, 2017, 10:39:43 AM »
Dolby Atmos on Netflix
   Netflix ผู้ให้บริการดูหนังออนไลน์ชื่อดังจากอเมริกา ประกาศว่าตอนนี้ได้สนับสนุนการstreaming ภาพยนต์บางเรื่องในระบบเสียงDolby Atmosแล้ว โดยในขณะนี้อุปกรณ์ที่สามารถดูได้จะเป็นแค่เครื่องXbox One, Xbox One S และทีวี LG OLED model 2017ในบางรุ่นก่อน แล้วถึงค่อยๆขยายไปในเครื่องเล่นอื่นๆตามมา โดยความเร็วของinternetที่แนะนำไว้ก็คืออย่างน้อยต้องมีประมาณ 3megabits/sec และต้องเป็นสมาชิกNetflixในpackage 4Screens + Ultra HD ภาพยนต์ที่รองรับระบบนี้เรื่องแรกคือOkja(โอคจา) ของBong Joon Hoและอีกสี่เรื่องที่จะตามมาได้แก่ BLAME! (28 ก.ค.), Death Note (25ส.ค.), Bright (ธ.ค.) and Wheelman ใครสนใจในรายละเอียดสามารถติดตามอ่านได้ที่WebsiteของNetflixได้เลยครับ




 :secret

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1165 เมื่อ: 21 มิถุนายน, 2017, 08:35:12 AM »
เมื่อคืนผมนั่งดูหนังเรื่อง John Wick Chapter2 เลยเอามาเล่าให้ฟังว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง
แผ่นที่ผมดูเป็นแผ่นblu-rayนอก เพราะแผ่นไทยระบบเสียงที่ให้มาจะเป็นแค่ DTS-HD 7.1 ซึ่งผมคิดว่าหนังactionมันระดับนี้ระบบเสียงคงต้องเป็นแบบ dolby atmos ถึงจะมัน เลยยอมซื้อแผ่น4K HDRที่แผ่นblu-rayเป็นระบบเสียง dolby atmos
และแล้วก็ไม่ทำให้ผิดหวัง พูดถึงเนื้อเรื่องหนังโดยทั่วไปผมดูละผมว่ามันเป็นหนังactionที่ดีแบบไม่ต้องคิดอะไรเยอะ หรือหวังจะให้เนื้อเรื่องสมจริงสมจังอะไรมาก มีเนื้อหาปูนิดหน่อย นอกนั้นก็เป็นความมันล้วนๆ ส่วนใครที่ต้องการความสมจริงสมจัง เนื้อหาแน่นๆหนักๆ ผมว่าเรื่องนี้ผ่านไปได้เลย
สำหรับในเรื่องของภาพ ผมว่าภาพทำออกมาได้ดีทีเดียว เพราะแนวหนังมันจะออกเป็นฉากมืดๆเกือบทั้งเรื่อง มันเลยไม่ได้โชว์ภาพได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ถือว่าในฉากมืดๆทำได้ดีมาก สีดำมืดสนิทแทบจะมองไม่เห็นnoiseใดๆ การไล่ระดับgrayscaleทำได้สวยงาม เช่นในฉากพิพิธภัณฑ์ที่มีงานปั้นนั้นถ้าเรามีการปรับgrayscaleดีๆแล้วภาพตัวรูปปั้นต่างๆออกมาจะมีความลึกสมจริง เหมือนภาพสามมิติเลย จุดดีอื่นๆของภาพในเรื่องนี้ก็คือสีflesh toneหรือสีเนื้องที่มีความถูกต้องไล่ระดับสวยงาม, ความคมชัดรายละเอียดdetailsต่างๆ รวมถึงcontrastของภาพที่ดีภาพออกมาสวยงาม ทำให้มีอารมณ์ร่วมไปกับหนัง โดยเฉพาะลองสังเกตเวลาฉากclose upใกล้ๆของหนังเรื่องนี้เราจะเห็นถึงแววตานักแสดงได้อย่างชัดเจน
ที่ยกให้เป็นพระเอกเลยสำหรับหนังเรื่องนี้ก็คือเรื่องของเสียงเลยครับ เริ่มขึ้นมาฉากไล่ล่าบนถนนฉากแรกก็กินใจแล้ว เสียงเครื่องยนต์ที่กระหึ่มของMustang เสียงเบรก เสียงเสียดสีระหว่างล้อกับถนน ทำได้สมจริงและดูมันมาก ต่อมาที่ต้องชมเลยคือเรื่องของเสียงปืนในเรื่องนี้ ที่มีทั้งความแรง ความถี่ต่ำหนักแน่น ความเร็ว ตำแหน่งเสียงและทิศทางแม่นยำมาก ปืนขนาดต่างๆ รุ่นต่างๆ ยิงในสถานที่ต่างกันเสียงปืนก็แตกต่างกันอย่างชัดเจน นับได้ว่าเป็นหนังที่มีเสียงปืนดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่งในปัจจุบัน ส่วนระบบdolby atmosของเรื่องนี้นั้นทำได้เจ๋งมาก มันไม่ใช่เป็นเสียงdolby atmosที่เราคิดว่าต้องมีเสียงวิ่งไปวิ่งมาอยู่บนหัวที่เขาเรียกว่าเป็นobject base แต่มันเป็นเสียงdolby atmosที่เสริมในเรื่องของambient sound และ envelopmentได้อย่างแนบเนียน (ambient soundหรือก็คือพวกเสียง ลม เสียงใบไม้ เสียงจิ้งหรีด เสียงสิ่งแวดล้อมต่างๆที่ทำให้บรรยากาศดูสมจริง) เช่นฉากที่อยู่ในโรงแรม เราก็จะได้ยินเสียงbackground musicคลอเบาๆ ที่ไม่สามารถระบุตำแหน่งของเสียงได้ว่ามาจากตรงไหน รู้แต่ว่ามันลอยอยู่ล้อมรอบตัวเรา ผมลองเปิดฉากเดียวกันแต่เป็นระบบ DTS-HD 7.1เสียงbackground musicที่ได้จะแบบอยู่แถวๆหน้าจอ ไม่ได้โอบล้อมตัวเราเหมือนatmos ส่วนเสียงenvelopment(การก้องของเสียงที่ทำให้เกิดความรู้สึกโอบล้อมเพื่อเสริมความสมจริงของเสียงนั้นๆ) ในเรื่องนี้ก็เช่นเสียงปืน ที่ยิงในห้องโถง พอยิงเสร็จเสียงechoที่เกิดขึ้นมันจะโอบล้อมตัวเราอย่างเห็นได้ชัดเจนกว่าระบบ7.1ธรรมดาที่เสียงจะห้วนๆและไม่มีมิติเท่า โดยเฉพาะเสียงปืนนัดสุดท้ายที่ยิงในหนังเรื่องนี้ ขอบอกว่าเป็นเสียงปืนที่น่าประทับใจมากยิ่งเปิดกับลำโพงพวกphase coherence speaker ที่มีความไวสูงๆอย่างลำโพงMeyer Soundผมนี่สะดุ้งจนเกือบตกเก้าอี้555
โดยรวม John Wick Chapter2เป็นหนังที่มีภาพและเสียงน่าประทับใจอีกเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะเสียงdolby atmosที่ไม่ได้เน้นแต่ปริมาณอย่างเดียวแต่เน้นคุณภาพล้วนๆ ขอแนะนำเลยครับหนังเรื่องนี้
ปล.ภาพscreen shotนี้ถ่ายมาจากหน้าจอprojectorจริงๆ จบหลังกล้องไม่ได้แต่งอะไรนอกจากcropและย่อภาพครับ



































ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1164 เมื่อ: 07 มิถุนายน, 2017, 06:57:40 PM »


พบกับบทความในนิตยสารAudiophile/Videophile ฉบับประจำเดือนมิถุนายน 2560 ในหัวข้อ9 Interesting Home Theater Questions ที่ได้รวบรวมเอาคำถามที่ผมถูกถามบ่อยๆและคำถามที่น่าสนใจในการเล่นhome theater ติดตามได้กลางเดือนมิถุนายนนี้ที่แผงหนังสือและOnline Magazineต่างๆครับ
 :secret
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 มิถุนายน, 2017, 07:04:00 PM โดย หมอเอก »

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1163 เมื่อ: 31 พฤษภาคม, 2017, 04:55:38 PM »
ขอบคุณมากครับ  c)

ด้วยความยินดีครับพี่  :drunk

ออฟไลน์ Too' Ninja

  • Admin
  • Superstar...
  • *****
  • กระทู้: 5,786
  • เพศ: ชาย
  • ตู่ นินจา
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1162 เมื่อ: 31 พฤษภาคม, 2017, 06:01:10 AM »
ขอบคุณมากครับ  c)

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1161 เมื่อ: 30 พฤษภาคม, 2017, 04:53:52 PM »

บทความในหนังสือ Audiophile/Videophile เดือน มีค. 2560 เรื่อง 9Basic Subwoofer Concepts













 :yahoo

ออฟไลน์ หมอเอก

  • *****
  • กระทู้: 892
  • เพศ: ชาย
Re: อีกห้องหนึ่งที่อุดรครับ
« ตอบกลับ #1160 เมื่อ: 30 พฤษภาคม, 2017, 04:36:02 PM »

บทความในหนังสือ Audiophile/Videophile เดือน กพ. 2560 เรื่อง4K Ultra HD System Review















 :wiggle