ผู้เขียน หัวข้อ: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008  (อ่าน 255722 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #694 เมื่อ: 16 พฤษภาคม, 2017, 09:53:20 PM »
ไฟล์ฟอร์แมต AAC นี่ผมเคย convert มาเก็บไว้ตอนซื้อ  iPod nano มาใหม่ๆ gen 3 เลยนะครับ ยังใช้อยู่เลย พอใช้มาหลายปี จะเอาเพลงออกมาใส่ device อื่นๆ มันไม่ยอมซะนี่ ผมก็เลิกไป
ก่อนหน้านั้นผมใช้ sony HD5 รึไงนี่แหละ เครื่องเล่นขนาด 20 GB ผมใส่ไฟล์ฟอแมต ATRAC3 อันนี้ก็ย้ายไฟล์ออกมาไม่ได้อีก เซ็งมาก
ตอนนี้หายเซ็ง ปล่อยวางเครื่องเล่นเก่าๆแล้ว


มาฟัง TT กันครับคุณหมอ  :yahoo

กลัวมากเลยยยยย
ไม่เคยฟังครับ
และไม่ลองโดยเด็ดขาด กลัวผีเข้าแล้วได้เสียตังค์ครับ

เทคโนโลยีของ source จะไปไกลแค่ไหน
ผมก็ยังใช้แอมพ์ 6sl7 + 2A3
สายลำโพงทำเอง ลวดอาบน้ำยา และลำโพง DIY ครับ


ุชุดแบบนี้แหล่ะครับ ฟัง TT ได้เพลินแท้ดีนักครับ
Simple is my Way

ออฟไลน์ หมีหมอเหม็ด

  • ศรัทธา หรือเหตุผล
  • ***
  • กระทู้: 230
  • เพศ: ชาย
  • หยุดเล่นหลอดชั่วคราวคร้าบ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #693 เมื่อ: 16 พฤษภาคม, 2017, 03:10:18 PM »
ไฟล์ฟอร์แมต AAC นี่ผมเคย convert มาเก็บไว้ตอนซื้อ  iPod nano มาใหม่ๆ gen 3 เลยนะครับ ยังใช้อยู่เลย พอใช้มาหลายปี จะเอาเพลงออกมาใส่ device อื่นๆ มันไม่ยอมซะนี่ ผมก็เลิกไป
ก่อนหน้านั้นผมใช้ sony HD5 รึไงนี่แหละ เครื่องเล่นขนาด 20 GB ผมใส่ไฟล์ฟอแมต ATRAC3 อันนี้ก็ย้ายไฟล์ออกมาไม่ได้อีก เซ็งมาก
ตอนนี้หายเซ็ง ปล่อยวางเครื่องเล่นเก่าๆแล้ว


มาฟัง TT กันครับคุณหมอ  :yahoo

กลัวมากเลยยยยย
ไม่เคยฟังครับ
และไม่ลองโดยเด็ดขาด กลัวผีเข้าแล้วได้เสียตังค์ครับ

เทคโนโลยีของ source จะไปไกลแค่ไหน
ผมก็ยังใช้แอมพ์ 6sl7 + 2A3
สายลำโพงทำเอง ลวดอาบน้ำยา และลำโพง DIY ครับ
นพ.พีระวงษ์ วีรารักษ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
รพ.ศิริราช เขตบางกอกน้อย
กทม. 10700

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #692 เมื่อ: 14 พฤษภาคม, 2017, 08:35:16 PM »
ไฟล์ฟอร์แมต AAC นี่ผมเคย convert มาเก็บไว้ตอนซื้อ  iPod nano มาใหม่ๆ gen 3 เลยนะครับ ยังใช้อยู่เลย พอใช้มาหลายปี จะเอาเพลงออกมาใส่ device อื่นๆ มันไม่ยอมซะนี่ ผมก็เลิกไป
ก่อนหน้านั้นผมใช้ sony HD5 รึไงนี่แหละ เครื่องเล่นขนาด 20 GB ผมใส่ไฟล์ฟอแมต ATRAC3 อันนี้ก็ย้ายไฟล์ออกมาไม่ได้อีก เซ็งมาก
ตอนนี้หายเซ็ง ปล่อยวางเครื่องเล่นเก่าๆแล้ว


มาฟัง TT กันครับคุณหมอ  :yahoo
Simple is my Way

ออฟไลน์ หมีหมอเหม็ด

  • ศรัทธา หรือเหตุผล
  • ***
  • กระทู้: 230
  • เพศ: ชาย
  • หยุดเล่นหลอดชั่วคราวคร้าบ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #691 เมื่อ: 14 พฤษภาคม, 2017, 04:48:57 PM »
ไฟล์ฟอร์แมต AAC นี่ผมเคย convert มาเก็บไว้ตอนซื้อ  iPod nano มาใหม่ๆ gen 3 เลยนะครับ ยังใช้อยู่เลย พอใช้มาหลายปี จะเอาเพลงออกมาใส่ device อื่นๆ มันไม่ยอมซะนี่ ผมก็เลิกไป
ก่อนหน้านั้นผมใช้ sony HD5 รึไงนี่แหละ เครื่องเล่นขนาด 20 GB ผมใส่ไฟล์ฟอแมต ATRAC3 อันนี้ก็ย้ายไฟล์ออกมาไม่ได้อีก เซ็งมาก
ตอนนี้หายเซ็ง ปล่อยวางเครื่องเล่นเก่าๆแล้ว
นพ.พีระวงษ์ วีรารักษ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
รพ.ศิริราช เขตบางกอกน้อย
กทม. 10700

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #690 เมื่อ: 14 พฤษภาคม, 2017, 01:02:48 PM »
ช่าว MP3 จริงๆไม่ได้สำคัญหรอกครับ ผมไม่ได้ฟัง  MP3 สำคัญตรงที่ AAC เป็นที่รู้จักมากขึ้นมากกว่าครับ
แสดงว่ามีผู้คนซื้อเพลงจาก Apple จนไฟล์นี้เป็นที่รู้จัก ย้อนไปหลายปีก่อน ไม่มีใครรู้จักเลย ผมต้องอธิบายปากเปียกปากแฉะ
แต่ข่าวสำคัญจริงๆคือในภาพมากกว่านะครับ ของวง Gun’n Rose ได้เห็นความก้าวหน้าทางดนตรีที่ควบคู่ไปกับเทคโนโลยี


ช่วงนี้งานยุ่งหน่อยครับ พอดีทดสอบจัดแสงแบบใหม่ ก็ได้ภาพประมาณนี้


ตัวนี้คือ Leica M6 LHSA รุ่นพิเศษ โลโก้ดำ


พื้นและฉากหลัง เป็นวัสดุคนละอย่าง ผมก็เดินเทียบสีไปจนได้โทนที่เหมือนกันเป๊ะ และก็ต้องมีอุปกรณ์จัดการกับบรรดาแสงสะท้อนทั้งหลายครับ
ถ่ายด้วยเลนส์ Rodenstock ที่มีชิ้นเลนส์ APO ที่แก้ความคลาสสีได้ และให้สีได้ตรงตามต้นฉบับเป๊ะ ก็จบเงานกันไปอีก 1 อาทิตย์

แถม
เจ้ากล้อง Leica รุ่น M2, M3, M6, MP ก็ขายดีมากๆ ราคาก็มีแต่ขึ้น เพราะช่วงนี้การภ่ายภาพ Street กำลังฮิตมากๆ
Leica M ทำให้ช่างภาพสามารถเดินเข้าในชุมชนและยกกล้องขึ้นมาได้รวดเร็ว รวมถึงการถ่ายแบบ Hyperfocal distancel
(ถ่ายที่ประมาณ F11 กับเลนส์ 35mm) ที่รวดเร็วกว่าการใช้กล้องแบบ Auto Focus เสียอีก


ให้ดูภาพตอนทำโปรเจคใน Final Cut Pro X



การทำงานบน Project และการวางภาพ Insert รวมถึงเพลงประกอบที่เป็นแถบเขียวด้านล่างที่ผมวางไว้ซิงค์กับภาพ ก็น่าจะเข้าใจได้ถึงการทำงานแบบ Isochronus ครับ เวลาผมกดพรีวิวเพื่อขยับภาพ Insert ก็จะเกิดการทำงานแบบ Real Time อ่านข้อมูลจาก HDD Thunderbolt มาพรีวิวบนหน้าจอ Macbook Pro ซึ่งจริงๆ HDD แบบ USB ก็ส่งสัญญาณแบบ Isochronus ได้ มันจะกินกำลัง CPU มาก

Isochronous transfer, on the other hand, is broadcast in a one-to-many or one-to-one manner. Before a node begins to send or receive isochronous data, it requests a particular amount of bandwidth and one or more isochronous channels. A channel can have one transmitter of data (or talker) and any number of receivers (or listeners). Isochronous transfers do not allow for error-checking or retransmission but they do deliver data at a constant, real-time rate. If you’re sending time-critical, error-tolerant data, such as a video stream, isochronous transfers are preferable.
จาก https://developer.apple.com/library/content/documentation/DeviceDrivers/Conceptual/WorkingWFireWireDI/FWDevOverview/FWDevOverview.html

USB : https://developer.apple.com/library/content/documentation/DeviceDrivers/Conceptual/USBBook/USBOverview/USBOverview.html

ออฟไลน์ หมีหมอเหม็ด

  • ศรัทธา หรือเหตุผล
  • ***
  • กระทู้: 230
  • เพศ: ชาย
  • หยุดเล่นหลอดชั่วคราวคร้าบ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #689 เมื่อ: 14 พฤษภาคม, 2017, 10:43:46 AM »
ผมอ่านเมื่อวานเลยครับ
ได้ความมาว่าเค้าเลิก licensing
และให้ความเห็นว่าไฟล์พวกนี้ย่อขนาดลงมาเล็กลงแล้ว
AAC มีข้อดีและใช้ได้หลากหลาย

ผมไม่ได้กลับไปอ่านซ้ำนะครับ
อ่านแล้วผมก็ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนกับไฟล์ MP3 MP4 ที่ผมมีอยู่

ผมไม่เก่งอังกฤษครับ
ตอนที่พิมพ์นี่ก็นั่งเรียนภาษาอยู่ครับ
นพ.พีระวงษ์ วีรารักษ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
รพ.ศิริราช เขตบางกอกน้อย
กทม. 10700

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #688 เมื่อ: 13 พฤษภาคม, 2017, 09:23:48 PM »
อ่านข่าว แล้ว งง   ทำไม่ mp3 ถึงต้องตาย  ก็ยังใช้กันต่อไปได้ไม่ใช่หรอครับ

ตามข่าว ผู้คิดค้นชาวเยอรมันเค้าแค่บอก ยกเลิกการมี licensing ของ format นี้ เนื่องจาก เค้าไม่อยากต้องมา support ให้บริการตลอดชีพเค้า  เค้าเลยเลิก  รวมทั้งเหตุผลว่า มันมี format อืน ๆ ที่ดี ๆ ในปี 2017 เป็นต้นไป  หรือผมแปลความหมายผิดครับ  ภาษาปะกิตไม่เก่งซะด้วย รบกวนคุณหมอหมี ช่วยอธิบายหน่อยครับ
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #687 เมื่อ: 13 พฤษภาคม, 2017, 04:34:48 PM »
เตรียมเนื้อหาไว้ว่าจะโพส แต่เจอข่าวนี้ต้องขอนำมาขึ้นก่อนเลย ไม่เสียแรงเป็นชาวร๊อค



จาก https://www.facebook.com/apogee.electronics
มีภาพเครื่อง Audio mastering มากมาย

จริงๆคนที่แนะนำผมหลังจากผมเดินไปถามตั้งแต่สมัย Firewire ก็เป็นชาวร๊อค (ตอนนั้นมีแต่ M-Audio Firewire Audiophile ใช้มาหลายปี ได้เวลาเปลี่ยนครับ)
ผม : ผมจะหาซื้อ Firewire Interface สักตัวครับ
ชาวร๊อค : เอาไปฟังเพลงอย่างเดียวใช่ป่าว (เขารู้อยู่แล้วว่าผมไม่ได้เล่นดนตรี)
ผม : ครับ ฟังเพลงอย่างเดียว
ชาวร๊อค : ตังถึงก็ Apogee เสียงมันกว้าง ความถี่ครบ เหมาะกับการฟังเพลง แต่อยากได้เบสหนักหน่วงก็ MOTU งบน้อยลงมาก็ Focusrite ฟังเนียน
ผม : รับทราบครับ (หลังจากนั้นก็ไปลองถามนักดนตรีท่านอื่นๆเลือกท่านที่บันทึกเสียงและ Mix เพลงเองโดยเฉพาะ ก็ได้คำตอบเหมือนกัน)

แต่ก็ได้ลูกค้าที่ Poem ตัดหน้า ไปซื้อ MOTU Ultralite MKIII Hybridge ที่มีทัี้งพอร์ท USB และ Firewire ในเครื่องเดียวกัน มาทดสอบเสียงเปรียบเทียบจนหายสงสัย
หลังจากนีั้น พี่เจ้าของเครื่อง MOTU Ultralite MKIII Hybridge ก็กรุณาขายเครื่องต่อให้ผมถูกๆ และไปซื้อ Apogee Ensenble Firewire
ซึ่งเสียงจากเครือ่งนี้ เรียกว่าเป็นเครื่องครูเลยทีเดียว เพราะเสียงกว้าง และยอดเยี่ยมในทุกความถี่ (ฟังแบบไม่ได้วัดที่ความชอบหรือไม่ชอบ บรรดาแผนที่เคยฟังว่า
เบสพร่ามัว เจ้า Apogee เล่นแล้วออกมาเป็นตัว แยกระดับความถี่ชัดเจน มีตำแหน่งอีกตะหาก แถมบาลานซ์ดี ไม่มีตีกันให้มั่วแม้แต่เพลงเดียว
เปิดแผ่นรูเบน กอนซาเลส ต้องร้องขุนพระ จะเป็นธรรมชาติอะไรขนาดนี้ ทำให้ MOTU Ultralite MKIII Hybridge ของผมนี่เรียกว่าเป็นทารกไปเลย
Apogee Ensenble Firewire ได้ทำให้ผมรู้จักกับ เสียงในระดับ Master (แต่ราคาเกินเอื้อม เลยต้องใช้ MOTU ต่อไป)

พอ Apogee ออกรุ่น Element ในราคาคนยากซื้อได้ ผมก็ไม่ลังเลที่จะขายอุปกรณ์ทุกสิ่งอย่างไปซื้อมาให้ได้ (เสียงก็แซงหน้า Firewire ไปเรียบร้อยครับ ตามยุค)
(และตอนนี้ต้องขายทุกสิ่งอย่าง มาจ่ายค่า Macbook Pro Touch Bar 15" เสียก่อน)

และเจอข่าวย่อยอีกอันครับ

MP3 is dead, long live AAC
https://www.engadget.com/2017/05/12/mp3-is-dead-long-live-aac/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 พฤษภาคม, 2017, 05:22:19 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ หมีหมอเหม็ด

  • ศรัทธา หรือเหตุผล
  • ***
  • กระทู้: 230
  • เพศ: ชาย
  • หยุดเล่นหลอดชั่วคราวคร้าบ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #686 เมื่อ: 13 พฤษภาคม, 2017, 02:10:14 PM »
ผมตามอ่านอย่างตั้งใจ
พยายามเข้าใขและคิดตาม
มาถึงตอนนี้มีวิทยากรหลายท่าน
เป็น panel discussion เลย
แบบนี้ audient ชอบ

ผู้ฟังอย่างผม ความรู้พื้นฐานน้อย
อยากให้บรรดาอาจารย์แต่ละท่าน
สรุปขมวดปมให้เข้าใจง่าย
เป็นระยะระยะนะครับ

หลังจากทฤษฎีสักช่วงหนึ่ง
ถ้ามีการแทรกด้วยการทดลองใช้งานจริง
แล้วตัดสินด้วยการฟัง
ว่าเสียงเพลงที่ได้แตกต่างกันอย่างไร
เมื่อได้เปลี่ยนตัวแปรต่างๆ
ก็จะช่วยให้ผู้ฟังผู้อ่าน
เข้าใจง่ายมากขึ้นครับ
แล้วอาจจะมีคนอ่านมาร่วมเป็น Panel เพิ่มขึ้น

นพ.พีระวงษ์ วีรารักษ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
รพ.ศิริราช เขตบางกอกน้อย
กทม. 10700

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 655
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #685 เมื่อ: 08 พฤษภาคม, 2017, 09:15:37 AM »
ผมมาช่วยสรุปครับ

คุณ GUNTAM มาเล่าประสบการณ์ การตัดต่อ video และ sound โดยให้ความเห็นว่า
  • อุปกรณ์ ตัดต่อ เอามาใช้ฟังเพลงได้
  • firewire (thunderbolt) spec ดีกว่า usb โดยให้ตัวอย่างเรื่อง clock
  • ให้ตัวอย่าง สาย usb ราคา $595 เทียบกัน firewire device
  • เล่าเรื่อง AIFF และให้ key word big endian (ส่วนรายละเอียด ของ big endian ไม่ได้ระบุไว้)
  • เล่าเรื่อง timestamp แต่ยังไม่ได้ระบุว่า timestamp ต่างจาก clock อย่างไร

ผมมาเล่าเรื่อง
  • digital transport ไม่ว่าจะเป็น format ไหน เช่น usb, firewire เมื่อนำมาใช้งาน audio listening สามารถตอบโจยท์การฟังเพลงได้
  • usb มี bandwidth เหลือเฟือ เราใช้มันไม่ถึงแค่ 2 -40% ของ spec เมื่อคิดในแบบแย่ๆเท่านั้น
  • clock ที่ใช้ในการส่งข้อมูล ไฟล์เสียง ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย สำหรับ audio listening (digital receiver chip จัดการมันได้ครับ)

ด้วยข้อมูลตอนนี้ ผมเห็นว่าท่านอื่่นน่าจะมีข้อมูลเพียงพอแล้ว ในการตัดสินใจ ว่าจะใช้อุปกรณ์ อะไร ในการเลือก อุปกรณ์ สำหรับ ฟังเพลง หรือ สำหรับ ทำ video editing ครับ

สำหรับท่านที่จะใช้ไฟล์ AIFF บน Mac OSX ผมแนะนำให้ ลอง google เรื่อง AIFF-C ไม่อยากให้ใช้งานโดยไม่รู้คุณสมบัติของมันครับ

เรื่อง timestamp ถ้าท่านอื่นสนใจลองไปค้น Broadcast extension (BEXT) ดูครับ ผมเห็นด้วยกับคุณ GUNTAM ว่ามันเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับ video/sound editing ซึ่่งผมไม่ได้ใช้มัน หรื่อมี device ที่ใช้มันในการฟังเพลงเลย เท่าทีจะแนะนำได้คื่อไม่เกียวกับ word clock ครับ

งบหรือความชอบเป็นเรื่องส่วนบุคคล ผมไม่ขอกล่าวถึง แต่ข้อมูลสำหรับ informed decision เรามาแชร์กันได้ครับ

เรื่อง google มีทั้งข้อดีและข้อเสีย มันทำให้เราไม่จำเป็น ต้องรอข้อมูลจากใคร ไม่ต้องรบกวนใคร เสียตังค่าไฟ ไม่ก็บาทก็ค้นได้ครับ จะเชื่อมันหรื่อเปล่าเป็นเรื่่องของแต่ละท่านครับ

ออฟไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,451
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #684 เมื่อ: 08 พฤษภาคม, 2017, 05:42:15 AM »
UFX+ ทำงานได้เหนือกว่าไม่ใช่หรือครับ ส่งได้ถึง 188 Channel รุ่น UFX II ได้ 60 Channel
และยังมี MADIface XT ที่เป็น USB3 ออกมาด้วย

แต่ถ้าเอาเรื่องคุณภาพเสียง ผมว่ายี่ห้อนี้ดีกว่านะครับ



ถ้าจะคุยกันคนละเรื่องเดียวกันเสียแล้วซิ

ประเด็นที่ผมอ้างอิง RME และแสดงรูปภาพขึ้นมาประกอบ หมายถึงว่า
ทุกวันนี้ในระบบเสียงเทคโนโลยี่มันเท่าทันกันหมดนะครับ
ไม่ว่าค่ายจากฝั่งอเมริกา เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศษ

