ผู้เขียน หัวข้อ: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008  (อ่าน 209396 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #600 เมื่อ: 12 เมษายน, 2017, 10:07:04 AM »
ถ้าเป็นไปได้อยากให้ลองตัวนี้มั่งจังครับ



http://www.htg2.net/index.php/topic,93413.0.html

Audiophile Features

Audiophile-grade audio DAC: Enjoy audio quality of the famous ESS SABRE32 Reference DAC (ES9018K2M)
Dual audio output: Use standard stereo RCA connectors or balanced XLR connectors
XLR balanced stereo output: Use professional ultra-low-noise analog audio connection
Galvanically isolated connectors: Benefit from reduced noise and jitter on all S/PDIF digital audio connectors
Audio inputs: Use Duo 4K as a high-quality audio DAC by connecting external digital audio sources via S/PDIF or USB (optionally)

อยากรู้ว่า ในราคาที่ถูกกว่า Mac Pro แต่ประสิทธิภาพเรื่องเสียงจะได้ในระดับไหนครับ



อ่านสเปคแล้วน่าลองไม่น้อยครับ ได้ทั้งดูหนังและฟังเพลง  เสียงคงดีกว่า หรือด้อยกว่า Mac ต้องลองสถานเดียว

อย่างไรก็ตาม ง่ายที่สุด สั้นที่สุด  Mac แพ้ตั้งแต่ยกแรกครับ



ตัวนี้ มันเป็น player + dac ที่น่าจะเน้น มาให้ แต่ mac pro มัน จับฉ่ายอ่ะนะครับ คงเทียบได้ยากอย่างน้า malako บอก แต่ถ้า mac pro + dac นอก กับอุปกรณ์อื่น ๆ ประกอบ อาจจะเสียงดีกว่าหรือยังด้อยกว่าก็ต้องลองละครับ
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #601 เมื่อ: 12 เมษายน, 2017, 10:26:50 AM »
ถ้าเป็นไปได้อยากให้ลองตัวนี้มั่งจังครับ



http://www.htg2.net/index.php/topic,93413.0.html

Audiophile Features

Audiophile-grade audio DAC: Enjoy audio quality of the famous ESS SABRE32 Reference DAC (ES9018K2M)
Dual audio output: Use standard stereo RCA connectors or balanced XLR connectors
XLR balanced stereo output: Use professional ultra-low-noise analog audio connection
Galvanically isolated connectors: Benefit from reduced noise and jitter on all S/PDIF digital audio connectors
Audio inputs: Use Duo 4K as a high-quality audio DAC by connecting external digital audio sources via S/PDIF or USB (optionally)

อยากรู้ว่า ในราคาที่ถูกกว่า Mac Pro แต่ประสิทธิภาพเรื่องเสียงจะได้ในระดับไหนครับ


ผมเน้นเรื่องประสิทธิภาพของพอร์ทส่งสัญญาณครับ สำหร้บ Firewire กับ Thunderbolt ก็เป็นพอร์ทสำหรับมืออาชีพครับ
ขะคนละแนวคิดกับแบบไร้สายครับ คือไร้สายในตอนนี้ก็ส่งระดับ AudioPhile ได้ ส่วนผมเลือกใช้เป็นแบบ Studio ครับ
เพราะผมต้องการคุณภาพแบบต้นทางเลยครับ รวมถึงการแปลงข้อมูลแบบ Digital to Digital ครับ

รวมถึงเรื่องที่ผมซีเรียสมาก คือเรื่องความเร็วครับ หลังจากเป็น Thunderbolt 3 แล้ว ความเร็วใกล้เคียงดนตรีจริงมากขึ้นไปอีกครับ
เรียกว่าทำลายขนบธรรมเนียมการนั่งฟังเพลงอย่างสงบนิ่ง เป็นต้องตบเท้าตามเพลงกันเลยครับ ไม่เว้นแม้แต่แผ่น Belafonte Sing The Blues
ที่ตอนนี้ร้องได้สนุก ดุดัน สมจริง ไม่กลายเป็นแผ่นที่ฟังแล้วหลับเหมือนสมัยที่ฟังจาก CD Player อีกต่อไปครับ
ซึ่งปัจจัยที่จะทำได้อย่างนี้ มีหลายอย่างประกอบกันครับ แล้วผม่จะเรียบเรียงมาเขียนเพิ่มเติมครับ

ลืมบอกว่า ที่เห็นผมต่อเยอะชนาดนั้น ก็เป็นแบบเดียวกับที่ต่อในห้องอัดเลยครับ รวมถึง Logic Pro X ที่ใช้ ก็เป็น App มาตราฐานที่ใช้ตามห้องอัดที่ใช้ Mac คร้บ
พอดีเคยทำงานในค่ายเพลงครับ สำหรับผมเป็นเรื่องคุ้นตา แต่แน่นอนว่าเป็นของแปลกสำหรับวงการเครื่องเสียงบ้านครับ


ปกติเครื่อง Mac ก็มีไว้ทำงานเพลงกันมาช้านานครับ จึงได้พัฒนาพอร์ทสำหรับงานเพลงโดยเฉพาะอย่าง Firewire และ Thunderbolt
แผ่นเพลงที่ฟังกันมาจนถึงปัจจุบัน ก็ผลิตจากเครือ่ง Mac นี่ล่ะครับ ยุคแรกยังเสียบการ์ดได้ ก็เป็น PCI จนมี Firewire ตามมา และปัจจุบันเป็น Thunderbolt Version 3



สำหรับท่านที่ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ใช้งานหนักๆ อาจจะไม่ทราบว่าเครื่อง Macbook Pro ราคาก็สูงอยู่ครับ แต่มันใช้ทำงานเฉพาะทาง
อย่างรายการทีวี ที่ตัดต่อออกอากาศก็ใช้เจ้าเครื่องนี้ล่ะครับ รวมถึงการบันทึกเสียง ทำเพลง ก็ใช้เจ้าเครื่อง Mac นี่ล่ะครับ







ภาพจาก apogeedigital.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12 เมษายน, 2017, 01:21:48 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ Valve art

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #602 เมื่อ: 12 เมษายน, 2017, 03:21:57 PM »
MacBook Pro Thunder 3 อีกหนึ่งเสียงครับ ทิ้งรุ่นก่อนหน้าไปไกลเลย + Amarra Symphony ไว้เล่น playback มีนคือสวรรค์ดึๆนี่เอง
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ หมีหมอเหม็ด

  • ศรัทธา หรือเหตุผล
  • ***
  • กระทู้: 230
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • หยุดเล่นหลอดชั่วคราวคร้าบ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #603 เมื่อ: 12 เมษายน, 2017, 06:59:32 PM »
มาตอบคุณ surapong.d ครับ ว่าผมตามอ่านอย่างเดียวเลยครับ
ยังไม่ได้งอกอุปกรณ์ใดๆ มีแค่ HDD firewire800 4TB ลูกนึง
ถ้าทั้งระบบมันน้อยชิ้นเมื่อไร ผมถึงจะลองครับ
ผมอยากให้มีแค่ player --XXตัวอะไรสักอย่างXX-->digital amp-->SPK
ถ้าจบแบบนี้ได้
ก็เทขายหลอดที่รักครับ
สิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมยังชอบเสียงของหลอด6SL7 2A3LL
ใครๆเค้าฟังแต่ 6SN ผมฟังทีไรก็กลับมาเสียบ SL ทุกที
นพ.พีระวงษ์ วีรารักษ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
รพ.ศิริราช เขตบางกอกน้อย
กทม. 10700

ออฟไลน์ หมีหมอเหม็ด

  • ศรัทธา หรือเหตุผล
  • ***
  • กระทู้: 230
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • หยุดเล่นหลอดชั่วคราวคร้าบ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #604 เมื่อ: 12 เมษายน, 2017, 08:17:24 PM »
USB C ก็ดันโผล่มาอีก
กว่าอุปกรณ์เชื่อมต่อด้วย port นี้จะนิ่ง
คงหลายปี
นพ.พีระวงษ์ วีรารักษ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
รพ.ศิริราช เขตบางกอกน้อย
กทม. 10700

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #605 เมื่อ: 12 เมษายน, 2017, 09:06:32 PM »
คุณภาพพอร์ทThunderbolt  3 ทิ้งห่าง Thunderbolt 2 ไปมากเลบครับ ในระดับที่ไม่ต้องใช้สาย Audio Grade เลย ก็ให้ความถี่ได้ครบถ้วน ไม่ต้องการอุปกรณ์เสริมมาปรุงแต่งเหมือนเมื่อก่อน
แค่เปิดเพลงผ่าน Thunderbolt 3 โดยใช้ Apogee เหมือนเดิม แต่คุณภาพทิ้งห่างของเดิมไปไกลครับ
และการใช้งานทั่วไปก็ทำงานเป็น USB-C ที่แม้แต่ Nintendo Switch ก็ยังเป็น USB-C ที่แน่นอนแล้วว่ากลายเป็นมาตราฐานของปีนี้และต่อๆไป

ให้ดูด้านข้างเครื่องอีกครั้งครับ



Macbook Pro 2016 ด้านข้างนั้น บางกว่าพอร์ท USB 2.0 เสียอีกครับ ด้วยพอร์ท Thunderbolt3(USB-C)  ทำให้รีด่น้ำหนักตัวเครื่องขนาด 15" ให้เบาลงกว่ารุ่นก่อนถึง 3 ขีดครับ
และคราวนีร้สามารถชาร์จไฟได้จากพอร์ทใดก็ได้ และมีความแข็งแรงกว่าแต่ก่อนมาก รวมถึงเสียบได้โดยไม่ต้องพลิกสายไปด้านใดด้านหนึ่ง
เรียกว่าเป็นพอร์ทที่ล้ำหน้ามากๆ ถ้ายังต้องอยู่กับพอร์ทแบบเดิมล่ะก็ โลกคงแทบหยุดหมุนเลยทีเดียว

Thunderbolt3(USB-C) หัวขนาดเล็ก แต่แข็งแรงกว่าแบบเก่ามาก และแน่นกว่าเดิมครับ


(ถ่ายด้วย A7R เลนส์ Rodenstock APO 50mm)

อยู่ในความเป็นระเบียบเรียบร้อย

(ถ่ายด้วย A7R เลนส์ Leica Super Angulon (Schneider)2 1mm F4)

Macbook Pro 15" 2016 ที่เบากว่าโมเดลเดิมมากครับ แต่แรงกว่า แถมเสียงดีกว่าแบบคนละเรื่องกับ Macbook Pro 13" 2014 ตัวเดิมของผม (เตรียมตัวเอาไปขาย)

(ถ่ายด้วย A7R เลนส์ Leica Super Angulon (Schneider)2 1mm F4)

สาย Thunderbolt 2 แบบ Audio Grade ทาง Poem Audio เอามาต่อทดลองกับระบบผมครับ เห็นว่าเสียงดีมากเมื่อใช้กับ HDD Thunderbolt 2


(ถ่ายด้วย A7R เลนส์ Rodenstock APO 50mm)


แต่เมื่อต่อกับเครื่องผมที่เป็น Thunderbolt 3 กับมีผลน้อยมาก เพิ่มปลายย่านสูงขึ้นมาหน่อย แต่กลางต่ำก็หายไปหน่อย
แต่ราคาไม่หน่อยครับ เพิ่มนิดเดียวก็ราคาเท่า Apogee Element 24 ของผมแล้ว


(ถ่ายด้วย A7R เลนส์ Rodenstock APO 50mm)

สรุปว่า พอผมได้ใช้งาน Thunderbolt 3 ก็ตัดปัญหาเรื่องสายออกไปได้เลย ใช้สายมาตราฐานจาก Apple ก็ดีเยี่ยมแล้วครับ










« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12 เมษายน, 2017, 10:51:59 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #606 เมื่อ: 12 เมษายน, 2017, 11:07:52 PM »
MacBook Pro Thunder 3 อีกหนึ่งเสียงครับ ทิ้งรุ่นก่อนหน้าไปไกลเลย + Amarra Symphony ไว้เล่น playback มีนคือสวรรค์ดึๆนี่เอง


ว่าจะขาย Thunderbolt Station 2 ไปซื้อ Lacie D2 Thunderbolt 3 แล้วล่ะครับ เดี๋ยวรอสินค้าเข้า ดีที่มีตัวแทน Lacie ที่ขยันทำตลาด ตอนนี้ก็หาซื้อง่ายและถูกกว่าเมื่อก่อน



อธิบายนิดนึงเผื่อบางท่านไม่ได้ตามข่าววงการ Mac พอร์ทที่เห็นในภาพ ก็คือ Thunderbolt 3 กับ USB-C ก็คือใช้พอร์ทเดียวกันครับ สายก็หน้าเหมือนกัน แต่ในสายไม่เหมือนกัน
ต่างกันตรงตัวคอนแทคและสายด้านในครับ สายจะระบุไว้ว่าเป็นสาย USB หรือ Thunderbolt ซึ่งความเร็วห่างกัน 4 เท่า

ในภาพ ช่องที่มีโลโก้เหมือนไฟดูดก็คือ Thunderbolt 3 ส่วนบนสุดก็ USB ครับ

และมีโซลูชั่นใหม่ๆอย่าง Sonnet Echo 15+ ลากสาย Thunderbolt เข้าเส้นเดียว มีให้ทั้งไดรฟ์่บลูเรย์,  RAID 0 SSD, eSATA, Firewire
แถมผมไม่ต้องวุ่นวายกับคาแรคเตอร์สาย Firewire เวลาอ่านแผ่นครับ (หวังว่าตัวไดรฟ์บลูเรย์ คงไม่ทำงานผ่านคอนโทรลเลอร์ USB)



ภาพจาก : http://www.sonnettech.com/de/product/echo15thunderboltdock.html

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 เมษายน, 2017, 09:30:59 AM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #607 เมื่อ: 13 เมษายน, 2017, 03:12:47 PM »
เขียนเรื่องพอร์ท Thunderbolt สักนิดครับ

ปัจจุบัน พอร์ท USB3.1 กับ Thunderbolt 3 ก็รวมเป็นพอร์ทเดียวกันคือ USB-C ครับ ซึ่งกลายเป็นมาตราฐานใหม่ของวงการคอมพิวเตอร์
แต่สองพอร์ทนี้ก็แยกหน้าที่กันชัดเจนครับ ระบบนึงเป็น Consumer ทั่วไป อีกระบบสำหรับงานตัดต่อระดับ Professional

ในภาพเป็นสินค้ายี่ห้อ BlackMagic ที่เป็นอุปกรร์สตูดิโอครับ


ภาพจาก blackmagicdesign.com

เห็นได้ว่าก็ใช้ Thunderbolt ไปจนถึง Thunderbolt 3


ภาพจาก blackmagicdesign.com

เพราะการทำงานตัดต่อทั้งเพลงหรือวีดีโอ ต้องส่งข้อมูลไปกลับเป็นเวลานานหลายชั่วโมงต่อเนื่องครับ รวมถึงต้องการความแม่นยำของสัญญาณนาฬิกา


ภาพจาก motu.com

Audio Interface ทั้งหลายก็ขยับจาก Firewire มา Thunderbolt ครับ

สมัยก่อน ผมตัดวีดีโอความละเอียด 1920 x 1080 ก็ใช้ HDD แบบ Firewire 800 ได้อยู่ครับ แต่งานก็เร็วขึ้นเมื่อหันมาใช้ HDD แบบ Thunderbolt
และในยุค 4K ถ้ายังต้องทำงานผ่าน Firewire 800 มั้นก็ไม่พอแน่นอนครับ ถ้าไม่มีพอร์ท Thunderbolt เกิดขึ้นมา ก็ไปต่อกันได้ลำบากครับ
Thunderbolt ก็ยังวิ่งต่อ จนเป็น Thunderbolt 3 เพื่อให้ทันกับระดับ 6K, 8K ต่อไปในอนาคตครับ

ผมก็เลยเลือกใช้พอร์ทนี้ที่อยู่ในกลุ่มสินค้ามืออาชีพ ที่มีเรทราคาต่างจากเครื่องเสียงบ้าน ที่อยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยครับ
อย่าง Apogee Element 24 ที่ระดับราคา 2xxxx.- ก็ได้เทคโนโลยีที่ท้ันสมัย การออกแบบที่ใหม่กว่ายุคของ Firewire และ USB2 มากมายครับ
รวมถึงปีญหาจากสายสัญญาณก็ลดน้อยลงไปด้วย เพราะใช้สาย Thunderbolt ก็หมดปัญหาเรื่องที่ต้องหาซื้อสายแต่งแบบ AudioPhile ทำให้ผมประหยัดเงินได้มากขึ้น แต่เสียงดีขึ้นครับ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 เมษายน, 2017, 03:31:00 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #608 เมื่อ: 14 เมษายน, 2017, 07:28:45 PM »
ซิสเต็มแต่เดิมของผมครับ ต้นทางเป็น Thunderbolt 2 จาก Macbook Pro Retina 2014
ปลายทางเป็น Thunderbolt 1 ของ Apogee Element 24




ปัจจุบันเป็น Thunderbolt 3 จาก Macbook Pro Touch bar 2016
ปลายทางเป็น Thunderbolt 1 ของ Apogee Element 24 เหมือนเดิม ต้องต่อผ่น Adapter Thunderbolt 3 (USB-C) เป็น Thunderbolt 2
เสียงน่าจะดร๊อปสินะครับ



แต่มันกลับเป็นตรงกันข้ามครับ เสียงต่างจากเดิมมาก ชัดขึ้น เคลียร์ขึ้น มาได้ทุกรูปแบบความถี่ เร็วขึ้น เรียกว่าอัพเกรดเสียงขึ้นมาชนิดห่างชั้นจากเดิมมากๆ
ทั้งๆที่อุปกรณ์ปลายทางยังเหมือนเดิม แค่นี้ก็พิสูจน์แล้วว่า ระบบส่งข้อมูลต้นทางนั้นสำคัญมากๆครับ ทุกอย่างเริ่มจากจุดนี้เลย
แถมยังใช้ร่วมกับอุปกรณ์ Firewire ได้อย่างไม่มีปัญหาครับ หมดกังวลว่าไม่มีพอร์ทเก่าให้ใช้

