ผู้เขียน หัวข้อ: class ของ amp. ครับ  (อ่าน 3402 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Ao Scuba

class ของ amp. ครับ
« เมื่อ: 15 มกราคม, 2006, 02:16:14 AM »
ที่บอกว่า amp class A,AB,C,D
class A คือ เสียงดี สุด
class D คือ เสียงแย่ สุด  (แต่ส่วนใหญ่เห็นใช้ขับ SUB)
หรือว่ายังไงเหรอครับ class เขาแบ่งเพื่ออะไร ต่างกันอย่างไรครับ
https://www.facebook.com/Patt.Mobile.iT
ชลบุรี บริการ ซ่อมคอม ซ่อมโทรศัพท์ ปรึกษาฟรี

ออฟไลน์ ตั้งไข่

  • Superstar....
  • *****
  • กระทู้: 20,033
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • Keane and Ken's Daddy
    • FotoCoffeeS.com
Re: class ของ amp. ครับ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 15 มกราคม, 2006, 04:36:13 AM »
คุณ lapath เคยบอก link นี้มาครับ ลองเข้าไปอ่านดู เค้าแบ่ง class ตามการทำงานของ power amp ครับ

http://en.wikipedia.org/wiki/Electronic_amplifier#Amplifier_Classes

มี class T ด้วยครับ แต่ใน link ไม่ได้มีคำอธิบาย :yahoo
ไม่อยากหมดตรูด ต้องยึดนโยบาย "น้ำเต็มแก้ว" กับ "กบในกะลา"

"ไฟบางทีก็ดับด้วยน้ำไม่ได้ ต้องใช้ระเบิดโยน" by pop2000

ของพี่ๆเขา เพราะลำโพงคู่เดียว ส่วนของผม เพราะแอมป์ตัวเดียว :black_eye


ออฟไลน์ ตั้งไข่

  • Superstar....
  • *****
  • กระทู้: 20,033
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • Keane and Ken's Daddy
    • FotoCoffeeS.com
Re: class ของ amp. ครับ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 15 มกราคม, 2006, 04:41:47 AM »
ไปหามาได้เพิ่มอีก

CLASS "D"
ตัว "D"ไม่ได้ย่อมาจากคำว่า DIGITAL อินพุทถูกแปลงเป็นออดิโอ เวฟฟอร์ม ไบนารี 2 สเตท ความแตกต่างเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ CLASS D ออกแบบให้ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพ แทนที่จะต้องเสียกำลังไปในทรานซิสเตอร์ เอาท์พุทก็จะถูกไม่เปิดตลอด ไม่มีโวลเทจเสีย ก็ปิดตลอด ส่งผลให้ประสิทธิภาพเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ดังนั้นอินพุทออดิโอถูกแปลงเป็น PWM (PULSE WIDULATED) ร่องสีเหลืองที่อยู่ขางใต้คือ เอาท์พุทของแอมพ์ ร่องสีฟ้าคือ เวฟฟอร์ม PWM เวฟฟอร์มสีฟ้าจะถูกป้อนให้กับฟิลเตอร์เอาท์พุท ซึ่งให้ผลเป็นเวฟฟอร์มเอาท์พุทสีเหลือง สังเกตว่า เอาท์พุทจะดูเหมือนอะไรบางอย่างที่เสียไปสัญญาณที่เสีย และเสียงสวิทชิงทั้งหมดไม่สามารถเอาออกไปได้ และจะเห็นผลได้ที่นี่ เพราะขั้นตอนการแปลงสัญญาณอินพุทไปเป็น pwn และแปลงกลับไปเป็นแอนาลอก ทำให้เกิดการเสียของสัญญาณไป ฟีดแบคทั่วไปก็เหมือนกับที่ใช้ในการออกแบบแอมพ์ CLASS "AB" เพื่อลดการเสียของสัญญาณ มอสเฟทเป็นทางเลือกเดียวสำหรับการออกแบบ CLASS "D" ซึ่งการออกแบบส่วนใหญ่จะมีประโยชน์แต่กับเพียงเบสส์แอมพ์ เมื่อมันไม่สามารถสวิทช์ได้เร็วเพียงพอ กับการผลิตความถี่สูงอีกครั้ง การออกแบบ CLASS "D" ฟลูล์เรนจ์คุณภาพสูงยังคงหาได้ ในเครื่องเสียงระดับมืออาชีพ แต่มันจะซับซ้อนกับเอาท์พุทมัลทิเฟล