เมื่อเท็คโนโลยีมันรู้ทันกัน มันก็ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ ขึ้นอยู่กับปรัชญาในการทำงาน ในการสร้างผลิตภัณฑ์ขายให้ผู้บริโภค
โดยส่วนตัวผมมองว่า อเมริกา สินค้าผลิตขายอิงอยู่กับการช่วงชิงตลาด อิงอยู่กับการรักษาราคาหุ้นในตลาด
ตรงๆ คือฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค
เห็นชัดๆ คือ แอปเปิ้ล ตั้งแต่ยุคแรกนวัตกรรมหลายอย่างขโมยเขามา ซื้อเขามาขายแพงเฉย
จุดนี้ผมมองว่าเยอรมันเขาเที่ยงธรรมกับผู้บริโภคมากกว่า

ที่บอกว่า orpheus เสียงดีกว่า RME ผมไม่ขอเอ่ยถึงละกัน เนื่องจากผมมิได้พูดถึง หรือถกปัญหาเรื่องของเสียงว่าใครดีกว่าใคร
แต่กระซิบนิดหนึ่งว่า Orpheus ที่ว่ามา เขาเน้นไปที่การบันทึกเสียงไม่ใช่หรือ เขามิได้สร้างมาเพื่อฟังเพลงนี่

ประเด็นต่อมา การซื้อหาอุปกรณ์มาใช้งานให้ได้ตามคอนเซ็พท์ ผมมองว่าไม่จำเป็นต้องซื้อหาเท็คโนโลยี่ ล้ำสุด_ล่าสุด
การทำงาน เขาดูผลงานที่กลั่นจากมันสมองคนว่ามีกึ๋นระดับไหน และไม่จำเป็นที่คนทำงานต้องแสวงหา เครื่องต่างๆ มาทดสอบ
ทั้งนี้คนที่ทำงานเขาใช้มันสมองทำงาน เขารู้ดีว่าเครื่องอะไรพอเพียง หรือเหลือๆ สำหรับงานของเขา

แหมคำที่ว่า มีเงินมีทองต้องไปซื้อหาของมาทดสอบนี่ ผมว่าเป็นคำพูดที่ไม่เหมาะไม่ควรเลยนะครับ

ยกตัวอย่างทุกวันนี้ผมฟังเพลงจากยูทูบ 99% ฟังด้วยความพอใจ สิ่งที่ตามมาคือความสุขเบิกบาน
แม้ว่าเสียงเพลงที่รับรู้ มันไม่ถึงระดับความเป็นดนตรีสูง 
เช่นจะเอาเรื่อง Tonal balance , Sound Stage , Dynamic บ่มิได้ดอกครับ

ทว่าผมซึมซับรับรัู้ว่าแต่ละเพลงนั้นๆ มันขาดอะไร
เช่นเรื่องเวทีเสียงผมฟังออกทันทีวา เสียงร้องดูเหมือนคุกเข่าร้องเพลง ไม่ใช่ยืนร้องอยู่บนเวที
หรือแม้แต่ฟังเสียงเปียโนมันออกทางลำโพงด้านขวา ซึ่งผิดตำแหน่ง เพราะตำแหน่งเปียในจะอยู่ด้านซ้ายของเวที
นักเปียโนจะหันหน้าข้างขวาเล่นเปียโนให้ผู้ชมฟัง เป็นต้น


ดูจากภาพที่คุณให้มา ในเรื่องของเสียงนั้นมันไม่ซับซ้อนดอกครับ 20 -30 ปีก่อนผมก็ทำจากซาวด์การ์ดบลาสเตอร์ราคาไม่กี่สลึง
และคนทำเพลงหลายคนก็ทำส่งเดโมหาเลี้ยงชีพมานมนานลูกจบปริญญาแล้ว
Wave File ที่ทำงานแต่ละแทร๊คหลายๆ แทร๊คนั่น ทำงานบนฮาร์ดดีส จะมิกซ์ จะแก้ไข
ผมว่า มันไม่เกี่ยวกับ word clock นะครับ
เพราะ word clock มันใช้แก้ปัญหาในเรื่องเวลาในการแปลงระหว่าง อนาล็อกไปดิจิตอล และคอนเวิร์ทจากดิจิตอลมาเป็นอนาล็อก
ช่วงเวลาที่คอนเวิร์ทนี่ตะหากที่ทำให้เวลามันเหลือมกัน ซาวด์การ๋ดทุกตัวมันก็มี word clock ติดมา ต่างกันที่ถูกแพงเท่านั้น

อย่างไรก็ตามผมอาจล้าสมัยก็เป็นได้ เพราะ  clock (ไม่ใช่ Word clock) ตัวเดียวที่คุณว่ามา
มันมาควบคุมทำงานเพลง ว่าแต่เรื่องการมิกซ์ การอีคิวความถี่่ไปซะแล้วหรือ
ยกตัวอย่างผมจะอีคิวเสียงดนตรีที่มีความถี่เดียวกับเสียงร้อง ซึ่งทำให้เสียงร้องมัว
โดยลดหรือเพิ่มความถี่เสียงดนตรีชิ้นนั้นออกไปนิดหนึ่ง เพื่อให้เสียงร้องชัดเจนขึ้น
มันต้องพึ่งพา clock อะไรนั่นด้วยหรือครับ

ส่วนเรื่องการตัดต่อภาพ ตัดชนกันแค่เลเยอร์เดียวมันระดับอนุบาล
ต้องตัดทีเป็น10 เลเยอร์ ทั้งภาพและเสียงค่อยว่ากันอีกที
ซึ่งทุกวันนี้โปรแกรมตัดต่อทุกโปรแกรมทั้งฝั่ง PC , Mac สามารถสนองตอบได้เท่าเทียมกันอยู่แล้วครับ

ทิ้งท้ายนิดหนึ่งว่า การสัมนา หมายถึงการตั้งหัวข้อขึ้นมาอภิปรายเพื่อหาข้อสรุป
เมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจน มีที่มาที่ไป มีเหตุผล เป็นที่ยอมรับก็ยุติ
ส่วนคนใดคนหนึ่งจะนำไปใช้ หรือไม่นำไปใช้ เป็นอีกเรื่องครับ

เพียงแต่คุณประโยนช์นั้นย่อมบังเกิดขึ้นในสังคมโดยรวม
ที่สำคัญมันทำให้บ้าน htg2 กลายเป็นแหล่งความรู้ที่ทรงคุณค่าในทางวิชาความรู้ อ้างอิงได้ครับ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 พฤษภาคม, 2017, 06:20:06 AM โดย Malako »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #683 เมื่อ: 07 พฤษภาคม, 2017, 11:48:36 PM »
แสดงว่ายังไม่เข้าใจการทำงาน ผมไม่ได้บอกว่า ไม่ใช่ clock ในการควบคุมการทำงาน แต่ในการส่งข้อมูลขอ firewire ไม่ต้องใช้ clock เพราะมันเป็น isochronous  มันใช้ เวลาที่กำหนด เป็นตัวควบคุมการรับส่งข้อมูล เพราะฉะนั้น clock ไม่ได้เกี่ยวกับการรับส่งข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น แต่ใช้ในการถอดโค้ดหลังจากรับส่งแล้ว

๕๕๕ เพิ่งรู้ว่าเราพึ่งพา google มากเกินไปในการใช้งาน ขอบคุณมากครับที่เตือน
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #682 เมื่อ: 07 พฤษภาคม, 2017, 04:47:14 PM »
เสริมน้า Goda  ครับ ถ้าอ่านศึกษาลงไป อย่าง firewire ที่ส่งแบบ isochronous มันไม่ได้ต้องการ clock ในการควบคุมการส่งเลยนะครับ เพราะมันใช้ interval time เป็นตัวกำหนด เพื่อให้ data มันส่งได้ในเวลาที่กำหนดซึ่งเหมาะกับ audio/video transmission  ส่วนการควบคุม clock เพื่อถอด data มันเกิดจากอุปกรณ์แต่ละชิ้นที่จะสร้างและถอด clock เอง ไม่เกี่ยวกับตอนส่งข้อมูลเลยนะครับ ไม่รู้อ่านตำรา IEEE1934 เดียวกันหรือเปล่า

รออ่านคำตอบคำถามของน้า Goda ด้วยครับ ผมจะได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นด้วยครับ  :yahoo

คนละตำราแล้วคร้บ55 เพราะเวลาตัดต่อ มันต้องยิง Clock ประกบตลอด เพราะมีการตรวจสอบความถูกต้องของสัญญาณตลอดการส่ง (ส่งกันเป็นชั่วโมงๆ)
ในสายถึงมีเส้นสัญญาณนาฬิกาวิ่งมาด้วย 1 คู่ไงครับ

ดูภาพนี้ก็น่าจะเข้าใจนะครับ ผมแปลงข้อมูลเมื่อคืน



แต่สุดท้ายก็ เอาข้อมูลมาเขียนไปเขียนมา ไม่เห็นมีใครลงมือทดสอบด้วยตนเองสักท่านเลยครับ ถ้ามีเงินซื้อสาย USB เส้นละหมื่นกว่าบาท (เรียกว่ามีเงินระดับมหาเศรษฐี)
ก็น่าจะลงทุนหาอุปกรณ์มาทดสอบกันบ้างนะครับ ชีวิตที่พึ่งพากูเกิลล้วนๆ มันไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่หรอกครับ


ต่อมาเรื่องพอร์ทรับส่งสัยญาณทางดิจิตอล

มาดูทางฝั่งเยอรมันซึ่งเราๆ ท่านๆ ก็ทราบดีว่า
ไม่น้อยหน้าหรืออาจเหนือกว่าในเรื่องเทคโนโลยี่เรื่องเสียง ไม่ว่าของชาติใดในโลก

RME นั้นชื่อเสียงย่อมไม่เป็นรองใคร
แต่สินค้าด้าน Digital Audio ของ RME ตั้งแต่รุ่นเรือธงลงมา ใช้ USB 2.0
ไม่เว้นแม้แต่ External Word clock รุ่น WCM Mk II



จากประสบการณ์ในการฟังเพลงของผมมันทำให้เห็นสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า

ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงในระบบ เสียงที่ได้ออกมาเปลี่ยนทุกครั้ง ดีกว่า หรือด้อยกว่า เป็นเรื่องของหูแต่ละคน
อย่างไรก็ตาม ผู้คนจำนวนมาก มักจะเชื่อง่ายๆ ว่า มันไพเราะขึ้นเสมอ
จนฟังไปสักระยะหนึ่งถึงได้ค้นพบว่า อย่างน้อยมัน มีได้_มีเสีย จากของเก่า

ในหลายครั้งถึงกับโล๊ะของใหม่หันไปฟังแบบเดิมก็มี
ขณะเดียวกัน เมื่อถอดของใหม่ก็อาจถึงกับฟังเพลงไม่ได้เลย เช่นเรื่องของเส้นสาย และหรือแท่นวางรองเครื่อง
(บังเอิญผมสนุกกับเครื่อง PA ด้วยทำให้เห็น_ฟังได้ชัด ไม่ว่าจะเชื่อมต่อเครื่องซึ่งมีอยู่เต็มแร็คแบบไหน)

ต่ออีกนิด ในเรื่องของการตลาด บริษัทใหญ่ด้านระบบเสียงอย่าง Apogee ในรอบ 10 ปีที่ผ่าน
ถ้าสังเกตุ ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น มีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร เอาใจตลาดคนรุ่นใหม่มากขึ้น
เสียงที่ได้เปลี่ยนไปจนคนทำเพลงหันกลับไปใช้รุ่นเก่าก็มี

อันนี้ผมว่ามันเป็นเรื่องกำไรขาดทุนที่ผู้บริหารเขาตั้งใจวางนโยบาย
อาจรักษาเก้าอี้ เพราะมันมีผลต่อราคาหุ้น
ซึ่งถ้าเรามองโลกให้กว้างออกไปจากตัวเรา มีปัจจัยแทรกอยู่เสมอทุกในผลิตภัณฑ์ครับ

UFX+ ทำงานได้เหนือกว่าไม่ใช่หรือครับ ส่งได้ถึง 188 Channel รุ่น UFX II ได้ 60 Channel
และยังมี MADIface XT ที่เป็น USB3 ออกมาด้วย

แต่ถ้าเอาเรื่องคุณภาพเสียง ผมว่ายี่ห้อนี้ดีกว่านะครับ




 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 พฤษภาคม, 2017, 05:11:09 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #681 เมื่อ: 07 พฤษภาคม, 2017, 12:49:23 PM »
ลองอ่านบทความนี้ เผื่อเป็นองค์ประกอบการพิจารณาครับ ตรงบทสรุป
http://www.soundonsound.com/techniques/does-your-studio-need-digital-master-clock

เออ เครื่องใครที่มี BNC input ลองหา BNC terminator มาอุดนะครับ (ebay ตัวละ 50 บาท) ผลที่ได้เสียงสะอาดขึ้นเยอะเลยครับ
กับสายสัญญาน clock ถ้าเล่นได้เค้าว่า สายเงินล้วนเหมาะที่สุด แต่ก็หูของแต่ละท่านด้วยครับ อย่างผมไม่ชอบสายอะไรที่เป็นเงินล้วนเลย กลับชอบ สายทองแดง OCC มากกว่า

Simple is my Way

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 655
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #680 เมื่อ: 07 พฤษภาคม, 2017, 09:52:55 AM »
ขอบคุณ คุณ malako มากครับ ที่นำเรื่อง word clock เข้ามาแนะนำ

ใน pro equipment, จะ มีอุปกรณ์ จำเพาะที่ สร้าง clock เป็น reference ให้อุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งใช้ในการ sync อุปกรณ์หลายๆชิ้นให้ใช้ clock เดียวกันได้
(ถ้าท่านอื่นๆมาจากสาย computer network engineer คงพอจะอุปมาแบบกล้อมแกล้ม ว่า external word clock device ทำหน้าที่คล้าย time server --ntp--)

ซึ่งเท่าที่ผมทราบ word clock ใช้ coax (BNC) เป็นสายส่งผ่านสัญญาณ clock (และส่งเฉพาะ clock signal เท่านั้นไม่มี pcm data)

เป็นอุปกรณ์จำเป็นชิ้นหนึ่ง สำหรับ sound engineer ที่ต้องใช้หลาย device เลยครับ

นี่คงช่วยอธิบายความต่างของ ผู้บริโภคทั่วไป กับ "โปร" (ผมขอเรียกเป็น sound engineer ก็แล้วกัน)

ความต้องการของ sound engineer กับ ผู้บริโภค ทั่วไป ในความเห็นของผม คือ จำนวน แหล่งข้อมูลเสียง

ผู้บริโภคทั่วไป ก็แค่ฟังเสียงจากแหล่งข้อมูลเดียว ในขณะที่ sound engineer ต้อง "ใช้" แหล่งข้อมูลเสียงมากกว่าหนึ่ง

นีทำให้เรื่อง clock, synchronization ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของ ผู้บริโภคทั่วไปครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 พฤษภาคม, 2017, 10:03:58 AM โดย Goda Takeshi »

ออฟไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,451
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #679 เมื่อ: 07 พฤษภาคม, 2017, 06:14:25 AM »
ต่อมาเรื่องพอร์ทรับส่งสัยญาณทางดิจิตอล

มาดูทางฝั่งเยอรมันซึ่งเราๆ ท่านๆ ก็ทราบดีว่า
ไม่น้อยหน้าหรืออาจเหนือกว่าในเรื่องเทคโนโลยี่เรื่องเสียง ไม่ว่าของชาติใดในโลก

RME นั้นชื่อเสียงย่อมไม่เป็นรองใคร
แต่สินค้าด้าน Digital Audio ของ RME ตั้งแต่รุ่นเรือธงลงมา ใช้ USB 2.0
ไม่เว้นแม้แต่ External Word clock รุ่น WCM Mk II



จากประสบการณ์ในการฟังเพลงของผมมันทำให้เห็นสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า

ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงในระบบ เสียงที่ได้ออกมาเปลี่ยนทุกครั้ง ดีกว่า หรือด้อยกว่า เป็นเรื่องของหูแต่ละคน
อย่างไรก็ตาม ผู้คนจำนวนมาก มักจะเชื่อง่ายๆ ว่า มันไพเราะขึ้นเสมอ
จนฟังไปสักระยะหนึ่งถึงได้ค้นพบว่า อย่างน้อยมัน มีได้_มีเสีย จากของเก่า

ในหลายครั้งถึงกับโล๊ะของใหม่หันไปฟังแบบเดิมก็มี
ขณะเดียวกัน เมื่อถอดของใหม่ก็อาจถึงกับฟังเพลงไม่ได้เลย เช่นเรื่องของเส้นสาย และหรือแท่นวางรองเครื่อง
(บังเอิญผมสนุกกับเครื่อง PA ด้วยทำให้เห็น_ฟังได้ชัด ไม่ว่าจะเชื่อมต่อเครื่องซึ่งมีอยู่เต็มแร็คแบบไหน)

ต่ออีกนิด ในเรื่องของการตลาด บริษัทใหญ่ด้านระบบเสียงอย่าง Apogee ในรอบ 10 ปีที่ผ่าน
ถ้าสังเกตุ ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น มีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร เอาใจตลาดคนรุ่นใหม่มากขึ้น
เสียงที่ได้เปลี่ยนไปจนคนทำเพลงหันกลับไปใช้รุ่นเก่าก็มี

อันนี้ผมว่ามันเป็นเรื่องกำไรขาดทุนที่ผู้บริหารเขาตั้งใจวางนโยบาย
อาจรักษาเก้าอี้ เพราะมันมีผลต่อราคาหุ้น
ซึ่งถ้าเรามองโลกให้กว้างออกไปจากตัวเรา มีปัจจัยแทรกอยู่เสมอทุกในผลิตภัณฑ์ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 พฤษภาคม, 2017, 06:29:23 AM โดย Malako »

ออฟไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,451
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #678 เมื่อ: 07 พฤษภาคม, 2017, 05:36:54 AM »
อึมได้ความรู้เพิ่มขึ้นเยอะเลยครับ พลอยทำให้นักฟังเพลงมาชั่วชีวิตเพลิดเพลินขึ้น

มาดูเรื่อง Word clock กันครับเท่าที่รู้มาหรือจำเขามาอีกที
 
word  clock เป็นนาฬิกาดิจิตอล
ทำหน้าที่กำหนดค่าของเวลาในการรับ และส่งข้อมูลดิจิตอลตลอดเวลา 

การกำหนดค่าเวลาตลอดเวลาเพื่อกำกับ ตำแหน่งการรับส่งข้อมูล ทำให้เครื่องมือดิจิตอลทั้งระบบสามารถสื่อสารได้ตรงกัน
ที่เรียกว่า perfectlytimed ไม่เกิดค่าเหลื่อมของเวลา

หมายเหตุ เพราะการเหลื่อมค่าเวลา ในขณะรับ-ส่งข้อมูลดิจิตอล
              จะสร้างปัญหาเรื่องของเสียงรบกวนรูปแบบต่างๆ  เช่น  jitter, pop, click เป็นต้น

ที่มา

http://audiochet.com/word-clock-ในระบบดิจิตอล-คืออะไร/




ต่อมา Word clock  จะใช้หรือจำเป็นต้องใช้เมื่อไหร่

ในความคิดผม (มะละกอ) ถ้าฟังเพลงอย่างเดียว มีคอมหนึ่งตัว ซาวด์ออนบอร์ด หรือ Audio Interface ภายนอก
อย่างนี้ Word clock ไม่จำเป็น ทำไมนะหรือ?
อุปมาเหมือนหนึ่งว่า Word clock มันมีความสามารถทำให้ sample ชัดเจน เที่ยงตรงขึ้น (แน่นอนไม่มีทาง 100%)