แต่ผมอยากจะบอกลากับระบบ Firewire ซะแล้วครับ ยังเหลืออุปกรณ์อีก 1 ชิ้น คือไดรฟ์ DVD (หรือบลูเรย์) เพราะสายมีผลกับเสียงมาก ส่วน Thunderbolt 3 นั้น
สายแทบไม่มีผลเลย ใส่สาย Thunderbolt ราคาสองหมื่นกว่าบาทเข้าไปก็ต่างเล็กน้อยเท่านั้น เทียบเป็นเปอร์เซนต์ ผมให้เลขหลักเดียวครับ ได้ไม่ถึง 10

ทางออกคงเป็น Sonnet Echo 15+ ครับ ลากสาย Thunderbolt มาเส้นเดียว มีครบทุกอย่าง
http://www.sonnettech.com/product/echo15thunderboltdock.html


ภาพจาก sonnettech.com


ถ้าได้มา ผมก็จะไม่มี Firewire ในระบบครับ ทำหน้าที่แทนทั้งไดรฟื และ HDD รวมถึงต่อพ่วงเพิ่มจากกล่องนี้ได้อีก
บ้านเราก็มีตัวแทนจำหน่ายสั่งเข้ามาแล้ว ราคาก็สูงพอควรครับ แต่ก็ยังถูกกว่าสาย Thunderbolt แบบ Audio Grade




แถมท้าย อันนี้คือวิธีโคลน Macbook Pro 13" 2014 มาลง Macbook Pro 15" 2016 ครับ โดยการทำ Target Disk Mode
เพื่อนผมก็ใช้  Macbook Pro 15" 2016 ก็ยืมมาเป็นเครื่องแม่แป๊บนึง พ่วงอีกสองเครื่องเข้ากับเครื่องแม่ ด้วยสาย Thunderbolt
และเปิดโหมดให้ทั้งสองเครื่องทำงานเป็น Target Disk Mode ครับ และโคลนทุกอย่างจากเครื่องเดิมมาลงเครื่องใหม่ โคลนเสร็จก็ถอดสาย ปิดเครื่อง บูทใหม่ครับ
เครื่องจะทำการอัพไดรเวอร์ต่างๆจากเครื่องเดิม เป็นเครื่องใหม่ เพราะใน macOS มีไดรเวอร์เก็บไว้อยู่แล้ว รอสักพัก เครื่อง Macbook Pro 2016 ของผม
ก็เปิดมามีหน้าตาและข้อมูลเหมือนกับ Macbook Pro 2014 ตัวเก่าทุกประการครับ ซึ่งวิธีนี้ผมก็ไม่เคยเจอปัญหาครับ เพราะ Macbook Pro 2014 ของผมก็โคลนจากเครื่องเก่า Macbook Air 2011




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 เมษายน, 2017, 07:30:51 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #609 เมื่อ: 15 เมษายน, 2017, 04:52:51 PM »
ผมก็ลองค้นข้อมูลดูครับ ทำไม Macbook Pro 2016 ของผม เสียงทิ้งห่างรุ่น 2014 เหลือเกิน
นอกจากปัจจัยเรื่องพอร์ท Thunderbolt แล้วก็มีปัจจัยอื่นๆที่น่าสนใจครับ (ตอนซื้อผมยังไม่รู้เลยว่าแรงขนาดนี้)



ตัว SSD เป็นแบบ NVMe ถึงได้ทำความเร็วได้แบบมิดไมล์เลยครับ
ส่วน Macbook Pro 2014 ก็รองรับ NVMe แต่ SSD ที่ใส่มาด้วยยังเป็นแบบธรรมดาครับ



ซึ่งก็มีผลในการทำงานกับ Logic Pro X ด้วยครับ 



ด้วยสปีดที่เร็วกว่าเดิมมาก ทั้งตัว SSD ที่เป็นพื้นที่ของ macOS และ Logic Pro X รวมถึง Thunderbolt 3 ก็ให้ผลกับเสียงดังนี้ครับ
- สงัดกว่าเดิม
- กว้างกว่าเดิม
- ไดนามิคดีกว่าเดิม
- ให้ความถี่ได้ครบถ้วนกว่าเดิม
ยังไม่รวม Touch Bar ที่ผมเริ่มจะคุ้นชินกับเทคโนโลยีนี้แล้วครับ ทำให้สะดวกขึ้นมากในการทำงาน

NVMe ตืออะไร ค้นกูเกิลด้วยคำนี้ได้ครับ ผมอธิบายเองคงผิดพลาดเสียเปล่าๆ

สำหรับความเร็วของแต่ละพอร์ทการส่งข้อมูล เป็นแบบนี้ครับ



สำหรับไฟล์เพลงแล้ว USB 2.0 ก็ส่งได้สบายครับ แถมเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ใช้คอมพิวเตอร์จนหมดแล้ว ก็เหมาะสมที่จะใช้กำหนดเป็นมาตราฐานสำหรับ Comsumer
เพื่อให้เข้าใจในทิศทางเดียวกันครับ ที่ควรมีมาตราฐานเดียว เช่น DVD-Audio vs SACD, HD-DVD vs BD อย่างไรก็ต้องกำหนดให้เหลือมาตราฐานเดียว
เพื่อความเข้าใจของผู้บริโภคและการทำตลาดครับ แต่ส่วนที่ผมทำในปัจจุบันนั้นต่างออกไปครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 เมษายน, 2017, 05:58:00 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #610 เมื่อ: 15 เมษายน, 2017, 10:57:03 PM »
สงสัยครับ

ทำไมความเร็วของการส่งสัญญาน ผ่าน port เหล่านี้ข้างต้น ถึงทำให้ จขกท รู้สึกว่า เสียงที่ได้ยินมันเพราะขึ้นครับ อยากทราบเหตุผลจริงๆ ของมันหน่อยครับ
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #611 เมื่อ: 16 เมษายน, 2017, 10:20:50 AM »
สงสัยครับ

ทำไมความเร็วของการส่งสัญญาน ผ่าน port เหล่านี้ข้างต้น ถึงทำให้ จขกท รู้สึกว่า เสียงที่ได้ยินมันเพราะขึ้นครับ อยากทราบเหตุผลจริงๆ ของมันหน่อยครับ

ฃองมองเป็นความกว้างของช่องส่งดูสิครับ Thunderbolt3 ท่อส่งมันกว้าง 40 Gbps  ถึงปลายทางผมเป็น 10 Gbps แต่มันส่งผลทันทีครับ
ที่ผมมองแบบนี้ เพราะเคยตัดสาย Thunderbolt ดูครับ พบว่างสายส่งสัญญาณมีสิบกว่าเส้นครับ

- USB 2.0 มี 4 เส้น คือ ข้อมูล 1 คู่ และไฟ 5V 1 คู่
- Firewire 400 มี 6 เส้น คือข้อมูล 1 คู่, Clock 1 คู่l,ไฟ 12V 1 คู่
- Firewire 800 มี 8 เส้น คือข้อมูล 2 คู่, Clock 1 คู่l,ไฟ 12V 1 คู่ เบิลสัญญาณเพิ่ม 1 คู่ ก็เร็วเป็น 2 เท่า
- iLink มี 4 เส้น คือข้อมูล 1 คู่, Clock 1 คู่ (ก็คือ Firewire 400 ที่ใช้กับกล้องวีดีโอโซนี่ครับ) สายนี้จะไม่มีไฟเลี้ยง
- Thunderbolt อันนี้ค้น WiKi เลยครับ ผมจำขาไม่ได้แล้ว เยอะมาก

แถมเครือ่งผม SSD เป็น NVMe ซึ่งมีวิธีรับส่งข้อมูลต่างออกไป จึงเร็วขึ้นมากครับ รวมถึงแต่ละพอร์ท มีวิธีส่งสัญญาณคนละวิธีครับ
อย่าง Firewire จะส่งข้อมูลเพลง โดยเรียงจากต้นไฟล์ไปท้ายไฟล์ เรียกว่าเป็นการส่งสัญญาณดิจิตอล ในแบบอนาล๊อคครับ อ่านหัวไปท้ายเหมือนเทป
และส่งสัญญาณนาฬิกาไปกำกับไว้ ก็เมือนรอบหมุนมอเตอร์เทปครับ เสียงจะเร็วหรือช้าก็อยู่ที่มอเตอร์ แต่คราวนี้ใช้นาฬิกาดิจิตอลแทน


เปิดแผ่นรูเบ็น กอนซาเลส ที่เล่นเปียโน เสียงที่ออกมานี่เปียโนคนละยี่ห้อเลยครับ

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #612 เมื่อ: 16 เมษายน, 2017, 12:58:46 PM »
สงสัยครับ

ทำไมความเร็วของการส่งสัญญาน ผ่าน port เหล่านี้ข้างต้น ถึงทำให้ จขกท รู้สึกว่า เสียงที่ได้ยินมันเพราะขึ้นครับ อยากทราบเหตุผลจริงๆ ของมันหน่อยครับ

ฃองมองเป็นความกว้างของช่องส่งดูสิครับ Thunderbolt3 ท่อส่งมันกว้าง 40 Gbps  ถึงปลายทางผมเป็น 10 Gbps แต่มันส่งผลทันทีครับ
ที่ผมมองแบบนี้ เพราะเคยตัดสาย Thunderbolt ดูครับ พบว่างสายส่งสัญญาณมีสิบกว่าเส้นครับ

- USB 2.0 มี 4 เส้น คือ ข้อมูล 1 คู่ และไฟ 5V 1 คู่
- Firewire 400 มี 6 เส้น คือข้อมูล 1 คู่, Clock 1 คู่l,ไฟ 12V 1 คู่
- Firewire 800 มี 8 เส้น คือข้อมูล 2 คู่, Clock 1 คู่l,ไฟ 12V 1 คู่ เบิลสัญญาณเพิ่ม 1 คู่ ก็เร็วเป็น 2 เท่า
- iLink มี 4 เส้น คือข้อมูล 1 คู่, Clock 1 คู่ (ก็คือ Firewire 400 ที่ใช้กับกล้องวีดีโอโซนี่ครับ) สายนี้จะไม่มีไฟเลี้ยง
- Thunderbolt อันนี้ค้น WiKi เลยครับ ผมจำขาไม่ได้แล้ว เยอะมาก

แถมเครือ่งผม SSD เป็น NVMe ซึ่งมีวิธีรับส่งข้อมูลต่างออกไป จึงเร็วขึ้นมากครับ รวมถึงแต่ละพอร์ท มีวิธีส่งสัญญาณคนละวิธีครับ
อย่าง Firewire จะส่งข้อมูลเพลง โดยเรียงจากต้นไฟล์ไปท้ายไฟล์ เรียกว่าเป็นการส่งสัญญาณดิจิตอล ในแบบอนาล๊อคครับ อ่านหัวไปท้ายเหมือนเทป
และส่งสัญญาณนาฬิกาไปกำกับไว้ ก็เมือนรอบหมุนมอเตอร์เทปครับ เสียงจะเร็วหรือช้าก็อยู่ที่มอเตอร์ แต่คราวนี้ใช้นาฬิกาดิจิตอลแทน


เปิดแผ่นรูเบ็น กอนซาเลส ที่เล่นเปียโน เสียงที่ออกมานี่เปียโนคนละยี่ห้อเลยครับ


ขอบคุณมากครับ  แต่ยังสงสัยต่อ ในเมื่อ .wave, .aiff มี bit rate ราวๆ 1411 Kbps ตีซะ 1500 Kbps หรือราว ๆ 1.46 Mbps เท่านั้นเอง  ขณะที่ความเร็วของ USB2.0 คือ 480 Mbps  ซึ่งคิดเป็นแค่ 0.3% ของ USB2.0 เองครับ

แบบนี้ มันเป็นเพราะสาเหตุอื่นมากกว่า? ที่จะไปดูความเร็วของสายหรือเปล่าครับ 

ไม่ได้บอกว่าไม่เห็นด้วยนะ ว่าเสียงมันดีขึ้น แต่สงสัยว่าไม่เกี่ยวกับความเร็วของ port  แต่ topology การทำงานของ port แต่ละแบบ อันนี้ เอาง่ายๆ USB กับ Firewire แค่การไปรวมศูนย์แบบ USB มันก็เสียงสู้ Firewire ที่ออกแบบมาสำหรับข้อมูล digital communication แล้ว  ประเด็นคือ ทำไมต้องวิ่งตามความเร็วของสายครับ อันนี้ถามต่อครับ
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #613 เมื่อ: 16 เมษายน, 2017, 04:45:39 PM »
สงสัยครับ

ทำไมความเร็วของการส่งสัญญาน ผ่าน port เหล่านี้ข้างต้น ถึงทำให้ จขกท รู้สึกว่า เสียงที่ได้ยินมันเพราะขึ้นครับ อยากทราบเหตุผลจริงๆ ของมันหน่อยครับ

ฃองมองเป็นความกว้างของช่องส่งดูสิครับ Thunderbolt3 ท่อส่งมันกว้าง 40 Gbps  ถึงปลายทางผมเป็น 10 Gbps แต่มันส่งผลทันทีครับ
ที่ผมมองแบบนี้ เพราะเคยตัดสาย Thunderbolt ดูครับ พบว่างสายส่งสัญญาณมีสิบกว่าเส้นครับ

- USB 2.0 มี 4 เส้น คือ ข้อมูล 1 คู่ และไฟ 5V 1 คู่
- Firewire 400 มี 6 เส้น คือข้อมูล 1 คู่, Clock 1 คู่l,ไฟ 12V 1 คู่
- Firewire 800 มี 8 เส้น คือข้อมูล 2 คู่, Clock 1 คู่l,ไฟ 12V 1 คู่ เบิลสัญญาณเพิ่ม 1 คู่ ก็เร็วเป็น 2 เท่า
- iLink มี 4 เส้น คือข้อมูล 1 คู่, Clock 1 คู่ (ก็คือ Firewire 400 ที่ใช้กับกล้องวีดีโอโซนี่ครับ) สายนี้จะไม่มีไฟเลี้ยง
- Thunderbolt อันนี้ค้น WiKi เลยครับ ผมจำขาไม่ได้แล้ว เยอะมาก

แถมเครือ่งผม SSD เป็น NVMe ซึ่งมีวิธีรับส่งข้อมูลต่างออกไป จึงเร็วขึ้นมากครับ รวมถึงแต่ละพอร์ท มีวิธีส่งสัญญาณคนละวิธีครับ
อย่าง Firewire จะส่งข้อมูลเพลง โดยเรียงจากต้นไฟล์ไปท้ายไฟล์ เรียกว่าเป็นการส่งสัญญาณดิจิตอล ในแบบอนาล๊อคครับ อ่านหัวไปท้ายเหมือนเทป
และส่งสัญญาณนาฬิกาไปกำกับไว้ ก็เมือนรอบหมุนมอเตอร์เทปครับ เสียงจะเร็วหรือช้าก็อยู่ที่มอเตอร์ แต่คราวนี้ใช้นาฬิกาดิจิตอลแทน


เปิดแผ่นรูเบ็น กอนซาเลส ที่เล่นเปียโน เสียงที่ออกมานี่เปียโนคนละยี่ห้อเลยครับ


ขอบคุณมากครับ  แต่ยังสงสัยต่อ ในเมื่อ .wave, .aiff มี bit rate ราวๆ 1411 Kbps ตีซะ 1500 Kbps หรือราว ๆ 1.46 Mbps เท่านั้นเอง  ขณะที่ความเร็วของ USB2.0 คือ 480 Mbps  ซึ่งคิดเป็นแค่ 0.3% ของ USB2.0 เองครับ

แบบนี้ มันเป็นเพราะสาเหตุอื่นมากกว่า? ที่จะไปดูความเร็วของสายหรือเปล่าครับ 

ไม่ได้บอกว่าไม่เห็นด้วยนะ ว่าเสียงมันดีขึ้น แต่สงสัยว่าไม่เกี่ยวกับความเร็วของ port  แต่ topology การทำงานของ port แต่ละแบบ อันนี้ เอาง่ายๆ USB กับ Firewire แค่การไปรวมศูนย์แบบ USB มันก็เสียงสู้ Firewire ที่ออกแบบมาสำหรับข้อมูล digital communication แล้ว  ประเด็นคือ ทำไมต้องวิ่งตามความเร็วของสายครับ อันนี้ถามต่อครับ


ศักยภาพของตัวส่งไงครับ Thunderbolt 3 นอกจากเร็วแล้ว ยังมีเรื่องเสถียรภาพ และความแม่นยำด้วย (สมัยผมใช้ PC ต้องเสียบการ์ด Firewire แบบ PCI ผมได้การ์ดมาเทียบสองตัว ตัวที่ใช้ชิปของ TI เสียงดีกว่าอีกยี่ห้อมากครับ ผมเลบเข้าใจเรื่องคุณภาพชิป  Controller มาตั้งแต่แรก และกล่อง Firewire ที่ผมมี ก็มีทั้งใช้ชิป TI และค่ายอื่น ซึ่งก็เป็นเหมือนเดิมครับ ใช้ TI เสียงดีกว่า)
ถึงไฟล์ที่ส่งจะดูเล็กน้อย แต่ถ้าเอามาเขียนเรียงกันเป็น 0101001001 ต่อกันเป็นล้านตัวล่ะครับ ความแม่นยำที่ต้องทำให้ชุดข้อมูลพวกนี้ ไปถึงปลายทางอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ถ้าส่งไปแล้วเป็นแบบ 01 0 1 001 0   0 1 จังหวะการส่งที่ไม่แม่นยำ (วิ่งด้วยความเร็วไม่กี่วินาทีเท่านั้น) ถ้าเป็นงานสตูดิโอก็เจ๋งเลยครับ คือเสียงที่วางตามตำแหน่งต่างๆ มีการเลื่อน ไม่ซิงค์กับภาพ หรือจังหวะเสียงกีตาร์กับกลองเลื่อนจากที่วางไว้ เทคโนโลยีเพื่อการผลิตถึงได้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อจัดการทุกอย่างให้ดีขึ้น เร็วขึ้นครับ ไม่มีคำว่าพอสำหรับงานผลิต
ผมจึงจับความสุดขีดของเทคโนโลยีนี้ มาใช้ฟังเพลงไงครับ ได้คุณภาพที่ฉีกออกมา (จะว่าไป ตอนนี้มีแค่เจี๊ยบ Poem ที่ได้เคยฟังเครื่องนี้ของผมครับ)