CLASS "T"
CLASS T (TRIPATH) เหมือนกับ CLASS D แต่ไม่ใช้ฟีดแบค แอนาลอก เหมือนกับ CLASS D ฟีดแบคจะเป็นสัญญาณดิจิทอล และเกิดกับส่วนบนของฟิลเตอร์เอาท์พุท เพื่อหลีกเลี่ยงการยกเฟสของฟิลเตอร์นี้เพราะการเสียของสัญญาณในแอมพ์ CLASS D และ CLASS T เกิดขึ้นจากไทมิงทำงานผิดจังหวะ แอมพ์ CLASS T จะป้อนข้อมูลในเรื่องจังหวะกลับไป ส่วนการเสียของสัญญาณ ยังเกิดจากที่เเอมพ์ใช้ตัวประมวลผลสัญญาณดิจิทอล เพื่อแปลงอินพุท แอนาลอกไปเป็นสัญญาณ PWM และประมวลผลข้อมูลก่อนจะส่งกลับ
การประมวลผล จะดูที่ข้อมูลฟีดแบค และทำการปรับแต่งจังหวะ เพราะลูพฟีดแบคไม่ได้รวมฟิลเตอร์เอาท์พุทเอาไว้ด้วย ในแอมพ์ CLASS T มั่นคงมาก และสามารถทำงานได้เต็มช่องสัญญาณเสียง ซึ่งผู้ฟังส่วนใหญ่ไม่สามารถได้ยินความแตกต่างระหว่าง CLASS T และ CLASS AB ที่ออกแบบดีๆได้
การออกแบบทั้ง CLASS Dและ CLASS T ต่างก็มีปัญหากันคนละอย่าง มันเกินกำลังมาก ที่รอบต่ำเพราะเวฟฟอร์มความถี่สูงๆ จะเกิดขึ้นตลอดเวลาแม้ในช่วงที่ไม่มีสัญญาณเสียงแอมพ์ก็ยีงมีความร้อนตกค้างหลงเหลืออยู่แอมพ์บางรุ่นจะมีการตัดการทำงานของเครื่องเมื่อหยุดพักใช้งาน และจะกลับมาทำงานใหม่ เมื่อใช้งานโดยอัตโนมัติ

CLASS "G"
CLASS G เพิ่มประสิทธิภาพขึ้นมาอีกขั้นธรรมดาแอมพ์ CLASS AB จะขับโดยเพาเวอร์ซัยพลาย MULTI-RAIL แอมพ์ 500 วัตต์ อาจจะมี POSITIVE RAIL 3 และ NEGATIVE RAIL 3 ซึ่ง RAIL VOLTAGES อาจจะเป็น 70,50,25 โวลท์เมื่อเอาท์พุทของแอมพ์ขยับไปใกล้ 25 โวลท์ ซัพพลายก็จะสวิทช์ให้ RAIL 50 โวลท์ และเมื่อเอาท์พุทขยับเข้าไปใกล้ 50 VOLT RAIL ซัพพลายก็จะสวิทช์ไปยัง RAIL 70 โวลท์ บางครั้งเรียกการออกแบบนี้ว่า RAIL SWITCH
การออกแบบนี้ เป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ โดยลดการสูญเสียโวลเทจกับทรานซิลเตอร์เอาท์พุทโวลเทจนี้ เป็นความแตกต่างระหว่างซัพพลายบวก หรือแดง กับเอาท์พุทออดิโอ สีฟ้า CLASS G มีประสิทธิภาพเทียบเท่า CLASS D หรือ CLASS T ในขณะที่การออกแบบ CLASS G มีความสลับซับซ้อนมาก โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานแอมพ์ CLASS AB และมีคุณลักษณะใกล้เคียงกันมาก

CLASS "H"
CLASS H มีความคล้ายกับ CLASS G ยกเว้น RAIL VOLTAGE ที่โมดูเลทสัญญาณอินพุทเท่านั้น ที่ไม่มีเพาเวอร์ซัพพลาย RAIL จะสูงกว่าสัญญาณเอาท์พุทเล็กน้อย ปล่อยโวลเทจให้กับทรานซิสเตอร์ตัวเล็ก และระบายความร้อนทรานซิสเตอร์เอาท์พุท วงจรที่คล้ายกับที่ใช้ในแอมพ์ CLASS D นี้ก็คือ มีโมดูเลทเพาเวอร์ซัพพลาย RAIL ที่เหมือนกัน ในส่วนของความสลับซับซ้อนแอมพ์แบบนี้ มีความเหมือนกับแอมพ์ CLASS D แต่ทำงานได้เหมือนกับแอมพ์ CLASS AB

 dd
ไม่อยากหมดตรูด ต้องยึดนโยบาย "น้ำเต็มแก้ว" กับ "กบในกะลา"