ต่อมา Word clock จะจำเป็นต้องใช้เมื่อไหร่

ใช้เมื่อมีอุปกรณ์ทางดิจิตอล (digital Audio) หลายตัวเพื่อทำงานในห้องสตูดิโอให้สมบูรณ์ขึ้น
มันจึงจำเป็นต้องใช้ Word clock มาช่วยเรียกว่า External Word clock
เสาะหายี้ห้อที่ดีที่สุดเท่าที่เม็ดเงินสามารถซื้อได้

การทำงาน ตั้งให้ทำงานเป็นตัวแม่ หรือ Master ควบคุมอุปกรณ์ตัวอื่นให้ Sync กันทั้งหมด
ทำให้อุปกรณ์ทุกตัวจะทำงานในเวลาเดียวกัน (เสียง_ภาพตรงกันแน่)

ป.ล. สมัยยี่สิบปีก่อน การตัดต่อวีดีโอถึงได้มี การ์ดตัดต่อวีดีโอ รุ่นแพงๆ นั้นจะฝัง audio interface ลงไปเลยครับ
ทำงานเสียง กับ ภาพ ไปพร้อมกัน มี Word clock ในตัว
แคปเจอร์ภาพ_เสียงจากกล้องเข้ามาทำงานในคอมได้ไม่มีเหลื่อมเรื่องภาพ _เสียง

ดูเวลานอนแต่ละท่าน นอนดึกดื่นหลังเที่ยงคืนละอิจฉา
ผมกินข้าวเย็น 4 โมงครึ่ง 2 ทุ่ม หลับแล้ว ตื่นตีสี่
อย่างนี้ Word clock คงช่วยลำบาก แฮะ แฮะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 พฤษภาคม, 2017, 06:47:46 AM โดย Malako »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #677 เมื่อ: 07 พฤษภาคม, 2017, 12:00:45 AM »
เสริมน้า Goda  ครับ ถ้าอ่านศึกษาลงไป อย่าง firewire ที่ส่งแบบ isochronous มันไม่ได้ต้องการ clock ในการควบคุมการส่งเลยนะครับ เพราะมันใช้ interval time เป็นตัวกำหนด เพื่อให้ data มันส่งได้ในเวลาที่กำหนดซึ่งเหมาะกับ audio/video transmission  ส่วนการควบคุม clock เพื่อถอด data มันเกิดจากอุปกรณ์แต่ละชิ้นที่จะสร้างและถอด clock เอง ไม่เกี่ยวกับตอนส่งข้อมูลเลยนะครับ ไม่รู้อ่านตำรา IEEE1934 เดียวกันหรือเปล่า

รออ่านคำตอบคำถามของน้า Goda ด้วยครับ ผมจะได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นด้วยครับ  :yahoo
Simple is my Way

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 655
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #676 เมื่อ: 06 พฤษภาคม, 2017, 11:47:18 PM »
"ถ้าเป็น PC ประกอบ อาจเจอปัญหาอย่างที่ว่าครับ แต่ผมใช้ Macbook Pro ที่ออกแบบไว้สำหรับงานเพลง มันไม่มีปัญหาพวกนี้ตั้งแต่แรกแล้วครับ
เพราะเขาออกแบบมาโดยตรง  และผมใช้ไฟล์ AIFF ซึ่งเป็น big-endian เหมาะกับการส่งแบบมี Clock กำกับแต่แรกแล้วครับ
่แสดงว่ายังไม่เขัาใจเรื่องความต่างของวิธีส่งข้อมูลใช่ไหมครับ"

ผมรบกวน คุณ GUNTUM ช่วยเขียนเล่าเรื่อง ไฟล์ AIFF big-endian ที่คุณ GUNTAM ถามผมว่าไม่เข้าใจใช่หรือไม่ ผมอยากทราบ ว่า คุณ GUNTAM เข้าใจในเรื่อง AIFF อย่างไรครับ

  • ช่วยอธิบาย ว่า "clock ที่ว่าคืออะไร" เกี่ยวข้อง กับ การเล่นไฟล์ AIFF อย่างไร
  • อาจจะลงลึกเรื่อง byte order ทำไมถึงต่างกันกับ wave
  • สถาปัตยกรรม ของ AIFF กับ wav ทำไมถึงต่างกัน
  • แล้ว clock ทำอะไร กับ pcm data
  • ส่วน timestamp ของ AIFF ต่างอะไรกับ clock
  • timestamp ของ AIFF มีผลอย่างไรกับ audio listening ครับ


ผมจะได้ศึกษาเพิ่มเติม ครับ จะช่วยทั้งผมและผู้อ่านเข้าใจคุณ GUNTAM เรื่อง AIFF ครับ

ส่วนเรื่องความสำคัญ ของ clock ไม่ลองช่วยอธิบายหน่อยหรือครับว่า ความสำคัญของ clock กับ "โปร" มันสำคัญกับ audio listener อย่างไรครับ

ในบทความเก่าๆผมเคยเขียนถึง ความสำคัญ(น้อยลง)ของ transmission clock ใน dac ของ audio listening ไว้ครับ

ถ้าไม่สะดวกจะตอบหัวข้อที่ให้ไว้ ท่านอื่นลองไปค้นดูก็ได้ครับ เข้าใจแล้วมา share ความรู้กันได้ครับ
ไม่ต้องห่วงเรื่องความฉลาดไม่ฉลาด ในที่นี้เรามีหลายท่านที่เป็น หมอ engineer นักวิทย์ นักฟัง น่าจะช่วยให้ความกระจ่างได้ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 พฤษภาคม, 2017, 11:50:44 PM โดย Goda Takeshi »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #675 เมื่อ: 06 พฤษภาคม, 2017, 11:24:50 PM »
อิๆๆ ผมใช้ mac ฟังเพลงมานานหลายปีแล้วละครับ  แต่ผมไม่ใช้ mac book pro หรอกนะครับ เพราะมันมี noise เต็มไปหมดจากจอภาพมากวนเรื่องเสียงครับ รวมทั้งการควบคุม vibration ก็ลำบากกว่า แต่ผมว่าน้าคงจะไม่เชื่อเรื่องนี้ แถม mac book pro มันไม่สามารถ tweak หรือ modify บางอย่างไม่ได้ด้วย
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #674 เมื่อ: 06 พฤษภาคม, 2017, 07:10:30 PM »
มาต่อเรื่อง digital transmission ครับ

มาทำความเข้าใจกันก่อนครับ มา digital ต่างกับ analog อย่างไร

เราเข้าใจกันง่ายๆว่า digital คือ 1 กับ 0 สำหรับไฟฟ้าก็คื่อ ถ้ามีค่า volt เลยจุดหนี่งก็นับเป็น 1 ตัวอย่างเช่น ถ้าเกิน 1v นับเป็นหนึ่ง จะเห็นได้ว่า ต่อให้ ค่า volt เปลียนไป (โดนรบกวน) ก็ยังทนต่อความผิดพลาดได้ครับ

เพราะมีแค่ 0 กับ หนี่ง ถ้าเราต้องการจะ สื่อถึงค่าเสียง เช่น amplitude ถ้า analog ผมอาจ บอกว่า 3.3v คือเสียงระดับดัง แต่ digital ต้องใช้  เลขฐาน 2 มาสื่อถึงค่า 3.3v

สำหรับการส่งสัญญาณ digital คุณภาพจะนับกันที่
  • ิbandwidth (ส่งข้อมูลได้จำนวนมาก)
  • correctness (ส่งได้ถูกต้อง) วีธิวัดที่นิยม ก็ BER ครับ Bit Error Rate
  • latency (ความหน่วง) ตอบกลับการขอข้อมูลได้รวดเร็ว

จะเห็นได้ว่า ในแต่ละ spec ของ digital transmission จะพยายามเน้นเรื่องเหล่านี้ไว้ โดยเฉพาะ bandwidth

จะเห็นได้ว่า spec ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ เสียงที่ได้ยินโดยตรงเลยครับ ขอให้ส่งได้พอได้ครบได้เร็ว ก็จบหน้าที่ของมันแล้ว

เสียงเพราะไม่เพราะอยู่ที่ format ของ data และอุปกรณ์ที่อ่านมันครับ
คราวนี้เรามาดูที่ data ครับ สำหรับ ไฟล์เสียงก็จะนิยมเป็น PCM ซึ่งก็เป็น พื้นฐานของไฟล์เสียง wav

wav โดยคร่าวจะระบุ bitrate, และเนื้อ data ของไฟล์
ในไฟล์ข้อมูล clock (แบบช่องไฟ) ไม่ได้เก็บไว้ครับ ดังนั้น clock ของ transport ไม่ได้มีผลโดยตรงกับข้อมูลครับ

เรื่องความถูกต้องของข้อมูล เมื่อ data ถูกส่ง จึงเป็็นเรื่องสำคัญกว่า แน่นอนว่า การส่งข้อมูลมีความผิดพลาดได้ แต่ในโลกของ digital สามารถจะตรวจสอบ ได้โดยไม่ต้องใช้หูคน ตัว controller เมื่อตรวจสอบพบ ความผิดพลาด มันก็สามารถจะขอให้ต้นทางส่งข้อมูลใหม่ได้ครับ

ิbandwidth, error rate, latency ทั้งสามจึงมีผลต่อ ความถูกต้อง ---> คุณภาพของ digital transmission ครับ

ทั้งสามอย่าง ในโดกของการ implement digital transmission bandwidth จะเป็นตัวกระทบหลักครับ

สำหรับสายทองแดง error rate ยังนับว่าน้อยครับ ตัวอย่างเช่น BER ของ usb 2.0 (ผมจำได้ว่า) คือ 10 ยกกำลัง -17 (โอกาศพลาด 1 ในล้านล้านล้าน)
ถ้า data ส่งน้อย อย่างในกรณีไฟล์ เสียง โอกาส พลาดก็น้อยตาม มิหนำซ้ำ ยังขอให้ส่งใหม่ได้ครับ

สัญญาณ  เสียง เร็วน้อยกว่าแสงมากๆ ครับ ระบบไฟฟ้า จึงสามารถทำงานทัน (แก้ใขทัน) ก่อนที่เสียงจะเดินทางถึงหูเราอีกครับ (ตัวอย่างก็ระบบ noise cancelling)

ตังนั้นสำหรับ ระบบ เสียง digital จึงไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่ สำหรับ digital transmission

ที่น่าจะเป็นกังวลมากกว่าคื่อ สัญญาณรบกวน ความสั่น ความแน่นของอุปกรณ์ เช่น motor hardisk สั้นมากทำให้ได้ยินเสียงมอเตอร์  hdสั่น ขั้วสายหลวมทำให้มีเสียง เสียงลมพัดลม เป็นต้น ครับ

เมื่อเข้าใจข้างต้นแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท่านว่าจะลงทุนอย่างไรครับ

สรุปครับ
digital transmission ต้องสนับสนุน bandwidth ที่ท่านต้องการใข้ ได้พอและให้ความถูกต้องของข้อมูล ได้ตามมาตรของ transport กำหนดครับ

นี่ล่ะครับประเด็นเลย คือผู้บริโภคทั่วไป คิดว่า Clock ไม่สำคัญ แต่มืออาชีพ ให้ความสำคัญสูงสุดครัย
ระบบ Firewire กับ Thunderbolt จึงออกแบบให้มี Clock ที่แม่นยำ (แต่การที่ Consumer จะเข้าใจ Professional เป็นเรื่องยากครับ)

แต่จริงๆ แค่มี HDD ที่มีพอร์ท Firewire กับ USB เสียบฟังเสียงเทียบกันก็จบแล้วนะครับ เพราะเครื่องเสียงมีไว้ฟังครับ



ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #673 เมื่อ: 06 พฤษภาคม, 2017, 07:06:04 PM »
"ที่น่าจะเป็นกังวลมากกว่าคื่อ สัญญาณรบกวน ความสั่น ความแน่นของอุปกรณ์ เช่น motor hardisk สั้นมากทำให้ได้ยินเสียงมอเตอร์  hdสั่น ขั้วสายหลวมทำให้มีเสียง เสียงลมพัดลม เป็นต้น ครับ"

เมื่อเข้าใจข้างต้นแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท่านว่าจะลงทุนอย่างไรครับ

ถ้าท่านอื่นๆ มาอ่านถึงตรงนี้

ข้อความข้างบนของคุณ Goda นี่แหล่ะครับ ที่อยากให้ทำความเข้าใจให้มากก่อนลงทุนครับ

เรื่องของระบบไฟ ความสะอาดและนิ่งของระบบไฟ การควบคุม microvibration ความสะอาดของไฟล์เพลง การเรียงข้อมูลบน hdd/ssd/... คือสิ่งที่น่าลงทุนทำก่อนที่จะไปใช้อุปกรณ์ประเภทโปรฯ ต่างๆ (ไม่ได้บอกของโปรฯ ไม่ดีนะครับ)

ลองพิจารณานะครับ

ถ้าเป็น PC ประกอบ อาจเจอปัญหาอย่างที่ว่าครับ แต่ผมใช้ Macbook Pro ที่ออกแบบไว้สำหรับงานเพลง มันไม่มีปัญหาพวกนี้ตั้งแต่แรกแล้วครับ
เพราะเขาออกแบบมาโดยตรง  และผมใช้ไฟล์ AIFF ซึ่งเป็น big-endian เหมาะกับการส่งแบบมี Clock กำกับแต่แรกแล้วครับ
่แสดงว่ายังไม่เขัาใจเรื่องความต่างของวิธีส่งข้อมูลใช่ไหมครับ




ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #672 เมื่อ: 06 พฤษภาคม, 2017, 06:22:27 PM »
"ที่น่าจะเป็นกังวลมากกว่าคื่อ สัญญาณรบกวน ความสั่น ความแน่นของอุปกรณ์ เช่น motor hardisk สั้นมากทำให้ได้ยินเสียงมอเตอร์  hdสั่น ขั้วสายหลวมทำให้มีเสียง เสียงลมพัดลม เป็นต้น ครับ"

เมื่อเข้าใจข้างต้นแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท่านว่าจะลงทุนอย่างไรครับ

ถ้าท่านอื่นๆ มาอ่านถึงตรงนี้

ข้อความข้างบนของคุณ Goda นี่แหล่ะครับ ที่อยากให้ทำความเข้าใจให้มากก่อนลงทุนครับ

เรื่องของระบบไฟ ความสะอาดและนิ่งของระบบไฟ การควบคุม microvibration ความสะอาดของไฟล์เพลง การเรียงข้อมูลบน hdd/ssd/... คือสิ่งที่น่าลงทุนทำก่อนที่จะไปใช้อุปกรณ์ประเภทโปรฯ ต่างๆ (ไม่ได้บอกของโปรฯ ไม่ดีนะครับ)

ลองพิจารณานะครับ
Simple is my Way

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 655
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #671 เมื่อ: 06 พฤษภาคม, 2017, 02:34:00 PM »
มาต่อเรื่อง digital transmission ครับ

มาทำความเข้าใจกันก่อนครับ มา digital ต่างกับ analog อย่างไร

เราเข้าใจกันง่ายๆว่า digital คือ 1 กับ 0 สำหรับไฟฟ้าก็คื่อ ถ้ามีค่า volt เลยจุดหนี่งก็นับเป็น 1 ตัวอย่างเช่น ถ้าเกิน 1v นับเป็นหนึ่ง จะเห็นได้ว่า ต่อให้ ค่า volt เปลียนไป (โดนรบกวน) ก็ยังทนต่อความผิดพลาดได้ครับ

เพราะมีแค่ 0 กับ หนี่ง ถ้าเราต้องการจะ สื่อถึงค่าเสียง เช่น amplitude ถ้า analog ผมอาจ บอกว่า 3.3v คือเสียงระดับดัง แต่ digital ต้องใช้  เลขฐาน 2 มาสื่อถึงค่า 3.3v

สำหรับการส่งสัญญาณ digital คุณภาพจะนับกันที่
  • ิbandwidth (ส่งข้อมูลได้จำนวนมาก)
  • correctness (ส่งได้ถูกต้อง) วีธิวัดที่นิยม ก็ BER ครับ Bit Error Rate
  • latency (ความหน่วง) ตอบกลับการขอข้อมูลได้รวดเร็ว

จะเห็นได้ว่า ในแต่ละ spec ของ digital transmission จะพยายามเน้นเรื่องเหล่านี้ไว้ โดยเฉพาะ bandwidth

จะเห็นได้ว่า spec ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ เสียงที่ได้ยินโดยตรงเลยครับ ขอให้ส่งได้พอได้ครบได้เร็ว ก็จบหน้าที่ของมันแล้ว

เสียงเพราะไม่เพราะอยู่ที่ format ของ data และอุปกรณ์ที่อ่านมันครับ
คราวนี้เรามาดูที่ data ครับ สำหรับ ไฟล์เสียงก็จะนิยมเป็น PCM ซึ่งก็เป็น พื้นฐานของไฟล์เสียง wav

wav โดยคร่าวจะระบุ bitrate, และเนื้อ data ของไฟล์
ในไฟล์ข้อมูล clock (แบบช่องไฟ) ไม่ได้เก็บไว้ครับ ดังนั้น clock ของ transport ไม่ได้มีผลโดยตรงกับข้อมูลครับ

เรื่องความถูกต้องของข้อมูล เมื่อ data ถูกส่ง จึงเป็็นเรื่องสำคัญกว่า แน่นอนว่า การส่งข้อมูลมีความผิดพลาดได้ แต่ในโลกของ digital สามารถจะตรวจสอบ ได้โดยไม่ต้องใช้หูคน ตัว controller เมื่อตรวจสอบพบ ความผิดพลาด มันก็สามารถจะขอให้ต้นทางส่งข้อมูลใหม่ได้ครับ

ิbandwidth, error rate, latency ทั้งสามจึงมีผลต่อ ความถูกต้อง ---> คุณภาพของ digital transmission ครับ

ทั้งสามอย่าง ในโดกของการ implement digital transmission bandwidth จะเป็นตัวกระทบหลักครับ

สำหรับสายทองแดง error rate ยังนับว่าน้อยครับ ตัวอย่างเช่น BER ของ usb 2.0 (ผมจำได้ว่า) คือ 10 ยกกำลัง -17 (โอกาศพลาด 1 ในล้านล้านล้าน)
ถ้า data ส่งน้อย อย่างในกรณีไฟล์ เสียง โอกาส พลาดก็น้อยตาม มิหนำซ้ำ ยังขอให้ส่งใหม่ได้ครับ

สัญญาณ  เสียง เร็วน้อยกว่าแสงมากๆ ครับ ระบบไฟฟ้า จึงสามารถทำงานทัน (แก้ใขทัน) ก่อนที่เสียงจะเดินทางถึงหูเราอีกครับ (ตัวอย่างก็ระบบ noise cancelling)

ตังนั้นสำหรับ ระบบ เสียง digital จึงไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่ สำหรับ digital transmission

ที่น่าจะเป็นกังวลมากกว่าคื่อ สัญญาณรบกวน ความสั่น ความแน่นของอุปกรณ์ เช่น motor hardisk สั้นมากทำให้ได้ยินเสียงมอเตอร์  hdสั่น ขั้วสายหลวมทำให้มีเสียง เสียงลมพัดลม เป็นต้น ครับ

เมื่อเข้าใจข้างต้นแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท่านว่าจะลงทุนอย่างไรครับ

สรุปครับ
digital transmission ต้องสนับสนุน bandwidth ที่ท่านต้องการใข้ ได้พอและให้ความถูกต้องของข้อมูล ได้ตามมาตรของ transport กำหนดครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 พฤษภาคม, 2017, 02:36:53 PM โดย Goda Takeshi »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #670 เมื่อ: 05 พฤษภาคม, 2017, 02:34:39 PM »
หลังจากทดสอบเสียงจาก Thunderbolt 3 ก็พบว่า มันไม่ต้องการสายแต่งใดๆอีกแล้วครับ มันสามารถให้ความถี่ได้ครบถ้วนดีเยี่ยม และสปีดที่ดีกว่าเดิมมาก
เรียกว่าหลุดพ้นจาก วัฏสงสาร ของการซื้อๆขายๆสายสัญญาณ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หาความแมทชิ่งไม่ได้ สุดท้ายใช้เวลาในชีวิตสูญเปล่าไปกับการหาสายสัญญาณ
แต่ตอนนี้มันจบแล้วครับสำหรับผม ก็ได้เวลามาดูจุดต่อไปที่รอการอัพเกรดคือ HDD ครับ