เรื่องClock ในสายอีกครับ คือ USB2.0 ไม่มีสายสัญญาณชุดนี้ ผมเป็นคนตัดวีดีโอ เรื่องนี้ซีเรียสครับ
(คือถ้าไม่มีนี่ งานตัดวีดีโอจะวุ่นวายขึ้นครับ เคยใช้ HDD USB พอ Export Video แล้วเสียงไม่ตรง สุดท้ายต้องย้าย Project
มาไว้ HDD Firewire 800 ก็ Export ได้ไม่มีปัญหาครับ เพราะมี Clock ไงครับ ปัจจัยสำคัญของงานเพลงและงานวีดีโอ เป็นหัวใจเลยครับ

*และที่สำคัญครับ USB2.0 ความเร็วตามสเปคนั้น เร็วกว่า Firewire 400 มากครับ
แต่การทำงานจริงนั้น กลับช้ากว่า ยิ่งส่งข้อมูลน่าขึ้น ยิ่งช้าลง  อันนี้ลองค้นกูเกิลดูครับ USB2.0 vs Firewire 400
ซึ่งส่วนนี้ปัจจัยเยอะมากครับ แต่หาอ่านได้ไม่ยาก

ตอนอยู่ค่าย BB Records เดี๋ยวจะสงสัยว่าผมทำงานวีดีโอจริงหรือเปล่า
Makham - Can't Wake Up : https://www.youtube.com/watch?v=8PZcTYhN3xE
ลำนำ ลิงชัดชัด Live in Studio : https://www.youtube.com/watch?v=JoZfYXBGHwo
[Official MV] ละครวิทยุ - ALZHEIMER : https://www.youtube.com/watch?v=Bh8STJuCGxQ

ทำเล่นๆให้ค่าย Impression
DeDee DeDee (by Oilly) : https://www.youtube.com/watch?v=1xU4x7A7-64 (อันนี้มีชื่อผมที่เครดิต)

ทำให้ Olympus
วีดีโอสวยๆถ่ายทำด้วยกล้อง Olympus PEN : https://www.youtube.com/watch?v=gKBHu2WthNY (อันนี้มีชื่อผมที่เครดิต)
วีดีโอตัวนี้ทำให้ผมซาบซึ้งในเครือ่ง Clock เลยครับ เพราะตอนตัดมันตรงอยู่ แต่ตอน Export ไม่ตรงครับ ตรงภาพหยดน้ำกับเสียงเพลง ซิงค์ไม่ตรงตามใน Project ใน iMovie
วีดีโอตัวนี้ตัดด้วย Macbook White แล้วผมจะไม่เอาใจใส่ Clock ได้ยังไงกันครับ 55

ถ่ายให้กลุ่มจักรยานเมืองทอง
MTCC anda Skill Development Center for the Blind 2012 : https://www.youtube.com/watch?v=JpPpT0Fyb08&t=12s


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 เมษายน, 2017, 05:12:35 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #614 เมื่อ: 17 เมษายน, 2017, 12:18:12 AM »
^
|

ยิ่ง งง ไปใหญ่  จากที่บอก

"เรื่องClock ในสายอีกครับ คือ USB2.0 ไม่มีสายสัญญาณชุดนี้"

อ้าวไม่มีสายสัญญาณแล้วทำงานยังไงละครับ งาน digital ยังไงต้องมี clock ควบคุมไม่ใช่หรอครับ  ถ้างั้นมันก็ไม่ควรรับส่ง digital data ได้เลยสิครับ แต่เห็นใช้กันตรึมๆ กลายเป็นมาตรฐานทั่วไปไปซะอีก
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #615 เมื่อ: 17 เมษายน, 2017, 08:50:16 AM »
^
|

ยิ่ง งง ไปใหญ่  จากที่บอก

"เรื่องClock ในสายอีกครับ คือ USB2.0 ไม่มีสายสัญญาณชุดนี้"

อ้าวไม่มีสายสัญญาณแล้วทำงานยังไงละครับ งาน digital ยังไงต้องมี clock ควบคุมไม่ใช่หรอครับ  ถ้างั้นมันก็ไม่ควรรับส่ง digital data ได้เลยสิครับ แต่เห็นใช้กันตรึมๆ กลายเป็นมาตรฐานทั่วไปไปซะอีก


คอนเซปหลักของ Firewire คือแบบนี้ครับ "high-speed communications and isochronous real-time data transfer" ผมก็เรียกว่าส่งแบบ isochronous
ลองอ่านในนี้ครับ  https://en.wikipedia.org/wiki/IEEE_1394

USB ก็ทำได้เหมือนกันครับ https://msdn.microsoft.com/en-us/library/windows/hardware/hh406225(v=vs.85).aspx
แต่ผมเห็น USB DAC นิยมแบบ ASYNCHRONOUS มากกว่า

แต่ผมเลือกเล่น isochronous ก็คือเป็นวิธีส่งที่ใช้ในสตูดิโอครับ (ไม่ตามตลาด Consumer ประมาณนั้นครับ เป็นพวกแตกแถว)

อันนี้ประกอบเพิ่มเติม Firewire ครับ
http://www.1394ta.org/press/whitepapers/firewire%20reference%20tutorial.pdf

ภาพนี้ถ่ายไว้นานแล้วครับ เทียบคอนโทรลเลอร์ Firewire และ USB ของกล่อง External HDD ที่ต่อ HDD แบบ SATA


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 เมษายน, 2017, 02:07:31 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ Malako

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #616 เมื่อ: 17 เมษายน, 2017, 08:54:09 AM »
มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ครับ

ผมใช้กล้องวีดีโอตัวนี้





ใช้ PC ยุค P4 การ์ดตัดต่อ PCI  Storm  โปรแกรม EDIUS จำไม่ได้ว่ารุ่นไหน

ก็ตัดต่อได้เนียน เสียงไม่ดีเลย์

ป.ล. เล่นกล้องวีดีโอเอาสนุกในบ้านมาแต่ยุคแรก กล้องแบกบ่า ตัวอัดก็สะพายไหล่ ม้วนเทป VHS
สมัยโน้นซื้อเครื่องตัดต่อ ทำงานตัดต่อที ใช้เครื่องวีดีโอ 3 เครื่อง

พอถึงยุค แผ่น VCD เอาเทปมาแปลง เป็นเรื่องจริงที่ว่า เสียงกับภาพไม่ตรงกัน
ซึ่งเป็นทั้ง ฮาร์ดแวร์ และซอร์ฟแวร์ แต่ก็ไม่นาน โปรแกรมพรีเมียร์ยุคหลังก็แก้ไข
การ์ดแคปเจอร์ก็ปรับปรุง ถึงยุค DVD ก็หมดห่วงเรื่องเสียงกับภาพ
ถ่ายมิวสิควีดีโอ เอาแต่ภาพ แล้วมามิกซ์เสียงร้องเสียงดนตรีภายหลัง ทำเล่นในโรงรถครับ 

การตัดต่อถ้าวางแผนถ่ายให้ดี ถ่ายทีละช๊อตไม่เกิน 15 วินาที
แต่ละช๊อต ถ่ายเต็มตัว ครึ่งตัว ซูมเต็มหน้า เอามาตัดต่อ ภาพจะได้สลับไปเวลาเดินเรื่องดูมาไม่น่าเบื่อ
หลายช๊อตมารวมเป็นคลิป หลายคลิปเป็นเรื่องราว
แค่ตัดชนเฟรมด้วยความชำนาญก็เนียนครับ ภาพไม่กระตุกปวดตา

แก่แล้วสายตาไม่ดีเลิกเล่นมา 7 ปีแล้ว ได้แค่เอา ไอแพดถ่าย ตัดชนด้วย iMovie ออกยูทูบ สนุกเกินพอครับ

คติประจำตัวคือ ฮาร์ดแวร์ ซอร์ฟแวร์ เป็นแค่ตัวช่วยเท่านั้น

ออฟไลน์ Valve art

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #617 เมื่อ: 17 เมษายน, 2017, 03:11:32 PM »





ซื้อสาย USB C 3.1 ของ ENERGEA มาลองเทียบกับสาย(สีดำขวามือ​)ที่ติดมาตอนซื้อ HDD Lecie 2 TB, 2.5" ผลรับที่ได้คือสาย ENERGEA เสียงมาครบทุกย่านความถี่ครับตั้งแต่กดเล่นเพลงเลย สายเดิมเสียงแห้งๆเบสจมบาง.
สรุปคุณภาพสายก็คงเป็นชี้วัดเช่นเดิม
รอซื้อ -HDD Thunderbolt 3 เสียงที่ได้คงดีกว่านี้แน่นอล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 เมษายน, 2017, 03:27:07 PM โดย Valve art »
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #618 เมื่อ: 18 เมษายน, 2017, 12:56:30 PM »
ชัดเจนครับว่า พอร์ท Thunderbolt เกิดมาเพื่อสิ่งใด

"Thunderbolt is the latest technology for connecting external devices to your PC,
and is replacing Firewire (1394) as the standard connection for audio recording
interfaces and pro video devices."

"Thunderbolt is especially beneficial to the audio professional because Thunderbolt
makes it possible to use the latest external audio recording interfaces. Thunderbolt
audio devices can effortlessly record simultaneous channels of audio at 24 bit/ 192KHz,
versus the 24 bit/ 96KHz maximum that Firewire (1394) could offer."

ข้อมูลจาก cooltechpc : https://cooltechpc.com/articles/thunderbolt-firewire-and-usb




ลองไปอ่านในเวป Intel มาครับ
https://thunderbolttechnology.net/blog/thunderbolt-3-usb-c-does-it-all

Technology Features

- Thunderbolt™, USB, DisplayPort, and power on USB-C
- USB-C connector and cables (small, reversible)
- 40 Gbps Thunderbolt™ 3 – double the speed of Thunderbolt 2
  Bi-directional, dual-protocol (PCI Express and DisplayPort)
  4 lanes of PCI Express Gen 3
  8 lanes of DisplayPort 1.2 (HBR2 and MST)
  Supports two 4K displays (4096 x 2160 30bpp @ 60 Hz)
- USB 3.1 (10 Gbps) – compatible with existing USB devices and cables
- DisplayPort 1.2 – compatible with existing DisplayPort displays, devices, and cables
  Connect DVI, HDMI, and VGA displays via adapters
- Power (based on USB power delivery)
  Up to 100W system charging
  15W to bus-powered devices
- Thunderbolt™ Networking
  10Gb Ethernet connection between computers
- Daisy chaining (up to six devices)
- "Lowest latency for PCI Express audio recording"


ผมก็ยังสงสัยครับ ตอนนี้เครือ่งผมมีแต่พอร์ท Thunderbolt 3 หมายความว่า อุปกรณ์ที่เป็น USB ก็ต่อผ่าน Adapter ก็ต้องทำงานผ่าน Controller Thinderbolt 3
ถ้าต่อ USB DAC ระหว่างเครื่อง 2014 ที่ต่อตรงเข้าพอร์ท USB เทียบกับเครื่อง 2016 ที่ต้องต่อผ่าน Adapter ที่ทำงานผ่าน Controller Thinderbolt 3
ไว้ถ้าแวะไป Poem Audio จะลองเทียบกันดูครับ ที่นั่นมี Macbook Air 2011 ที่เป็น USB 2.0 เดิมๆให้เทียบ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 เมษายน, 2017, 04:04:56 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #619 เมื่อ: 18 เมษายน, 2017, 04:21:14 PM »
ขอแปะไว้อีกอันครับ จะได้หายสงสัยถึงความต่างของแต่ละพอร์ท (เทางเทคนิค)

USB 2.0 Port

- Provides a maximum throughput of 480 Mb/s
- Half Duplex (can only send data in one direction at a time)
- Maximum USB 2.0 cable length is 5 meters (about 16 feet)


USB 3.0 Port

- Provides a maximum throughput of 5 Gb/s (or 5000 Mb/s)
- Backwards Compatible with USB 2.0
- Maximum USB 3.0 cable length is 3 meters (about 10 feet)
- Full Duplex (data can go in two directions at once)
- Can provide up to 10 watts of power to devices


Firewire 800 Port

- Transfer rates of up to 800 Mb/s
- Audio/video devices often use Firewire
- For audio production Firewire, TI chipset is recommended
- Star, tree and daisy chaining for PC cable management
- Supports up to 63 devices per Firewire port (not recommended for audio and video recording devices)
- Isochronous (transfers data in a steady stream)
- Can provide up to 45 watts of power to devices


Thunderbolt 1 Port

- Thunderbolt 1 provides 10 Gb/s maximum throughput
- Star, tree and daisy chaining for PC cable management
- Supports up to 6 devices per Thunderbolt port
- Can support Firewire with the use of a Thunderbolt to Firewire converter,
  which allows the PC to use Firewire without the need of a Firewire card.
  The use of this converter, - - however is somewhat spotty, especially for
  audio and video production.
- Full Duplex (data can go in two directions at once)
- Isochronous (transfers data in a steady stream)
- Can provide up to 10 watts of power to devices


Thunderbolt 2 Port

- Thunderbolt 2 provides 20 Gb/s maximum throughput
- Up to 6 devices can be daisy chained together per Thunderbolt port
- Can support Firewire with the use of a Thunderbolt to Firewire adapter
  which allows the PC to use Firewire without the need of a Firewire card.
  The use of this adapter, however, is somewhat spotty, especially for
  audio and video production.
- Full Duplex (data can go in two directions at once)
- Isochronous (transfers data in a steady stream)
- Can provide up to 10 watts of power to Thunderbolt devices



Thunderbolt 3 Port

- Thunderbolt 3 is estimated to provide 40 Gb/s maximum throughput
- Isochronous (transfers data in a steady stream)
- Estimated to provide up to 100 watts of power to Thunderbolt 3 devices
- Will use a different connector than Thunderbolt/Thunderbolt 2 and will need a
  converter to work with Thunderbolt/Thunderbolt 2 or Mini Display Port

ข้อมูลจาก cooltechpc : https://cooltechpc.com/articles/thunderbolt-firewire-and-usb
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 เมษายน, 2017, 04:25:46 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #620 เมื่อ: 18 เมษายน, 2017, 11:34:27 PM »
ก็ยังสงสัยอยู่ดีครับ ผมว่า ไม่น่าจะเกี่ยวกับความเร็วของ port ที่เพิ่มขึ้น แล้วทำให้เสียงดีขึ้น  ตอนนี้ จขกท ก็ยังอธิบายแต่ในแง่ความเร็วของ port ซึ่งผมคิดว่า มันไม่น่าเป็นปัจจัยสำคัญครับ
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #621 เมื่อ: 19 เมษายน, 2017, 12:19:39 AM »
ก็ยังสงสัยอยู่ดีครับ ผมว่า ไม่น่าจะเกี่ยวกับความเร็วของ port ที่เพิ่มขึ้น แล้วทำให้เสียงดีขึ้น  ตอนนี้ จขกท ก็ยังอธิบายแต่ในแง่ความเร็วของ port ซึ่งผมคิดว่า มันไม่น่าเป็นปัจจัยสำคัญครับ

เป็นศักยพาดของ Controller ไงครับ (เหมือนจะเขียนไปแล้ว) มันสามารถส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นสองเท่า แต่ยังต้องคงสภานะ Isochronous ไว้ได้ นี่ล่ะครับ เรียกว่าศักยภาพ
ไม่ใช่การเร่งความเร็ว แต่ออกแบบวิธีส่งใหม่ไงครับ ถ้าเข้าใจวิธีส่งแบบ Isochronous จะเห็นภาพเลยครับ จริงๆข้อมูลได้อธิบายตัวเองไว้แล้วครับ
- Isochronous (transfers data in a steady stream) ของเดิม Firewire 400 ก็วิ่งที่ 400 Mb/s ตอนนี้ต้นทางเครื่องผมวิ่งที่ 40 Gb/s โดยยังคงเสถียรภาพไว้ได้

และจริงๆ็ไไม่มีอะไรซับซ้อนครับ Thunderbolt 3 ก็คือ PCI Express 3.0 ไงครับ ลองค้นกูเกิลดูการทำงานของพอร์ทนี้จะเข้าใจครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 เมษายน, 2017, 01:24:59 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ Valve art

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #622 เมื่อ: 19 เมษายน, 2017, 01:31:09 PM »
ตอนนี้คงต้องมุ่งไป Thunderbolt 3 เท่านั้นครับ Hardware engineering เข้าดีจริง รอผู้ผลิตปล่อยของมาก่อนคากว่า พ.ค คงเริ่มเห็นพวก HDD , Docking ส่วนสาย Thunderbolt 3 เทพๆทั้งหลายคงอีกนนานกว่าจะมีการผลิดในรูปแบบ Audiophile






""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #623 เมื่อ: 19 เมษายน, 2017, 02:24:39 PM »
ครับ controller มันก็ยังเป็นเรื่องความเร็วอยู่ดี ซึ่งผมไม่ให้ความสำคัญกับความเร็วเท่าไหร่ครับ มันมีเรื่องอื่นๆ ที่ทำแล้วให้ผลชัดเจนครับ ซึ่งผมจะเลือกทางนั้นมากกว่า เพราะน่าจะดึงศักยภาพของเสียงได้ดี

