ห้องสบายๆ... > มุม พักผ่อน (relax)

" หยิบหนังมาคุย "

(1/5) > >>

kirati:
 
         
        หนังที่ผมชอบชอบส่วนมากนอกจากเนื้อเรื่องที่ถูกใจแล้ว หนังต้องมีบทสนทนาที่ดีถูกใจด้วย  ผมว่ามันทำให้หนังชวนดูชวนติดตาม  เข้าถึงตัวละครได้ง่ายอย่างไม่รู้ตัว   ยิ่งเสริมการแสดงของตัวละครที่แสดงได้ดีอยู่แล้ว  ยิ่งทำให้คนดูรู้สึกคล้อยตาม  มีความน่าเชื่อถือในตัวละครนั้นมากขึ้น อย่างหนังจีนที่ขอบทั้งเนื้อเรื่องและบทสนทนา " Infernal Affairs " หรือแม้กระทั่ง ..อย่างง่ายๆเช่นหนังแอ๊คชั่นคู่หูตลกๆดูง่ายๆหนังดังภาคต่อหลายภาคสมัยก่อนอย่าง Lethal Weapon  ผมว่าก็ดูสนุกสมจริงเวลาพูดคุยกัน หยอกล้อกัน ดูเป็นธรรมชาติ เหมือนเป็นคู่หูที่อยู่กันมานานจริงๆ ตัวละครพูดมากน่ารำคาญ ก็แสดงและพูดได้ทั้งตลกและน่ารำคาญจริงๆ  หรือยกตัวอย่างบทสนทนาห่วยๆ ก็จะออกแนวพวกแรมโบ้ภาคหลังๆ  ฟังบทสนทนาแล้ว ก็มักจะเป็นคำพูดออกแนวขี้โม้ ยกตัวเอง  ซึ่งถ้าไม่นับกับฉากแอ็คชั่นที่ลงทุนก็ฟังดูเหมือนหนังเกรดบีทั่วๆไป 

         ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังใหญ่ดราม่าหนัก หนังแทบทุกแนวต้องใช้บทสนทนาที่ดีจะช่วยหนังเป็นอย่างมาก ยิ่งซีรีย์นี่หลายเรื่องเต็มไปด้วยบทสนทนาที่ดี  อย่างgood doctor, criminal minds ซีรียสุดโปรด game of throne หรือ three Kingdom 2010 หรือแม้แต่ละครไทยสุดฮิตแห่งปีที่พึ่งมีโอกาสได้ชมไปไม่นาน บุพเพสันนิวาส ( แม้การตัดต่อจะทำให้ใจความต่าง ไม่ต่อเนื่อง งงๆอยู่บ้าง )

       

       หนังLaw abiding citizeเรื่องนีก็เช่นกันหากขาดบทสนทนา ที่ดี  คงไม่สนุกเท่านี้   คำพูดเชือดฉือนคมกัน ระหว่าง  นิค ไรท์กับไคน์ เชลตัน  ทำได้ดี ทำให้เรื่องสมบูรณ์แบบที่มันต้องเป็น
                             
                                       
                                     

                                     

kirati:
 
       ตัวหนังทำได้ดี  กระตุกคนดูได้หลายฉากอย่างสะใจ  ไม่ว่าจะเป็นฉาก รอบยิงด้วยเครื่องมือจักรกลที่สุสานอันนี้อย่างเหนือชั้น ..   ที่ผมชอบคือฉากที่ไคน์ด่ากราดฉีกหน้าผู้พิพากษากลางศาลที่จะยอมปล่อยตัวเขาไปโดยง่ายแค่คำพูดของเขาไม่กี่คำ   ฉากระเบิดสมองผู้พิพากษาต่อหน้าอัยการรัฐ กระตุกได้ดีมากในฉากนี้  และฉากระเบิดสังหารกลุ่มพนักงานอัยการทั้งกลุ่มเพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังเจอกับของจริงขนาดไหน   

       แต่ก็น่าเสียดายและไม่ถูกใจเหมือนกันที่ตอนจบ ดูเหมือนคนทำหนังดูยังไว้หน้าระบบยุติธรรมอยู่บ้าง  เลยไม่ค่อยถึงเท่าไหรนักเพราะดูแล้วปูมาตั้งแต่ต้น ระดับม้นสมองคนละเบอร์  เหมือนทำหนังใจไม่ถึงเล่นทริลเลอร์ไม่สุด  ในตอนจบเลยออกธรรมดาลดความสนุกไปไม่น้อยสำหรับผม

       ถ้าเล่นเป็น ได้สุดๆนี่ ผมว่าต้องแบบ 7  "เจ็ดข้อต้องฆ่า"  นี่เลย นัวร์จนสุด ตอนจบดำดิ่งสู่บาปแบบไม่อาจฝืนใจถอนตัวจากบาปได้ของพระเอกแบรดพิท โดนๆ

kirati:
        ผ่านไป10 ปี  หนังไม่ลืมที่จะเสนอมุมมองนี้ผ่านความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานของนิค ไรท์  เมื่อผ่านมาอีก10ปี   มีซีนนึงที่ลูกน้องสาวหรือเรียกว่าลูกศิษย์มือดีที่เดินตามจนเติบโตแข็งเกร่งขึ้นตามด้วยกัน  ย้อนถามคำถามที่กังขาในใจเมื่อถูกเล่นงานจากไคน์จนรวนทั้งกระบวนการ  ว่า” ที่ผ่านมาเราทำถูกต้องแล้วจริงๆหรือ “  แต่นั่นก็สายเกินไปเสียแล้วสำหรับเธอ

                             
                               

                               

                               

kirati:
     
             หากเหตุการนี้เกิดขึ้นกับนายหมี นายหมา  คงไม่นับมีค่ากระไร  แต่ดันมาเกิดกับ ไคน์ เชตัน  ที่รับบทโดย เจอราด บัตเลอร์ อัฉริยะสังหารสมองเพชร ของCIA คนนี้  ระบบยุติธรรมเลยต้องได้รับบทเรียนชดใช้ให้กับระบบที่อ่อนแอของตัวเองอย่างสาหัสสากรรจ

             ฆาตกรตัวร้ายฆ่าลูกเมียของไคน์ไม่ได้มีความหมายมากมายอีกต่อไป  แต่เป็นตัวระบบยุติธรรมทั้งระบบต่างหากที่ไคน์จะเปิดสงครามด้วย

                                 

kirati:
          นิค ไรท์ อัยการรัฐมือดี ที่รับบทโดย เจมี่ ฟอกส์ จับคดีฆ่าเมียและลูกครอบครัว เชลตัน  ยอมตกลงอ่อนข้อต่อรองกับอาชญากรเพื่อให้สารภาพและรับโทษน้อยลง  เลือกสร้างผลงานให้ตัวเองมากกว่าจะดึงดันสู้เอาผิดคนร้ายให้ถึงที่สุด(เพราะมีโอกาสแพ้ความเหมือนกัน) ตามคำเรียกร้องของ ไคน์  เซลตัน ผู้เป็นสามีและพ่อที่รอดชีวิตมาในอาชญากรรมครั้งนั้น

         
         ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ไคน์สิ้นสุดความอดทนต้องตัดสินใจต้องจัดการกับระบบยุติธรรมนี้   คือภาพอัยการรัฐไปจับมือกับฆาตกรตัวจริงที่หน้าศาล   ไม่ว่าจะจำยอมหรือไม่ก็ตาม

                             

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

Go to full version