3 ตัวนี้ เสียงไม่เหมือนกันเลย เป็น HDD ที่ผลิตกันคนละช่วงปี จึงมีเทคโนโลยีที่ต่างกันด้วย
ก็จับมาใส่กล่อง Caldigit ซึ่งเสียงดีสุดในบรรดากล่อง HDD เท่าที่ผมเคยเทสต์มา ก็มี G-Technology, Lacie, Promise, Buffalo, WD, Akkitio และที่จำไม่ได้อีก



ด้านหลัง Caldigit ปกติผมก็ซื้อแต่ HDD ที่อย่างน้อยก็ขั้นต่ำเป็น Firewire ครับ แต่ตัวนี้มี eSATA ด้วย ก็เอามาแปลงเป็น Thunderbolt อีกที
จริงๆแต่ละพอร์ทนี้ เสียงไม่เหมือนกันเลย ต่อเทียบฟังก็รู้เรื่องในทันทีว่าพอร์ทไหนแน่กว่ากัน (แต่ผมเทสต์จบไปนานแล้วครับ อันนี้ผมเอามาต่อ eSATA)



ใส่ 2 ลูกทำ RAID 0



Caldigit รุ่นนี้สั่งทำ RAID ได้โดยไม่ต้องต่อกับ  Computer แค่กดปุ่มสั่งการหน้าจอเท่านั้น
จัดเป็นรุ่นที่ผมต้อวชาบูเลยครับ ช่องทีวีที่ผมเคยทำก็ใช้แต่ HDD ยี่ห้อนี้ล่ะ ในการตัดรายการ ยี่ห้ออื่นไม่ต้องแหยม
(ทางนีั้นก็เทสต์มาทุกยี่ห้อครับ สรุปเป็นยี่ห้อนี้ดีสุด อึด ถึก เสถียร)

คิวต่อไปก็หาตัวแปลง Thunderbolt 3 to eSATA (ปัจจุบันที่มีคือ Thunderbolt 2 to eSATA)



ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #669 เมื่อ: 03 พฤษภาคม, 2017, 09:47:00 PM »
 c) c) c)  รออ่านเอาเรื่องความรู้ครับ
Simple is my Way

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 655
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #668 เมื่อ: 03 พฤษภาคม, 2017, 03:15:11 PM »
ไว้วันหลังเราค่อยมา ให้รายละเอียดเรื่อง คุณภาพ ระหว่าง digital transmission ว่าเราจะเทียบกันอย่างไรครับ
เช่น peak rate, sustain rate, error correction, bandwidth, power support, device support, protocol ดีไหมครับ

ถ้าเป็นคุณภาพว่าเสียงดีไม่ดีเพราะไม่เพราะ ผมคงไม่กล่าวถึงเพราะไม่เกี่ยวกับ spec ของ usb technology กับ firewire technology ครับ
ถ้าใน spec ของทั้งคู่กล่าวถึง เราเอามา แสดงไว้จะช่วยเป็นความรู้กับผู้อ่านทุกๆท่านครับ

ออฟไลน์ Valve art

  • ***
  • กระทู้: 182
  • Sweet tube
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #667 เมื่อ: 03 พฤษภาคม, 2017, 02:35:48 PM »
Technology ของ usb 2.0 ต่อให้ใช้เวลาถึง 16 ปี 2 channel audio listening ก็ยังไม่สามารถ ใช้ bandwidth ทั้งหมดของ usb 2.0 ได้ครับ

DSD512 ยังอัดประมาณ 40Mbps นับเป็น 40% ของสเป็คแบบคิดแย่ๆ สำหรับ usb 2.0

ผมเห็นด้วยครับว่า อยู่มาได้ 16ปี นี่ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องประหลาด แต่ก็นับว่าเป็นเรื่อง มหัศจรรย์ ในวงการ คอม กับ audio listening เลยครับ



สำหรับเรื่องราคาสาย usb เทียบกับคุณภาพเสียง ผมขอไม่พูดถึงครับ เพราะมันเป็นความเห็นปัจเจก แต่ถ้าอยากจะคุยกันถึงเรื่อง สเปคก็คุยกันได้ครับ

ตัวอย่างที่ คุณ GUNTUM ว่ามา เรื่อง สาย usb ราคา $595 คนที่จ่ายราคานี้กับสาย usb ได้ ในความเห็นผมเรื่อง best bang for the buck ไม่น่าจะเป็นปัญหานะครับ

เรื่อง MacPro แพงไม่แพงสำหรับฟังเพลง เป็นเรื่องของแต่ละท่าน เพราะความต้องการในการใช้งานและงบประมาณ ไม่เหมือนกันครับ

อย่าน้อยใจกันไปเลยครับ ผมกลับเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำครับ ที่คุณ GUNTUM มาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เพราะถ้าผมมี requirements คล้ายกัน  เช่น video editing, multi-channel mixing พร้อมกับการฟังเพลงเพื่อความสุนทรีย์ ผมก็คงลงทุนกับอุปกรณ์ ในแนวเดียวกันครับ

อีก 3 ปี ก็ครบ 20 ปี สำหรับ USB 2 แล้วครับ ก็ไม่รู้จะ Expire เมื่อไหร่ แต่ Firewire อยู่มานานกว่าครับ ตั้งแต่ 1995 และผมได้ซื้อ M-Audio Firewire ในปี 2007
ปัจจุบัน Firewire ก็ยังใช้งานในสตูดิโออัดเสียงอยู่ทั่วไป และงานวีดีโอก็ยังต้องพึ่งพาการส่งสัญญาณแบบ Firewire เพื่อป้องกันการซิงค์ไม่ตรงของภาพและเสียง

เพราะ USB 2 จริงๆแล้ว กว่าจะเริ่มใช้ฟังเพลงได้ ก็ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเองครับ เพราะตอนแรก ออกแบบไว้ส่งข้อมูลช่วงสั้นเป็นหลัก อย่างไฟล์เอกสาร สแกนเนอร์ ปริ๊นเตอร์
และตอนแรกก็ยังแบ่งเป็น Full Speed กับ High Speed อีกด้วย พอพัฒนามาจนเริ่มเสถียร (ก็หลายปีอยู่) เลยพอจะส่งสัญญาณเสียงได้ แต่ที่ฮิตก็ไม่น่าแปลกใจครับ
เพราะคอนโทรลเลอร์ม่ราคาถูก และไม่ต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรเครือ่งละ 0.25 เหรียญ เหมือน Firewire ทำให้คนที่กล้าผลิต Firewire Audio Interface เรียกว่าต้องฝีมือแน่จริง
ไม่งั้นเรียกว่าหาเรื่องเจ็บตัวเปล่าๆ

ปัจจุบันอุปกรณ์ที่เป็น USB2 ก็เหลือน้อยมาก อย่างเมนบอร์ด PC ก็เป็น USB3 กันหมดแล้ว มือถือแอนดรอยด์ก็เป็น USB-C แม้แต่เครื่องเล่นเกม Nintendo Stitch ก็เป็น USB-C
โลกก็หมุนไปในยุค 4K>6K>8K ไฟล์ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ USB2 ก็ค่อยๆหมดประโยชน์ด้วยความเร็วที่ไม่พอกับความต้องการ และทำงานได้ไม่หลากหลายเหมือน USB-C
สามารถส่งสัญญาณ HDMI และ Display Port ได้ในตัว  ต่จะเหลือค่ายที่วิจัยออกคอนโทรลเลอร์ USB2 อยู่อีกหรือไม่ผมก็ไม่อาจทราบได้

ส่วนผมเบี้ยน้อยหอยน้อยครับ สำหรับระบบดิจิตอล จ่ายเงินเท่ากันผมต้องเลือกระบบที่สมัยที่สุดครับ
เพราะสุดท้ายแล้ว เครื่องเสียงจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย มีค่าการตลาดสูง โดยที่ไม่มีตัวชี้วัดเรื่องคุณภาพ ทุกอย่างอยู่ที่ความถึงพอใจของลูกค้า
ผมจึงหนีออกจากวงการนี้ตั้งแต่ปี 2008 ไงครับ และมาทดลองหาระบบใหม่ๆเองโดยไม่อยู่ภายใต้การชี้นำการตลาดจากนายทุน
และหันมาใช้เครือ่งระดับห้องอัด ที่สามารถชี้วัดเรื่องคุณภาพได้



นั่นสิครับ bandwidth ของมาตรฐาน USB2.0 และ Firewire มันมีให้ใช้ได้เหลือเฝือสำหรับการฟังเพลง 

ส่วนสาย usb ดีๆ ราคาไม่บ้าเลือดขนาดนั้นมีนะครับ สาย diy ดีๆ ก็มีเยอะ อย่างเช่น สาย silver palted /gold plated occ แบบ diy บางท่านชอบมากกว่าสายมีแบรนด์แพง ๆ ซะอีก  แต่ผมไม่ได้บอกสายแพง ๆ ไม่ดีนะครับ ดีแน่ๆ ครับ  รวมทั้งสาย firewire triple shield ตัวนำดี ๆ ฟังเพลินมากมายแล้ว

สิ่งที่อยากให้ผู้อ่านรับทราบคือ ไม่จำเป็นต้องไปใช้งานของหรือเครื่องที่เป็น studio หรือ professional หรอกครับ  ขออนุญาต ยิงตรงๆ ครับ ๕๕๕  แต่ท่านใดจะไปใช้ก็ไม่ได้บอกว่า ไม่ได้นะครับ อันนี้ขึ้นกับความต้องการของแต่ละท่าน

ผมเน้นถึง คุณภาพการส่งครับ ไม่ใช่ปริมาณว่า ส่งพอหรือไม่พอครับ มันเป็นคนละเรื่องกันครับ

USB2 ทำตลาดโดยให้ข้อมูลตามสเปคว่า ส่งได้เร็วกว่า Firewire มาก แต่การทำงานจริงนั้น ส่งได้ไม่ถึง ผมจึงมองว่า คุณภาพการส่งสัญญาณด้อยกว่า Firewire ชัดเจนครับ
และความไม่ซื่อสัตย์ของการพยายามทำตลาด และการออกแบบที่ล้าหลังกว่า Firewire เพราะ USB2 เริ่มใช้ปี 2000 ซึ่ง Firewire เริ่มใช้งานมาก่อนหน้าถึง 5 ปี
แต่ USB กลับมีประสิทธิภาพด้อยกว่า

และกว่า USB DAC จะมีเล่นกัน ก็ล่วงเลยมาอีก 10 ปีครับ ตอนที่ผมโพสเรื่อง Firewire เป็นครั้งแรกที่นี้ตอนปี  2008 (เริ่มทดสอบในปี 2007) ตอนนีั้นยังไม่เห็นมี USB DAC เล่นกัน
แค่ฟังเพลงจาก Computer ก็หายากแล้วครับ เรียกว่า USB DAC กว่าจะพัฒนามาและเริ่มฮิต ก็ประมาณปี 2010 ก็สิบปี หลังจากพอร์ทนี้เริ่มใช้งาน

ตอนนี้ปี 2017 อีก 3 ปี พอร์ท USB2 ก็จะมีอายุครบ 20 ปี ก็เรียกว่าใกล้ Out of date เต็มที่แล้วครับ
ส่วนพอรท Thunderbolt ถ้ายังไม่เปลี่ยนชื่อ ก็คงเป็น Thunderbolt 4 เพราะต้องออกมารองรับงานตัดวีดีโอระดับ 6K 8K ตามโลกที่หมุนไปเรื่อยๆ

เห็นด้วยครับ Methodology การส่งข้อมูลฝั่ง Firewire ,Thunderbolt เป็นอะไรที่น่าสนใจครับ MAC ทำอะไรค่อนข้าง Unique เป็นตัวของตัวเอง สรุปเป็นเรื่องของคุณภาพตามที่คุณ GUNTUM เสนอไว้
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #666 เมื่อ: 03 พฤษภาคม, 2017, 11:46:52 AM »
Technology ของ usb 2.0 ต่อให้ใช้เวลาถึง 16 ปี 2 channel audio listening ก็ยังไม่สามารถ ใช้ bandwidth ทั้งหมดของ usb 2.0 ได้ครับ

DSD512 ยังอัดประมาณ 40Mbps นับเป็น 40% ของสเป็คแบบคิดแย่ๆ สำหรับ usb 2.0

ผมเห็นด้วยครับว่า อยู่มาได้ 16ปี นี่ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องประหลาด แต่ก็นับว่าเป็นเรื่อง มหัศจรรย์ ในวงการ คอม กับ audio listening เลยครับ



สำหรับเรื่องราคาสาย usb เทียบกับคุณภาพเสียง ผมขอไม่พูดถึงครับ เพราะมันเป็นความเห็นปัจเจก แต่ถ้าอยากจะคุยกันถึงเรื่อง สเปคก็คุยกันได้ครับ

ตัวอย่างที่ คุณ GUNTUM ว่ามา เรื่อง สาย usb ราคา $595 คนที่จ่ายราคานี้กับสาย usb ได้ ในความเห็นผมเรื่อง best bang for the buck ไม่น่าจะเป็นปัญหานะครับ

เรื่อง MacPro แพงไม่แพงสำหรับฟังเพลง เป็นเรื่องของแต่ละท่าน เพราะความต้องการในการใช้งานและงบประมาณ ไม่เหมือนกันครับ

อย่าน้อยใจกันไปเลยครับ ผมกลับเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำครับ ที่คุณ GUNTUM มาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เพราะถ้าผมมี requirements คล้ายกัน  เช่น video editing, multi-channel mixing พร้อมกับการฟังเพลงเพื่อความสุนทรีย์ ผมก็คงลงทุนกับอุปกรณ์ ในแนวเดียวกันครับ

อีก 3 ปี ก็ครบ 20 ปี สำหรับ USB 2 แล้วครับ ก็ไม่รู้จะ Expire เมื่อไหร่ แต่ Firewire อยู่มานานกว่าครับ ตั้งแต่ 1995 และผมได้ซื้อ M-Audio Firewire ในปี 2007
ปัจจุบัน Firewire ก็ยังใช้งานในสตูดิโออัดเสียงอยู่ทั่วไป และงานวีดีโอก็ยังต้องพึ่งพาการส่งสัญญาณแบบ Firewire เพื่อป้องกันการซิงค์ไม่ตรงของภาพและเสียง

เพราะ USB 2 จริงๆแล้ว กว่าจะเริ่มใช้ฟังเพลงได้ ก็ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเองครับ เพราะตอนแรก ออกแบบไว้ส่งข้อมูลช่วงสั้นเป็นหลัก อย่างไฟล์เอกสาร สแกนเนอร์ ปริ๊นเตอร์
และตอนแรกก็ยังแบ่งเป็น Full Speed กับ High Speed อีกด้วย พอพัฒนามาจนเริ่มเสถียร (ก็หลายปีอยู่) เลยพอจะส่งสัญญาณเสียงได้ แต่ที่ฮิตก็ไม่น่าแปลกใจครับ
เพราะคอนโทรลเลอร์ม่ราคาถูก และไม่ต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรเครือ่งละ 0.25 เหรียญ เหมือน Firewire ทำให้คนที่กล้าผลิต Firewire Audio Interface เรียกว่าต้องฝีมือแน่จริง
ไม่งั้นเรียกว่าหาเรื่องเจ็บตัวเปล่าๆ

ปัจจุบันอุปกรณ์ที่เป็น USB2 ก็เหลือน้อยมาก อย่างเมนบอร์ด PC ก็เป็น USB3 กันหมดแล้ว มือถือแอนดรอยด์ก็เป็น USB-C แม้แต่เครื่องเล่นเกม Nintendo Stitch ก็เป็น USB-C
โลกก็หมุนไปในยุค 4K>6K>8K ไฟล์ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ USB2 ก็ค่อยๆหมดประโยชน์ด้วยความเร็วที่ไม่พอกับความต้องการ และทำงานได้ไม่หลากหลายเหมือน USB-C
สามารถส่งสัญญาณ HDMI และ Display Port ได้ในตัว  ต่จะเหลือค่ายที่วิจัยออกคอนโทรลเลอร์ USB2 อยู่อีกหรือไม่ผมก็ไม่อาจทราบได้

ส่วนผมเบี้ยน้อยหอยน้อยครับ สำหรับระบบดิจิตอล จ่ายเงินเท่ากันผมต้องเลือกระบบที่สมัยที่สุดครับ
เพราะสุดท้ายแล้ว เครื่องเสียงจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย มีค่าการตลาดสูง โดยที่ไม่มีตัวชี้วัดเรื่องคุณภาพ ทุกอย่างอยู่ที่ความถึงพอใจของลูกค้า
ผมจึงหนีออกจากวงการนี้ตั้งแต่ปี 2008 ไงครับ และมาทดลองหาระบบใหม่ๆเองโดยไม่อยู่ภายใต้การชี้นำการตลาดจากนายทุน
และหันมาใช้เครือ่งระดับห้องอัด ที่สามารถชี้วัดเรื่องคุณภาพได้



นั่นสิครับ bandwidth ของมาตรฐาน USB2.0 และ Firewire มันมีให้ใช้ได้เหลือเฝือสำหรับการฟังเพลง 

ส่วนสาย usb ดีๆ ราคาไม่บ้าเลือดขนาดนั้นมีนะครับ สาย diy ดีๆ ก็มีเยอะ อย่างเช่น สาย silver palted /gold plated occ แบบ diy บางท่านชอบมากกว่าสายมีแบรนด์แพง ๆ ซะอีก  แต่ผมไม่ได้บอกสายแพง ๆ ไม่ดีนะครับ ดีแน่ๆ ครับ  รวมทั้งสาย firewire triple shield ตัวนำดี ๆ ฟังเพลินมากมายแล้ว

สิ่งที่อยากให้ผู้อ่านรับทราบคือ ไม่จำเป็นต้องไปใช้งานของหรือเครื่องที่เป็น studio หรือ professional หรอกครับ  ขออนุญาต ยิงตรงๆ ครับ ๕๕๕  แต่ท่านใดจะไปใช้ก็ไม่ได้บอกว่า ไม่ได้นะครับ อันนี้ขึ้นกับความต้องการของแต่ละท่าน

ผมเน้นถึง คุณภาพการส่งครับ ไม่ใช่ปริมาณว่า ส่งพอหรือไม่พอครับ มันเป็นคนละเรื่องกันครับ

USB2 ทำตลาดโดยให้ข้อมูลตามสเปคว่า ส่งได้เร็วกว่า Firewire มาก แต่การทำงานจริงนั้น ส่งได้ไม่ถึง ผมจึงมองว่า คุณภาพการส่งสัญญาณด้อยกว่า Firewire ชัดเจนครับ
และความไม่ซื่อสัตย์ของการพยายามทำตลาด และการออกแบบที่ล้าหลังกว่า Firewire เพราะ USB2 เริ่มใช้ปี 2000 ซึ่ง Firewire เริ่มใช้งานมาก่อนหน้าถึง 5 ปี
แต่ USB กลับมีประสิทธิภาพด้อยกว่า

และกว่า USB DAC จะมีเล่นกัน ก็ล่วงเลยมาอีก 10 ปีครับ ตอนที่ผมโพสเรื่อง Firewire เป็นครั้งแรกที่นี้ตอนปี  2008 (เริ่มทดสอบในปี 2007) ตอนนีั้นยังไม่เห็นมี USB DAC เล่นกัน
แค่ฟังเพลงจาก Computer ก็หายากแล้วครับ เรียกว่า USB DAC กว่าจะพัฒนามาและเริ่มฮิต ก็ประมาณปี 2010 ก็สิบปี หลังจากพอร์ทนี้เริ่มใช้งาน

ตอนนี้ปี 2017 อีก 3 ปี พอร์ท USB2 ก็จะมีอายุครบ 20 ปี ก็เรียกว่าใกล้ Out of date เต็มที่แล้วครับ
ส่วนพอรท Thunderbolt ถ้ายังไม่เปลี่ยนชื่อ ก็คงเป็น Thunderbolt 4 เพราะต้องออกมารองรับงานตัดวีดีโอระดับ 6K 8K ตามโลกที่หมุนไปเรื่อยๆ

ออฟไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,451
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #665 เมื่อ: 03 พฤษภาคม, 2017, 07:12:30 AM »
เล่าสู่กันฟัง

สาย USB ยี้ห้อ Belkin Gold Series ราคาสิบกว่าเหรียญ ผมสั่งมาลองเล่น
ฟังเพลงกับ Audio Interface ยี้ห้อ RME Babyface ทั้งฟังเพลง ร้องคาราโอเกะ
ทำงานเกี่ยวกับ Wave File โดยโปรแกรม WavwLab 6
ส่วนใหญ่อัดเสียงร้อง แล้วนำไปมิกซ์รวมกับ MIDI File กับ Cubase บ้าง , SONAR บ้าง
ทำ CD เพลงเล่น หลายครั้งทำเดโมเพลงให้หลานสาวเพื่อนนำไปเพื่อคัดเลือกประกวดร้องเพลงรับถ้วยมาหลายใบครับ

ฺBelkin Gold Series อาจบอกได้ว่า ไม่ได้ด้อยกว่า สายราคาแพง AQ Diamond
จะเด่นด้อยอยู่ที่บุคคลิกเสียงซึ่งเป็นความพึงพอใจแต่ละคน
ส่วนในด้านการให้ จังหวะ ท่วงทำนองเร็ว_ช้า ซึ่งเป็นหัวใจในเรื่่องการสร้างอารม์เพลง มีเต็มร้อยครับ

ในเรื่อง Sound Stage ซึ่งหมายถึง
ความกว้างของเวทีจากซ้ายไปขวา ความลึกของเวทีจากหน้าไปหลัง ความสูงของเวทีจากพื้นสูงขึ้นไป
แผ่นซีดีเพลง หรือไฟล์เพลง ที่ซาวด์เอ็นจิเนียร์เขาทำมาอย่างไร ก็ได้ตามนั้น ไม่น้อยกว่า ไม่มากกว่า
มีข้อแม้ว่าต้องเซ็ทตำแหน่งที่ตั้งลำโพงให้เข้ากับห้องฟัง

ทุกวันนี้เส้นสายทั้งหลาย ผมขายเรียบครับ เนื่องจากฟังเพลงจากยูทูบ 99%
ฟังแล้วจิตใจสงบ ไม่วุ่นวาย เรื่องของฮาร์ดแวร์
ที่สำคัญไม่เปลืองสะตัง แต่ยังได้ความงดงามแห่งเสียงเพลงเสียงดนตรีเท่าเดิมครับ

เสียงเพลงเสียงดนตรีเป็นพลังงาน สัมผัสไม่ได้
แต่คนเรารับรู้ เกิดอารมณ์ สุข เศร้า สนุกสนานเบิกบานขึ้น
อารมณ์ที่คล้อยตามนั้น ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคนในอดีตที่ผ่าน .....