ส่วนเรื่อง isochronus/asynchronus อันนี้จริงๆ อันไหนได้เปรียบไม่ได้เปรียบตอบยากนะ ในความเห็นผมคิดว่า synchronous ดีที่สุด แต่ในการใช้งานผมใช้ isochr. ส่งข้อมูล bit data เข้า player อยู่ผ่านทาง firewire ซึ่งถ้าควบคุม error ต่างๆ ได้ (ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่บูธของ Weiss ผ่านเพื่อนผมมาอีกทีว่าใช้สายของอะไร) ซึ่งมันจะทำให้ข้อมูลที่วิ่งเข้า player ไม่ต้องผูกกับ clock เป็นอิสระ

แต่ด้านขาส่งออก อาศัยการส่ง data bitstream แบบ isochronous เข้า DDC ก่อน โดยผ่าน USB2.0 เท่านั้น แต่สาย cable ก็ต้องดีมาก ๆ จากนั้น DDC จึ่งทำหน้าที่ส่ง data bitstream แบบ synchronous ผ่าน I2S HDMI เข้า DAC  อีกที

ผลลัพธ์หรือ ยังพึงพอใจกับมันมากๆ ครับ  สุดท้าย ก็เลยไม่ต้องวิ่งหา hdd enclosure ใหม่ๆ. สายก็ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่, hdd ก็ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่

 :victory
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 เมษายน, 2017, 04:06:03 PM โดย surapong.d »
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #624 เมื่อ: 19 เมษายน, 2017, 04:29:52 PM »
ตอนนี้คงต้องมุ่งไป Thunderbolt 3 เท่านั้นครับ Hardware engineering เข้าดีจริง รอผู้ผลิตปล่อยของมาก่อนคากว่า พ.ค คงเริ่มเห็นพวก HDD , Docking ส่วนสาย Thunderbolt 3 เทพๆทั้งหลายคงอีกนนานกว่าจะมีการผลิดในรูปแบบ Audiophile









สองตัวนี้ผมเล็งอยู่เลยครับ แต่เห็นราคาแล้ว WOW เลยครับ
- ตอนแรกเล็ง Lacie แต่ก็ร่วมสองหมื่น
- Akkitio ราคาก็ไม่เบาครับ
- Caldigit Thunderbolt Station 3 หมื่นต้น แต่ผมก็ยังไม่มี DVD ที่ทำงานผ่าน Thunderbolt ได้อยู่ดีครับ แต่ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ผมสนใจครับ เพราะยี่ห้อนี้เสียงดีมาก
  ตอนทำงานอยู่ช่อง TV หัวหน้าฝ่ายผลิตบอกว่า "ที่ใช้กันแต่ยี่ห้อนี้ เพราะลองมาหมดแล้ว ไม่มีใครเกิน Caldigit เอ็งว่าข้าอยู่ช่องนี้มากี่ปีแล้วล่ะ"
  โอเคครับ Boss ผมตาม Boss ครับ 55

ผมมีตัวเลือกอีกอันคือ Sonnet Echo 15+ Thunderbolt 2 Dock ครับ มีตัวแทนจำหน่ายในไทยแล้ว
(แต่ก็ยังเป็น Thunderbolt 2 ครับ แต่จะได้มีไดรฟ์แบบ Thunderbolt ไว้อ่านแผ่น จะได้บอกลา Firewire ครับ)




แต่ยอมรับว่า เทคนิคการออกแบบของ Thunderbolt 3 นอกจากเร็วแล้ว หัวแจ๊คยังแน่น แข็งแรง เสียบแบบกลับด้านใดก้ได้ และสายสัญญาณด้านในนั้นเล็กแทบจะเท่าเส้นผมเลยครับ
แต่มีชิลด์หุ้มไว้ด้วย (เคยตัดสาย Thunderbolt 2 มาดูครับ) เรียกว่าเทคโนโลยีสายก็พัฒนาไปมาก และตัดปัญหาที่ต้องหาสายแพงๆมาใช้ครับ แทบไม่มีผลกับเสียงเลย
ซึ่งเป็นอะไรที่เป็นอุดมคติมากๆ เทียบกับหัวแจ๊คเก่าอย่าง Firewire, USB2.0  กลายเป็นโยราณวัตถุไปเลยครับ และก็สร้างปัญหาเรื่องสายดิจิตอลมีผลกับเสีนวมาเป็น 10 ปั
ได้เวลาบอกลาปัญหาต่างๆด้วย Thunderbolt 3 ครับ



ครับ controller มันก็ยังเป็นเรื่องความเร็วอยู่ดี ซึ่งผมไม่ให้ความสำคัญกับความเร็วเท่าไหร่ครับ มันมีเรื่องอื่นๆ ที่ทำแล้วให้ผลชัดเจนครับ ซึ่งผมจะเลือกทางนั้นมากกว่า เพราะน่าจะดึงศักยภาพของเสียงได้ดี

ส่วนเรื่อง isochronus/asynchronus อันนี้จริงๆ อันไหนได้เปรียบไม่ได้เปรียบตอบยากนะ ในความเห็นผมคิดว่า synchronous ดีที่สุด แต่ในการใช้งานผมใช้ isochr. ส่งข้อมูล bit data เข้า player อยู่ผ่านทาง firewire ซึ่งถ้าควบคุม error ต่างๆ ได้ (ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่บูธของ Weiss ผ่านเพื่อนผมมาอีกทีว่าใช้สายของอะไร) ซึ่งมันจะทำให้ข้อมูลที่วิ่งเข้า player ไม่ต้องผูกกับ clock เป็นอิสระ

แต่ด้านขาส่งออก อาศัยการส่ง data bitstream แบบ isochronous เข้า DDC ก่อน โดยผ่าน USB2.0 เท่านั้น แต่สาย cable ก็ต้องดีมาก ๆ จากนั้น DDC จึ่งทำหน้าที่ส่ง data bitstream แบบ synchronous ผ่าน I2S HDMI เข้า DAC  อีกที

ผลลัพธ์หรือ ยังพึงพอใจกับมันมากๆ ครับ  สุดท้าย ก็เลยไม่ต้องวิ่งหา hdd enclosure ใหม่ๆ. สายก็ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่, hdd ก็ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่

 :victory


ผมเดินเข้าห้องอัด ถามมืออาชีพที่เขานั่งบันทึกเสียงอยู่ จะได้คำตอบต่างกันครับ สำหรับเพลง ต้อง isochronus เท่านั้นครับ Clock สำคัญที่สุด
(ผมจะไม่ถามเรื่องพวกนี้จากพนักงานขายครัย เหตุผลก็คงทราบกันดี)
นี่ล่ะครับ ความต่างของ 2 วงการ เรื่องเดียวกัน ไปถามคนทำเพลง ได้คำตอบอย่างนึง ไปถามพนักงานขาย ก็ได้คำตอบอย่างนึงครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 เมษายน, 2017, 04:43:05 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ Goda Takeshi

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #625 เมื่อ: 19 เมษายน, 2017, 05:12:35 PM »
ครับ controller มันก็ยังเป็นเรื่องความเร็วอยู่ดี ซึ่งผมไม่ให้ความสำคัญกับความเร็วเท่าไหร่ครับ มันมีเรื่องอื่นๆ ที่ทำแล้วให้ผลชัดเจนครับ ซึ่งผมจะเลือกทางนั้นมากกว่า เพราะน่าจะดึงศักยภาพของเสียงได้ดี

ส่วนเรื่อง isochronus/asynchronus อันนี้จริงๆ อันไหนได้เปรียบไม่ได้เปรียบตอบยากนะ ในความเห็นผมคิดว่า synchronous ดีที่สุด แต่ในการใช้งานผมใช้ isochr. ส่งข้อมูล bit data เข้า player อยู่ผ่านทาง firewire ซึ่งถ้าควบคุม error ต่างๆ ได้ (ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่บูธของ Weiss ผ่านเพื่อนผมมาอีกทีว่าใช้สายของอะไร) ซึ่งมันจะทำให้ข้อมูลที่วิ่งเข้า player ไม่ต้องผูกกับ clock เป็นอิสระ

แต่ด้านขาส่งออก อาศัยการส่ง data bitstream แบบ isochronous เข้า DDC ก่อน โดยผ่าน USB2.0 เท่านั้น แต่สาย cable ก็ต้องดีมาก ๆ จากนั้น DDC จึ่งทำหน้าที่ส่ง data bitstream แบบ synchronous ผ่าน I2S HDMI เข้า DAC  อีกที

ผลลัพธ์หรือ ยังพึงพอใจกับมันมากๆ ครับ  สุดท้าย ก็เลยไม่ต้องวิ่งหา hdd enclosure ใหม่ๆ. สายก็ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่, hdd ก็ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่

 :victory

ผมเคยเขียนไว้นานเหมือนกันครับเรื่อง port แต่ usb 2.0 ก็มี bandwidth เหลือเฟือสำหรับ 2 channel CD ครับ

ถ้าคุณฟังเพลงอย่างเดียว เรื่อง latency ลงทุนกับมันไม่คุ้มครับ (ยกเว้นว่า ต้องกดปุ่มแล้วต้องได้ยินทันที)

ใน dac receiver chip ในระยะหลังๆนี้ ก็มีการ reclock ขอให้ได้ bit perfect เรื่อง clock ของ การส่งข้อมูลแทบไม่มีผลครับ ถ้ามีงบจำกัด เอาไปลงทุนกับส่วนอื่นดีกว่าครับ

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #626 เมื่อ: 19 เมษายน, 2017, 05:20:57 PM »
ครับ controller มันก็ยังเป็นเรื่องความเร็วอยู่ดี ซึ่งผมไม่ให้ความสำคัญกับความเร็วเท่าไหร่ครับ มันมีเรื่องอื่นๆ ที่ทำแล้วให้ผลชัดเจนครับ ซึ่งผมจะเลือกทางนั้นมากกว่า เพราะน่าจะดึงศักยภาพของเสียงได้ดี

ส่วนเรื่อง isochronus/asynchronus อันนี้จริงๆ อันไหนได้เปรียบไม่ได้เปรียบตอบยากนะ ในความเห็นผมคิดว่า synchronous ดีที่สุด แต่ในการใช้งานผมใช้ isochr. ส่งข้อมูล bit data เข้า player อยู่ผ่านทาง firewire ซึ่งถ้าควบคุม error ต่างๆ ได้ (ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่บูธของ Weiss ผ่านเพื่อนผมมาอีกทีว่าใช้สายของอะไร) ซึ่งมันจะทำให้ข้อมูลที่วิ่งเข้า player ไม่ต้องผูกกับ clock เป็นอิสระ

แต่ด้านขาส่งออก อาศัยการส่ง data bitstream แบบ isochronous เข้า DDC ก่อน โดยผ่าน USB2.0 เท่านั้น แต่สาย cable ก็ต้องดีมาก ๆ จากนั้น DDC จึ่งทำหน้าที่ส่ง data bitstream แบบ synchronous ผ่าน I2S HDMI เข้า DAC  อีกที

ผลลัพธ์หรือ ยังพึงพอใจกับมันมากๆ ครับ  สุดท้าย ก็เลยไม่ต้องวิ่งหา hdd enclosure ใหม่ๆ. สายก็ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่, hdd ก็ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่

 :victory

ผมเคยเขียนไว้นานเหมือนกันครับเรื่อง port แต่ usb 2.0 ก็มี bandwidth เหลือเฟือสำหรับ 2 channel CD ครับ

ถ้าคุณฟังเพลงอย่างเดียว เรื่อง latency ลงทุนกับมันไม่คุ้มครับ (ยกเว้นว่า ต้องกดปุ่มแล้วต้องได้ยินทันที)

ใน dac receiver chip ในระยะหลังๆนี้ ก็มีการ reclock ขอให้ได้ bit perfect เรื่อง clock ของ การส่งข้อมูลแทบไม่มีผลครับ ถ้ามีงบจำกัด เอาไปลงทุนกับส่วนอื่นดีกว่าครับ

Apogee Element 24 ผม ถูกกว่า DAC ใช้ในบ้านนะครับผมว่า 55
และเรื่อง Clock นี่ ก็ตามข้อมูลครับ ตลาด Consumer ไม่สนใจ แต่เสียงระดับมืออาชีพ สำคัญที่สุดครับ อุปกรณ์มืออาชีพจะให้ความสำคัญเรื่อง Clock ที่สุดแล้วครับ
และผมเลือกฟังเสียงจากระบบมืออาชีพ ซึ่งมีมาตราฐานครับ ทั้งความคมชัด ความเร็ว ไดนามิค มิติ ซึ่งทำทั้งหมดนี้ได้ดีพร้อมๆกัน และจูนภาคอนาล๊อกโดยนักดนตรีครับ

ก็แล้วแต่ความเข้าใจ และประสบการณ์ครับ ว่าต้องการเสียงในระดับไหน เพราะผมคุ้นเคยกับเสียงและความเร็วเสียงระดับห้องอัดซึ่งไวกว่าเครือ่งเสียงบ้าน
ให้ฟังเครื่องบ้านก็ทำใจลำบากครับ

ออฟไลน์ Valve art

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #627 เมื่อ: 19 เมษายน, 2017, 10:15:30 PM »
ครับ controller มันก็ยังเป็นเรื่องความเร็วอยู่ดี ซึ่งผมไม่ให้ความสำคัญกับความเร็วเท่าไหร่ครับ มันมีเรื่องอื่นๆ ที่ทำแล้วให้ผลชัดเจนครับ ซึ่งผมจะเลือกทางนั้นมากกว่า เพราะน่าจะดึงศักยภาพของเสียงได้ดี

ส่วนเรื่อง isochronus/asynchronus อันนี้จริงๆ อันไหนได้เปรียบไม่ได้เปรียบตอบยากนะ ในความเห็นผมคิดว่า synchronous ดีที่สุด แต่ในการใช้งานผมใช้ isochr. ส่งข้อมูล bit data เข้า player อยู่ผ่านทาง firewire ซึ่งถ้าควบคุม error ต่างๆ ได้ (ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่บูธของ Weiss ผ่านเพื่อนผมมาอีกทีว่าใช้สายของอะไร) ซึ่งมันจะทำให้ข้อมูลที่วิ่งเข้า player ไม่ต้องผูกกับ clock เป็นอิสระ

แต่ด้านขาส่งออก อาศัยการส่ง data bitstream แบบ isochronous เข้า DDC ก่อน โดยผ่าน USB2.0 เท่านั้น แต่สาย cable ก็ต้องดีมาก ๆ จากนั้น DDC จึ่งทำหน้าที่ส่ง data bitstream แบบ synchronous ผ่าน I2S HDMI เข้า DAC  อีกที

ผลลัพธ์หรือ ยังพึงพอใจกับมันมากๆ ครับ  สุดท้าย ก็เลยไม่ต้องวิ่งหา hdd enclosure ใหม่ๆ. สายก็ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่, hdd ก็ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่

 :victory


ผมเคยเขียนไว้นานเหมือนกันครับเรื่อง port แต่ usb 2.0 ก็มี bandwidth เหลือเฟือสำหรับ 2 channel CD ครับ

ถ้าคุณฟังเพลงอย่างเดียว เรื่อง latency ลงทุนกับมันไม่คุ้มครับ (ยกเว้นว่า ต้องกดปุ่มแล้วต้องได้ยินทันที)

ใน dac receiver chip ในระยะหลังๆนี้ ก็มีการ reclock ขอให้ได้ bit perfect เรื่อง clock ของ การส่งข้อมูลแทบไม่มีผลครับ ถ้ามีงบจำกัด เอาไปลงทุนกับส่วนอื่นดีกว่าครับ


Apogee Element 24 ผม ถูกกว่า DAC ใช้ในบ้านนะครับผมว่า 55
และเรื่อง Clock นี่ ก็ตามข้อมูลครับ ตลาด Consumer ไม่สนใจ แต่เสียงระดับมืออาชีพ สำคัญที่สุดครับ อุปกรณ์มืออาชีพจะให้ความสำคัญเรื่อง Clock ที่สุดแล้วครับ
และผมเลือกฟังเสียงจากระบบมืออาชีพ ซึ่งมีมาตราฐานครับ ทั้งความคมชัด ความเร็ว ไดนามิค มิติ ซึ่งทำทั้งหมดนี้ได้ดีพร้อมๆกัน และจูนภาคอนาล๊อกโดยนักดนตรีครับ

ก็แล้วแต่ความเข้าใจ และประสบการณ์ครับ ว่าต้องการเสียงในระดับไหน เพราะผมคุ้นเคยกับเสียงและความเร็วเสียงระดับห้องอัดซึ่งไวกว่าเครือ่งเสียงบ้าน
ให้ฟังเครื่องบ้านก็ทำใจลำบากครับ


ดูจาก สเปคแล้ว Thunderbolt interface ของ Apogee element รับได้แค่ 96 KHz เองนะครับ น่าเสียดายน่าจะสูงกว่านี้เพราะเพลงแบบ Hires DSD ไปไกลมากกว่านี้เยอะ

""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #628 เมื่อ: 19 เมษายน, 2017, 11:38:11 PM »

ผมเดินเข้าห้องอัด ถามมืออาชีพที่เขานั่งบันทึกเสียงอยู่ จะได้คำตอบต่างกันครับ สำหรับเพลง ต้อง isochronus เท่านั้นครับ Clock สำคัญที่สุด
(ผมจะไม่ถามเรื่องพวกนี้จากพนักงานขายครัย เหตุผลก็คงทราบกันดี)
นี่ล่ะครับ ความต่างของ 2 วงการ เรื่องเดียวกัน ไปถามคนทำเพลง ได้คำตอบอย่างนึง ไปถามพนักงานขาย ก็ได้คำตอบอย่างนึงครับ


ฮ่าาาาาาาาาา  เพิ่งรู้ครับว่า isochronous มันต้องมี clock ด้วย ตายละ ผมต้องกลับไปอ่านตำรับตำราใหม่หมดเลยหรอเนี่ยะ