"ไฟบางทีก็ดับด้วยน้ำไม่ได้ ต้องใช้ระเบิดโยน" by pop2000

ของพี่ๆเขา เพราะลำโพงคู่เดียว ส่วนของผม เพราะแอมป์ตัวเดียว :black_eye


ออฟไลน์ ตั้งไข่

  • Superstar....
  • *****
  • กระทู้: 20,033
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • Keane and Ken's Daddy
    • FotoCoffeeS.com
Re: class ของ amp. ครับ
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 15 มกราคม, 2006, 04:47:35 AM »
ไม่อยากหมดตรูด ต้องยึดนโยบาย "น้ำเต็มแก้ว" กับ "กบในกะลา"

"ไฟบางทีก็ดับด้วยน้ำไม่ได้ ต้องใช้ระเบิดโยน" by pop2000

ของพี่ๆเขา เพราะลำโพงคู่เดียว ส่วนของผม เพราะแอมป์ตัวเดียว :black_eye


ออฟไลน์ ดาวเหนือ

  • Norts Star
  • Superstar...
  • ****
  • กระทู้: 9,630
  • Total likes: 0
  • เพศ: ชาย
  • จะคิดถึงตัวเราใย. . . . . . . . จะต้องตายทุกคนไป
Re: class ของ amp. ครับ
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 15 มกราคม, 2006, 12:23:30 PM »
ที่บอกว่า amp class A,AB,C,D
class A คือ เสียงดี สุด
class D คือ เสียงแย่ สุด  (แต่ส่วนใหญ่เห็นใช้ขับ SUB)
หรือว่ายังไงเหรอครับ class เขาแบ่งเพื่ออะไร ต่างกันอย่างไรครับ

class เขาแบ่งเพื่ออะไร ต่างกันอย่างไรครับ....?

หลักๆของการแบ่ง class คือ...แบ่งวิธีการออกแบบ/ตั้งค่าการทำงานของวงจรครับ ซึ่งเพื่อนๆท่านอื่นอธิบายไปแล้ว


อ้างถึง
class A คือ เสียงดี สุด
class D คือ เสียงแย่ สุด 


อันนี้ไม่จำเป็นครับ...ถ้าเทียบกับ class A VS class D ผมว่าห่างกันไป ทั้งการออกแบบ การทำงาน งบประมาณ
แต่ถ้าเทียบ class A VS class AB หรือ class B จะเห็นว่าเครื่องที่ออกแบบด้วยหลักการของ class AB หรือ class B บางเครื่องให้เสียงได้ถูกใจเรามากกว่าก็ได้ ผมว่าเสียงดีไม่ดีอยู่ที่ ผู้ออกแบบ ต้นทุนของเครื่องที่เขาตั้งใจทำขึ้นมาในตลาดใดบน - กลาง - ล่าง และชุดเครื่องเสียงของเราด้วย (ถ้าที่บ้านคุณมีลำโพงความไวต่ำ กินW มาก...แน่นอนว่า Amp class A กำลังขับ 30W อาจจะร้องเพลงไม่ได้เรื่องก็ได้ ^-^)

สมมุติว่าผมมีเนื้อสันในชั้นดีนำเข้ามาจากอเมริกา แล้วเอามาทำอาหาร แข่งกับพ่อครัวฝี่มือเยียมจากโรงแรม 5 ดาว แต่ใช้เนือวัวจากในประเทศ....คุณว่าใครจะทำอาหารอร่อย(แบบที่ทุกคนยอมรับ)มากกว่ากัน ^-^

ดังนั้นclass ไม่ใช่ตัวบงชี้ทั้งหมด....แต่แน่นอนว่าส่วนใหญ่ Amp class A ที่มีอยู่ในตลาดจะป็นรุ่นสูงสุด หรือรุ่นพิเศษที่แต่ละยี่ห้อตั้งใจทำขึ้นมา เพราะต้นทุนของ Amp class A จะสูงกว่า class อื่นๆ

(ต้นทุนที่สูงที่สุดใน Amp ทรานซิสเตอร์เครื่องหนึ่งๆ(ไม่รวมวัสดุตกแต่งหน้าตาภายนอกนะครับ)...นั้นคือภาคจ่ายไฟ และการที่ class A ต้องทำงาน 100% ตลอดเวลาจึงต้องออกแบบภาคจ่ายไฟที่ใหญ่มากยิ่งขึ้น)

ในทาง Econ ถือว่า class A มีประสิทธิภาพต่ำที่สุด....คือใช้พลังงานมาก ให้กำลังน้อย พลังงานส่วนใหญ่เสียเป็นความร้อนหมดครับ


แต่ว่าก็ว่าไปเสียยาว...ผมก็ใช้ Amp class A  ;D
Speakers : AKG K-7XX , NHT Super Zero
Amp : Burson Soloist , Poem
Source : marantz CD-63mkII KI , TEAC R-5