ลองอ่านดูเล่นๆ จากนั้นอ่านคอมเม้นท์ข้างล่างเป็นของแถม เป็นอีกมุมมองของผู้คนบนโลกใบนี้ครับ


http://www.theabsolutesound.com/articles/2013-tas-editors-choice-awards-digital-interconnects/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 พฤษภาคม, 2017, 07:23:18 AM โดย Malako »

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 655
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #664 เมื่อ: 02 พฤษภาคม, 2017, 11:34:51 PM »
อุปกรณ์ usb ไม่ต้องห่วงครับ เพราะ spec ของ usb protocol ใช้ได้ตั้งแต่ usb-c backward จนไปถึง usb-1 เลยครับ (usb-c ต้องใช้หัวแปลง)

ใน spec ของ usb-c มีการกำหนดเรื่อง backward compatibility ไว้ครับ

usb device ที่ตาม usb standard ยังใช้งานได้ครับ เรื่อง driver น่าเป็นห่วงกว่าครับ ถึง usb port จะเปลี่ยนไป แต่ protocol ยังทำงานได้ตัวอย่างเช่น

usb dac cm108 ที่โบราณมากๆ (usb 1.0) ยังเสียบใช้งานได้กับ usb3.0 เลยครับ
OS windows, linux, android, ios, raspberry pi ใช้งานได้หมดครับ

ผมขอสรุปคร่าวๆครับ

ผมเห็นด้วยครับ ว่า thunderbolts spec ดีกว่าแน่นอนครับ
สำหรับ usb 2.0 สามารถรองรับ การฟังเพลง แบบ 2 channel จนถึง DSD ได้อย่างเหลือเฟือครับ

ถ้าชอบ technology นำสมัย ลงทุนอนาคต กับ usb-c ก็ไม่เลว อย่างที่ คุณ GUNTAM แนะนำไว้ครับ
อย่างที่เรียนไว้ครับ usb spec กำหนด backward compatible กับ device เก่าครับ ใช้ตัวแปลงราคาก็ไม่แพงอะไร ก็ยังใช้งานอุปกรณ์เก่าได้ครับ

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #663 เมื่อ: 02 พฤษภาคม, 2017, 10:40:20 PM »
Technology ของ usb 2.0 ต่อให้ใช้เวลาถึง 16 ปี 2 channel audio listening ก็ยังไม่สามารถ ใช้ bandwidth ทั้งหมดของ usb 2.0 ได้ครับ

DSD512 ยังอัดประมาณ 40Mbps นับเป็น 40% ของสเป็คแบบคิดแย่ๆ สำหรับ usb 2.0

ผมเห็นด้วยครับว่า อยู่มาได้ 16ปี นี่ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องประหลาด แต่ก็นับว่าเป็นเรื่อง มหัศจรรย์ ในวงการ คอม กับ audio listening เลยครับ



สำหรับเรื่องราคาสาย usb เทียบกับคุณภาพเสียง ผมขอไม่พูดถึงครับ เพราะมันเป็นความเห็นปัจเจก แต่ถ้าอยากจะคุยกันถึงเรื่อง สเปคก็คุยกันได้ครับ

ตัวอย่างที่ คุณ GUNTUM ว่ามา เรื่อง สาย usb ราคา $595 คนที่จ่ายราคานี้กับสาย usb ได้ ในความเห็นผมเรื่อง best bang for the buck ไม่น่าจะเป็นปัญหานะครับ

เรื่อง MacPro แพงไม่แพงสำหรับฟังเพลง เป็นเรื่องของแต่ละท่าน เพราะความต้องการในการใช้งานและงบประมาณ ไม่เหมือนกันครับ

อย่าน้อยใจกันไปเลยครับ ผมกลับเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำครับ ที่คุณ GUNTUM มาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เพราะถ้าผมมี requirements คล้ายกัน  เช่น video editing, multi-channel mixing พร้อมกับการฟังเพลงเพื่อความสุนทรีย์ ผมก็คงลงทุนกับอุปกรณ์ ในแนวเดียวกันครับ

อีก 3 ปี ก็ครบ 20 ปี สำหรับ USB 2 แล้วครับ ก็ไม่รู้จะ Expire เมื่อไหร่ แต่ Firewire อยู่มานานกว่าครับ ตั้งแต่ 1995 และผมได้ซื้อ M-Audio Firewire ในปี 2007
ปัจจุบัน Firewire ก็ยังใช้งานในสตูดิโออัดเสียงอยู่ทั่วไป และงานวีดีโอก็ยังต้องพึ่งพาการส่งสัญญาณแบบ Firewire เพื่อป้องกันการซิงค์ไม่ตรงของภาพและเสียง

เพราะ USB 2 จริงๆแล้ว กว่าจะเริ่มใช้ฟังเพลงได้ ก็ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเองครับ เพราะตอนแรก ออกแบบไว้ส่งข้อมูลช่วงสั้นเป็นหลัก อย่างไฟล์เอกสาร สแกนเนอร์ ปริ๊นเตอร์
และตอนแรกก็ยังแบ่งเป็น Full Speed กับ High Speed อีกด้วย พอพัฒนามาจนเริ่มเสถียร (ก็หลายปีอยู่) เลยพอจะส่งสัญญาณเสียงได้ แต่ที่ฮิตก็ไม่น่าแปลกใจครับ
เพราะคอนโทรลเลอร์ม่ราคาถูก และไม่ต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรเครือ่งละ 0.25 เหรียญ เหมือน Firewire ทำให้คนที่กล้าผลิต Firewire Audio Interface เรียกว่าต้องฝีมือแน่จริง
ไม่งั้นเรียกว่าหาเรื่องเจ็บตัวเปล่าๆ

ปัจจุบันอุปกรณ์ที่เป็น USB2 ก็เหลือน้อยมาก อย่างเมนบอร์ด PC ก็เป็น USB3 กันหมดแล้ว มือถือแอนดรอยด์ก็เป็น USB-C แม้แต่เครื่องเล่นเกม Nintendo Stitch ก็เป็น USB-C
โลกก็หมุนไปในยุค 4K>6K>8K ไฟล์ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ USB2 ก็ค่อยๆหมดประโยชน์ด้วยความเร็วที่ไม่พอกับความต้องการ และทำงานได้ไม่หลากหลายเหมือน USB-C
สามารถส่งสัญญาณ HDMI และ Display Port ได้ในตัว  ต่จะเหลือค่ายที่วิจัยออกคอนโทรลเลอร์ USB2 อยู่อีกหรือไม่ผมก็ไม่อาจทราบได้

ส่วนผมเบี้ยน้อยหอยน้อยครับ สำหรับระบบดิจิตอล จ่ายเงินเท่ากันผมต้องเลือกระบบที่สมัยที่สุดครับ
เพราะสุดท้ายแล้ว เครื่องเสียงจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย มีค่าการตลาดสูง โดยที่ไม่มีตัวชี้วัดเรื่องคุณภาพ ทุกอย่างอยู่ที่ความถึงพอใจของลูกค้า
ผมจึงหนีออกจากวงการนี้ตั้งแต่ปี 2008 ไงครับ และมาทดลองหาระบบใหม่ๆเองโดยไม่อยู่ภายใต้การชี้นำการตลาดจากนายทุน
และหันมาใช้เครือ่งระดับห้องอัด ที่สามารถชี้วัดเรื่องคุณภาพได้



นั่นสิครับ bandwidth ของมาตรฐาน USB2.0 และ Firewire มันมีให้ใช้ได้เหลือเฝือสำหรับการฟังเพลง 

ส่วนสาย usb ดีๆ ราคาไม่บ้าเลือดขนาดนั้นมีนะครับ สาย diy ดีๆ ก็มีเยอะ อย่างเช่น สาย silver palted /gold plated occ แบบ diy บางท่านชอบมากกว่าสายมีแบรนด์แพง ๆ ซะอีก  แต่ผมไม่ได้บอกสายแพง ๆ ไม่ดีนะครับ ดีแน่ๆ ครับ  รวมทั้งสาย firewire triple shield ตัวนำดี ๆ ฟังเพลินมากมายแล้ว

สิ่งที่อยากให้ผู้อ่านรับทราบคือ ไม่จำเป็นต้องไปใช้งานของหรือเครื่องที่เป็น studio หรือ professional หรอกครับ  ขออนุญาต ยิงตรงๆ ครับ ๕๕๕  แต่ท่านใดจะไปใช้ก็ไม่ได้บอกว่า ไม่ได้นะครับ อันนี้ขึ้นกับความต้องการของแต่ละท่าน

Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #662 เมื่อ: 02 พฤษภาคม, 2017, 09:42:09 PM »
Technology ของ usb 2.0 ต่อให้ใช้เวลาถึง 16 ปี 2 channel audio listening ก็ยังไม่สามารถ ใช้ bandwidth ทั้งหมดของ usb 2.0 ได้ครับ

DSD512 ยังอัดประมาณ 40Mbps นับเป็น 40% ของสเป็คแบบคิดแย่ๆ สำหรับ usb 2.0

ผมเห็นด้วยครับว่า อยู่มาได้ 16ปี นี่ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องประหลาด แต่ก็นับว่าเป็นเรื่อง มหัศจรรย์ ในวงการ คอม กับ audio listening เลยครับ


สำหรับเรื่องราคาสาย usb เทียบกับคุณภาพเสียง ผมขอไม่พูดถึงครับ เพราะมันเป็นความเห็นปัจเจก แต่ถ้าอยากจะคุยกันถึงเรื่อง สเปคก็คุยกันได้ครับ

ตัวอย่างที่ คุณ GUNTUM ว่ามา เรื่อง สาย usb ราคา $595 คนที่จ่ายราคานี้กับสาย usb ได้ ในความเห็นผมเรื่อง best bang for the buck ไม่น่าจะเป็นปัญหานะครับ

เรื่อง MacPro แพงไม่แพงสำหรับฟังเพลง เป็นเรื่องของแต่ละท่าน เพราะความต้องการในการใช้งานและงบประมาณ ไม่เหมือนกันครับ

อย่าน้อยใจกันไปเลยครับ ผมกลับเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำครับ ที่คุณ GUNTUM มาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เพราะถ้าผมมี requirements คล้ายกัน  เช่น video editing, multi-channel mixing พร้อมกับการฟังเพลงเพื่อความสุนทรีย์ ผมก็คงลงทุนกับอุปกรณ์ ในแนวเดียวกันครับ

อีก 3 ปี ก็ครบ 20 ปี สำหรับ USB 2 แล้วครับ ก็ไม่รู้จะ Expire เมื่อไหร่ แต่ Firewire อยู่มานานกว่าครับ ตั้งแต่ 1995 และผมได้ซื้อ M-Audio Firewire ในปี 2007
ปัจจุบัน Firewire ก็ยังใช้งานในสตูดิโออัดเสียงอยู่ทั่วไป และงานวีดีโอก็ยังต้องพึ่งพาการส่งสัญญาณแบบ Firewire เพื่อป้องกันการซิงค์ไม่ตรงของภาพและเสียง

เพราะ USB 2 จริงๆแล้ว กว่าจะเริ่มใช้ฟังเพลงได้ ก็ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเองครับ เพราะตอนแรก ออกแบบไว้ส่งข้อมูลช่วงสั้นเป็นหลัก อย่างไฟล์เอกสาร สแกนเนอร์ ปริ๊นเตอร์
และตอนแรกก็ยังแบ่งเป็น Full Speed กับ High Speed อีกด้วย พอพัฒนามาจนเริ่มเสถียร (ก็หลายปีอยู่) เลยพอจะส่งสัญญาณเสียงได้ แต่ที่ฮิตก็ไม่น่าแปลกใจครับ
เพราะคอนโทรลเลอร์ม่ราคาถูก และไม่ต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรเครือ่งละ 0.25 เหรียญ เหมือน Firewire ทำให้คนที่กล้าผลิต Firewire Audio Interface เรียกว่าต้องฝีมือแน่จริง
ไม่งั้นเรียกว่าหาเรื่องเจ็บตัวเปล่าๆ

ปัจจุบันอุปกรณ์ที่เป็น USB2 ก็เหลือน้อยมาก อย่างเมนบอร์ด PC ก็เป็น USB3 กันหมดแล้ว มือถือแอนดรอยด์ก็เป็น USB-C แม้แต่เครื่องเล่นเกม Nintendo Stitch ก็เป็น USB-C
โลกก็หมุนไปในยุค 4K>6K>8K ไฟล์ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ USB2 ก็ค่อยๆหมดประโยชน์ด้วยความเร็วที่ไม่พอกับความต้องการ และทำงานได้ไม่หลากหลายเหมือน USB-C
สามารถส่งสัญญาณ HDMI และ Display Port ได้ในตัว  ต่จะเหลือค่ายที่วิจัยออกคอนโทรลเลอร์ USB2 อยู่อีกหรือไม่ผมก็ไม่อาจทราบได้

ส่วนผมเบี้ยน้อยหอยน้อยครับ สำหรับระบบดิจิตอล จ่ายเงินเท่ากันผมต้องเลือกระบบที่สมัยที่สุดครับ
เพราะสุดท้ายแล้ว เครื่องเสียงจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย มีค่าการตลาดสูง โดยที่ไม่มีตัวชี้วัดเรื่องคุณภาพ ทุกอย่างอยู่ที่ความถึงพอใจของลูกค้า
ผมจึงหนีออกจากวงการนี้ตั้งแต่ปี 2008 ไงครับ และมาทดลองหาระบบใหม่ๆเองโดยไม่อยู่ภายใต้การชี้นำการตลาดจากนายทุน
และหันมาใช้เครือ่งระดับห้องอัด ที่สามารถชี้วัดเรื่องคุณภาพได้

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 655
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #661 เมื่อ: 02 พฤษภาคม, 2017, 07:47:04 PM »
Technology ของ usb 2.0 ต่อให้ใช้เวลาถึง 16 ปี 2 channel audio listening ก็ยังไม่สามารถ ใช้ bandwidth ทั้งหมดของ usb 2.0 ได้ครับ

DSD512 ยังอัดประมาณ 40Mbps นับเป็น 40% ของสเป็คแบบคิดแย่ๆ สำหรับ usb 2.0

ผมเห็นด้วยครับว่า อยู่มาได้ 16ปี นี่ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องประหลาด แต่ก็นับว่าเป็นเรื่อง มหัศจรรย์ ในวงการ คอม กับ audio listening เลยครับ


สำหรับเรื่องราคาสาย usb เทียบกับคุณภาพเสียง ผมขอไม่พูดถึงครับ เพราะมันเป็นความเห็นปัจเจก แต่ถ้าอยากจะคุยกันถึงเรื่อง สเปคก็คุยกันได้ครับ

ตัวอย่างที่ คุณ GUNTUM ว่ามา เรื่อง สาย usb ราคา $595 คนที่จ่ายราคานี้กับสาย usb ได้ ในความเห็นผมเรื่อง best bang for the buck ไม่น่าจะเป็นปัญหานะครับ

เรื่อง MacPro แพงไม่แพงสำหรับฟังเพลง เป็นเรื่องของแต่ละท่าน เพราะความต้องการในการใช้งานและงบประมาณ ไม่เหมือนกันครับ

อย่าน้อยใจกันไปเลยครับ ผมกลับเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำครับ ที่คุณ GUNTUM มาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เพราะถ้าผมมี requirements คล้ายกัน  เช่น video editing, multi-channel mixing พร้อมกับการฟังเพลงเพื่อความสุนทรีย์ ผมก็คงลงทุนกับอุปกรณ์ ในแนวเดียวกันครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 พฤษภาคม, 2017, 07:49:14 PM โดย Goda Takeshi »

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #660 เมื่อ: 02 พฤษภาคม, 2017, 04:37:21 PM »
เห็นด้วยกับคุณ Goda ทุกประการ  ในฐานะคนฟังเพลงเพื่อความสุนทรีย์ภาพแล้ว usb2.0/firewire400|800 เหลือ ๆ สำหรับงาน playback ครับ

แต่ เสียงจะดีหรือไม่ดี จะน่าฟังหรือไม่น่าฟัง มันมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายประการ โดยเฉพาะ คุณภาพไฟฟ้า และ คุณภาพไฟล์เพลง (ข้อมูลที่เป็น noise ที่แฝงมากับข้อมูลเพลง)  ถ้าเราควบคุมหรือกำจัดพวกนี้ได้เสียงจะยิ่งน่าฟังมากกว่าการไปทุ่มเปลียน hardware ไปทาง professional audio ครับ

คหสต นะครับ อาจมีผิดบ้างถูกบ้าง ว่ากันไป :yahoo :yahoo :yahoo

จุดนี้ล่ะครับที่เป็นคอนทราสเลย ไฟล์ที่ทันสมัยอย่าง DSD หรือ DXD ทีกำลังเป็นที่นิยม แต่ยังต้องส่งผ่านพอร์ทที่มีอายุสิบกว่าปี  ผมว่าประหลาดดีครับ
เพราะพอร์ท USB2.0 ด้วยประสิทธิภาพความเร็ว ก็ไม่พอกับยุคนี้แล้วครับ ก็เรียกว่าใกล้หมดยุคเต็มที

ส่วน Thunderbolt ที่ออกแบบมาล่าสุด สามารถขจัดปัญหาเรื่องคุณภาพสายดิจิตอลออกไปได้ จนสายแบบ Thunderbolt Audio Grade กลายเป็นของที่ไม่มีความหมายไปเลยครับ
สรุปว่าใช้สายของ Apple เส้นละพันกว่าบาทก็โอเคแล้ว สาย USB ที่ผมเห็นมักจะยกมาลองกันที่ Poem พร้อม USB DAC ค่าสายอย่างเดียวจะเท่าเครื่อง Apogee ของผมแล้ว
แพงแบบผมก็ไม่เข้าใจเหตุผลเท่าไหร่  แต่ก็ยอมรับว่า ใส่สายถูก เสียงมันก็แย่ไปเลยครับ สำหรับ DAC USB แต่ในสายตาผมเห็นเป็นของที่ค่าใช้จ่ายสูงมากครับ
แต่สำหรับผมไม่่มีปัญหาเรื่องนั้นแล้วเรียกว่า Thunderbolt ขจัดปัญหาเก่าๆซ้ำซากที่มีมาสิบกว่าปีจนหมดไปครับ เรียกว่า คุณภาพดีกว่า ประหยัดกว่า
บอกลาชีวิตเดิมๆครับ เพระาผมต้องทำงานที่ต้องคิดอะไรใหม่ๆเสมอ เลยต้องคิดแบบมองไปข้างหน้าตลอดเวลาครับ

*Macbook Pro ของผม ซื้อมาตัดวีดีโอนะครับ เดี๋ยวจะมีบางท่นเห็นว่าผมซื้อเครื่องรุ่นโคตรแพงมาฟังเพลง คือผมไม่ได้ไว้ฟังเพลงครับ เป็นเครื่องมือทำมาหากิน
อันนี้คุ้มของจริง เพราะใน 1 วัน ผมต้องใช้ชีวิตกับเจ้าเครือ่งนี้เกิน 10 ชั่วโมงต่อวันครับ กลับบ้านก็เอามาต่อฟังเพลง ได้เสียงดีด้วยเป็นของแถมครับ

รีวิว Apogee Element 24 จาก ask.audio ครับ https://ask.audio/articles/review-apogee-element-24-thunderbolt-audio-interface

Price: $595

Pros: Excellent audio quality converters and mic pres, ultra-low latency, solid build quality. Made in the USA.