ปล. เห็นด้วยกับคุณ Takeshi เงิน 20k เอาไประบบส่วนอื่น เห็นผลมากกว่าครับ อิๆๆ
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #629 เมื่อ: 20 เมษายน, 2017, 06:11:51 AM »
ครับ controller มันก็ยังเป็นเรื่องความเร็วอยู่ดี ซึ่งผมไม่ให้ความสำคัญกับความเร็วเท่าไหร่ครับ มันมีเรื่องอื่นๆ ที่ทำแล้วให้ผลชัดเจนครับ ซึ่งผมจะเลือกทางนั้นมากกว่า เพราะน่าจะดึงศักยภาพของเสียงได้ดี

ส่วนเรื่อง isochronus/asynchronus อันนี้จริงๆ อันไหนได้เปรียบไม่ได้เปรียบตอบยากนะ ในความเห็นผมคิดว่า synchronous ดีที่สุด แต่ในการใช้งานผมใช้ isochr. ส่งข้อมูล bit data เข้า player อยู่ผ่านทาง firewire ซึ่งถ้าควบคุม error ต่างๆ ได้ (ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่บูธของ Weiss ผ่านเพื่อนผมมาอีกทีว่าใช้สายของอะไร) ซึ่งมันจะทำให้ข้อมูลที่วิ่งเข้า player ไม่ต้องผูกกับ clock เป็นอิสระ

แต่ด้านขาส่งออก อาศัยการส่ง data bitstream แบบ isochronous เข้า DDC ก่อน โดยผ่าน USB2.0 เท่านั้น แต่สาย cable ก็ต้องดีมาก ๆ จากนั้น DDC จึ่งทำหน้าที่ส่ง data bitstream แบบ synchronous ผ่าน I2S HDMI เข้า DAC  อีกที

ผลลัพธ์หรือ ยังพึงพอใจกับมันมากๆ ครับ  สุดท้าย ก็เลยไม่ต้องวิ่งหา hdd enclosure ใหม่ๆ. สายก็ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่, hdd ก็ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่

 :victory


ผมเคยเขียนไว้นานเหมือนกันครับเรื่อง port แต่ usb 2.0 ก็มี bandwidth เหลือเฟือสำหรับ 2 channel CD ครับ

ถ้าคุณฟังเพลงอย่างเดียว เรื่อง latency ลงทุนกับมันไม่คุ้มครับ (ยกเว้นว่า ต้องกดปุ่มแล้วต้องได้ยินทันที)

ใน dac receiver chip ในระยะหลังๆนี้ ก็มีการ reclock ขอให้ได้ bit perfect เรื่อง clock ของ การส่งข้อมูลแทบไม่มีผลครับ ถ้ามีงบจำกัด เอาไปลงทุนกับส่วนอื่นดีกว่าครับ


Apogee Element 24 ผม ถูกกว่า DAC ใช้ในบ้านนะครับผมว่า 55
และเรื่อง Clock นี่ ก็ตามข้อมูลครับ ตลาด Consumer ไม่สนใจ แต่เสียงระดับมืออาชีพ สำคัญที่สุดครับ อุปกรณ์มืออาชีพจะให้ความสำคัญเรื่อง Clock ที่สุดแล้วครับ
และผมเลือกฟังเสียงจากระบบมืออาชีพ ซึ่งมีมาตราฐานครับ ทั้งความคมชัด ความเร็ว ไดนามิค มิติ ซึ่งทำทั้งหมดนี้ได้ดีพร้อมๆกัน และจูนภาคอนาล๊อกโดยนักดนตรีครับ

ก็แล้วแต่ความเข้าใจ และประสบการณ์ครับ ว่าต้องการเสียงในระดับไหน เพราะผมคุ้นเคยกับเสียงและความเร็วเสียงระดับห้องอัดซึ่งไวกว่าเครือ่งเสียงบ้าน
ให้ฟังเครื่องบ้านก็ทำใจลำบากครับ


ดูจาก สเปคแล้ว Thunderbolt interface ของ Apogee element รับได้แค่ 96 KHz เองนะครับ น่าเสียดายน่าจะสูงกว่านี้เพราะเพลงแบบ Hires DSD ไปไกลมากกว่านี้เยอะ




1.41ms ที่ 96 ครับ เขาใช้ค่านี้เพราะปกติห้องอัดก็บันทึกกันที่เท่านี้ครับ ถ้าเป็น 192 ค่าก็จะสูงขึ้นครับ
ส่วน DSD เพลงเก่าๆ ก็หาต้นฉบับเทปรีลมาแปลงครับ 
DAC สำหรับ DSD ก็มีคนยกมาให้ฟังบ่อยครับค่าสาย USB ยังแพงกว่า Apogee ของผมอีกครับ ผมมองว่าไม่คุ้มค่าครับ
สาย Thunderbolt การส่งข้อมู่ลดีกว่า แถมถูกกว่า และใช้ทำมาหากินได้ครับ (ผมทำงานตัดวีดีโอ ซึ่งไม่สามรถใช้ USB ได้เลยครับ Export แล้วมีปัญหาตลอด ตอนตัดก็ช้าถ้าใช้ HDD USB)

เพลงที่เป็น DSD ตั้งแต่ตอนบันทึกมีน้อยมากครับ ฮาร์ดแวร์ที่ใช้บันทึกแบบ DSD ผมก็เจอแค่ยี่ห้อ Sonoma กับ Pyramix (รูปก็หาดูยากมาก)
และห้องอัดก็ยังไม่เปลี่ยน Hardware ตาม ก็เรียกว่า DSD แท้ๆ มีให้ฟังไม่กี่อัลบั้มครับ และเพลงที่ผมฟัง การบันทึกเสียงในยุคนั้นตอนนั้นแน่นอนว่า
ต้นฉบับเป็นเทปรีลครับ ส่วนใหญ่ก็บันทึก AAD,ADD,DDD

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 เมษายน, 2017, 11:44:44 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ Valve art

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #630 เมื่อ: 20 เมษายน, 2017, 08:06:09 PM »
รบกวนอธิบายประโยคนี้หน่อยครับ เพื่อความเข้าใจทางด้านเทคนิคของคนที่ทำงานด้านPro Audio ได้มากขึ้น

"1.41ms round-trip at 96kHz with a 32 buffer setting"
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #631 เมื่อ: 20 เมษายน, 2017, 10:15:29 PM »
รบกวนอธิบายประโยคนี้หน่อยครับ เพื่อความเข้าใจทางด้านเทคนิคของคนที่ทำงานด้านPro Audio ได้มากขึ้น

"1.41ms round-trip at 96kHz with a 32 buffer setting"


เป็นหน้าเซ็ทอัพของ Logic Pro X ครับ
คือ Apogee ออกแบบใช้กับ Mac เป็นหลัก และตอนนี้ออกแบบให้ทำงานร่วมกับ Logic Pro X ได้เต็มรูปแบบครับ เขาจึงอ้างอิงค่านี้



อันนี้ค่าจากเครื่องผม

ด้านขวา จะเห็นช่อง Frame Rate ด้วย ถ้าจะตัดต่อเสียงสำหรับไปประกอบหนัง ต้องตั้งเฟรมเรทให้ตรงกับหนังเรื่องนั้นด้วยครับ ไม่งั้นก็ซิงค์ไม่ตรง
สุดท้ายงานเพลงเป็นเรื่องความแม่นยำของสัญญาณนาฬิกาเป็นหลักครับ

คำอธิบายเรื่อง Latency รบกวนอ่านในนี้ครับ ผมไม่สามารถอธิบายอย่างถูกต้องเป็นไทยได้
ข้อมูลจาก presonus.com : https://www.presonus.com/community/Learn/The-Truth-About-Digital-Audio-Latency

ก็จะเห็นคำว่า isochronous เข้ามาอีกเช่นกันครับ เพราะเป็นระบบส่งที่มีสัญญาณนาฬิกาวิ่งประกบ จึงใช้งานในงานตัดต่อเพลงและหนังครับ
เพราะการตัดต่อพวกนี้ ต้องส่งข้อมูลต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมงครับ แถมวิ่งทั้งไปและกลับ
เวลาตัดต่อเสียง มันเป็นตามภาพครับ



ถ้าระบบส่งข้อมูลไม่สามารถอ้างอิงตำแหน่งได้ ก็ไม่รู้จะทำงานยังไงครับ


ได้ค่าที่เหมาะกับการอ่านแผ่นละครับ โทรไปรบกวนผู้รู้เสียนานสองนาน (รบกวนเวลาทำเพลง) แต่คืนนี้หลับสนิทละครับ ได้คำตอบแล้ว



แถมได้ความรู้จากห้องอัดมาเพิ่มเติมอีก เทคนิคห้องอัดนี่ ฟังแล้วก็ WOW ได้ตลอดครับ (เครื่องเสียงบ้านก็หยิบยืม XLR มาใช้)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 เมษายน, 2017, 11:51:48 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #632 เมื่อ: 20 เมษายน, 2017, 10:31:43 PM »
หนีไม่พ้นแล้ว กับยุค USB-C



เพื่อนผมซื้อมาครับ Dell USB-C to HDMI/VGA/Ethernet/USB 3.0 
คือในกลุ่มเพื่อนที่ทำงาน อัพเกรดซื้อ Macbook Pro กันทั่วหน้าครับ ก็ของมันต้องใช้ทำมาหากินครับ ผมก็ต้องใช้ตัดวีดีโอ ส่วนฟังเพลงนี่เรียกว่าเป็นของแถมครับ

อุปกรณ์ตัวนี้เห็นได้ชัดว่า กำลังผลักดัน USB-C ให้เป็นมาตราฐานใหม่ครับ แน่นอนว่ามันดีกว่าเดิมแบบคนละเรื่อง ต่อไป Notebook รุ่นใหม่ก็สามารถออกแบบให้บางลง
เพราะใช้พอร์ท USB-C แล้วค่อยแตกออกเป็นพอร์ทอื่นๆ เรียกว่าไม่ต้องมีพอร์ทมากมายบนตัวเครื่องให้ขี้เกลือขึ้นเสียเปล่าๆครับ อยากใช้พอร์ทไหนก็ซื้อ Adapter เอา
ราคาก็ประมาณสองพันครับ ถูกกว่าลูกยางรองเครื่องเสียงที่ผมซื้อมาซะอีก

ออฟไลน์ Valve art

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #633 เมื่อ: 21 เมษายน, 2017, 09:54:37 AM »
สรุป Latencyคือ Delay times ทั้งหมดจากแหล่งกำเนิดเสียงจนถึงตัวรับสุดท้ายของกระบวนการ ค่ายิ่งน้อยยิ่งเข้าใกล้ความเร็วในเชิงอุดมคติมากขึ้น น่าจะรวมถึงค่าความสูญเสีย(Loss)ของพลังงานด้วย

""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ Valve art

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #634 เมื่อ: 21 เมษายน, 2017, 10:00:06 AM »
ดังนั้น speed และ ภาค Controller ต้องมีผลกับภาค output ที่จะได้รับ จึงไม่แปลกใจทำไม thunderbolt3จาก MacBook Pro ให้เสียงที่ออกมากดีกว่า MacBook รุ่นเก่าไปไกล
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #635 เมื่อ: 21 เมษายน, 2017, 10:40:08 AM »
ดังนั้น speed และ ภาค Controller ต้องมีผลกับภาค output ที่จะได้รับ จึงไม่แปลกใจทำไม thunderbolt3จาก MacBook Pro ให้เสียงที่ออกมากดีกว่า MacBook รุ่นเก่าไปไกล

ขอบคุณที่แปลไทยแบบอ่านเข้าใจได้ง่ายๆเลยครับ ผมเขียนไปเขียนมาก็ยิ่งแปลสับสน เลยต้องรบกวนให้อ่านจากต้นฉบับครับ

1.41ms round-trip at 96kHz with a 32 buffer setting ใช้ตอนบันทึกเสียง A/D เสียงจะไม่แรคจากเมโทรนอมมากครับ
แต่เวลาผมแปลงไฟล์ จะเลือกเป็น 1024 Buffer (ได้รับคำแนะนำจากห้องอัด) จะได้คุณภาพไฟล์ดีสุด

*และผมยังไม่แน่ใจเลยว่า Apogee Element 24 ของผม เป็น Thunderbolt 1 หรือ Thunderbolt 2 ครับ ในเวปหลักไม่ลงรายละเอียดไว้
 ส่วนเวปที่เอาเครื่องไปเทสต์ลงว่าเป็น Thunderbolt 2 แต่ก็เป็น Controller รุ่นเล็กครับ เพราะมี Thunderbolt มาแค่ 1 พอร์ท
แต่ที่ Macbook Pro ของมีรมี Thunderbolt 3 มา 4 พอร์ท ก็หมดปัญหา ไม่เหมือนตอนที่ใช้ Macbook Pro 2014 ที่มี Thunderbolt 2 มาแค่ 2 พอร์ทครับ
แต่มีอุปกรณ์ที่ต้องต่อ 3 ชิ้น คือ Apogee, HDD, DVD Drive ทำให้ตอ้งสลับพ่วงหาดูว่าแบบไหนดี แต่ตอนนี้สรุปได้ว่า ต่อแยกแต่ละพอร์ท ดีสุดครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 เมษายน, 2017, 10:42:40 AM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ Valve art

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #636 เมื่อ: 21 เมษายน, 2017, 10:53:08 AM »
ดังนั้น speed และ ภาค Controller ต้องมีผลกับภาค output ที่จะได้รับ จึงไม่แปลกใจทำไม thunderbolt3จาก MacBook Pro ให้เสียงที่ออกมากดีกว่า MacBook รุ่นเก่าไปไกล

ขอบคุณที่แปลไทยแบบอ่านเข้าใจได้ง่ายๆเลยครับ ผมเขียนไปเขียนมาก็ยิ่งแปลสับสน เลยต้องรบกวนให้อ่านจากต้นฉบับครับ

1.41ms round-trip at 96kHz with a 32 buffer setting ใช้ตอนบันทึกเสียง A/D เสียงจะไม่แรคจากเมโทรนอมมากครับ
แต่เวลาผมแปลงไฟล์ จะเลือกเป็น 1024 Buffer (ได้รับคำแนะนำจากห้องอัด) จะได้คุณภาพไฟล์ดีสุด

*และผมยังไม่แน่ใจเลยว่า Apogee Element 24 ของผม เป็น Thunderbolt 1 หรือ Thunderbolt 2 ครับ ในเวปหลักไม่ลงรายละเอียดไว้
 ส่วนเวปที่เอาเครื่องไปเทสต์ลงว่าเป็น Thunderbolt 2 แต่ก็เป็น Controller รุ่นเล็กครับ เพราะมี Thunderbolt มาแค่ 1 พอร์ท
แต่ที่ Macbook Pro ของมีรมี Thunderbolt 3 มา 4 พอร์ท ก็หมดปัญหา ไม่เหมือนตอนที่ใช้ Macbook Pro 2014 ที่มี Thunderbolt 2 มาแค่ 2 พอร์ทครับ
แต่มีอุปกรณ์ที่ต้องต่อ 3 ชิ้น คือ Apogee, HDD, DVD Drive ทำให้ตอ้งสลับพ่วงหาดูว่าแบบไหนดี แต่ตอนนี้สรุปได้ว่า ต่อแยกแต่ละพอร์ท ดีสุดครับ

MacBook Pro 2016 มี Thunderbolt 3 อยู่ 4 ports
1. ไฟเลี้ยง Macbook
2. HDD
3.Interface/DAC
4.CD เอาไว้ RIB เพลง/ต่อจอใหญ่ 4K

ถ้าต่อแยกแล้วเสียงดีกว่าใช้ Docking ของ Caldigit เอางบไปลงทุน HDD น่าจะได้ประโยชน์กว่านะครับ
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #637 เมื่อ: 21 เมษายน, 2017, 01:38:45 PM »
ดังนั้น speed และ ภาค Controller ต้องมีผลกับภาค output ที่จะได้รับ จึงไม่แปลกใจทำไม thunderbolt3จาก MacBook Pro ให้เสียงที่ออกมากดีกว่า MacBook รุ่นเก่าไปไกล


ขอบคุณที่แปลไทยแบบอ่านเข้าใจได้ง่ายๆเลยครับ ผมเขียนไปเขียนมาก็ยิ่งแปลสับสน เลยต้องรบกวนให้อ่านจากต้นฉบับครับ

1.41ms round-trip at 96kHz with a 32 buffer setting ใช้ตอนบันทึกเสียง A/D เสียงจะไม่แรคจากเมโทรนอมมากครับ
แต่เวลาผมแปลงไฟล์ จะเลือกเป็น 1024 Buffer (ได้รับคำแนะนำจากห้องอัด) จะได้คุณภาพไฟล์ดีสุด

*และผมยังไม่แน่ใจเลยว่า Apogee Element 24 ของผม เป็น Thunderbolt 1 หรือ Thunderbolt 2 ครับ ในเวปหลักไม่ลงรายละเอียดไว้
 ส่วนเวปที่เอาเครื่องไปเทสต์ลงว่าเป็น Thunderbolt 2 แต่ก็เป็น Controller รุ่นเล็กครับ เพราะมี Thunderbolt มาแค่ 1 พอร์ท
แต่ที่ Macbook Pro ของมีรมี Thunderbolt 3 มา 4 พอร์ท ก็หมดปัญหา ไม่เหมือนตอนที่ใช้ Macbook Pro 2014 ที่มี Thunderbolt 2 มาแค่ 2 พอร์ทครับ
แต่มีอุปกรณ์ที่ต้องต่อ 3 ชิ้น คือ Apogee, HDD, DVD Drive ทำให้ตอ้งสลับพ่วงหาดูว่าแบบไหนดี แต่ตอนนี้สรุปได้ว่า ต่อแยกแต่ละพอร์ท ดีสุดครับ


MacBook Pro 2016 มี Thunderbolt 3 อยู่ 4 ports
1. ไฟเลี้ยง Macbook
2. HDD
3.Interface/DAC
4.CD เอาไว้ RIB เพลง/ต่อจอใหญ่ 4K

ถ้าต่อแยกแล้วเสียงดีกว่าใช้ Docking ของ Caldigit เอางบไปลงทุน HDD น่าจะได้ประโยชน์กว่านะครับ