Cons: No included Thunderbolt cable, Element Control is a little hard to read and its documentation could stand improvement

ส่วนผมเอง ตอนแรกใชั Apogee Duet Firewire หลังจากได้ Element 24 มาเทียบนี่ เสียงอยู่กันคนละโลกครับ พอร์ท Thunderbolt ให้เสียงได้เปิดกว้างกว่ามาก
(จริงๆรู้ตั้งแต่ตอนเทสต์ HDD แล้วครับ HDD Thunderbolt ให้เสียงได้เปิดกว่า HDD Firewire มาก จนกลับไปฟัง Firewire ไม่ลงเลยครับ )
และด้วยความเร็วของพอร์ท ทำให้การพัฒนาตัว DAC มีมากขึ้นตามไปด้วยครับ และในราคา $595 ที่คงซื้อสาย USB รุ่นเยี่ยมๆได้สักเส้นนึงเท่านั้นเอง
แต่ผมได้เทคโนโลยีล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อเสียงเพลงโดยเฉพาะครับ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 พฤษภาคม, 2017, 04:49:18 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #659 เมื่อ: 01 พฤษภาคม, 2017, 11:48:17 PM »
เห็นด้วยกับคุณ Goda ทุกประการ  ในฐานะคนฟังเพลงเพื่อความสุนทรีย์ภาพแล้ว usb2.0/firewire400|800 เหลือ ๆ สำหรับงาน playback ครับ

แต่ เสียงจะดีหรือไม่ดี จะน่าฟังหรือไม่น่าฟัง มันมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายประการ โดยเฉพาะ คุณภาพไฟฟ้า และ คุณภาพไฟล์เพลง (ข้อมูลที่เป็น noise ที่แฝงมากับข้อมูลเพลง)  ถ้าเราควบคุมหรือกำจัดพวกนี้ได้เสียงจะยิ่งน่าฟังมากกว่าการไปทุ่มเปลียน hardware ไปทาง professional audio ครับ

คหสต นะครับ อาจมีผิดบ้างถูกบ้าง ว่ากันไป :yahoo :yahoo :yahoo
Simple is my Way

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 655
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #658 เมื่อ: 01 พฤษภาคม, 2017, 07:42:12 PM »
ผมมาช่วยเสริมเกียวกับ usb 2.0 กับ firewire ครับ

ในสภาวะการใช้งานทั่วไป usb 2.0 มี bandwidth ประมาณ 240Mbps (spec 480Mbps)

audio DVD quality 16bit48Kbps ก็ประมาณซัก 800Kbps => 0.8Mbps สอง channel ก็ 1.6Mbps

firewire เร็วกว่าในสภาวะใช้งานจริง แล้วก็มี chip คุมของมันเอง ซึ่งในสมัยก่อนเมื่อ 16 ปีที่แล้ว usb ยังต้องพึ่ง cpu อยู่ จึงทำให้รีวิวสมัยโบราณควรจะเทคะแนนให้ firewire

แต่มาสมัยนี้ต้องเรียกได้ว่าแทบไม่มีผลเลย เพราะ cpu กับ chipset แรงกว่ามากครับ

firewire ยังทนต่อการส่งข้อมูลนาน (sustained rate) ซึ่งทำได้ดีกว่า usb ครับ

สำหรับ 2 track/channel audio listening เผื่อๆไว้ทีึ่ 2Mbps ลองสมมุติ sustained rate ของ usb 2.0 เหลือแต่ 100Mbps

audio listening ใช้ bandwidth เพียงแต่ 2% ของ spec ที่คิดแบบแย่ๆของ usb 2.0 ครับ

ต้องบอกว่า firewire หรือ thunderbolts ให้ bandwidth ได้มากกว่าจริงๆครับ

ผมคงสนับสนุนเหมือนเดิมครับ

สำหรับ การฟังเพลงหลาย sources ในทีเดียว (16 tracks up หรือมี video ด้วย) ลงทุนกับ firewire base technologies จะเหมาะสมครับ spec ตามที่ คุณ Guntam's link ว่า firewire เร็วและ bandwidth มากกว่าครับ

สำหรับ การฟังเพลง audio cd quality usb 2.0 ใช้ bandwidth ประมาณ 2% ในสภาวะแบบแย่ เหลือเฟือ ส่งข้อมูลพลาดยังส่งใหม่ได้ทัน ครับ

ปล. ผมขอออกตัวไว้ก่อนว่าไม่ใช่ sound engineer ครับ ผมเป็นแค่ diyer กับ programmer ที่เคยทำงานกับ wave file format ไม่ควรเชื่อผม เรื่องเสียงดีไม่ดีครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 พฤษภาคม, 2017, 07:44:37 PM โดย Goda Takeshi »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #657 เมื่อ: 01 พฤษภาคม, 2017, 02:04:56 PM »
มีท่านใดใช้ชั้นวางที่ทำจาก ไม้เชอร์รี่ กับ ไม้เมเปิ้ล บ้างไหมครับ  ผมใช้อยู่ เสียงออกอุ่น ฟังสบาย แต่ยังคงความชัดเจนอยู่ครับ  :yahoo
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #656 เมื่อ: 01 พฤษภาคม, 2017, 10:06:50 AM »
พอดีได้เลนส์ Rodenstock APO 50mm ตัวใหม่มา มีเลนส์ 8 ชิ้น มากกว่าตัวเ่ก่าของผมที่มี 6 ชิ้น
เลยต้องทำสอบเลนส์สำหรับทำมาหากินก่อนครับ ได้ผลออกมาเยี่ยมมาก เป็นเลนส์ที่อัพเกรดจากรุ่นเก่า
ให้ช่วงสีดำได้เหนือกว่าตัวเก่าอย่างชัดเจน และคมขึ้นไปอีกครับ ทีนี้ก็ทำมาหากินง่ายขึ้นอีก



ถ่ายด้วย Sony A7R เลนส์ Rodenstock 50mm APO 8 element

และเมื่อวานก็ได้ไปรับชั้นวาง REZET ที่สั่งทำสำหรับมาวาง Apogee และอุปกรณ์ทั้งหลายครับ
สั่งเป้นแบบเหล็กเชื่อมที่มีขนาดเสา 1cm ก็ให้เสียงได้ตามคาด คือเป็นกลางครับ วางแล้วออกมาดีเลย
แล้วจะอัพเดทภาพอีกทีครับ

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #655 เมื่อ: 28 เมษายน, 2017, 01:29:33 PM »
USB-C นี่เรียกว่าเป็นพอร์ทแห่งอนาคตจริงๆครับ ข่าวในลิงค์จาก MacThai
https://www.macthai.com/2017/04/27/dell-monitor-s2718d-macbook-pro-usb-c/

ส่วน USB 2.0 เริ่มใช้งานในปี 2000 คงต้องร้องเพลง 16ปีแห่งความหลัง
แต่ IEEE1394 เก่ากว่า เพราะถูกออกแบบตั้งแต่ปี 1980
IEEE 1394 is an interface standard for a serial bus for high-speed communications and isochronous real-time data transfer.
ข้อมูลจาก Wikipedia : https://en.wikipedia.org/wiki/IEEE_1394
และ Apple นำเข้าตลาดในชื่อ Firewire ในปี 1990


FireWire® vs. USB 2.0
ข้อมูลเปรียบเทียบการทำงานของทั้งสองพอร์ทนี้แบบชัดเจนจาก qimaging.com
https://www.qimaging.com/support/pdfs/firewire_usb_technote.pdf

FireWire Vs USB: Which Is Faster?
ทดสอบจาก pcworld.com : http://www.pcworld.com/article/185415/article.html

สเปคที่ระบุกับการใช้งานจริงนั้น ต่างกันอย่างไร ดูได้ในลิงค์ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 พฤษภาคม, 2017, 11:56:08 AM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #654 เมื่อ: 25 เมษายน, 2017, 11:55:25 AM »
 :wiggle :wiggle :wiggle

อ่านแล้ว สุดยอดเลยครับ มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์จริงๆ ครับ

ไม่ใช่แค่ทำให้เพลงออกมา แล้ว คนทำเพลง / soundeng. จะฟังชอบนะ  แต่มันต้อง คิดว่า ทำไงให้หมู่คนฟัง เอาว่ามากกว่าสัก 100,000 ฟังแล้วชอบ แล้วซื้อสินค้าเพลงนั้น แค่นี้ก็สุดยอดละ  ยิ่งถ้าเจาะตลาดฝรั่ง ตลาดจีน ตลาดอินเดีย เอาแค่สัก 1% ของประชากร กึ๋ย สวรรค์ รับทรัพย์ ๕๕๕

ที่น้า malako พูดถึง ทำให้ผมนึกถึงศัพท์คำว่า hardware ที่มีความสามารถเรื่อง busmaster  ใครใช้การ์ดพวกนี้สมัยนั้นอย่างเทพ
Simple is my Way

ออฟไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,451
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #653 เมื่อ: 25 เมษายน, 2017, 10:33:04 AM »

งานทำเพลงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ครับ
ศาสตร์ เป็นวิชาความรู้  ศิลป์เป็นพรสวรรค์

ลองอ่านงานมิกซ์ระดับปรมาจารย์ครับ อาจได้ไอเดียเอาไปมิกซ์เสียงร้องคาราโอเกะที่บ้าน


http://www.patid.com/board/index.php?topic=6342.0

ออฟไลน์ Valve art

  • ***
  • กระทู้: 182
  • Sweet tube
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #652 เมื่อ: 25 เมษายน, 2017, 09:45:45 AM »
ขอบคุณทุกๆท่านที่ได้ร่วมแบ่งปั่นข้อคิดเห็น ไม่มีใครถูกใครผิดครับ อ่านในนี้ถ้ามีคำถามก็ไปหาข้อมูลภายนอกเพื่อต่อยอด
ยิ่งหาข้อมูล ยิ่งอ่านมากขึ้นทำให้รู้ว่างาน Pro Audio ไม่ได้ง่ายอย่างที่ได้ฟังเพลงที่วางขายเลย มีทั้งศสาตร์และศิลป์ ต้องให้เครดิตคนที่ทำเพลงออกมาแล้วเป็นที่จดจำเสียงสมดุลย์และดี มันเป็นอะไรที่ไม่ง่ายเลยจริงๆ
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #651 เมื่อ: 25 เมษายน, 2017, 09:02:04 AM »
ค่าเซทติ้งดีสุดเท่าที่ผมตั้งได้ในตอนนี้ครับ



เอา 44.1 มาคูณ 4 (เสียงดีกว่าเมื่อก่อนที่ผมคุณ 2) จริงๆต้นฉบับตอนบันทึก มักเป็น 48 ไม่ก็ 96 แต่ตอนเอาลงแผ่น พื้นที่ไม่พอ เลยต้องหั่นออกอีกหน่อยเหลือ 44.1
แต่ถ้าผมแปลง 44.1 กลับเป็น 96 ผมฟังแล้วไม่ปลื้มเท่าไหร่ครับ เอามาคูณ 2 ให้ลงตัว ได้บาลานซ์เสียงดีกว่า
แต่ตอนนี้ Apogee ทำได้มากกว่าเดิม ก็จับคูณ 4 เลยครับ

โดยต้องเลือก I/o Buffer เป็น 1024 ค่า Latency ก็วิ่งไปที่  12.7 แต่ไม่สำคัญแล้วครับ ขั้นตอนนี้สำคัญตอน Buffer มา่กกว่า
เพราะถ้า Buffer ต่ำในขั้นตอนอ่านจากแผ่น เสียงแตกครับ
และผมเลือกเป็น 32bit Float ในขึ้นตอนสุดท้าย เพราะลงตัวกว่า ก็กลายเป็นจาก 16/44.1 ไปเป็น 32/176.4
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 เมษายน, 2017, 11:53:37 AM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,451
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #650 เมื่อ: 25 เมษายน, 2017, 06:04:13 AM »
ลองอ่านเล่นๆ สำหรับท่านที่สนใจเรื่องสตูดิโอ


ที่มา


https://www.overclockzone.com/forums/archive/index.php/t-1428593.html



ครับเพราะในเวลานี้ถ้า ต้องการต่อคอมพิวเตอร์กับซอฟต์แวร์ยอดนิยมในตลาด ตอนนี้
เช่น Sonar,Cubse,FLStudio,Reason มันไม่มีอะไรดีกว่า ASIO แล้วไงครับ
เพราะการที่ซาวการ์ดจะติดต่อกับ คอมพิวเตอร์เพื่อบันทึกเล่น PCM
นอกจากต้องมีไดเวอร์แล้วซึ่งที่ขาดไม่ได้คือ API ครับไม่มีก็จบครับ

ยกตัวอย่าง
Win 95,98,ME ใช้
(VXD) Driver API MME
Direct Sound API
เป็นมาตรฐานในการจัดการเรื่องเสียง

Win 98SE,ME,2000,XP,Vista,7
(WDM) Windows Driver Model API
Direct Sound API

บน Mac
(AU) Audio Unit API ดีกว่า WDM เยอะทำให้ในสมัยก่อนทำไมเค้า
ถึงนิยมไปทำเพลงกันบน Mac เพราะมาตรฐาน API ของ ASIO มันยังไม่แพรหลาย
เท่ากับปัจจุบันนี้ไง

ยกตัวอย่าง API ที่ทำมาเฉพาะสำหรับ
ใช้กับซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์โดยเฉพาะ
(ASIO_ Audio Stream Input/Output คิดค้นโดย Steinberg ผู้ผลิต Cubse ปัจจุบัน ถูก YAMAHA ซื้อไปแล้ว)
แทบจะขาดไม่ได้แล้วกับซอฟต์แวร์สำหรับทำเพลงและดนตรีในปัจจุบัน
รวมถึงโปรแกรมเล่นเพลงบางตัว

(GSIF) GigaSampler InterFace เป็น API ที่เกิดก่อน ASIO เสียอีกครับ
ถูกสร้างมาให้ใช้กับซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์โดยเฉพาะเช่นกัน
คิดค้นโดย AKAI ใช้กับซอฟต์แวร์ GigaStudio ปัจจุบันขายให้กับ
TASCAM ไปแล้วครับไม่ค่อยนิยมในปัจจุบันเนื่องจาก ซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์
ไม่ค่อยสนับสนุน

(EAX) Environmental audio extensions อันนี้หลายคนคงรู้จักกันดีแล้วครับ
มันคือ API เฉพาะของ เจ้าพ่อมัลติมีเดีย. Creative สร้างมาเฉพาะสำหรับ
จัดการเรื่อง sound effects 3D Sound และอื่นๆโดยใช้ความสามารถจาก
ฮาร์ดแวร์โดยตรงแทนที่จะใช้ Direct Sound ปัจจุบันนิยมใช้กับ
เกมส์เป็นส่วนใหญ่ ซอฟต์แวร์สำหรับทำเพลงและดนตรีในปัจจุบันไม่รองรับ

ถูกครับที่ ฮาร์ดแวร์ ในปัจจุบันมันประมวลผลของตัวมันเองได้
ไม่ต้องของแพงหรอกครับง่ายๆอย่าง X-Fi มันก็มี DSP ในการ
ประมวลผลด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว แต่อย่าลืมว่าถึง ต่อให้ฮาร์ดแวร์สุดเทพสุดแพง
ถ้าต้องการต่อกับคอมพิวเตอร์ยังไงก็ต้องมี API มาติดต่อกับมันอยู่ดีครับ

มันไม่เหมือนกับเอาเครื่องเล่น DVD ไปต่อกับ DAC แล้วมีเสียงเลยนะครับ ผมกำลังจะพูดว่า
ทำไม่ถึงต้องมี API เพราะว่าฮาร์ดแวร์มันจะต้องคุยกับซอฟต์แวร์ ยังไงครับ
ยกตัวอย่างของ RME ที่เป็น Zero CPU Load ไม่ต้องใช้ CPU เลยยังต้องมีรองรับ API เลย
ก็เหมือนกันว่า มีฮาร์ดแวร์สุดเทพสุดแพง ประมวลผลของตัวมันเองได้
แต่มันไม่รู้จะไปคุยกับซอฟต์แวร์ อื่นๆยังไงไงครับ
เช่น ซอฟต์แวร์ ส่วนใหญ่คุยภาษา WDM ASIO AU
แต่ฮาร์ดแวร์สุดเทพสุดแพง ดันไม่คุยภาษานี้ก็เลยติดต่อกันไม่ได้ แต่มันสามารถประมวล
ผลด้วยตัวมันเองได้


เว้นแต่ผู้ผลิตจะสร้างภาษาเฉพาะเพื่อให้ ฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ มันคุยกันเองได้
เช่น สร้างฮาร์ดแวร์
สร้าง ภาษาสำหรับติดต่อกับฮาร์ดแวร์ของตัวเองโดยเฉพาะ API
สร้าง ซอฟต์แวร์สำหรับใช้งาน
ซึ่งต่อให้มันเทพกว่า ASIO
แต่มันก็มีข้อเสียตรง อาจจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากเพราะต้องซื้อทุกอย่างตั้งแต่ ซอฟต์แวร์ ยันฮาร์ดแวร์
ไม่รองรับซอฟต์แวร์อื่นเพราะ ฮาร์ดแวร์สุดเทพไม่คุย ภาษาอื่น นอกจากภาษาของมันเอง
ยุงยากต่อการเรียนรู้ใหม่เพราะคู่มือและหนังสือประกอบการใช้งานมีแต่ manual ของ ฮาร์ดแวร์สุดเทพ



สรุปว่า ASIO,WDM,Direct Sound มันเป็นเพียงแค่ภาษาที่ใช้ติดต่อกันระหว่าง ซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์
แค่นั้นเองครับ มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการประมวลผลในฮาร์ดแวร์ซักนิดเลยครับ
อย่างภาษา ASIO ออกแบบมาให้คุยกันได้ง่ายๆ หน่อยมันก็ลด latency ในการคุยกันได้ทำให้
ซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์มันคุยกันนิดหน่อยก็รู้เรื่องแล้ว