เรื่องนี้ผมยังตัดสินใจไม่ได้ครับ
- ผมมี Caldigit Thunderbolt Station 2 และมี Kannex Thunderbolt to eSATA เทียบเสียงกันแล้ว Caldigit กินขาด แต่ผมก็อยากย้ายไป HDD Thunderbolt 3
  ถ้าผมซื้อ Caldigit Thunderbolt Station 3 ก็ตอบโจท์ HDD เดิมเป็น eSATA ก็ไม่ต้องเปลี่ยน ขายตัวเก่า ซื้อตัวใหม่ เพิ่มเงินหลักพัน
  แต่วิธีนี้ ผมก็ยังติดอยู่กับไดรฟ์ DVD แบบ Firewire
- Sonnet Echo 15+ มีไดรฟ์ DVD ต่อผ่าน Thunderbolt ถ้าซื้อตัวนี้ ผมบอกลา Firewire ได้เลย แต่ Echo 15+ ยังเป็น Thunderbolt 2 ครับ
  แต่ตัวนี้ตัวเดียว มีพอร์ทครบเลย ยุบรวม HDD กับ ไดรฟ์ DVD มาเหลือกล่องเดียว (แต่เสียงสู้ Caldigit ไม่ได้แน่คร้บ)

เลยยังไม่ได้ตัดสินใจครับ และมีตัวเลือกใหม่ๆอีก ทั้ง Lacie หรือ OWC
แต่ก็เรียกได้ว่า บอกลาชีวิตระดับ Mb/s เข้าสู่ยุค Gb/s

OWC ถ้าให้พอร์ท eSATA มาด้วยนี่จะโดนใจมากครับ


หรือ Lacie รุ่นใหม่ที่หน้าตาทำให้นึกถึงยุค Apple Lisa หรือยุค Performa


ตัวถังอลูมิเนียมหล่อ แถมการออกแบบหน้าตาดูดีกว่าเครื่องเสียงไฮเอนด์เสียอีกครับ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 เมษายน, 2017, 02:48:36 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ Valve art

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #638 เมื่อ: 21 เมษายน, 2017, 03:25:35 PM »
OWC ถ้าให้พอร์ท eSATA มาด้วยนี่จะโดนใจมากครับ //// ข้อมูลในเว็บไซท์ เพิ่มเงิน 19$ เปลี่ยน USB3.0 เป็น eSATA ได้ครับ 19$/ช่อง

ใครซื้อมาเป็นคนแรกรบกวนรีวิวเรื่องเสียงให้หน่อย ชน Caldigit ได้มั้ย
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #639 เมื่อ: 21 เมษายน, 2017, 03:42:50 PM »
OWC ถ้าให้พอร์ท eSATA มาด้วยนี่จะโดนใจมากครับ //// ข้อมูลในเว็บไซท์ เพิ่มเงิน 19$ เปลี่ยน USB3.0 เป็น eSATA ได้ครับ 19$/ช่อง

ใครซื้อมาเป็นคนแรกรบกวนรีวิวเรื่องเสียงให้หน่อย ชน Caldigit ได้มั้ย

Add eSATA Connectivity
Use one of the five USB connections to add an eSATA port for even more connectivity with this USB 3.0 to eSATA adapter.

OWC ให้เป็น Adapter ครับ เศร้าเลย

ออฟไลน์ Malako

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #640 เมื่อ: 22 เมษายน, 2017, 06:13:56 AM »
ตามที่ผมเข้าใจ และหลายวันก่อนก็คุยกับนักดนตรี โปรดิ๊วเซอร์ ที่ทำงานคร่ำหวอดมานานกว่า 30 ปี

Latency เกิดจากปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัย ต้องศึกษา

ในการทำงานทำเพลง การมิกซ์ หรือแม้แต่นักเล่นคาราโอเกะที่จริงจัง หมายถึงการดึงเอาเสียงดนตรีที่มาจากมีดี้ไฟล์
ออกมามิกซ์ชิ้นดนตรีเพื่อให้สะใจใหม่ อาจเป็น 4 , 8 , 16 , 24 แทร๊ค (แยกชิ้นดนตรีทุกชิ้นออกจากกัน)

ฝั่ง PC เขาแก้เรื่อง Latency ด้วย  ASIO ส่วน MAC  คือ Core Audio
การแก้นั้นต้องตั้งค่าที่โปรแกรมที่เล่นเพลง เล่นคาราโอเกะ และมิกซ์เพลงกับทำเพลงก็คือ DAW ซึ่งเป็นโปรแกรมทำเพลงต่างๆ

การทำงานจะทำงานจากฮาร์ดดีสโดยตรง หมายถึงเราอิมพอร์ทไฟล์ทั้งหมดลงฮาร์ดดีส
คนทำเพลงนั้้นคอมระดับ Work Station เขาจะมีฮาร์ทดีส 2 ลูก  ลูกแรกลง OS Windows หรือ Mac OS
ลูกที่สองใหญ่มากหน่อย ใช้สำหรับทำงาน และ Save งานที่ทำเสร็จแต่ละขั้นตอนจนไฟนอล

งานทั้งหมดจบโดยไม่ใช้ thunderbolt แม้ว่าจะใช้ External hard Disc และผ่าน thunderbolt
ก็ต้องไปตั้งค่าที่โปรแกรมทำงาน ให้ Enable ASIO หรือ Core Audio ครับ ถึงจะแก้เรื่อง Latency ได้
(Audio Interface ทุกวันนี้มี Driver ASIO มาพร้อมครับ)

อย่างไรก็ตามแม้มีเครื่องไม้เครื่องมือดีสุดๆ ลองให้ Sound Engineer 2 คนมาทำงานเพลงเดียวกัน
ผลงานออกมารับรองไม่เหมือนกัน มีเด่นดี มีด้อย ต่างกันไป นั่นถือว่าเป็นพรสวรรค์ของแต่ละคน
อาจมาจาก "หู"  2 ข้างของแต่ละคนก้รับรู้เรื่องเสียงไม่เท่ากันครับ
การเสพย์เสียงดนตรี ความสุขเกิดจากความพอใจ จึงเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละคนโดยแท้

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #641 เมื่อ: 22 เมษายน, 2017, 10:07:32 AM »
เมื่อคืนได้รำคำแนะนำแบบบอกไปปรับไปกันเลยครับ ก็ปรับตามที่ได้รับคำแนะนะทันที (พร้อมคำอธิบายในเกิดความเข้าใจ)



หลังจากปรับแล้ว ก็ทดลองฟังครับ แต่เดิมก็คิดว่า ได้ดีขึ้นอีกแน่ๆ แต่ผิดคาดครับ ปรับตามนี้แล้วเสียงดีขึ้น่แบบก้าวกระโดดไปเลย และปัญหาที่ผมคาใจก็เรียกว่าได้รับคำตอบทั้งหมดจากการปรับแต่งในครั้งนี้ครั้้งเดียเลยครับ ถ้าไม่ได้คำแนะนำมาผมคงงมโข่งอีกนาน ขอบคุณคำแนะนำจากมืออาชีพผู้ไม่ประสงค์ออกนามครับ

ก็ยังเหลือนิดหน่อยคือชั้นวาง ตอนนี้กำลัสงสั่งจากร้าน REZET ครับ ตอนนี้ก็แก้ไขเฉพาะหน้าไปก่อน ไปเอาเขียงจากร้าน MUJI มาวาง Apogee ไว้ก่อน
ก็ได้ความเป็นธรรมชาติกว่าเดิมมาก ที่ตอนแรกผมต้องวางบนแผ่นอลูมิเนียมและติดวัสดูซับแรงสั่นทะเสือนไว้ครับ (หมดปัญหาเรื่องสาย ก็ต้องมาต่อสู้กับชั้นวางต่อ)




ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #642 เมื่อ: 22 เมษายน, 2017, 10:37:14 PM »
ตามที่ผมเข้าใจ และหลายวันก่อนก็คุยกับนักดนตรี โปรดิ๊วเซอร์ ที่ทำงานคร่ำหวอดมานานกว่า 30 ปี

Latency เกิดจากปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัย ต้องศึกษา

ในการทำงานทำเพลง การมิกซ์ หรือแม้แต่นักเล่นคาราโอเกะที่จริงจัง หมายถึงการดึงเอาเสียงดนตรีที่มาจากมีดี้ไฟล์
ออกมามิกซ์ชิ้นดนตรีเพื่อให้สะใจใหม่ อาจเป็น 4 , 8 , 16 , 24 แทร๊ค (แยกชิ้นดนตรีทุกชิ้นออกจากกัน)

ฝั่ง PC เขาแก้เรื่อง Latency ด้วย  ASIO ส่วน MAC  คือ Core Audio
การแก้นั้นต้องตั้งค่าที่โปรแกรมที่เล่นเพลง เล่นคาราโอเกะ และมิกซ์เพลงกับทำเพลงก็คือ DAW ซึ่งเป็นโปรแกรมทำเพลงต่างๆ

การทำงานจะทำงานจากฮาร์ดดีสโดยตรง หมายถึงเราอิมพอร์ทไฟล์ทั้งหมดลงฮาร์ดดีส
คนทำเพลงนั้้นคอมระดับ Work Station เขาจะมีฮาร์ทดีส 2 ลูก  ลูกแรกลง OS Windows หรือ Mac OS
ลูกที่สองใหญ่มากหน่อย ใช้สำหรับทำงาน และ Save งานที่ทำเสร็จแต่ละขั้นตอนจนไฟนอล

งานทั้งหมดจบโดยไม่ใช้ thunderbolt แม้ว่าจะใช้ External hard Disc และผ่าน thunderbolt
ก็ต้องไปตั้งค่าที่โปรแกรมทำงาน ให้ Enable ASIO หรือ Core Audio ครับ ถึงจะแก้เรื่อง Latency ได้
(Audio Interface ทุกวันนี้มี Driver ASIO มาพร้อมครับ)

อย่างไรก็ตามแม้มีเครื่องไม้เครื่องมือดีสุดๆ ลองให้ Sound Engineer 2 คนมาทำงานเพลงเดียวกัน
ผลงานออกมารับรองไม่เหมือนกัน มีเด่นดี มีด้อย ต่างกันไป นั่นถือว่าเป็นพรสวรรค์ของแต่ละคน
อาจมาจาก "หู"  2 ข้างของแต่ละคนก้รับรู้เรื่องเสียงไม่เท่ากันครับ
การเสพย์เสียงดนตรี ความสุขเกิดจากความพอใจ จึงเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละคนโดยแท้


เห็นด้วยกับน้า malako เลยครับ เรื่อง latency

ผมอ่านข้อความของ จขกท แล้ว  ผมคิดว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยกับเรื่อง port type/efficiency หรืออะไรก็ตามของ มัน 
มีแค่เรื่อง ไฟ ที่มาเลี้ยง port ที่อาจจะ optimized มาใหม่ให้ดีขึ้น noise ลดลงเลยส่งผลการทำงานด้านเสียงที่ดีขึ้นมากกว่าครับ 
สรุป คหสต ผม ก็ยังยืนยันไม่เกี่ยวไหรกับ port type เลย
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #643 เมื่อ: 23 เมษายน, 2017, 12:27:52 AM »
ตามที่ผมเข้าใจ และหลายวันก่อนก็คุยกับนักดนตรี โปรดิ๊วเซอร์ ที่ทำงานคร่ำหวอดมานานกว่า 30 ปี

Latency เกิดจากปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัย ต้องศึกษา

ในการทำงานทำเพลง การมิกซ์ หรือแม้แต่นักเล่นคาราโอเกะที่จริงจัง หมายถึงการดึงเอาเสียงดนตรีที่มาจากมีดี้ไฟล์
ออกมามิกซ์ชิ้นดนตรีเพื่อให้สะใจใหม่ อาจเป็น 4 , 8 , 16 , 24 แทร๊ค (แยกชิ้นดนตรีทุกชิ้นออกจากกัน)

ฝั่ง PC เขาแก้เรื่อง Latency ด้วย  ASIO ส่วน MAC  คือ Core Audio
การแก้นั้นต้องตั้งค่าที่โปรแกรมที่เล่นเพลง เล่นคาราโอเกะ และมิกซ์เพลงกับทำเพลงก็คือ DAW ซึ่งเป็นโปรแกรมทำเพลงต่างๆ

การทำงานจะทำงานจากฮาร์ดดีสโดยตรง หมายถึงเราอิมพอร์ทไฟล์ทั้งหมดลงฮาร์ดดีส
คนทำเพลงนั้้นคอมระดับ Work Station เขาจะมีฮาร์ทดีส 2 ลูก  ลูกแรกลง OS Windows หรือ Mac OS
ลูกที่สองใหญ่มากหน่อย ใช้สำหรับทำงาน และ Save งานที่ทำเสร็จแต่ละขั้นตอนจนไฟนอล

งานทั้งหมดจบโดยไม่ใช้ thunderbolt แม้ว่าจะใช้ External hard Disc และผ่าน thunderbolt
ก็ต้องไปตั้งค่าที่โปรแกรมทำงาน ให้ Enable ASIO หรือ Core Audio ครับ ถึงจะแก้เรื่อง Latency ได้
(Audio Interface ทุกวันนี้มี Driver ASIO มาพร้อมครับ)

อย่างไรก็ตามแม้มีเครื่องไม้เครื่องมือดีสุดๆ ลองให้ Sound Engineer 2 คนมาทำงานเพลงเดียวกัน
ผลงานออกมารับรองไม่เหมือนกัน มีเด่นดี มีด้อย ต่างกันไป นั่นถือว่าเป็นพรสวรรค์ของแต่ละคน
อาจมาจาก "หู"  2 ข้างของแต่ละคนก้รับรู้เรื่องเสียงไม่เท่ากันครับ
การเสพย์เสียงดนตรี ความสุขเกิดจากความพอใจ จึงเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละคนโดยแท้



เห็นด้วยกับน้า malako เลยครับ เรื่อง latency

ผมอ่านข้อความของ จขกท แล้ว  ผมคิดว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยกับเรื่อง port type/efficiency หรืออะไรก็ตามของ มัน 
มีแค่เรื่อง ไฟ ที่มาเลี้ยง port ที่อาจจะ optimized มาใหม่ให้ดีขึ้น noise ลดลงเลยส่งผลการทำงานด้านเสียงที่ดีขึ้นมากกว่าครับ 
สรุป คหสต ผม ก็ยังยืนยันไม่เกี่ยวไหรกับ port type เลย




Thunderbolt 3 กับ Thunderbolt 2 มันคนละวงจรกันครับ คนละ Controller
(จริงๆค้นดูภาพ Adapter Thunderbolt 3 to Thunderbolt 2 ก็น่าจะเข้า่ใจแล้วนะครับ เพราะมีวงจรออกมาอีกชุด ลองซื้อมาผ่าดูก็ได้ครับ อันละ 2100.-
อย่าง Adapter Thunderbolt to Firewire ก็มีวงจรข้างในนะครับ ผมก็เคยลงรูปที่ต่างประเทศเขาผ่าดู)

อย่าใช้ความเชื่อกับระบบคอมพิวเตอร์เลยครับ ข้อมูลอุปกรณ์ต่างๆมีอธิบายอย่างชัดเจนครับ ค้นกูเกิลแป๊บเดียวก็เจอ ถ้ายังค้นไม่เจอจริงๆ ก็อ่านไฟล์ตัวนี้ครับ
http://www.intel.com/content/dam/www/public/us/en/documents/product-briefs/thunderbolt-overview-brief.pdf
https://thunderbolttechnology.net/sites/default/files/Thunderbolt3_TechBrief_FINAL.pdf
https://thunderbolttechnology.net/sites/default/files/tbt3presentation.pdf
http://meseec.ce.rit.edu/551-projects/spring2013/1-3.pdf

เทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ชัดเจน พิสูจน์ได้นะครับ ไม่ต้องพึ่งความเชื่อใดๆ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 เมษายน, 2017, 07:46:21 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ Goda Takeshi

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #644 เมื่อ: 23 เมษายน, 2017, 09:13:09 AM »
ผมเห็นด้วยกับคุณ GUNTAM ครับว่าระบบคอมพิวเตอร์ไม่จำเป็นต้องใช้ความเชื่อ

เรื่อง Latency, thunderbolt ทำได้ดีกว่า usb มากครับ

ตาม spec ใน link ที่ให้มาก็น่าจะมีให้เห็น

ลองมาคิดดูในทางวิทย์ ว่าทำไม sound engineer ถึงต้องการใช้ความสามารถของ port thunderbolt มากกว่า usb
และทำไม อุปกรณ์ของ audio listerner ยังใช้ usb อยู่

อันดับแรก อะไร คือความแตกต่าง ของ sound engineer vs audio listener และความแตกต่างนี้ มาเกียวข้อง กับ latency ได้อย่างไร
ทำไม commercial equipment ถึงยังไม่นำ port thunderbolt มาใช้ยังอยู่กับ usb ครับ

... มาต่อวันหลังครับ

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #645 เมื่อ: 24 เมษายน, 2017, 08:00:57 PM »
ตามที่ผมเข้าใจ และหลายวันก่อนก็คุยกับนักดนตรี โปรดิ๊วเซอร์ ที่ทำงานคร่ำหวอดมานานกว่า 30 ปี

Latency เกิดจากปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัย ต้องศึกษา

ในการทำงานทำเพลง การมิกซ์ หรือแม้แต่นักเล่นคาราโอเกะที่จริงจัง หมายถึงการดึงเอาเสียงดนตรีที่มาจากมีดี้ไฟล์
ออกมามิกซ์ชิ้นดนตรีเพื่อให้สะใจใหม่ อาจเป็น 4 , 8 , 16 , 24 แทร๊ค (แยกชิ้นดนตรีทุกชิ้นออกจากกัน)

ฝั่ง PC เขาแก้เรื่อง Latency ด้วย  ASIO ส่วน MAC  คือ Core Audio
การแก้นั้นต้องตั้งค่าที่โปรแกรมที่เล่นเพลง เล่นคาราโอเกะ และมิกซ์เพลงกับทำเพลงก็คือ DAW ซึ่งเป็นโปรแกรมทำเพลงต่างๆ

การทำงานจะทำงานจากฮาร์ดดีสโดยตรง หมายถึงเราอิมพอร์ทไฟล์ทั้งหมดลงฮาร์ดดีส
คนทำเพลงนั้้นคอมระดับ Work Station เขาจะมีฮาร์ทดีส 2 ลูก  ลูกแรกลง OS Windows หรือ Mac OS
ลูกที่สองใหญ่มากหน่อย ใช้สำหรับทำงาน และ Save งานที่ทำเสร็จแต่ละขั้นตอนจนไฟนอล

งานทั้งหมดจบโดยไม่ใช้ thunderbolt แม้ว่าจะใช้ External hard Disc และผ่าน thunderbolt
ก็ต้องไปตั้งค่าที่โปรแกรมทำงาน ให้ Enable ASIO หรือ Core Audio ครับ ถึงจะแก้เรื่อง Latency ได้
(Audio Interface ทุกวันนี้มี Driver ASIO มาพร้อมครับ)

อย่างไรก็ตามแม้มีเครื่องไม้เครื่องมือดีสุดๆ ลองให้ Sound Engineer 2 คนมาทำงานเพลงเดียวกัน
ผลงานออกมารับรองไม่เหมือนกัน มีเด่นดี มีด้อย ต่างกันไป นั่นถือว่าเป็นพรสวรรค์ของแต่ละคน
อาจมาจาก "หู"  2 ข้างของแต่ละคนก้รับรู้เรื่องเสียงไม่เท่ากันครับ
การเสพย์เสียงดนตรี ความสุขเกิดจากความพอใจ จึงเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละคนโดยแท้



เห็นด้วยกับน้า malako เลยครับ เรื่อง latency

ผมอ่านข้อความของ จขกท แล้ว  ผมคิดว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยกับเรื่อง port type/efficiency หรืออะไรก็ตามของ มัน 
มีแค่เรื่อง ไฟ ที่มาเลี้ยง port ที่อาจจะ optimized มาใหม่ให้ดีขึ้น noise ลดลงเลยส่งผลการทำงานด้านเสียงที่ดีขึ้นมากกว่าครับ 
สรุป คหสต ผม ก็ยังยืนยันไม่เกี่ยวไหรกับ port type เลย




Thunderbolt 3 กับ Thunderbolt 2 มันคนละวงจรกันครับ คนละ Controller
(จริงๆค้นดูภาพ Adapter Thunderbolt 3 to Thunderbolt 2 ก็น่าจะเข้า่ใจแล้วนะครับ เพราะมีวงจรออกมาอีกชุด ลองซื้อมาผ่าดูก็ได้ครับ อันละ 2100.-
อย่าง Adapter Thunderbolt to Firewire ก็มีวงจรข้างในนะครับ ผมก็เคยลงรูปที่ต่างประเทศเขาผ่าดู)

อย่าใช้ความเชื่อกับระบบคอมพิวเตอร์เลยครับ ข้อมูลอุปกรณ์ต่างๆมีอธิบายอย่างชัดเจนครับ ค้นกูเกิลแป๊บเดียวก็เจอ ถ้ายังค้นไม่เจอจริงๆ ก็อ่านไฟล์ตัวนี้ครับ
http://www.intel.com/content/dam/www/public/us/en/documents/product-briefs/thunderbolt-overview-brief.pdf
https://thunderbolttechnology.net/sites/default/files/Thunderbolt3_TechBrief_FINAL.pdf
https://thunderbolttechnology.net/sites/default/files/tbt3presentation.pdf
http://meseec.ce.rit.edu/551-projects/spring2013/1-3.pdf

เทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ชัดเจน พิสูจน์ได้นะครับ ไม่ต้องพึ่งความเชื่อใดๆ


อิๆๆ ใช่ครับ เรื่องเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องลี้ลับอะไรเลยครับ วิทยาศาสตร์ทั้งดุ้น  แต่ การฟังเพลงเป็นเรื่องของการเสพศิลป์ ครับ ถ้าหากท่านใดมีความรู้ทางเทคโนโลยีน้อย ก็จะยุ่งหน่อยกับสมัยนี้ อาจต้องหาเพื่อนช่วยหน่อย

เรื่อง port เรื่องคอมพิวเตอร์ พวกนี้ ไม่อยากเอยเลย ว่า ผมใช้งานคอมตัวแรก ก็ apple จอเขียว ต้องตอกบัตรเอา ถัดมาก็ 286 จอดำจอเขียว ประกอบเครื่องเอง อ่านหนังสือตำรับตำราของ Peter Norton เจ้าของ Norton Commander อันโด่งดังสมัยก่อน  จนมาเป็น 386 จอ 256 สี เที่ยวไล้เที่ยวขื่อไปพันธุ์ทิพย์ประตูน้ำ (ผมเป็นคนนึงที่ได้ร่วมทดสอบบอร์ดพันธุ์ทิพย์ยุคแรกเลยนะครับ ๕๕๕ สมัยนั้นทดสอบจากญี่ปุ่นมาก็สนุกดี แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้เข้าเลย) ประกอบเครื่อง แก้ไข hardware ลง OS windows เวอร์ชันแรกมาเรื่อย เพราะฉะนั้น จากประสบการณ์เรื่องคอมฯ มาจนเล่นเครื่องเสียงมา  ผมถึงมีเหตุผลว่า  มันไม่ใช่เรื่อง port เรื่องเดียวที่เราควรจะไปเน้น มีอย่างอื่นที่สำคัญกว่า อย่างในกลุ่ม hdd ที่ซื้อมาเก็บไฟล์ ยังทำกันถึงขนาดแกะมาเปลี่ยน reg. ไฟบนบอร์ดเลย docking ไม่ต้องพูดถึงชำแหล่ะ เพื่อรีดประสิทธิภาพให้ได้มากที่สุด

ผมตามอ่าน จขกท โพสมานานละ สนุกดี ได้อัพเดทความรู้ด้วย ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง แต่บางทีผมก็อยากเสนอความเห็นในมุมด้านอื่นๆ เพื่อให้ผู้ที่ผ่านมาอ่านได้ใช้ประกอบประมวลความคิดเอา ก็แค่นั้นครับ

มาอัพข้อมูลเร็วๆ อีกนะครับ ตามอ่าน ๕๕๕
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 เมษายน, 2017, 08:32:21 PM โดย surapong.d »
Simple is my Way

ออฟไลน์ Goda Takeshi

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #646 เมื่อ: 24 เมษายน, 2017, 09:51:00 PM »
มาต่อครับ

สำหรับผม ข้อต่างใหญ่ของ sound engineering กับ audio listening คือ จำนวน channel กับแหล่งกำเนิด ของเสียงที่ต้องใช้งานพร้อมกัน

  • audio listening ใช้แค่ 2 channel จาก source เดียว (พวก multi-channel encoding ขอละไว้ครับ)
  • sound engineering ใช้มากกว่า 2 channel และมากกว่า 1 source นียังไม่รวมเรื่องภาพ สำหรับ video editing

เพราะต้องใช้ ข้อมูลจากหลายแหล่ง (mixing) จึงต้องทำให้ เสียงสัมพันธ์กัน (live editing ก่อนก็แล้วกัน) ตังนั้น latency จึงสำคัญมากครับ
audio listening เมือใช้ source จากแหล่งเดียว latency จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ครับ

อีกทั้ง audio listening ใช้ bandwidth น้อยมากเมื่อเทียบกับ ระบบส่งข้อมูล usb 2.0 ต่อให้ส่งข้อมูลผิดพลาด ระบบขอส่งข้อมูลใหม่ก็ยังทันไม่เกิน buffer ครับ
ด้วยความต้องการทาง bandwidth กับ latency ต่ำ เครื่องเสียงสำหรับ audio listening จึงไม่ต้องลงทุน กับเรื่องนี้ครับ ทำมา overspec ก็เปลืองต้นทุน เอาทุนไปใช้กับภาค marketing ยังได้ผลกว่าครับ

ถ้าเราท่านๆ ฟังเพลง โดย mix จากหลาย source ลงทุนกับ อุปกรณ์ sound engineer จะเหมาะสมครับ
อย่างไรก็ตาม งบประมาณเป็นเรื่องของแต่ละท่านครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 เมษายน, 2017, 09:55:50 PM โดย Goda Takeshi »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #647 เมื่อ: 25 เมษายน, 2017, 12:28:31 AM »
^
|
|

เห็นด้วยเลยครับ กับที่คุณ Takeshi เขียนครับ  เผอิญ ท่าน จขกท อาจจะอยู่ในวงการตัดต่อ เลยเน้นไปที่อุปกรณ์ studio ซึ่งก็เหมาะสม แต่บางทีการเขียนเน้นย้ำว่าอุปกรณ์ studio เสียงดีกว่ามากมาย อันนี้ ขอไม่พูดถึงละกัน อิๆๆ
Simple is my Way

ออฟไลน์ Malako

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #648 เมื่อ: 25 เมษายน, 2017, 05:53:32 AM »
มาต่อครับ

สำหรับผม ข้อต่างใหญ่ของ sound engineering กับ audio listening คือ จำนวน channel กับแหล่งกำเนิด ของเสียงที่ต้องใช้งานพร้อมกัน

  • audio listening ใช้แค่ 2 channel จาก source เดียว (พวก multi-channel encoding ขอละไว้ครับ)
  • sound engineering ใช้มากกว่า 2 channel และมากกว่า 1 source นียังไม่รวมเรื่องภาพ สำหรับ video editing

เพราะต้องใช้ ข้อมูลจากหลายแหล่ง (mixing) จึงต้องทำให้ เสียงสัมพันธ์กัน (live editing ก่อนก็แล้วกัน) ตังนั้น latency จึงสำคัญมากครับ
audio listening เมือใช้ source จากแหล่งเดียว latency จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ครับ

อีกทั้ง audio listening ใช้ bandwidth น้อยมากเมื่อเทียบกับ ระบบส่งข้อมูล usb 2.0 ต่อให้ส่งข้อมูลผิดพลาด ระบบขอส่งข้อมูลใหม่ก็ยังทันไม่เกิน buffer ครับ
ด้วยความต้องการทาง bandwidth กับ latency ต่ำ เครื่องเสียงสำหรับ audio listening จึงไม่ต้องลงทุน กับเรื่องนี้ครับ ทำมา overspec ก็เปลืองต้นทุน เอาทุนไปใช้กับภาค marketing ยังได้ผลกว่าครับ

ถ้าเราท่านๆ ฟังเพลง โดย mix จากหลาย source ลงทุนกับ อุปกรณ์ sound engineer จะเหมาะสมครับ
อย่างไรก็ตาม งบประมาณเป็นเรื่องของแต่ละท่านครับ


เห็นว่ามีตอนต่อ รออ่าน แต่ก็นึกทายอยู่ในใจ ถ้าซื้อหวยก็ถูกครับ

เมื่อเอ่ยถึง สตูดิโอ ผมบ้าอยู่พักใหญ่ หาที่เรียน "เรียนเพื่อให้รู้แจ้ง" มิได้เรียนเพื่อ จบได้ประกาศนียบัตร
พอรู้ที่มาที่ไปบ้าง ถึงขั้นจะลงทุนทำห้องสตูดิโอ ออกแบบห้อง ติดต่อซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ ทำเรื่องกู้เงิน
ดีที่กู้ไม่ผ่าน โปรดิ๊วเซอร์เพื่อนรุ่นน้อง คนทำเพลงที่ยุให้ทำกินแห้วไปตามๆ กัน

พอร์ท USB นั้นความสามารถในการบันทึกเสียงพร้อมกันได้ถึง 70 แทร๊ค
แต่เอาจริงๆ ซัก 32 แทร๊คให้ความสบายใจกว่า
เวลาอัดเสียงที่โปรแกรมทำเพลงเช่น SONAR , CUBASE , LOGIG ฯลฯ
ต้องตั้งค่า latency ให้ต่ำถึงจุดๆ หนึ่งจะทำงานลงตัว ต่ำมากไปมีแสียงแปีะ แป๊ะ
แต่พอเวลาเล่นกลับต้องตั้งค่า Latency ให้สูงขึ้นถึงจุดหนึ่งที่ว่า คนทำซาวด์จะรู้ว่าจุดไหนพอดี
ต่อมา เมื่อมีคำว่า Latency มันก็มีค่า Sampling Rate ให้ตั้งไปพร้อมๆ กันครับซึ่งมีตั้งแต่
44100 -192 KHz  จะตั้งเท่าไร ลองดูได้ แต่เชื่อเถอะ ฟังไม่ออกหรอก ยกเว้นหูที่มีประสบการณ์ยาวนานจริงๆ

ความคิดของ "ปัจเจกบุคคล _ Individual" ผมเคารพจนถึงขั้นยอมรับ
ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าภาค 1 นั้นผมเคยขออนุญาตนำไปแชร์ที่เว็บคาราโอเกะที่เป็นสมาชิกอยู่ครับ
ภาค 2 นี่ ผมตามไม่ทันจริงๆ ครับ อาจเป็นได้ว่าไม่มีประสบการณ์ลองใช้จากของจริง

คงเหมือนกับเพื่อนนักดนตรีที่เล่นเลี้ยงชีพทุกวันมาร่วม 40 ปี
ฟังเพลงในบ้านจากตู้แอมป์กีตาร์ มีความพอใจ
ขณะเดียวกัน เพือนบ้านอีกคนเล่นเครื่องเสียงหลอดทั้งชุด
เฉพาะสายเชื่อมต่อเครื่องราคาเป็นแสน เขาก็แฮปปี้ ครับ



 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 เมษายน, 2017, 05:58:51 AM โดย Malako »

ออฟไลน์ Malako

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #649 เมื่อ: 25 เมษายน, 2017, 06:04:13 AM »
ลองอ่านเล่นๆ สำหรับท่านที่สนใจเรื่องสตูดิโอ


ที่มา


https://www.overclockzone.com/forums/archive/index.php/t-1428593.html



ครับเพราะในเวลานี้ถ้า ต้องการต่อคอมพิวเตอร์กับซอฟต์แวร์ยอดนิยมในตลาด ตอนนี้
เช่น Sonar,Cubse,FLStudio,Reason มันไม่มีอะไรดีกว่า ASIO แล้วไงครับ
เพราะการที่ซาวการ์ดจะติดต่อกับ คอมพิวเตอร์เพื่อบันทึกเล่น PCM
นอกจากต้องมีไดเวอร์แล้วซึ่งที่ขาดไม่ได้คือ API ครับไม่มีก็จบครับ

ยกตัวอย่าง
Win 95,98,ME ใช้
(VXD) Driver API MME
Direct Sound API
เป็นมาตรฐานในการจัดการเรื่องเสียง

Win 98SE,ME,2000,XP,Vista,7
(WDM) Windows Driver Model API
Direct Sound API

บน Mac
(AU) Audio Unit API ดีกว่า WDM เยอะทำให้ในสมัยก่อนทำไมเค้า
ถึงนิยมไปทำเพลงกันบน Mac เพราะมาตรฐาน API ของ ASIO มันยังไม่แพรหลาย
เท่ากับปัจจุบันนี้ไง

ยกตัวอย่าง API ที่ทำมาเฉพาะสำหรับ
ใช้กับซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์โดยเฉพาะ
(ASIO_ Audio Stream Input/Output คิดค้นโดย Steinberg ผู้ผลิต Cubse ปัจจุบัน ถูก YAMAHA ซื้อไปแล้ว)
แทบจะขาดไม่ได้แล้วกับซอฟต์แวร์สำหรับทำเพลงและดนตรีในปัจจุบัน
รวมถึงโปรแกรมเล่นเพลงบางตัว

(GSIF) GigaSampler InterFace เป็น API ที่เกิดก่อน ASIO เสียอีกครับ
ถูกสร้างมาให้ใช้กับซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์โดยเฉพาะเช่นกัน
คิดค้นโดย AKAI ใช้กับซอฟต์แวร์ GigaStudio ปัจจุบันขายให้กับ
TASCAM ไปแล้วครับไม่ค่อยนิยมในปัจจุบันเนื่องจาก ซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์
ไม่ค่อยสนับสนุน

(EAX) Environmental audio extensions อันนี้หลายคนคงรู้จักกันดีแล้วครับ
มันคือ API เฉพาะของ เจ้าพ่อมัลติมีเดีย. Creative สร้างมาเฉพาะสำหรับ
จัดการเรื่อง sound effects 3D Sound และอื่นๆโดยใช้ความสามารถจาก
ฮาร์ดแวร์โดยตรงแทนที่จะใช้ Direct Sound ปัจจุบันนิยมใช้กับ
เกมส์เป็นส่วนใหญ่ ซอฟต์แวร์สำหรับทำเพลงและดนตรีในปัจจุบันไม่รองรับ

ถูกครับที่ ฮาร์ดแวร์ ในปัจจุบันมันประมวลผลของตัวมันเองได้
ไม่ต้องของแพงหรอกครับง่ายๆอย่าง X-Fi มันก็มี DSP ในการ
ประมวลผลด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว แต่อย่าลืมว่าถึง ต่อให้ฮาร์ดแวร์สุดเทพสุดแพง
ถ้าต้องการต่อกับคอมพิวเตอร์ยังไงก็ต้องมี API มาติดต่อกับมันอยู่ดีครับ