หรือถ้าไปคุยกับ WDM อาจจะคุยยากหน่อยใช้ภาษายาวกว่า
กว่าจะคุยกันรู้เรื่องใช้เวลานานกว่า latency ก็สูงกว่า

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 เมษายน, 2017, 06:09:39 AM โดย Malako »

ออฟไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,451
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #649 เมื่อ: 25 เมษายน, 2017, 05:53:32 AM »
มาต่อครับ

สำหรับผม ข้อต่างใหญ่ของ sound engineering กับ audio listening คือ จำนวน channel กับแหล่งกำเนิด ของเสียงที่ต้องใช้งานพร้อมกัน

  • audio listening ใช้แค่ 2 channel จาก source เดียว (พวก multi-channel encoding ขอละไว้ครับ)
  • sound engineering ใช้มากกว่า 2 channel และมากกว่า 1 source นียังไม่รวมเรื่องภาพ สำหรับ video editing

เพราะต้องใช้ ข้อมูลจากหลายแหล่ง (mixing) จึงต้องทำให้ เสียงสัมพันธ์กัน (live editing ก่อนก็แล้วกัน) ตังนั้น latency จึงสำคัญมากครับ
audio listening เมือใช้ source จากแหล่งเดียว latency จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ครับ

อีกทั้ง audio listening ใช้ bandwidth น้อยมากเมื่อเทียบกับ ระบบส่งข้อมูล usb 2.0 ต่อให้ส่งข้อมูลผิดพลาด ระบบขอส่งข้อมูลใหม่ก็ยังทันไม่เกิน buffer ครับ
ด้วยความต้องการทาง bandwidth กับ latency ต่ำ เครื่องเสียงสำหรับ audio listening จึงไม่ต้องลงทุน กับเรื่องนี้ครับ ทำมา overspec ก็เปลืองต้นทุน เอาทุนไปใช้กับภาค marketing ยังได้ผลกว่าครับ

ถ้าเราท่านๆ ฟังเพลง โดย mix จากหลาย source ลงทุนกับ อุปกรณ์ sound engineer จะเหมาะสมครับ
อย่างไรก็ตาม งบประมาณเป็นเรื่องของแต่ละท่านครับ


เห็นว่ามีตอนต่อ รออ่าน แต่ก็นึกทายอยู่ในใจ ถ้าซื้อหวยก็ถูกครับ

เมื่อเอ่ยถึง สตูดิโอ ผมบ้าอยู่พักใหญ่ หาที่เรียน "เรียนเพื่อให้รู้แจ้ง" มิได้เรียนเพื่อ จบได้ประกาศนียบัตร
พอรู้ที่มาที่ไปบ้าง ถึงขั้นจะลงทุนทำห้องสตูดิโอ ออกแบบห้อง ติดต่อซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ ทำเรื่องกู้เงิน
ดีที่กู้ไม่ผ่าน โปรดิ๊วเซอร์เพื่อนรุ่นน้อง คนทำเพลงที่ยุให้ทำกินแห้วไปตามๆ กัน

พอร์ท USB นั้นความสามารถในการบันทึกเสียงพร้อมกันได้ถึง 70 แทร๊ค
แต่เอาจริงๆ ซัก 32 แทร๊คให้ความสบายใจกว่า
เวลาอัดเสียงที่โปรแกรมทำเพลงเช่น SONAR , CUBASE , LOGIG ฯลฯ
ต้องตั้งค่า latency ให้ต่ำถึงจุดๆ หนึ่งจะทำงานลงตัว ต่ำมากไปมีแสียงแปีะ แป๊ะ
แต่พอเวลาเล่นกลับต้องตั้งค่า Latency ให้สูงขึ้นถึงจุดหนึ่งที่ว่า คนทำซาวด์จะรู้ว่าจุดไหนพอดี
ต่อมา เมื่อมีคำว่า Latency มันก็มีค่า Sampling Rate ให้ตั้งไปพร้อมๆ กันครับซึ่งมีตั้งแต่
44100 -192 KHz  จะตั้งเท่าไร ลองดูได้ แต่เชื่อเถอะ ฟังไม่ออกหรอก ยกเว้นหูที่มีประสบการณ์ยาวนานจริงๆ

ความคิดของ "ปัจเจกบุคคล _ Individual" ผมเคารพจนถึงขั้นยอมรับ
ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าภาค 1 นั้นผมเคยขออนุญาตนำไปแชร์ที่เว็บคาราโอเกะที่เป็นสมาชิกอยู่ครับ
ภาค 2 นี่ ผมตามไม่ทันจริงๆ ครับ อาจเป็นได้ว่าไม่มีประสบการณ์ลองใช้จากของจริง

คงเหมือนกับเพื่อนนักดนตรีที่เล่นเลี้ยงชีพทุกวันมาร่วม 40 ปี
ฟังเพลงในบ้านจากตู้แอมป์กีตาร์ มีความพอใจ
ขณะเดียวกัน เพือนบ้านอีกคนเล่นเครื่องเสียงหลอดทั้งชุด
เฉพาะสายเชื่อมต่อเครื่องราคาเป็นแสน เขาก็แฮปปี้ ครับ



 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 เมษายน, 2017, 05:58:51 AM โดย Malako »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #648 เมื่อ: 25 เมษายน, 2017, 12:28:31 AM »
^
|
|

เห็นด้วยเลยครับ กับที่คุณ Takeshi เขียนครับ  เผอิญ ท่าน จขกท อาจจะอยู่ในวงการตัดต่อ เลยเน้นไปที่อุปกรณ์ studio ซึ่งก็เหมาะสม แต่บางทีการเขียนเน้นย้ำว่าอุปกรณ์ studio เสียงดีกว่ามากมาย อันนี้ ขอไม่พูดถึงละกัน อิๆๆ
Simple is my Way

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 655
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #647 เมื่อ: 24 เมษายน, 2017, 09:51:00 PM »
มาต่อครับ

สำหรับผม ข้อต่างใหญ่ของ sound engineering กับ audio listening คือ จำนวน channel กับแหล่งกำเนิด ของเสียงที่ต้องใช้งานพร้อมกัน

  • audio listening ใช้แค่ 2 channel จาก source เดียว (พวก multi-channel encoding ขอละไว้ครับ)
  • sound engineering ใช้มากกว่า 2 channel และมากกว่า 1 source นียังไม่รวมเรื่องภาพ สำหรับ video editing

เพราะต้องใช้ ข้อมูลจากหลายแหล่ง (mixing) จึงต้องทำให้ เสียงสัมพันธ์กัน (live editing ก่อนก็แล้วกัน) ตังนั้น latency จึงสำคัญมากครับ
audio listening เมือใช้ source จากแหล่งเดียว latency จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ครับ

อีกทั้ง audio listening ใช้ bandwidth น้อยมากเมื่อเทียบกับ ระบบส่งข้อมูล usb 2.0 ต่อให้ส่งข้อมูลผิดพลาด ระบบขอส่งข้อมูลใหม่ก็ยังทันไม่เกิน buffer ครับ
ด้วยความต้องการทาง bandwidth กับ latency ต่ำ เครื่องเสียงสำหรับ audio listening จึงไม่ต้องลงทุน กับเรื่องนี้ครับ ทำมา overspec ก็เปลืองต้นทุน เอาทุนไปใช้กับภาค marketing ยังได้ผลกว่าครับ

ถ้าเราท่านๆ ฟังเพลง โดย mix จากหลาย source ลงทุนกับ อุปกรณ์ sound engineer จะเหมาะสมครับ
อย่างไรก็ตาม งบประมาณเป็นเรื่องของแต่ละท่านครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 เมษายน, 2017, 09:55:50 PM โดย Goda Takeshi »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #646 เมื่อ: 24 เมษายน, 2017, 08:00:57 PM »
ตามที่ผมเข้าใจ และหลายวันก่อนก็คุยกับนักดนตรี โปรดิ๊วเซอร์ ที่ทำงานคร่ำหวอดมานานกว่า 30 ปี

Latency เกิดจากปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัย ต้องศึกษา

ในการทำงานทำเพลง การมิกซ์ หรือแม้แต่นักเล่นคาราโอเกะที่จริงจัง หมายถึงการดึงเอาเสียงดนตรีที่มาจากมีดี้ไฟล์
ออกมามิกซ์ชิ้นดนตรีเพื่อให้สะใจใหม่ อาจเป็น 4 , 8 , 16 , 24 แทร๊ค (แยกชิ้นดนตรีทุกชิ้นออกจากกัน)

ฝั่ง PC เขาแก้เรื่อง Latency ด้วย  ASIO ส่วน MAC  คือ Core Audio
การแก้นั้นต้องตั้งค่าที่โปรแกรมที่เล่นเพลง เล่นคาราโอเกะ และมิกซ์เพลงกับทำเพลงก็คือ DAW ซึ่งเป็นโปรแกรมทำเพลงต่างๆ

การทำงานจะทำงานจากฮาร์ดดีสโดยตรง หมายถึงเราอิมพอร์ทไฟล์ทั้งหมดลงฮาร์ดดีส
คนทำเพลงนั้้นคอมระดับ Work Station เขาจะมีฮาร์ทดีส 2 ลูก  ลูกแรกลง OS Windows หรือ Mac OS
ลูกที่สองใหญ่มากหน่อย ใช้สำหรับทำงาน และ Save งานที่ทำเสร็จแต่ละขั้นตอนจนไฟนอล

งานทั้งหมดจบโดยไม่ใช้ thunderbolt แม้ว่าจะใช้ External hard Disc และผ่าน thunderbolt
ก็ต้องไปตั้งค่าที่โปรแกรมทำงาน ให้ Enable ASIO หรือ Core Audio ครับ ถึงจะแก้เรื่อง Latency ได้
(Audio Interface ทุกวันนี้มี Driver ASIO มาพร้อมครับ)

อย่างไรก็ตามแม้มีเครื่องไม้เครื่องมือดีสุดๆ ลองให้ Sound Engineer 2 คนมาทำงานเพลงเดียวกัน
ผลงานออกมารับรองไม่เหมือนกัน มีเด่นดี มีด้อย ต่างกันไป นั่นถือว่าเป็นพรสวรรค์ของแต่ละคน
อาจมาจาก "หู"  2 ข้างของแต่ละคนก้รับรู้เรื่องเสียงไม่เท่ากันครับ
การเสพย์เสียงดนตรี ความสุขเกิดจากความพอใจ จึงเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละคนโดยแท้


เห็นด้วยกับน้า malako เลยครับ เรื่อง latency

ผมอ่านข้อความของ จขกท แล้ว  ผมคิดว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยกับเรื่อง port type/efficiency หรืออะไรก็ตามของ มัน 
มีแค่เรื่อง ไฟ ที่มาเลี้ยง port ที่อาจจะ optimized มาใหม่ให้ดีขึ้น noise ลดลงเลยส่งผลการทำงานด้านเสียงที่ดีขึ้นมากกว่าครับ 
สรุป คหสต ผม ก็ยังยืนยันไม่เกี่ยวไหรกับ port type เลย



Thunderbolt 3 กับ Thunderbolt 2 มันคนละวงจรกันครับ คนละ Controller
(จริงๆค้นดูภาพ Adapter Thunderbolt 3 to Thunderbolt 2 ก็น่าจะเข้า่ใจแล้วนะครับ เพราะมีวงจรออกมาอีกชุด ลองซื้อมาผ่าดูก็ได้ครับ อันละ 2100.-
อย่าง Adapter Thunderbolt to Firewire ก็มีวงจรข้างในนะครับ ผมก็เคยลงรูปที่ต่างประเทศเขาผ่าดู)

อย่าใช้ความเชื่อกับระบบคอมพิวเตอร์เลยครับ ข้อมูลอุปกรณ์ต่างๆมีอธิบายอย่างชัดเจนครับ ค้นกูเกิลแป๊บเดียวก็เจอ ถ้ายังค้นไม่เจอจริงๆ ก็อ่านไฟล์ตัวนี้ครับ
http://www.intel.com/content/dam/www/public/us/en/documents/product-briefs/thunderbolt-overview-brief.pdf
https://thunderbolttechnology.net/sites/default/files/Thunderbolt3_TechBrief_FINAL.pdf
https://thunderbolttechnology.net/sites/default/files/tbt3presentation.pdf
http://meseec.ce.rit.edu/551-projects/spring2013/1-3.pdf

เทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ชัดเจน พิสูจน์ได้นะครับ ไม่ต้องพึ่งความเชื่อใดๆ

อิๆๆ ใช่ครับ เรื่องเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องลี้ลับอะไรเลยครับ วิทยาศาสตร์ทั้งดุ้น  แต่ การฟังเพลงเป็นเรื่องของการเสพศิลป์ ครับ ถ้าหากท่านใดมีความรู้ทางเทคโนโลยีน้อย ก็จะยุ่งหน่อยกับสมัยนี้ อาจต้องหาเพื่อนช่วยหน่อย

เรื่อง port เรื่องคอมพิวเตอร์ พวกนี้ ไม่อยากเอยเลย ว่า ผมใช้งานคอมตัวแรก ก็ apple จอเขียว ต้องตอกบัตรเอา ถัดมาก็ 286 จอดำจอเขียว ประกอบเครื่องเอง อ่านหนังสือตำรับตำราของ Peter Norton เจ้าของ Norton Commander อันโด่งดังสมัยก่อน  จนมาเป็น 386 จอ 256 สี เที่ยวไล้เที่ยวขื่อไปพันธุ์ทิพย์ประตูน้ำ (ผมเป็นคนนึงที่ได้ร่วมทดสอบบอร์ดพันธุ์ทิพย์ยุคแรกเลยนะครับ ๕๕๕ สมัยนั้นทดสอบจากญี่ปุ่นมาก็สนุกดี แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้เข้าเลย) ประกอบเครื่อง แก้ไข hardware ลง OS windows เวอร์ชันแรกมาเรื่อย เพราะฉะนั้น จากประสบการณ์เรื่องคอมฯ มาจนเล่นเครื่องเสียงมา  ผมถึงมีเหตุผลว่า  มันไม่ใช่เรื่อง port เรื่องเดียวที่เราควรจะไปเน้น มีอย่างอื่นที่สำคัญกว่า อย่างในกลุ่ม hdd ที่ซื้อมาเก็บไฟล์ ยังทำกันถึงขนาดแกะมาเปลี่ยน reg. ไฟบนบอร์ดเลย docking ไม่ต้องพูดถึงชำแหล่ะ เพื่อรีดประสิทธิภาพให้ได้มากที่สุด

ผมตามอ่าน จขกท โพสมานานละ สนุกดี ได้อัพเดทความรู้ด้วย ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง แต่บางทีผมก็อยากเสนอความเห็นในมุมด้านอื่นๆ เพื่อให้ผู้ที่ผ่านมาอ่านได้ใช้ประกอบประมวลความคิดเอา ก็แค่นั้นครับ

มาอัพข้อมูลเร็วๆ อีกนะครับ ตามอ่าน ๕๕๕
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 เมษายน, 2017, 08:32:21 PM โดย surapong.d »
Simple is my Way

ออฟไลน์ Goda Takeshi

  • *****
  • กระทู้: 655
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #645 เมื่อ: 23 เมษายน, 2017, 09:13:09 AM »
ผมเห็นด้วยกับคุณ GUNTAM ครับว่าระบบคอมพิวเตอร์ไม่จำเป็นต้องใช้ความเชื่อ

เรื่อง Latency, thunderbolt ทำได้ดีกว่า usb มากครับ

ตาม spec ใน link ที่ให้มาก็น่าจะมีให้เห็น

ลองมาคิดดูในทางวิทย์ ว่าทำไม sound engineer ถึงต้องการใช้ความสามารถของ port thunderbolt มากกว่า usb
และทำไม อุปกรณ์ของ audio listerner ยังใช้ usb อยู่

อันดับแรก อะไร คือความแตกต่าง ของ sound engineer vs audio listener และความแตกต่างนี้ มาเกียวข้อง กับ latency ได้อย่างไร
ทำไม commercial equipment ถึงยังไม่นำ port thunderbolt มาใช้ยังอยู่กับ usb ครับ

... มาต่อวันหลังครับ

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #644 เมื่อ: 23 เมษายน, 2017, 12:27:52 AM »
ตามที่ผมเข้าใจ และหลายวันก่อนก็คุยกับนักดนตรี โปรดิ๊วเซอร์ ที่ทำงานคร่ำหวอดมานานกว่า 30 ปี

Latency เกิดจากปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัย ต้องศึกษา

ในการทำงานทำเพลง การมิกซ์ หรือแม้แต่นักเล่นคาราโอเกะที่จริงจัง หมายถึงการดึงเอาเสียงดนตรีที่มาจากมีดี้ไฟล์
ออกมามิกซ์ชิ้นดนตรีเพื่อให้สะใจใหม่ อาจเป็น 4 , 8 , 16 , 24 แทร๊ค (แยกชิ้นดนตรีทุกชิ้นออกจากกัน)

ฝั่ง PC เขาแก้เรื่อง Latency ด้วย  ASIO ส่วน MAC  คือ Core Audio
การแก้นั้นต้องตั้งค่าที่โปรแกรมที่เล่นเพลง เล่นคาราโอเกะ และมิกซ์เพลงกับทำเพลงก็คือ DAW ซึ่งเป็นโปรแกรมทำเพลงต่างๆ

การทำงานจะทำงานจากฮาร์ดดีสโดยตรง หมายถึงเราอิมพอร์ทไฟล์ทั้งหมดลงฮาร์ดดีส
คนทำเพลงนั้้นคอมระดับ Work Station เขาจะมีฮาร์ทดีส 2 ลูก  ลูกแรกลง OS Windows หรือ Mac OS
ลูกที่สองใหญ่มากหน่อย ใช้สำหรับทำงาน และ Save งานที่ทำเสร็จแต่ละขั้นตอนจนไฟนอล

งานทั้งหมดจบโดยไม่ใช้ thunderbolt แม้ว่าจะใช้ External hard Disc และผ่าน thunderbolt
ก็ต้องไปตั้งค่าที่โปรแกรมทำงาน ให้ Enable ASIO หรือ Core Audio ครับ ถึงจะแก้เรื่อง Latency ได้
(Audio Interface ทุกวันนี้มี Driver ASIO มาพร้อมครับ)

อย่างไรก็ตามแม้มีเครื่องไม้เครื่องมือดีสุดๆ ลองให้ Sound Engineer 2 คนมาทำงานเพลงเดียวกัน
ผลงานออกมารับรองไม่เหมือนกัน มีเด่นดี มีด้อย ต่างกันไป นั่นถือว่าเป็นพรสวรรค์ของแต่ละคน
อาจมาจาก "หู"  2 ข้างของแต่ละคนก้รับรู้เรื่องเสียงไม่เท่ากันครับ
การเสพย์เสียงดนตรี ความสุขเกิดจากความพอใจ จึงเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละคนโดยแท้


เห็นด้วยกับน้า malako เลยครับ เรื่อง latency

ผมอ่านข้อความของ จขกท แล้ว  ผมคิดว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยกับเรื่อง port type/efficiency หรืออะไรก็ตามของ มัน 
มีแค่เรื่อง ไฟ ที่มาเลี้ยง port ที่อาจจะ optimized มาใหม่ให้ดีขึ้น noise ลดลงเลยส่งผลการทำงานด้านเสียงที่ดีขึ้นมากกว่าครับ 
สรุป คหสต ผม ก็ยังยืนยันไม่เกี่ยวไหรกับ port type เลย



Thunderbolt 3 กับ Thunderbolt 2 มันคนละวงจรกันครับ คนละ Controller
(จริงๆค้นดูภาพ Adapter Thunderbolt 3 to Thunderbolt 2 ก็น่าจะเข้า่ใจแล้วนะครับ เพราะมีวงจรออกมาอีกชุด ลองซื้อมาผ่าดูก็ได้ครับ อันละ 2100.-
อย่าง Adapter Thunderbolt to Firewire ก็มีวงจรข้างในนะครับ ผมก็เคยลงรูปที่ต่างประเทศเขาผ่าดู)