มันไม่เหมือนกับเอาเครื่องเล่น DVD ไปต่อกับ DAC แล้วมีเสียงเลยนะครับ ผมกำลังจะพูดว่า
ทำไม่ถึงต้องมี API เพราะว่าฮาร์ดแวร์มันจะต้องคุยกับซอฟต์แวร์ ยังไงครับ
ยกตัวอย่างของ RME ที่เป็น Zero CPU Load ไม่ต้องใช้ CPU เลยยังต้องมีรองรับ API เลย
ก็เหมือนกันว่า มีฮาร์ดแวร์สุดเทพสุดแพง ประมวลผลของตัวมันเองได้
แต่มันไม่รู้จะไปคุยกับซอฟต์แวร์ อื่นๆยังไงไงครับ
เช่น ซอฟต์แวร์ ส่วนใหญ่คุยภาษา WDM ASIO AU
แต่ฮาร์ดแวร์สุดเทพสุดแพง ดันไม่คุยภาษานี้ก็เลยติดต่อกันไม่ได้ แต่มันสามารถประมวล
ผลด้วยตัวมันเองได้


เว้นแต่ผู้ผลิตจะสร้างภาษาเฉพาะเพื่อให้ ฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ มันคุยกันเองได้
เช่น สร้างฮาร์ดแวร์
สร้าง ภาษาสำหรับติดต่อกับฮาร์ดแวร์ของตัวเองโดยเฉพาะ API
สร้าง ซอฟต์แวร์สำหรับใช้งาน
ซึ่งต่อให้มันเทพกว่า ASIO
แต่มันก็มีข้อเสียตรง อาจจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากเพราะต้องซื้อทุกอย่างตั้งแต่ ซอฟต์แวร์ ยันฮาร์ดแวร์
ไม่รองรับซอฟต์แวร์อื่นเพราะ ฮาร์ดแวร์สุดเทพไม่คุย ภาษาอื่น นอกจากภาษาของมันเอง
ยุงยากต่อการเรียนรู้ใหม่เพราะคู่มือและหนังสือประกอบการใช้งานมีแต่ manual ของ ฮาร์ดแวร์สุดเทพ



สรุปว่า ASIO,WDM,Direct Sound มันเป็นเพียงแค่ภาษาที่ใช้ติดต่อกันระหว่าง ซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์
แค่นั้นเองครับ มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการประมวลผลในฮาร์ดแวร์ซักนิดเลยครับ
อย่างภาษา ASIO ออกแบบมาให้คุยกันได้ง่ายๆ หน่อยมันก็ลด latency ในการคุยกันได้ทำให้
ซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์มันคุยกันนิดหน่อยก็รู้เรื่องแล้ว

หรือถ้าไปคุยกับ WDM อาจจะคุยยากหน่อยใช้ภาษายาวกว่า
กว่าจะคุยกันรู้เรื่องใช้เวลานานกว่า latency ก็สูงกว่า

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 เมษายน, 2017, 06:09:39 AM โดย Malako »

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #650 เมื่อ: 25 เมษายน, 2017, 09:02:04 AM »
ค่าเซทติ้งดีสุดเท่าที่ผมตั้งได้ในตอนนี้ครับ



เอา 44.1 มาคูณ 4 (เสียงดีกว่าเมื่อก่อนที่ผมคุณ 2) จริงๆต้นฉบับตอนบันทึก มักเป็น 48 ไม่ก็ 96 แต่ตอนเอาลงแผ่น พื้นที่ไม่พอ เลยต้องหั่นออกอีกหน่อยเหลือ 44.1
แต่ถ้าผมแปลง 44.1 กลับเป็น 96 ผมฟังแล้วไม่ปลื้มเท่าไหร่ครับ เอามาคูณ 2 ให้ลงตัว ได้บาลานซ์เสียงดีกว่า
แต่ตอนนี้ Apogee ทำได้มากกว่าเดิม ก็จับคูณ 4 เลยครับ

โดยต้องเลือก I/o Buffer เป็น 1024 ค่า Latency ก็วิ่งไปที่  12.7 แต่ไม่สำคัญแล้วครับ ขั้นตอนนี้สำคัญตอน Buffer มา่กกว่า
เพราะถ้า Buffer ต่ำในขั้นตอนอ่านจากแผ่น เสียงแตกครับ
และผมเลือกเป็น 32bit Float ในขึ้นตอนสุดท้าย เพราะลงตัวกว่า ก็กลายเป็นจาก 16/44.1 ไปเป็น 32/176.4
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 เมษายน, 2017, 11:53:37 AM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ Valve art

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #651 เมื่อ: 25 เมษายน, 2017, 09:45:45 AM »
ขอบคุณทุกๆท่านที่ได้ร่วมแบ่งปั่นข้อคิดเห็น ไม่มีใครถูกใครผิดครับ อ่านในนี้ถ้ามีคำถามก็ไปหาข้อมูลภายนอกเพื่อต่อยอด
ยิ่งหาข้อมูล ยิ่งอ่านมากขึ้นทำให้รู้ว่างาน Pro Audio ไม่ได้ง่ายอย่างที่ได้ฟังเพลงที่วางขายเลย มีทั้งศสาตร์และศิลป์ ต้องให้เครดิตคนที่ทำเพลงออกมาแล้วเป็นที่จดจำเสียงสมดุลย์และดี มันเป็นอะไรที่ไม่ง่ายเลยจริงๆ
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ Malako

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #652 เมื่อ: 25 เมษายน, 2017, 10:33:04 AM »

งานทำเพลงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ครับ
ศาสตร์ เป็นวิชาความรู้  ศิลป์เป็นพรสวรรค์

ลองอ่านงานมิกซ์ระดับปรมาจารย์ครับ อาจได้ไอเดียเอาไปมิกซ์เสียงร้องคาราโอเกะที่บ้าน


http://www.patid.com/board/index.php?topic=6342.0

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #653 เมื่อ: 25 เมษายน, 2017, 11:55:25 AM »
 :wiggle :wiggle :wiggle

อ่านแล้ว สุดยอดเลยครับ มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์จริงๆ ครับ

ไม่ใช่แค่ทำให้เพลงออกมา แล้ว คนทำเพลง / soundeng. จะฟังชอบนะ  แต่มันต้อง คิดว่า ทำไงให้หมู่คนฟัง เอาว่ามากกว่าสัก 100,000 ฟังแล้วชอบ แล้วซื้อสินค้าเพลงนั้น แค่นี้ก็สุดยอดละ  ยิ่งถ้าเจาะตลาดฝรั่ง ตลาดจีน ตลาดอินเดีย เอาแค่สัก 1% ของประชากร กึ๋ย สวรรค์ รับทรัพย์ ๕๕๕

ที่น้า malako พูดถึง ทำให้ผมนึกถึงศัพท์คำว่า hardware ที่มีความสามารถเรื่อง busmaster  ใครใช้การ์ดพวกนี้สมัยนั้นอย่างเทพ
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #654 เมื่อ: 28 เมษายน, 2017, 01:29:33 PM »
USB-C นี่เรียกว่าเป็นพอร์ทแห่งอนาคตจริงๆครับ ข่าวในลิงค์จาก MacThai
https://www.macthai.com/2017/04/27/dell-monitor-s2718d-macbook-pro-usb-c/

ส่วน USB 2.0 เริ่มใช้งานในปี 2000 คงต้องร้องเพลง 16ปีแห่งความหลัง
แต่ IEEE1394 เก่ากว่า เพราะถูกออกแบบตั้งแต่ปี 1980
IEEE 1394 is an interface standard for a serial bus for high-speed communications and isochronous real-time data transfer.
ข้อมูลจาก Wikipedia : https://en.wikipedia.org/wiki/IEEE_1394
และ Apple นำเข้าตลาดในชื่อ Firewire ในปี 1990


FireWire® vs. USB 2.0
ข้อมูลเปรียบเทียบการทำงานของทั้งสองพอร์ทนี้แบบชัดเจนจาก qimaging.com
https://www.qimaging.com/support/pdfs/firewire_usb_technote.pdf

FireWire Vs USB: Which Is Faster?
ทดสอบจาก pcworld.com : http://www.pcworld.com/article/185415/article.html

สเปคที่ระบุกับการใช้งานจริงนั้น ต่างกันอย่างไร ดูได้ในลิงค์ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 พฤษภาคม, 2017, 11:56:08 AM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #655 เมื่อ: 01 พฤษภาคม, 2017, 10:06:50 AM »
พอดีได้เลนส์ Rodenstock APO 50mm ตัวใหม่มา มีเลนส์ 8 ชิ้น มากกว่าตัวเ่ก่าของผมที่มี 6 ชิ้น
เลยต้องทำสอบเลนส์สำหรับทำมาหากินก่อนครับ ได้ผลออกมาเยี่ยมมาก เป็นเลนส์ที่อัพเกรดจากรุ่นเก่า
ให้ช่วงสีดำได้เหนือกว่าตัวเก่าอย่างชัดเจน และคมขึ้นไปอีกครับ ทีนี้ก็ทำมาหากินง่ายขึ้นอีก



ถ่ายด้วย Sony A7R เลนส์ Rodenstock 50mm APO 8 element

และเมื่อวานก็ได้ไปรับชั้นวาง REZET ที่สั่งทำสำหรับมาวาง Apogee และอุปกรณ์ทั้งหลายครับ
สั่งเป้นแบบเหล็กเชื่อมที่มีขนาดเสา 1cm ก็ให้เสียงได้ตามคาด คือเป็นกลางครับ วางแล้วออกมาดีเลย
แล้วจะอัพเดทภาพอีกทีครับ

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #656 เมื่อ: 01 พฤษภาคม, 2017, 02:04:56 PM »
มีท่านใดใช้ชั้นวางที่ทำจาก ไม้เชอร์รี่ กับ ไม้เมเปิ้ล บ้างไหมครับ  ผมใช้อยู่ เสียงออกอุ่น ฟังสบาย แต่ยังคงความชัดเจนอยู่ครับ  :yahoo
Simple is my Way

ออฟไลน์ Goda Takeshi

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #657 เมื่อ: 01 พฤษภาคม, 2017, 07:42:12 PM »
ผมมาช่วยเสริมเกียวกับ usb 2.0 กับ firewire ครับ

ในสภาวะการใช้งานทั่วไป usb 2.0 มี bandwidth ประมาณ 240Mbps (spec 480Mbps)

audio DVD quality 16bit48Kbps ก็ประมาณซัก 800Kbps => 0.8Mbps สอง channel ก็ 1.6Mbps

firewire เร็วกว่าในสภาวะใช้งานจริง แล้วก็มี chip คุมของมันเอง ซึ่งในสมัยก่อนเมื่อ 16 ปีที่แล้ว usb ยังต้องพึ่ง cpu อยู่ จึงทำให้รีวิวสมัยโบราณควรจะเทคะแนนให้ firewire

แต่มาสมัยนี้ต้องเรียกได้ว่าแทบไม่มีผลเลย เพราะ cpu กับ chipset แรงกว่ามากครับ

firewire ยังทนต่อการส่งข้อมูลนาน (sustained rate) ซึ่งทำได้ดีกว่า usb ครับ

สำหรับ 2 track/channel audio listening เผื่อๆไว้ทีึ่ 2Mbps ลองสมมุติ sustained rate ของ usb 2.0 เหลือแต่ 100Mbps

audio listening ใช้ bandwidth เพียงแต่ 2% ของ spec ที่คิดแบบแย่ๆของ usb 2.0 ครับ

ต้องบอกว่า firewire หรือ thunderbolts ให้ bandwidth ได้มากกว่าจริงๆครับ

ผมคงสนับสนุนเหมือนเดิมครับ

สำหรับ การฟังเพลงหลาย sources ในทีเดียว (16 tracks up หรือมี video ด้วย) ลงทุนกับ firewire base technologies จะเหมาะสมครับ spec ตามที่ คุณ Guntam's link ว่า firewire เร็วและ bandwidth มากกว่าครับ

สำหรับ การฟังเพลง audio cd quality usb 2.0 ใช้ bandwidth ประมาณ 2% ในสภาวะแบบแย่ เหลือเฟือ ส่งข้อมูลพลาดยังส่งใหม่ได้ทัน ครับ

ปล. ผมขอออกตัวไว้ก่อนว่าไม่ใช่ sound engineer ครับ ผมเป็นแค่ diyer กับ programmer ที่เคยทำงานกับ wave file format ไม่ควรเชื่อผม เรื่องเสียงดีไม่ดีครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 พฤษภาคม, 2017, 07:44:37 PM โดย Goda Takeshi »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #658 เมื่อ: 01 พฤษภาคม, 2017, 11:48:17 PM »
เห็นด้วยกับคุณ Goda ทุกประการ  ในฐานะคนฟังเพลงเพื่อความสุนทรีย์ภาพแล้ว usb2.0/firewire400|800 เหลือ ๆ สำหรับงาน playback ครับ

แต่ เสียงจะดีหรือไม่ดี จะน่าฟังหรือไม่น่าฟัง มันมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายประการ โดยเฉพาะ คุณภาพไฟฟ้า และ คุณภาพไฟล์เพลง (ข้อมูลที่เป็น noise ที่แฝงมากับข้อมูลเพลง)  ถ้าเราควบคุมหรือกำจัดพวกนี้ได้เสียงจะยิ่งน่าฟังมากกว่าการไปทุ่มเปลียน hardware ไปทาง professional audio ครับ

คหสต นะครับ อาจมีผิดบ้างถูกบ้าง ว่ากันไป :yahoo :yahoo :yahoo
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #659 เมื่อ: 02 พฤษภาคม, 2017, 04:37:21 PM »
เห็นด้วยกับคุณ Goda ทุกประการ  ในฐานะคนฟังเพลงเพื่อความสุนทรีย์ภาพแล้ว usb2.0/firewire400|800 เหลือ ๆ สำหรับงาน playback ครับ

แต่ เสียงจะดีหรือไม่ดี จะน่าฟังหรือไม่น่าฟัง มันมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายประการ โดยเฉพาะ คุณภาพไฟฟ้า และ คุณภาพไฟล์เพลง (ข้อมูลที่เป็น noise ที่แฝงมากับข้อมูลเพลง)  ถ้าเราควบคุมหรือกำจัดพวกนี้ได้เสียงจะยิ่งน่าฟังมากกว่าการไปทุ่มเปลียน hardware ไปทาง professional audio ครับ

คหสต นะครับ อาจมีผิดบ้างถูกบ้าง ว่ากันไป :yahoo :yahoo :yahoo

จุดนี้ล่ะครับที่เป็นคอนทราสเลย ไฟล์ที่ทันสมัยอย่าง DSD หรือ DXD ทีกำลังเป็นที่นิยม แต่ยังต้องส่งผ่านพอร์ทที่มีอายุสิบกว่าปี  ผมว่าประหลาดดีครับ
เพราะพอร์ท USB2.0 ด้วยประสิทธิภาพความเร็ว ก็ไม่พอกับยุคนี้แล้วครับ ก็เรียกว่าใกล้หมดยุคเต็มที

ส่วน Thunderbolt ที่ออกแบบมาล่าสุด สามารถขจัดปัญหาเรื่องคุณภาพสายดิจิตอลออกไปได้ จนสายแบบ Thunderbolt Audio Grade กลายเป็นของที่ไม่มีความหมายไปเลยครับ
สรุปว่าใช้สายของ Apple เส้นละพันกว่าบาทก็โอเคแล้ว สาย USB ที่ผมเห็นมักจะยกมาลองกันที่ Poem พร้อม USB DAC ค่าสายอย่างเดียวจะเท่าเครื่อง Apogee ของผมแล้ว
แพงแบบผมก็ไม่เข้าใจเหตุผลเท่าไหร่  แต่ก็ยอมรับว่า ใส่สายถูก เสียงมันก็แย่ไปเลยครับ สำหรับ DAC USB แต่ในสายตาผมเห็นเป็นของที่ค่าใช้จ่ายสูงมากครับ
แต่สำหรับผมไม่่มีปัญหาเรื่องนั้นแล้วเรียกว่า Thunderbolt ขจัดปัญหาเก่าๆซ้ำซากที่มีมาสิบกว่าปีจนหมดไปครับ เรียกว่า คุณภาพดีกว่า ประหยัดกว่า
บอกลาชีวิตเดิมๆครับ เพระาผมต้องทำงานที่ต้องคิดอะไรใหม่ๆเสมอ เลยต้องคิดแบบมองไปข้างหน้าตลอดเวลาครับ

*Macbook Pro ของผม ซื้อมาตัดวีดีโอนะครับ เดี๋ยวจะมีบางท่นเห็นว่าผมซื้อเครื่องรุ่นโคตรแพงมาฟังเพลง คือผมไม่ได้ไว้ฟังเพลงครับ เป็นเครื่องมือทำมาหากิน
อันนี้คุ้มของจริง เพราะใน 1 วัน ผมต้องใช้ชีวิตกับเจ้าเครือ่งนี้เกิน 10 ชั่วโมงต่อวันครับ กลับบ้านก็เอามาต่อฟังเพลง ได้เสียงดีด้วยเป็นของแถมครับ

รีวิว Apogee Element 24 จาก ask.audio ครับ https://ask.audio/articles/review-apogee-element-24-thunderbolt-audio-interface

Price: $595

Pros: Excellent audio quality converters and mic pres, ultra-low latency, solid build quality. Made in the USA.

Cons: No included Thunderbolt cable, Element Control is a little hard to read and its documentation could stand improvement

ส่วนผมเอง ตอนแรกใชั Apogee Duet Firewire หลังจากได้ Element 24 มาเทียบนี่ เสียงอยู่กันคนละโลกครับ พอร์ท Thunderbolt ให้เสียงได้เปิดกว้างกว่ามาก
(จริงๆรู้ตั้งแต่ตอนเทสต์ HDD แล้วครับ HDD Thunderbolt ให้เสียงได้เปิดกว่า HDD Firewire มาก จนกลับไปฟัง Firewire ไม่ลงเลยครับ )
และด้วยความเร็วของพอร์ท ทำให้การพัฒนาตัว DAC มีมากขึ้นตามไปด้วยครับ และในราคา $595 ที่คงซื้อสาย USB รุ่นเยี่ยมๆได้สักเส้นนึงเท่านั้นเอง
แต่ผมได้เทคโนโลยีล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อเสียงเพลงโดยเฉพาะครับ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 พฤษภาคม, 2017, 04:49:18 PM โดย GUNTAM »