อย่าใช้ความเชื่อกับระบบคอมพิวเตอร์เลยครับ ข้อมูลอุปกรณ์ต่างๆมีอธิบายอย่างชัดเจนครับ ค้นกูเกิลแป๊บเดียวก็เจอ ถ้ายังค้นไม่เจอจริงๆ ก็อ่านไฟล์ตัวนี้ครับ
http://www.intel.com/content/dam/www/public/us/en/documents/product-briefs/thunderbolt-overview-brief.pdf
https://thunderbolttechnology.net/sites/default/files/Thunderbolt3_TechBrief_FINAL.pdf
https://thunderbolttechnology.net/sites/default/files/tbt3presentation.pdf
http://meseec.ce.rit.edu/551-projects/spring2013/1-3.pdf

เทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ชัดเจน พิสูจน์ได้นะครับ ไม่ต้องพึ่งความเชื่อใดๆ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 เมษายน, 2017, 07:46:21 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ surapong.d

  • ***
  • กระทู้: 229
  • เพศ: ชาย
  • มาฟังเพลงกันให้มีความสุขครับ
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #643 เมื่อ: 22 เมษายน, 2017, 10:37:14 PM »
ตามที่ผมเข้าใจ และหลายวันก่อนก็คุยกับนักดนตรี โปรดิ๊วเซอร์ ที่ทำงานคร่ำหวอดมานานกว่า 30 ปี

Latency เกิดจากปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัย ต้องศึกษา

ในการทำงานทำเพลง การมิกซ์ หรือแม้แต่นักเล่นคาราโอเกะที่จริงจัง หมายถึงการดึงเอาเสียงดนตรีที่มาจากมีดี้ไฟล์
ออกมามิกซ์ชิ้นดนตรีเพื่อให้สะใจใหม่ อาจเป็น 4 , 8 , 16 , 24 แทร๊ค (แยกชิ้นดนตรีทุกชิ้นออกจากกัน)

ฝั่ง PC เขาแก้เรื่อง Latency ด้วย  ASIO ส่วน MAC  คือ Core Audio
การแก้นั้นต้องตั้งค่าที่โปรแกรมที่เล่นเพลง เล่นคาราโอเกะ และมิกซ์เพลงกับทำเพลงก็คือ DAW ซึ่งเป็นโปรแกรมทำเพลงต่างๆ

การทำงานจะทำงานจากฮาร์ดดีสโดยตรง หมายถึงเราอิมพอร์ทไฟล์ทั้งหมดลงฮาร์ดดีส
คนทำเพลงนั้้นคอมระดับ Work Station เขาจะมีฮาร์ทดีส 2 ลูก  ลูกแรกลง OS Windows หรือ Mac OS
ลูกที่สองใหญ่มากหน่อย ใช้สำหรับทำงาน และ Save งานที่ทำเสร็จแต่ละขั้นตอนจนไฟนอล

งานทั้งหมดจบโดยไม่ใช้ thunderbolt แม้ว่าจะใช้ External hard Disc และผ่าน thunderbolt
ก็ต้องไปตั้งค่าที่โปรแกรมทำงาน ให้ Enable ASIO หรือ Core Audio ครับ ถึงจะแก้เรื่อง Latency ได้
(Audio Interface ทุกวันนี้มี Driver ASIO มาพร้อมครับ)

อย่างไรก็ตามแม้มีเครื่องไม้เครื่องมือดีสุดๆ ลองให้ Sound Engineer 2 คนมาทำงานเพลงเดียวกัน
ผลงานออกมารับรองไม่เหมือนกัน มีเด่นดี มีด้อย ต่างกันไป นั่นถือว่าเป็นพรสวรรค์ของแต่ละคน
อาจมาจาก "หู"  2 ข้างของแต่ละคนก้รับรู้เรื่องเสียงไม่เท่ากันครับ
การเสพย์เสียงดนตรี ความสุขเกิดจากความพอใจ จึงเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละคนโดยแท้


เห็นด้วยกับน้า malako เลยครับ เรื่อง latency

ผมอ่านข้อความของ จขกท แล้ว  ผมคิดว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยกับเรื่อง port type/efficiency หรืออะไรก็ตามของ มัน 
มีแค่เรื่อง ไฟ ที่มาเลี้ยง port ที่อาจจะ optimized มาใหม่ให้ดีขึ้น noise ลดลงเลยส่งผลการทำงานด้านเสียงที่ดีขึ้นมากกว่าครับ 
สรุป คหสต ผม ก็ยังยืนยันไม่เกี่ยวไหรกับ port type เลย
Simple is my Way

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #642 เมื่อ: 22 เมษายน, 2017, 10:07:32 AM »
เมื่อคืนได้รำคำแนะนำแบบบอกไปปรับไปกันเลยครับ ก็ปรับตามที่ได้รับคำแนะนะทันที (พร้อมคำอธิบายในเกิดความเข้าใจ)



หลังจากปรับแล้ว ก็ทดลองฟังครับ แต่เดิมก็คิดว่า ได้ดีขึ้นอีกแน่ๆ แต่ผิดคาดครับ ปรับตามนี้แล้วเสียงดีขึ้น่แบบก้าวกระโดดไปเลย และปัญหาที่ผมคาใจก็เรียกว่าได้รับคำตอบทั้งหมดจากการปรับแต่งในครั้งนี้ครั้้งเดียเลยครับ ถ้าไม่ได้คำแนะนำมาผมคงงมโข่งอีกนาน ขอบคุณคำแนะนำจากมืออาชีพผู้ไม่ประสงค์ออกนามครับ

ก็ยังเหลือนิดหน่อยคือชั้นวาง ตอนนี้กำลัสงสั่งจากร้าน REZET ครับ ตอนนี้ก็แก้ไขเฉพาะหน้าไปก่อน ไปเอาเขียงจากร้าน MUJI มาวาง Apogee ไว้ก่อน
ก็ได้ความเป็นธรรมชาติกว่าเดิมมาก ที่ตอนแรกผมต้องวางบนแผ่นอลูมิเนียมและติดวัสดูซับแรงสั่นทะเสือนไว้ครับ (หมดปัญหาเรื่องสาย ก็ต้องมาต่อสู้กับชั้นวางต่อ)




ออฟไลน์ Malako

  • Super Star
  • *
  • กระทู้: 1,451
  • เพศ: ชาย
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #641 เมื่อ: 22 เมษายน, 2017, 06:13:56 AM »
ตามที่ผมเข้าใจ และหลายวันก่อนก็คุยกับนักดนตรี โปรดิ๊วเซอร์ ที่ทำงานคร่ำหวอดมานานกว่า 30 ปี

Latency เกิดจากปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัย ต้องศึกษา

ในการทำงานทำเพลง การมิกซ์ หรือแม้แต่นักเล่นคาราโอเกะที่จริงจัง หมายถึงการดึงเอาเสียงดนตรีที่มาจากมีดี้ไฟล์
ออกมามิกซ์ชิ้นดนตรีเพื่อให้สะใจใหม่ อาจเป็น 4 , 8 , 16 , 24 แทร๊ค (แยกชิ้นดนตรีทุกชิ้นออกจากกัน)

ฝั่ง PC เขาแก้เรื่อง Latency ด้วย  ASIO ส่วน MAC  คือ Core Audio
การแก้นั้นต้องตั้งค่าที่โปรแกรมที่เล่นเพลง เล่นคาราโอเกะ และมิกซ์เพลงกับทำเพลงก็คือ DAW ซึ่งเป็นโปรแกรมทำเพลงต่างๆ

การทำงานจะทำงานจากฮาร์ดดีสโดยตรง หมายถึงเราอิมพอร์ทไฟล์ทั้งหมดลงฮาร์ดดีส
คนทำเพลงนั้้นคอมระดับ Work Station เขาจะมีฮาร์ทดีส 2 ลูก  ลูกแรกลง OS Windows หรือ Mac OS
ลูกที่สองใหญ่มากหน่อย ใช้สำหรับทำงาน และ Save งานที่ทำเสร็จแต่ละขั้นตอนจนไฟนอล

งานทั้งหมดจบโดยไม่ใช้ thunderbolt แม้ว่าจะใช้ External hard Disc และผ่าน thunderbolt
ก็ต้องไปตั้งค่าที่โปรแกรมทำงาน ให้ Enable ASIO หรือ Core Audio ครับ ถึงจะแก้เรื่อง Latency ได้
(Audio Interface ทุกวันนี้มี Driver ASIO มาพร้อมครับ)

อย่างไรก็ตามแม้มีเครื่องไม้เครื่องมือดีสุดๆ ลองให้ Sound Engineer 2 คนมาทำงานเพลงเดียวกัน
ผลงานออกมารับรองไม่เหมือนกัน มีเด่นดี มีด้อย ต่างกันไป นั่นถือว่าเป็นพรสวรรค์ของแต่ละคน
อาจมาจาก "หู"  2 ข้างของแต่ละคนก้รับรู้เรื่องเสียงไม่เท่ากันครับ
การเสพย์เสียงดนตรี ความสุขเกิดจากความพอใจ จึงเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละคนโดยแท้

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #640 เมื่อ: 21 เมษายน, 2017, 03:42:50 PM »
OWC ถ้าให้พอร์ท eSATA มาด้วยนี่จะโดนใจมากครับ //// ข้อมูลในเว็บไซท์ เพิ่มเงิน 19$ เปลี่ยน USB3.0 เป็น eSATA ได้ครับ 19$/ช่อง

ใครซื้อมาเป็นคนแรกรบกวนรีวิวเรื่องเสียงให้หน่อย ชน Caldigit ได้มั้ย

Add eSATA Connectivity
Use one of the five USB connections to add an eSATA port for even more connectivity with this USB 3.0 to eSATA adapter.

OWC ให้เป็น Adapter ครับ เศร้าเลย

ออฟไลน์ Valve art

  • ***
  • กระทู้: 182
  • Sweet tube
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #639 เมื่อ: 21 เมษายน, 2017, 03:25:35 PM »
OWC ถ้าให้พอร์ท eSATA มาด้วยนี่จะโดนใจมากครับ //// ข้อมูลในเว็บไซท์ เพิ่มเงิน 19$ เปลี่ยน USB3.0 เป็น eSATA ได้ครับ 19$/ช่อง

ใครซื้อมาเป็นคนแรกรบกวนรีวิวเรื่องเสียงให้หน่อย ชน Caldigit ได้มั้ย
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #638 เมื่อ: 21 เมษายน, 2017, 01:38:45 PM »
ดังนั้น speed และ ภาค Controller ต้องมีผลกับภาค output ที่จะได้รับ จึงไม่แปลกใจทำไม thunderbolt3จาก MacBook Pro ให้เสียงที่ออกมากดีกว่า MacBook รุ่นเก่าไปไกล

ขอบคุณที่แปลไทยแบบอ่านเข้าใจได้ง่ายๆเลยครับ ผมเขียนไปเขียนมาก็ยิ่งแปลสับสน เลยต้องรบกวนให้อ่านจากต้นฉบับครับ

1.41ms round-trip at 96kHz with a 32 buffer setting ใช้ตอนบันทึกเสียง A/D เสียงจะไม่แรคจากเมโทรนอมมากครับ
แต่เวลาผมแปลงไฟล์ จะเลือกเป็น 1024 Buffer (ได้รับคำแนะนำจากห้องอัด) จะได้คุณภาพไฟล์ดีสุด

*และผมยังไม่แน่ใจเลยว่า Apogee Element 24 ของผม เป็น Thunderbolt 1 หรือ Thunderbolt 2 ครับ ในเวปหลักไม่ลงรายละเอียดไว้
 ส่วนเวปที่เอาเครื่องไปเทสต์ลงว่าเป็น Thunderbolt 2 แต่ก็เป็น Controller รุ่นเล็กครับ เพราะมี Thunderbolt มาแค่ 1 พอร์ท
แต่ที่ Macbook Pro ของมีรมี Thunderbolt 3 มา 4 พอร์ท ก็หมดปัญหา ไม่เหมือนตอนที่ใช้ Macbook Pro 2014 ที่มี Thunderbolt 2 มาแค่ 2 พอร์ทครับ
แต่มีอุปกรณ์ที่ต้องต่อ 3 ชิ้น คือ Apogee, HDD, DVD Drive ทำให้ตอ้งสลับพ่วงหาดูว่าแบบไหนดี แต่ตอนนี้สรุปได้ว่า ต่อแยกแต่ละพอร์ท ดีสุดครับ

MacBook Pro 2016 มี Thunderbolt 3 อยู่ 4 ports
1. ไฟเลี้ยง Macbook
2. HDD
3.Interface/DAC
4.CD เอาไว้ RIB เพลง/ต่อจอใหญ่ 4K

ถ้าต่อแยกแล้วเสียงดีกว่าใช้ Docking ของ Caldigit เอางบไปลงทุน HDD น่าจะได้ประโยชน์กว่านะครับ

เรื่องนี้ผมยังตัดสินใจไม่ได้ครับ
- ผมมี Caldigit Thunderbolt Station 2 และมี Kannex Thunderbolt to eSATA เทียบเสียงกันแล้ว Caldigit กินขาด แต่ผมก็อยากย้ายไป HDD Thunderbolt 3
  ถ้าผมซื้อ Caldigit Thunderbolt Station 3 ก็ตอบโจท์ HDD เดิมเป็น eSATA ก็ไม่ต้องเปลี่ยน ขายตัวเก่า ซื้อตัวใหม่ เพิ่มเงินหลักพัน
  แต่วิธีนี้ ผมก็ยังติดอยู่กับไดรฟ์ DVD แบบ Firewire
- Sonnet Echo 15+ มีไดรฟ์ DVD ต่อผ่าน Thunderbolt ถ้าซื้อตัวนี้ ผมบอกลา Firewire ได้เลย แต่ Echo 15+ ยังเป็น Thunderbolt 2 ครับ
  แต่ตัวนี้ตัวเดียว มีพอร์ทครบเลย ยุบรวม HDD กับ ไดรฟ์ DVD มาเหลือกล่องเดียว (แต่เสียงสู้ Caldigit ไม่ได้แน่คร้บ)

เลยยังไม่ได้ตัดสินใจครับ และมีตัวเลือกใหม่ๆอีก ทั้ง Lacie หรือ OWC
แต่ก็เรียกได้ว่า บอกลาชีวิตระดับ Mb/s เข้าสู่ยุค Gb/s

OWC ถ้าให้พอร์ท eSATA มาด้วยนี่จะโดนใจมากครับ


หรือ Lacie รุ่นใหม่ที่หน้าตาทำให้นึกถึงยุค Apple Lisa หรือยุค Performa


ตัวถังอลูมิเนียมหล่อ แถมการออกแบบหน้าตาดูดีกว่าเครื่องเสียงไฮเอนด์เสียอีกครับ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 เมษายน, 2017, 02:48:36 PM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ Valve art

  • ***
  • กระทู้: 182
  • Sweet tube
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #637 เมื่อ: 21 เมษายน, 2017, 10:53:08 AM »
ดังนั้น speed และ ภาค Controller ต้องมีผลกับภาค output ที่จะได้รับ จึงไม่แปลกใจทำไม thunderbolt3จาก MacBook Pro ให้เสียงที่ออกมากดีกว่า MacBook รุ่นเก่าไปไกล

ขอบคุณที่แปลไทยแบบอ่านเข้าใจได้ง่ายๆเลยครับ ผมเขียนไปเขียนมาก็ยิ่งแปลสับสน เลยต้องรบกวนให้อ่านจากต้นฉบับครับ

1.41ms round-trip at 96kHz with a 32 buffer setting ใช้ตอนบันทึกเสียง A/D เสียงจะไม่แรคจากเมโทรนอมมากครับ
แต่เวลาผมแปลงไฟล์ จะเลือกเป็น 1024 Buffer (ได้รับคำแนะนำจากห้องอัด) จะได้คุณภาพไฟล์ดีสุด

*และผมยังไม่แน่ใจเลยว่า Apogee Element 24 ของผม เป็น Thunderbolt 1 หรือ Thunderbolt 2 ครับ ในเวปหลักไม่ลงรายละเอียดไว้
 ส่วนเวปที่เอาเครื่องไปเทสต์ลงว่าเป็น Thunderbolt 2 แต่ก็เป็น Controller รุ่นเล็กครับ เพราะมี Thunderbolt มาแค่ 1 พอร์ท
แต่ที่ Macbook Pro ของมีรมี Thunderbolt 3 มา 4 พอร์ท ก็หมดปัญหา ไม่เหมือนตอนที่ใช้ Macbook Pro 2014 ที่มี Thunderbolt 2 มาแค่ 2 พอร์ทครับ
แต่มีอุปกรณ์ที่ต้องต่อ 3 ชิ้น คือ Apogee, HDD, DVD Drive ทำให้ตอ้งสลับพ่วงหาดูว่าแบบไหนดี แต่ตอนนี้สรุปได้ว่า ต่อแยกแต่ละพอร์ท ดีสุดครับ

MacBook Pro 2016 มี Thunderbolt 3 อยู่ 4 ports
1. ไฟเลี้ยง Macbook
2. HDD
3.Interface/DAC
4.CD เอาไว้ RIB เพลง/ต่อจอใหญ่ 4K

ถ้าต่อแยกแล้วเสียงดีกว่าใช้ Docking ของ Caldigit เอางบไปลงทุน HDD น่าจะได้ประโยชน์กว่านะครับ
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""

ออฟไลน์ GUNTAM

  • ****
  • กระทู้: 472
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #636 เมื่อ: 21 เมษายน, 2017, 10:40:08 AM »
ดังนั้น speed และ ภาค Controller ต้องมีผลกับภาค output ที่จะได้รับ จึงไม่แปลกใจทำไม thunderbolt3จาก MacBook Pro ให้เสียงที่ออกมากดีกว่า MacBook รุ่นเก่าไปไกล

ขอบคุณที่แปลไทยแบบอ่านเข้าใจได้ง่ายๆเลยครับ ผมเขียนไปเขียนมาก็ยิ่งแปลสับสน เลยต้องรบกวนให้อ่านจากต้นฉบับครับ

1.41ms round-trip at 96kHz with a 32 buffer setting ใช้ตอนบันทึกเสียง A/D เสียงจะไม่แรคจากเมโทรนอมมากครับ
แต่เวลาผมแปลงไฟล์ จะเลือกเป็น 1024 Buffer (ได้รับคำแนะนำจากห้องอัด) จะได้คุณภาพไฟล์ดีสุด

*และผมยังไม่แน่ใจเลยว่า Apogee Element 24 ของผม เป็น Thunderbolt 1 หรือ Thunderbolt 2 ครับ ในเวปหลักไม่ลงรายละเอียดไว้
 ส่วนเวปที่เอาเครื่องไปเทสต์ลงว่าเป็น Thunderbolt 2 แต่ก็เป็น Controller รุ่นเล็กครับ เพราะมี Thunderbolt มาแค่ 1 พอร์ท
แต่ที่ Macbook Pro ของมีรมี Thunderbolt 3 มา 4 พอร์ท ก็หมดปัญหา ไม่เหมือนตอนที่ใช้ Macbook Pro 2014 ที่มี Thunderbolt 2 มาแค่ 2 พอร์ทครับ
แต่มีอุปกรณ์ที่ต้องต่อ 3 ชิ้น คือ Apogee, HDD, DVD Drive ทำให้ตอ้งสลับพ่วงหาดูว่าแบบไหนดี แต่ตอนนี้สรุปได้ว่า ต่อแยกแต่ละพอร์ท ดีสุดครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 เมษายน, 2017, 10:42:40 AM โดย GUNTAM »

ออฟไลน์ Valve art

  • ***
  • กระทู้: 182
  • Sweet tube
Re: ฟังเพลงจาก Mac กันดีกว่าครับ (Thunderbolt) ภาค2 ต่อจากปี 2008
« ตอบกลับ #635 เมื่อ: 21 เมษายน, 2017, 10:00:06 AM »
ดังนั้น speed และ ภาค Controller ต้องมีผลกับภาค output ที่จะได้รับ จึงไม่แปลกใจทำไม thunderbolt3จาก MacBook Pro ให้เสียงที่ออกมากดีกว่า MacBook รุ่นเก่าไปไกล
""อิสระในความคิด และเสรีภาพ เสมอภาค อิสระแห่งเสียงดนตรี"""